ความเป็อยู่ในครอบครัว ต่างทำหน้าที่ดีทุกคน
หลายเมียก็จริง แต่ท้าวเทศยกให้ปกครองกันเอาเอง
โดยมาลาเป็ภรรยาเอก ถัดไปอนุนางอุทัยวรรณบุตรเ้านครตักสิลา
ต่อมาลำดวนซึ่งเป็ชาวบ้านสามัญชน มีอีกคนนางสุพรรณ
ที่ได้กันตอนเยือนลำตะคอง แม่น้ำสายไหลผ่านเมืองเสมา กับพิมาย
ส่วนเมียบ่าวแววตา โดนมันทำ*เสน่ห์ยาแฝดใส่เลยต้องรับผิดชอบเพิ่ม
แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะเห็นมันเป็แม่ของลูกเหมือนกัน จึงรอดตัวไป
ถึงอย่างไรท้าวเทศยังเอ็นดู ลูกสาวคนโตยกให้เป็ที่หนึ่งตลอด
รจนาจะทำอันใดพร้อมให้ท้ายเสมอ เหมือนคราวนี้
“ในเฮือนนี่ ขนมลูกกูเฮ็ดแซ่บกั่วหมู่”
พูดถือหางกับทุกอย่างที่พอยกยอ
“กะบ่ปานนั่นดอก ท่านพ่อ”
เป็รจนาเอง ออกปากถ่อมตน
จะไม่ให้พิเศษได้อย่างไร ทั้งนิสัยใจคอเหมือนกับองค์หญิงขันทองผู้เป็ยาย
ชนิดถอดด้ามมา ไม่ว่าความชอบสันโดษไม่สุงสิงกับใครนัก
ฉลาดปราดเปรื่องเก็บเกี่ยวความรู้จากตำรา และใบหน้าท่าทางมีสง่าราศี
“มีคนเว้าเด้อ ว่าลูกกูเฮ็ดหยังกะบ่เป็”
เปรยวาจาเตือนพวกอิจฉา อีแววตาตัวดีที่ใส่ไฟนินทาลับหลัง
“อยู่นำกันกะแพงกัน ฮั่นตั๊ว”
หันมาทางเมียบ่าว เชิงรู้สันดานมันจึงเอ่ยขึ้น
“ข่อย ๆ”
งุดหลบหน้า แววตาไม่กล้าพูด
“บ่มีหยัง น้าแววตาเพิ่นฮักแพงนางแถะเนาะ”
ประโยคของรจนา ช่วยให้พ้นถูกต่อว่า
“แม่น ๆ เ้าข้า”
แววตาขานรับเป็มั่นเหมาะ ทั้งที่ไม่นานมานี้เพิ่งจะพูดจาแดกดันใส่
“กะญ้อนมาลาเจ่าใจดี ซัมนี่บ่พอกำราบพวกหยาบมึนดอก”
ท้าวเทศเอ่ยกับเมียเอก ซึ่งพื้นเพจิตใจดีงาม
“เอ่า อ้ายกะเผิ่งสิเว้าฮั่นเด้”
มาลาตอกกลับ“อยู่นำกัน กะฮักแพงกันไว้”
ท่าทางยิ้มน้อย ๆ แฝงในคำ เลยทำให้ท้าวเทศยอมรับเหตุผลที่นางกล่าว
“ถืกควมเจ่า นั่นหละ”
ทุกสายตาชื่นชมสิ่งมาลาปฏิบัติ ในเรือนกำกับดูแล
ด้วยน้ำใจเผื่อแผ่ทั่วถึง ไม่กดขี่ข่มเหงใครทั้งความเสมอภาค
มวลทั้งหลายจึงเกรงในความดี อันเธอมีให้
กระทั่งอีแววตา ยังเคารพไม่อาจทำอะไรมากไปกว่านี้
แม้มันจะแอบรู้สึกน้อยใจในท้าวเทศ ที่อวดแต่ลูกสาว
หากแพ้ตรงมาลา แม่ของรจนาทำดีไว้มากกับตน
แค่พูดจาส่อเสียดเป็บางครั้ง ลำพังเท่านั้นจริง ๆ ที่มันคิด
จะใหญ่มาจากไหน ถ้าอยู่ในบ้านควรฟังภรรยา คำนี้ท้าวเทศตระหนักยิ่ง
“บาดหนิ มีแนวมาต้อน”
ยอมลงให้แล้ว จึงเรียกมานั่งรวมกัน
เปิดหีบให้เลือกสิ่งของที่หามาฝากคนทางบ้าน
หยิบทีละชิ้นตาม้า ถ้อยทีถ้อยอาศัยเพราะอย่างไรต้องอยู่กันถึงแก่เฒ่า
บรรดาลูก ๆ ได้ของเล่นต่างถูกใจ เหลือให้รจนาเป็ตำราขอม
ซึ่งท้าวเทศสรรหาตามแหล่งวัดวาอาราม เพื่อนำมาเสริมปัญญาลูกสาว
...ผ่านไปสองวันพักพอหายเหนื่อย บักลายสือถูกบ่าวเรียกตัว
ก้าวขึ้นเรือนหลังใหญ่ เห็นท้าวเทศนั่งรอตรงซุ้มระเบียงชานบ้าน
“ข้าน้อย มาแล้วท่านอา”
นับญาติตามชั้น มันนั่งลงกราบดุจผ่านการรู้ธรรมเนียม
จากคำปงแนะถึงขั้นตอนขนบในวัง นางให้ความสำคัญ
ล้วนกิริยาต่าง ๆ ย่อมสื่อถึงตัวตน คนเป็แม่สั่งสอน
“สมกับขัตติยะ องค์หญิงคาระปงคึสิบอก สอนมาดี”
ชมในความขัดเกลา ปรับตามสภาพท้าวเทศสังเกตได้
“มื้ออื่นเด้อ สิพาเข้าเฝ้า”
ต้นสารจากข้างใน แจ้งถึงพ่อหลวงเลอสรวงทรงฟื้นตื่น
เพื่อความแน่ใจ เลยชักชวนบักลายสือไปด้วยกัน
“ฮับฟัง ท่านอา”
น้อมเอาคำ ใจชื้นขึ้นมากับอาการบิดาที่รับฟังจากปากท้าวเทศ
อันไปแต่ละครั้งต้องปิดบังกายา พรางตาด้วยมนต์เสก
พอท้าวเทศมีแววพ้นครหาอาญาหนัก โดยการคืนกลับมาดั่งเดิมขององค์าา
บัดนี้ท้าวเทศอยากได้หน้าจะพาไปเปิดตัว
อันใจมันเองไม่เจตนาให้ยุ่งยาก ลองเอ่ยข้อต่อรอง
“เฮ็ดคึเก่าสา ท่านอา”
ยังคงยืนยัน ไม่ให้ใครล่วงรู้สถานะต้องซ่อนไว้ดั่งเดิม
สำหรับอีกคนท้าวเทศ โอกาสมาถึงแล้วหากพลาดไปเสียดายระหว่างพ่อกับลูก
เกลี้ยกล่อมจนลายสือ หาข้อแย้งไม่ได้เนื่องผู้ใหญ่เคยโอบอุ้มอุปถัมภ์
“เอาตามควมอา ก่อนเถิน”
ประโยคกลาย ๆ คล้ายขอ ขั้นนึกคิดผลักดันสู่ตำแหน่งควรได้สิทธินั้น
ถลำเข้ามาพัวพันวงศ์เกียรติยศ ลายสือรู้แล้วจำปาอึดอัดเพราะอะไร
กรณีพักอาศัยรวมหมู่กับบรรดาบ่าว ไพร่ เสมือนจำปาขาดอิสระ
ด้วยการอยู่ในสังคมชั้นสูง ซึ่งยากปฏิเสธต้องจำยอมผ่อนปรนให้ท้าวเทศ
อย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลายสือต้องตามน้ำ
ลาลงเรือนเดินเก็บความรู้สึก จังหวะนั้นเหมือนมีคนยืนขวาง
“มาเฮ็ดหยัง ม่องนี่?”ประจันหน้า รจนาถาม
ใจจดใจจ่อรออยู่หลายวันในสวน ครั้งจะเจอพลันง่ายดาย
“ท้าวท่าน เอิ้นหา”ลายสือตอบตามจริง
หวั่นมันจะมาฟ้องถึงพฤติกรรม ปีนต้นไม้แล้วเผลอคายเม็ดขนุนร่วงใส่หัว
“แม่นบ่น้อ!”
ใช้บริเวณแถบรั้วกั้นเป็ที่คาดคั้น รจนาดักหมายเอาเื่
“บ่ได่ขี้ซอตั๊ว”ย้ำต่อคนตรงหน้า จ้องตาเค้น
เอาเป็ว่า ก่อความเขินอายให้กับบักลายสือแทน
“บ่ ๆ เด้อ”พลอยใจสั่น ลั่นประโยคติดขัด
พิรุธนักกับคำพูดทั้งทำมองทางอื่น รจนาไม่เชื่อ
“ฮิเว้ามา ไปหากันย้อนอีหยัง”
อีกยังระแวงในท่าทาง ซึ่งใครก็รู้เธอคือลูกสาวเ้าของเรือนนี้
“บอกบ่ได่ดอก”
บ่ายเบี่ยงดื้อ ๆ พร้อมก้าวขยับ
“อย่าฟ้าว!”
ฝ่ายรจนาทักห้าม ทั้งรั้งแขนไว้“ขั่นขี้ตั๋ว มึงถืกแส้คัก ๆ”
มองเป็วัยใกล้เคียง หรือจะใช่กลุ่มคนเพิ่งมาใหม่
ด้านบักลายสือโดนดึงมาสอบถาม ต่อประจักษ์พยานผู้บิดา
“ฮ่วย ๆ มีหยังกัน”
ธิดานางจับตัวลายสือ ย้อนกลับมาบนเรือนอีกครั้ง
ยังนั่งเคี้ยวหมากที่เดิม ฝั่งท้าวเทศเอ่ยถาม อย่างแปลกใจของสองคน
“ผู้นี่ มาซอแม่นบ่เ้าคะ”
รจนาชิงพูด กำแขนแน่นไม่ปล่อย
“แล้ว เฮืองหยังหล่ะ?”
ไม่ทราบความใดในเหตุการณ์ ท้าวเทศจึงอยากฟัง
“มื้อนั่น บ่ได่ตั้งใจ”
อธิบายถึงสิ่งทำ รจนาเท้าประเด็น“ผู้ได๋สิฮู้ ว่ามีคนใต้ต้นไม้”
เผยบ่นในความเงียบเชียบจนเจ็บตัว รจนายังนึกขำเมื่อเล่าจบ
“โอ๊ยน้อ ลูกพ่อ”
สะดุ้งอุทาน ท้าวเทศส่ายหัว
พอ ๆ กับลายสือที่เพิ่งจะรู้เหมือนกันในสายสัมพันธ์
จากที่ใจมุ่งใฝ่รัก มันพยายามถอยห่างทันที
“บาดหนิ ควมได๋เว้าหลายไปบ่”
ถลันคว้าข้อมือตามไล่บี้ รจนาซักเอาคำตอบ
“เซา ๆ บ่แม่นผู้อื่น ผู้ไกล”
เห็นเช่นนั้นท้าวเทศขอร้องลูกสาว
กำลังสอบเอาคำพูด รจนาไม่ยอมท่าเดียว
“จักแหล่ว ฮามันเว้าพื้นข่อยอีกแมะ”
ได้ยินเสียงเอะอะตรงชานเรือน นางมาลาเดินมาสมทบ
“คึดังแซวซะแท้ มีหยังหล่ะ”
แลเห็นรจนา ลักษณะถึงเนื้อถึงตัวผู้ชายที่ยืนขืนออก
ขนาดจับมือถือแขน เลยได้เอ็ดตะโร
“เฮ็ดจังซี่ ได่จังได๋เป็สาวเป็นาง”
คิดได้ข้อนี้จึงรีบคลายออก
“อันว่า”รจนากลัวเื่เข้าหูมารดาอีกคน
อาจเป็ตนที่จะถูกลงโทษ ผินแลส่งสายตาวอนไม่อยากให้พูดออกมา
“เบิ่งทรง คึสิเข้าใจผิด”
ไหวพริบดีลายสือแก้หน้าให้“ตู่ข้าน้อย ลักปีนกินบักมี่”
“บ่มีดอกโอรสาา สิลดโตเฮ็ดจังซี่”
เฉพาะทราบชาติกำเนิดของบักลายสือ ภายในเรือนหลังนี้มีแค่มาลากับตน
ท้าวเทศกังวลมาลาจะกักบริเวณรจนา ไม่ให้ไปไหนตามเคย
กฎเกณฑ์ที่วางไว้ สำหรับลูกสาวซึ่งมักลอบเที่ยวเล่นตามประสา
เกี่ยวเนื่องบิดาชอบพาตะลอนโลดโผน ั้แ่วัยเด็ก
ชักพากันออกไปสมบุกสมบัน เยือนหัวเมืองบ่อย
สนิทกันขั้นสอนขี่ม้า ตีไก่ รำมวย ั้แ่ไหนแต่ไร
เข้าสู่่วัย ยิ่งเห็นชัดวิสัยทัศน์มาทางท้าวเทศนั่นเอง
ช่วยแก้ตัวให้และทำทีดุ“รจนา! หาใส่ควมถัวทีปหลาย”
ตั้งรับได้ทันตอนลายสือพูดสลับเื่ ท้าวเทศร่วมวงเฉไฉ
“จังซั่นกะแล้วไป”
มาลาตัดบท“อย่าถือสากันเด้อ ลายสือเอ้ย”
รอเพียงได้ขึ้นแท่นเชื้อสายพระองค์ อย่างเป็ทางการ
คงต้องปรับคำสรรพนามใหม่ในการเรียก อันนี้นางกับท้าวเทศปรึกษากันไว้แต่เนิ่น ๆ
ท้ายก็ยังคาใจอยู่ดี ใยได้ยินว่าใครเป็โอรสาา
หรือบิดาพูดไปอย่างนั้น รจนาจึงไม่รอช้า
“ให้ถามแหน่ ท่านแม่”
เข้ามานั่งใกล้กระจบมารดา“เพิ่นเป็ไผ?”ชี้มือใส่บักลายสือ
“เอ่า เจ่าบ่ทันบอกลูกบ้อ อ้ายเทศ”
พูดจากันฉันท์ผัวเมีย มาลาหันมาทางท้าวเทศ
“บอกหละเด้ ลูกพี่ลูกน้องเจ่า รจนา”
คราวได้ยินแทบจะหงายหลังตรงประโยคพ่วงศักดินา
“ลายสือเป็เชื้อแนว หน่อพ่อหลวงตั๊ว”
อาศัยปลูกบ้านไว้ให้เมียคนละหลัง ทั้งบ่าวรับใช้ไม่ให้ขึ้นเรือน
มายุ่มย่ามวุ่นวายจึงคุยกันได้สะดวก ท้าวเทศเอ่ยแนะนำตัว
ค้างตะลึง นึกถึงสิ่งเธอปฏิบัติไว้ไม่งามนัก
“ซั่นหน่ะ อภัยแหน่เด้อ”
หลังจากนิ่งลายสือยิ้มออก“บ่เป็หยังดอก เอื้อย”
ที่มันเรียกพี่ ด้วยเพราะให้เกียรติโดยแต่แรกไม่รู้อายุ
“ยามเกิด กะซัม ๆ กันนั่นหละ”
ด้านมาลาแทรกขึ้น“แม่อาคึดว่า ลายสือเป็อ้ายอีก”
จำตอนท้องอ่อน ๆ ได้ นางยังเคยเข้าพบองค์หญิงคาระปง่ท้องแก่ใกล้คลอด
นึกไม่ถึง จะถูกจับเสียบหลักปะาในข้อหาเสนียดบ้านเมือง
นั่นคือข่าวคราวที่มาลา ได้ยินจากปากท้าวเทศเกี่ยวกับเื่นี้
หลายปีต่อมาบุตรแห่งองค์เลอสรวง ได้ปรากฏตัว
ลายสือซึ่งอยู่ตรงหน้า นางเชื่อสนิทใจ
“ไส เอิ้นอ้ายเบิ่งดู๊ รจนา”
เป็การให้รู้ลำดับ มาลาบอกลูกสาว
“อ้าย ๆ ลายสือ”รจนายังไม่คุ้นชิน
ทุกอย่างล้วนคลี่คลาย ไม่มีใครหลังลายถูกเฆี่ยน
นับแต่นั้นถือเป็สันติญาติดีกัน
...อชาตะอสูรสิงในร่างองค์เลอสรวง มีมังคลาพราหมณ์คอยรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระบาท
อานิสงส์สร้างภาพ สวดอัญเชิญเรียกขวัญจนสำเร็จ
จริงแล้วจัดฉากทั้งเพ ต่อหน้าประชามวลเข้าเฝ้า
ทำแค่นั่งเฉย ๆ บนบัลลังก์ นอกนั้นปุโรหิตจัดแจงทั้งหมด
วันนี้หอบสังขารมายังท้องพระโรง ท้าวรณชัยหายหน้าหายตาไปนาน
ยื่นถวายฟ้องร้องต่อมังคลา ที่ปล่อยของใส่ตนจนสภาพเป็เยี่ยงนี้
เพื่อตัดสินอย่างยุติธรรม ยอมพาร่างอันซูบผอมน่าอนาถ
เพราะถูกดูดกินสสาร ลมปราณหล่อเลี้ยงจวนเกือบดับมาให้เห็นกับตา
“อย่าเว้าฮ้าย ๆ เด้อ”
ไม่สะทกสะท้านมังคลาด่ากลับ“ญ้อนท่านถืกพยาธิแดกไส้ ยังสิโทษผู้อื่น”
หาข้อหักล้างมาอ้างโดยหลักโรคา ซึ่งฟังขึ้นสมกับมีองค์ประกอบความรู้
“เจ่าน้อ ใหญ่มาปานนี่แล้ว ยังสิแตกบ่เลือก”
โดนตำหนิจากพ่อหลวง ต่อหน้าข้าราชบริพาร
เื่อาหารการกิน ที่ไม่ปรุงสุกเสียก่อนยัดเข้าปาก
ช่างสอดคล้อง่ถูกอสูรครอบงำ เนื้อดิบราดด้วยเืสด ๆ นั่งซดไม่สะอิดสะเอียน
ประการมีคนเห็นขณะไปเยี่ยมหา เสนาเดชาทั้งท้าวคำสอนยืนยันได้
ส่อเค้าคดีล่ม ผลทำอะไรมังคลาพราหมณ์ไม่ได้
หนำซ้ำองค์ประธานการปกครอง ยังปัดฎีกาตกไป
ท่ามกลางมวลข้าราชการ พระยารณชัยเหมือนโดนฉีกหน้า
จึงแบกความอับอาย คืนสถานเรือนพร้อมเจ็บช้ำในใจ.
*ยาแฝด เป็การทำเสน่ห์อย่างหนึ่งเพื่อให้คนบังเกิดความรัก ลุ่มหลงในตัวผู้กระทำ
การทำเสน่ห์ทางไสยศาสตร์ของคนโบราณมีหลายวิธี
แต่ที่เรียกว่าเสน่ห์ยาแฝดนี้ หมายถึงการทำเสน่ห์โดยทำยาผสมให้กิน
เมื่อผู้ใดกินเข้าไปแล้ว ก็จะบังเกิดความรักและโหยหาในตัวผู้กระทำ
ถึงกับต้องมาหากันในทันใด คนแต่ก่อนว่าไว้ในอาการ
ใครถูกยาแฝดถึงอยู่ระยะไกล ไม่เกินสามวัน
ถ้าอยู่ใกล้ไม่เกินชั่วหม้อข้าวเดือด ย่อมทนอยู่มิได้
จะต้องมาหาพบหน้ากันเป็แน่แท้ อันนี้คือฤทธิ์ของเสน่ห์ยาแฝด
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)