ภายในวันนั้น แลนซ์ตัดสินใจเล่าเื่ทุกอย่างให้แอนนาและวาเนสซ่าฟัง แอนนาถึงกับน้ำตาซึมเมื่อรู้ว่าเขาต้องเจออะไร ตลอดที่เธอต้องออกไปสู้กับหายนะสีดำที่ทวีปของคนตาย เพื่อชดเชยที่ผู้กล้าอย่างเขาไม่อาจทำงานได้ ส่วนวาเนสซ่านั้นทำท่าไม่อยากจะเชื่อ เพราะมันเหนือสามัญสำนึกของเธอ แต่ก็ยากจะปฏิเสธเช่นกันเพราะแลนซ์รู้เื่ทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวเธอ
“หลังจากที่ผมท่องกระบวนท่าเพลงทวนวัลไคเรียไปหมดแล้ว ยังไม่เชื่ออีกหรือครับ” แลนซ์กล่าวกับวาเนสซ่า “หรือต้องให้ผมบอกมั้ยว่าคุณแต่งงานกับใคร และมีลูกชื่ออะไร”
“หา ฉันแต่งงานหรือ” วาเนสซ่ากล่าวพลางหน้าแดง “แถมมีลูกอีก...อย่าพึ่งสปอยอนาคตฉันนะคะ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ” แอนนากล่าวพลางอมยิ้ม “ในอนาคตเธอจะถูกบังคับแต่งงาน แต่ครอบครัวของเธอยอมจ่ายสินทดแทนการแต่งงานจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยเหลือเธอ ทำให้เราเองก็ไม่รู้ว่าเธอชอบใคร และใครชอบเธอ”
“ใครบังคับหม่อมฉันเพคะ” วาเนสว่ากล่าวเสียงเศร้า ดูเหมือนเธอจะผิดหวัง “หรือว่าเป็พวกบลูสกาย”
ทั้งแอนนาและแลนซ์พยักหน้า ทำเอาวาเนสซ่าถอนใจ
“หากหม่อมฉันไปทวีปแอตลาสกับทั้งสองคนด้วย ก็อาจเปลี่ยนอนาคตหม่อมฉันสินะคะ...แต่ในขณะเดียวกัน พวกบลูสกายก็จะหาทางเล่นงานท่านพ่อของหม่อมฉันหนักกว่าเดิม”
“ไม่ว่ายังไงทางอาณาจักรบลูสกายก็ไม่กล้าลงมือกับเมืองบลูฟิชหรอก” แลนซ์กล่าว “ทางบลูสกายคงไม่อยากให้เมืองท่าที่สำคัญของตน ต้องกลายเป็เขตพื้นที่สีแดงเหมือนทางภาคเหนือล่ะนะ”
พื้นที่สีแดงทางภาคเหนือของอาณาจักร คือเขตก่อการร้ายของอาณาจักรโบราณที่ล่มสลายไปนานแล้ว แต่ทว่ากลับมีองค์กรณ์ก่อการร้ายอ้างตัวว่าเป็ชนเผ่าอาณาจักรโบราณที่สาบสูญ ซึ่ง้าทวงสิทธิในดินแดนและการปกครองตัวเองคืน ถึงแม้จะมีการปราบปรามอย่างหนัก ก็ยังไม่สามารถบรรเทาปัญหาตรงนี้ได้
“ไม่มีทางออกทางทะเลตรงไหนดีกว่าบลูฟิชแล้ว” แอนนากล่าว “ดังนั้นเสด็จพ่อต้องไม่ทำอะไรที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของราชวงศ์แน่ๆ”
วาเนสซ่าพยักหน้ารับ ก่อนที่เธอจะกล่าว
“ตอนนี้หม่อมฉันได้เข้าใจเื่ทั้งหมดแล้ว ว่าแต่องค์หญิงและท่านแลนซ์ พวกท่านจะเริ่มต้นยังไง หลังจากที่เป็อิสระ ขอทราบแผนการของพวกท่านคร่าวๆหน่อยค่ะ”
“อีกสามวันเราถึงจะได้ป้ายฐานะ” แอนนากล่าว “ระหว่างนี้ฉันและแลนซ์ตัดสินใจว่าจะหาวัตถุดิบมอนสเตอร์เพื่อรวบรวมรายได้ให้มากที่สุด แน่นอนว่าพวกฉันจะไม่แบกถุงเหรียญจำนวนมากล่อตาพวกโจรหรอก แต่จะนำไปแลกเป็ตั๋วเงินจากศาสนจักรมาริก้า และจะทยอยเบิกมาเท่าที่จำเป็”
“แบบนี้เองสินะคะ ที่เรียกว่าได้รับความช่วยเหลือจากโบสถ์” วาเนสซ่ากล่าว “ปกติตั๋วเงินทางศาสนจักรจะออกให้เฉพาะบุคลาการที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์เท่านั้น เพราะพวกเขาไม่ใช่สถาบันการเงิน แสดงว่าท่านทั้งสองต้องได้รับความไว้วางใจจากคนใหญ่คนโตมากๆเลยสินะคะ”
“บังเอิญฉันไปช่วยเหลือคนใหญ่คนโตอย่างอาร์คบิชอบเข้าน่ะ” แลนซ์กล่าว “เลยได้รับความไว้วางใจในระดับหนึ่ง”
“ถ้าอย่างนั้นตลอดสามวันนี้ ให้หม่อมฉันช่วยหาวัตถุดิบด้วยดีไหมเพคะ” วาเนสซ่ากล่าว “หม่อมฉันมีป้ายฐานะสำรองจากบลูฟิชอยู่ เป็ป้ายของสามัญชน อีกทั้งประวัติป้ายนี้หม่อมฉันยังมีฐานะเป็นักผจญภัยด้วย”
วาเนสซ่าหยิบป้ายฐานะสำรองออกมา มันไม่ใช่ป้ายเงินกรอบทองคำขาวแบบที่บลูสกายให้กับเธอ หากแต่เป็ป้ายทองแดงธรรมดาๆของสามัญชน
“ถ้าอย่างนั้นฉันขออะไรอย่าง” แอนนากล่าว “จากนี้ไปฉันเป็น้องสาวของเธอ ห้ามพูดสุภาพหรือในเชิงเคารพฉันเด็ดขาด”
“องค์หญิง” วาเนสซ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงลำบากใจ “หม่อมฉันทำแบบนั้นกับเชื้อสายราชวงศ์ไม่ได้เพคะ”
“ไม่ได้ก็ต้องได้ เปลี่ยนคำเรียกเดี๋ยวนี้” แอนนากล่าว “หรือเธอจะขัดคำสั่งฉัน”
“คุณหนูคะ” วาเนสซ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงลำบากใจ
แอนนาส่ายหน้า ดูเหมือนเธอจะไม่รับคำนี้
“...แอนนา”
เมื่อวาเนสซ่ากล่าวคำนี้ แอนนายิ้มพลางพยักหน้ารับทันที
“นับจากนี้ไป เรียกพวกเราทั้งสองด้วยชื่อเฉยๆ เพราะเธอจะมาเป็ผู้ปกครองของฉันตลอดที่อยู่ทวีปแอตลาส...เข้าใจไหมคะ พี่วาเนสซ่า”
“ฝากตัวด้วยนะครับ พี่สาว” แลนซ์เองก็กล่าวเช่นกัน
……………………………..
“ไม่ได้นอนเตียงนุ่มอย่างนี้มานานเท่าไหร่แล้วน้า...คิดถึงจังเลย”
แอนนากล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง ก่อนที่เธอจะทิ้งร่างๆเล็กๆลงกับเตียงนอนสีขาวที่ใหญ่และนุ่ม วาเนสซ่าส่งสายตาโกรธมาที่แลนซ์ทันที
“ก็ทำไงได้ล่ะ” แลนซ์กล่าวพลางยิ้มแห้งๆ “มีแค่เพิงบ้านพักเล็กๆของชาวบ้าน ที่ยอมรับเงินเราและให้เราอาศัย...ไม่มีโรงแรมที่ไหนรับพวกเราเลย บางที่จะกักตัวเราเอาไว้ด้วยซ้ำ เพื่อตามหาผู้ปกครอง”
ในทวีปไกอา หากโรงแรมหรือสถาณบันเทิงใดอนุญาตให้เด็กที่ไม่บรรลุนิติภาวะเข้าใช้งานหรือพักอาศัยมากกว่าครึ่งวัน โดยไม่มีความยินยอมจากผู้ปกครองตามกฏหมาย จะต้องโทษกักขังหน่วงเหนี่ยวทันที เ้าของสถาณที่และพนักงานที่เกี่ยวข้องจะถูกปรับเป็จำนวนเงินหลายเหรียญทอง หากไม่มีจ่ายจะถูกจองจำแทน
ด้วยกฏหมายที่คุ้มครองเยาวชนดีเกินไป จึงทำให้แลนซ์และแอนนาลำบากในการหาที่พักพอสมควร ดังนั้นตลอดสามวันก่อนที่จะติดต่อกับศาสนจักร แลนซ์จึงให้เหรียญทองแดงห้าเหรียญกับชาวบ้านที่มีเพิงพัก เพื่อเป็ค่าเช่าโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาแทน
แต่ทว่าหญิงชราที่เป็เ้าของเพิงพักกลับคืนเหรียญให้แลนซ์ เธอไม่รับเงินของเขา เนื่องจากเธอเข้าใจว่าแลนซ์และแอนนาเป็เด็กที่หลบหนีจากขุนนางใจร้าย เธอจึงอยากช่วยเหลือพวกเขา
“อยู่ได้เท่าที่อยากอยู่ ผลไม้ในสวนกินได้ตามใจ ถ้าหิวล่ะก็มื้อเช้าเรามีซุปและขนมปังให้”
ทั้งสองคนตั้งใจว่าจะตอบแทนหญิงชราคนนั้นในสักวัน แต่ที่แน่ๆตอนนี้ทั้งสองเองก็ยังไม่มั่นคงพอจะตอบแทนใครได้ จึงทำได้แค่ขอบคุณ
“เห็นแล้วใช่ไหมคะ ว่าเด็กๆสองคนอยู่กันลำบาก” วาเนสซ่ากล่าวตำหนิแลนซ์ “คราวนี้รู้แล้วสินะ ว่ามีผู้ปกครองมันดียังไง”
ตอนนี้ทั้งสามคนอยู่ในห้องพักอย่างดีของโรมแรมในตัวเมืองใกล้กับศาสนจักร ซึ่งต้องจ่ายถึงคืนละสามสิบห้าเหรียญทองแดง หรือเท่ากับคืนละสามพันห้าร้อยเหรียญหิน ถือว่าเป็ราคาที่สูงพอควร แต่เพราะราคาสูงมันจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็สำหรับคนที่เคยสุขสบายมาก่อนอย่างเช่นทั้งสามคน ซึ่งสิ่งที่อำนวยความสะดวกสบายในที่พักอาศัยก็คือแกนธาตุเวทมนตร์นั่นเอง โดยแกนธาตุเวทมนตร์นั้นเป็สิ่งจำเป็สำหรับครัวเรือน โดยแกนธาตุแต่ละอันจะทำหน้าที่ดังนี้
แกนธาตุไฟสำหรับให้ความอบอุ่น ธาตุสายฟ้าสำหรับแสงสว่างภายในห้อง แกนธาตุน้ำสำหรับใช้ดื่มและชำระล้างในห้องน้ำ แกนธาตุน้ำแข็งสำหรับปรับอุณหภูมิเย็น แกนธาตุดินสำหรับรักษาสภาพความคงทนของเครื่องเรือนและห้องพัก แกนธาตุลมสำหรับทำให้อากาศในห้องพักไหลเวียนสะดวก แกนธาตุมืดสำหรับทำลายสิ่งปฏิกูลในห้องน้ำรวมถึงขยะ และสุดท้ายแกนธาตุแสงสำหรับชำระล้างและทำความสะอาดทุกอย่างในห้องพัก
จะเห็นได้ว่าแกนเวทมนตร์ธาตุนี้จัดว่าเป็ของจำเป็ในชีวิตประจำวัน และจำเป็ต้องมีทุกครัวเรือน แต่น่าเสียดายที่ชนชั้นกลางถึงสูงขึ้นไปเท่านั้น จึงจะมีแกนธาตุติดตั้งในที่พักอาศัย เนื่องจากแกนธาตุเวทมนตร์เป็วัสดุสิ้นเปลืองราคาแพง เป็ของที่ใช้แล้วหมดไป ดังนั้นชาวบ้านชาวช่องจึงเลือกจะตักน้ำหรือจุดไฟด้วยตัวเองมากกว่าจะเสียเงินซื้อของพวกนี้
และแน่นอน ว่าห้องพักที่วาเนสซ่าเลือกนั้นมีแกนธาตุเวทมนตร์ติดตั้งครบทุกแกนธาตุ โดยคนออกเงินคือแลนซ์และแอนนา ทำให้ทั้งสองถึงขั้นเหงื่อตกที่ต้องจ่ายค่าที่พักราคาแพงหูฉี่ขนาดนี้
ลึกๆแลนซ์รู้ว่าวาแนสซ่าแอบกดดันทั้งสองคน เพื่อให้รู้ว่าโลกภายนอกนั้นมีค่าใช้จ่ายมากเพียงใด เพื่อให้ทั้งสองเตรียมใจและต้องพยายามขึ้น จะได้ไม่ทำตัวสบายๆเหมือนเมื่อครั้งยังมีบ้านให้กลับ
แอนนานั้นเผลอหลับปุ๋ยคาเตียงจนวาเนสซ่าต้องปลูกและพาเธอเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ และวาเนสซ่าถึงขั้นปรี๊ดแตกเมื่อแอนนาจะชวนแลนซ์เข้ามาอาบด้วย จนสุดท้ายแลนซ์ต้องนั่งรอให้ทั้งสองอาบน้ำเสร็จก่อน ซึ่งกว่าทั้งสองจะอาบเสร็จก็กินเวลาร่วมชั่วโมง เพราะมัวแต่คุยกันตามประสาผู้หญิงเสียมากกว่าครึ่ง
หลังอาบน้ำเสร็จ แลนซ์และแอนนาในชุดนอนใหม่เอี่ยม ต่างหลับสนิทบนเตียงของแต่ละคน ทั้งสองนั้นเหนื่อยล้ามาตลอดสามวัน เพราะอาหารการกินและที่พักที่ไม่สบายตัวเท่าใดนัก เมื่อทั้งสองมีผู้ใหญ่ดูแล จึงได้นอนหลับกันอย่างสนิทใจ
“เคยเป็ผู้ใหญ่มาก่อนหรือ” วาเนสซ่ากล่าวพลางหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นเด็กทั้งสองหลับปุ๋ย “แต่ทั้งสองในตอนนี้นั้นเป็เด็กน้อยชัดๆ เด็กๆที่ฉันต้องดูแล และปกป้องด้วยชีวิตสินะ”
เมื่อเด็กทั้งสองหลับสนิท วาเนสซ่าได้ใช้เวทเรียกนกฮูกสีเทาตัวหนึ่งออกมา มันเป็นกฮูกสีเทาตาสีแดงโลหิต นกฮูกตัวนี้ใส่เกราะเหล็กเบาสำหรับสู้รบกลางอากาศ เธอบรรจงเขียนจดหมายรายงานพ่อของเธอ ก่อนจะเก็บจดหมายไว้ที่ช่องเก็บจดหมายบริเวณหน้าท้องของมัน
นกฮูกของวาเนสซ่าเป็สัตว์เวทพันธสัญญา ที่ชื่อว่านกฮูกโลหิตราตรี สัตว์พันธสัญญาระดับ บี (B) เป็สัตว์เวทที่มีจุดเด่นคือความเร็วและพลังโจมตีทางกายภาพ แน่นอนว่าเมื่อมันถูกใช้ส่งจดหมาย มันจะไม่ถูกสัตว์ปีกตัวใดล่า เพราะมันสามารถต่อสู้ได้แม้กระทั่งกับอินทรีย์หรือเหยี่ยวทุกสายพันธุ์
“ขออภัยด้วยนะคะท่านพ่อ และท่านอาซาร่า” วาเนสซ่ากล่าวกับตัวเอง “ดูเหมือนฉันคงต้องใช้ความพยายามอีกสักหน่อย องค์หญิงและผู้กล้าถึงจะยอมมาเป็กำลังให้กับวัลไคเรียของเราค่ะ”