บทที่05
มืดมน
เื่ความสัมพันธ์ระหว่างอิฐกับตรีอัปสรลุกลามใหญ่โตพวกเขาทะเลาะกันอย่างหนักเป็ครั้งแรก จนในที่สุดอิฐเอ่ยปากขอหย่ากับเธอทำให้ตรีอัปสรกรีดร้องลั่นราวกับคนเสียสติ
ชลธิชาใกับสิ่งที่เกิดขึ้นเธอไม่เคยเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันมาก่อน เธอร้องไห้ด้วยความกลัวและเสียใจโดยมีชวลิตคอยปลอบโยน
“พี่ต้น ฮือ ๆๆ เต้ยเกลียดพวกมันสองคนฮือ ๆๆ”
ในใจของชวลิตก็เ็ปและเสียใจไปไม่น้อยกว่าชลธิชาเลยแต่เขาก็ต้องเข้มแข็งแล้วกอดน้องสาวเอาไว้
“คุณเป็คนผิดนะอิฐ! ทำไมถึงพูดแบบนี้” เสียงของตรีอัปสรดังลั่นไปทั่วบ้าน
อิฐก้มหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย“ผมผิดจริง ๆ ตรี...”
“ฉันจะคุยกับคุณแม่เื่นี้”ตรีอัปสรยกมือขึ้นปาดน้ำตา “คุณแม่ไม่เอาพวกมันไว้แน่”
ตรีอัปสรหันหลังออกจากบ้านวิ่งไปที่เรือนใหญ่ เธอจะไปคุยกับอนงค์ เพื่อจัดการเื่นี้ให้จบสิ้นเสียที
“คุณแม่ต้องจัดการเื่นี้ให้ตรีนะคะ”ตรีอัปสรเอ่ยทั้งน้ำตา
อนงค์นั่งนิ่งอยู่ภายในห้องนอนของเธอหลังจากรับรู้เื่ที่เกิดขึ้นเธอก็เป็ลมล้มไปทันทีไม่คิดว่าลูกชายที่เธอรักดั่งแก้วตาดวงใจจะทำเื่น่าผิดหวังเช่นนี้ได้อีกทั้งรู้สึกโกรธตัวเองที่เมตตาขวัญเรือน สุดท้ายอีกฝ่ายก็เลี้ยงไม่เชื่อง
“ถ้าที่บ้านตรีรู้เื่นี้คุณแม่เชื่อเถอะค่ะ ว่าคุณพ่อคุณแม่ตรีไม่ยอมแน่นอน พวกเค้าจะต้องฟ้องร้องเื่นี้และหุ้นบริษัทก็จะถอนออกทั้งหมด”
อนงค์สูดหายใจลึกแม้สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง แต่ภายในใจของเธอนั้นกำลังคุกรุ่น
“อืม...แม่จะจัดการเื่นี้อย่างเหมาะสมแน่นอน”อนงค์เอ่ยเสียงเรียบ แววตาเ็า ไม่หลงเหลือความเมตตาใด ๆ แล้ว
ขวัญเรือนเดินเข้ามาที่เรือนใหญ่ตั้งใจจะมากราบขอโทษอนงค์กับตรีอัปสรก่อนจะไปซึ่งเธอไม่ได้คาดหวังว่าจะให้พวกเขายกโทษให้ ขณะที่เดินเข้ามาด้านในกำลังจะก้าวขึ้นบันได เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากข้างบน เธอเห็นตรีอัปสรยืนอยู่ตรงบนบันไดชั้นบนสุด
ดวงตาที่แดงก่ำของตรีอัปสรผ่านการร้องไห้มามองขวัญเรือนด้วยความเกลียดชัง คนที่ถือเกียรติถือศักดิ์ศรีอย่างเธอมากที่สุดรู้สึกเสียหน้าที่ถูกคนรับใช้ต่ำต้อยลักลอบมีความสัมพันธ์กับสามีของตัวเอง
ขวัญเรือนค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาบนบันไดขั้นบนเมื่ออยู่ตรงหน้าตรีอัปสรแล้ว เธอก็คุกเข่าลงกับพื้นยกมือพนมไหว้อีกฝ่าย
เพียะ!
ตรีอัปสรตบขวัญเรือนจนอีกฝ่ายหน้าหันแต่ถึงอย่างนั้นขวัญเรือนก็พนมมือก้มกราบอีกฝ่ายแทบเท้าตรีอัปสรชักเท้าหนีด้วยความเกลียด เธอไม่มีทางให้อภัยผู้หญิงสารเลวคนนี้
“คุณตรีคะ ดิฉันขอโทษค่ะ”ขวัญเรือนจับข้อเท้าของอีกฝ่ายไว้
“เอามือสกปรกของแกออกไป!”
ตรีอัปสรสะบัดข้อเท้าของตัวเองออกจากขวัญเรือนอย่างแรงทำให้อีกฝ่ายเสียหลักลื่นไถลลงไป ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความใยืนอึ้งขณะร่างของขวัญเรือนกลิ้งตกลงบันไดก่อนจะนอนแน่นิ่งกับพื้นด้านล่างดวงตาปิดสนิท เืสีแดงฉานค่อย ๆ ไหลออกมาจากศีรษะเป็วงกว้าง
“แม่!”
มาลารินหวีดร้องสุดเสียงเธอวิ่งเข้ามาขณะที่คนอื่น ๆ ต่างก็กรูเข้ามาเช่นเดียวกัน
“แม่! อย่าเป็อะไรนะแม่!”
มาลารินประคองแม่เอาไว้ ใบหน้าขวัญเรือนซีดเซียวกลิ่นคาวเืคละคลุ้ง เื่ราวเ่าั้ติดอยู่ในใจของเธอมาโดยตลอด...
“ฮือ ๆๆ แม่ตื่นสิ...”
มาลารินสะดุ้งเฮือกขึ้นมาในความมืดสลัวเธอหอบหายใจถี่ เหงื่อซึมทั่วแผ่นหลัง มือข้างหนึ่งกำผ้าห่มแน่น ั์ตาสะท้อนความหวาดกลัวออกมา
“ลาริน...ฝันร้ายเหรอ?”
เด็กชายวัยสิบขวบตื่นขึ้นมาด้วย มือเล็กๆ แตะตัวพี่สาวเบา ๆ มาธารินนั้นรู้สึกได้ถึงอาการสั่นเทา
“ไม่เป็ไร ธารินนอนต่อเถอะยังไม่เช้าเลย”
มาลารินล้มตัวลงนอนเคียงข้างน้องชาย กระชับผ้าห่มคลุมกายพยายามข่มตานอนให้หลับ แต่ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนมาเกือบสิบปีจึงเป็เื่ยากที่จะข่มตานอนลงได้ง่าย ๆ
เมื่อสิบสามปีก่อนั้แ่ก้าวเข้ามาในบ้านสุรีย์ฉาย จากเด็กหญิงวัยสิบขวบตอนนี้มาลารินกลายเป็หญิงสาวเต็มตัวในวัยยี่สิบสองย่างยี่สิบสาม เธอยังคงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านพักหลังเล็กหลังเดิมภายในรั้วบ้านสุรีย์ฉาย ทว่าตอนนี้มีเพียงแค่เธอกับน้องชายเท่านั้น ไม่มีแม่อยู่อีกแล้ว
จากเื่ราวในวันนั้น แม่ของเธอตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองราวกับ้าชดใช้ความผิดกับการกระทำของตัวเอง ทิ้งเธอกับน้องชายเอาไว้
การไม่มีแม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วมาลารินรู้สึกว่าเป็สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ...
ตอนนั้นมาลารินอายุเพียงแค่สิบสามปีรู้สึกมืดมนไร้หนทาง เด็กหญิงไม่รู้เลยว่าชีวิตต่อจากนี้จะเอาอย่างไรดีแม่ไม่อยู่แล้ว เธอไร้ญาติขาดมิตร แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้างเมื่ออนงค์ยังคงเมตตาให้เธอกับน้องชายอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป และยังมีสมจิตรที่เป็เหมือนญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ที่คอยช่วยดูแลน้องชายเธอมานับั้แ่วันที่แม่ไม่อยู่
ดังนั้นบุคคลสองคนที่มีพระคุณกับเธอและน้องชายมาลารินจะจดจำพวกเขาไปตลอดชีวิต
ตลอดเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา ภายในรั้วบ้านสุรีย์ฉายมาลารินต้องทนกับคำพูดเหยียดหยาม สายตาดูถูกของผู้คน พวกเขามองเธอเปลี่ยนไป แต่มาลารินบอกกับตัวเองว่าต้องอดทนเมื่อถึงวันที่เธอพึ่งพิงตัวเองได้ เธอจะพาน้องชายออกไปจากที่นี่ทันที
“เสร็จแล้วลาริน”
มาธารินหันมามองกับพี่สาวพร้อมกับหยิบกระเป๋านักเรียนเตรียมพร้อมไปโรงเรียน
มาลารินจูงมือน้องชายออกไปทางประตูเหล็กที่อยู่ด้านหลังเป็ที่ที่พวกเธอใช้เข้าออกมาตลอด เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประตูหน้าไม่เคยมีใครเห็นหน้าน้องชายของเธอ ยกเว้นอนงค์กับสมจิตร และ่หลังอนงค์ย้ายจากเรือนใหญ่มาอยู่เรือนหลังเล็กมาลารินก็คอยรับใช้อยู่ที่นั่นประจำ จะเข้าไปทำความสะอาดที่เรือนใหญ่นาน ๆ ครั้ง
ผ่านมาหลายปีแล้ว เรือนใหญ่เงียบเหงาบ้านสุรีย์ฉายไร้ชีวิตชีวาไม่เหมือนเมื่อก่อน ทว่าวันนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับชวลิตกลับมาจากต่างประเทศคนงานวุ่นวายจนแทบไม่มีใครดูแลแขกทั่วถึง สมจิตรจึงขออนงค์ให้อนุญาตมาลารินเข้าไปช่วยงาน
“เข้าไปช่วยงานในครัวก็พออย่าเดินเข้าไปเพ่นพ่านในงานล่ะ”
อนงค์กำชับกับสมจิตรให้นำความมาบอกกับมาลารินเธอนั้นพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร ทว่าภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉยของมาลารินเธอกลับเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น
เมื่อหลายปีก่อน...
มาลารินยืนลังเลอยู่หลังพุ่มไม้สายตามองไปยังร่างของชวลิตที่นั่งอยู่บนม้านั่งในสวนมือของเธอกำผ้าพันคอที่ถักด้วยมือแน่น เพราะรู้ว่าเขากำลังจะไปเรียนต่างประเทศเธอจึงตั้งใจนำมันมาให้เขา
“คุณต้นคะ หนูถักให้คุณต้นค่ะ”มาลารินรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาเขาอย่างช้า ๆ
ผ้าพันคอสีเทาอ่อนถูกยื่นไปตรงหน้ามือของมาลารินสั่นน้อย ๆ การมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาได้ในตอนนี้เธอต้องใช้ความกล้าอย่างมากเลยทีเดียว
ชวลิตเงยหน้าขึ้น สายตาเ็ามองเธอก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ นับถือในความใจกล้าของเธอนักเขาคว้าผ้าพันคอนั้นมาแล้วโยนมันลงพื้นต่อหน้าเธอ
“คิดว่าฉันจะรับของจากคนอย่างเธอเหรอ?”เสียงของเขาแข็งกระด้าง สายตาที่มองมามีแต่ความเกลียดชังไม่หลงเหลือคนที่เคยใจดีอีกแล้ว
มาลารินหน้าซีด มือสั่นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่จะก้มเก็บของ ผ้าผืนนั้นก็ถูกเหยียบย่ำซ้ำลงไปด้วยรองเท้าสีดำของเขา
“ฉันเกลียดเธอ จำไว้ให้ขึ้นใจล่ะ”
มาลารินรู้สึกเหมือนมีบางอย่างหนัก ๆกระแทกเข้ามากลางใจเธออย่างรุนแรง ดวงตาที่หยาดรื้นไปด้วยน้ำใส ๆมองเขาเดินจากไปจนลับตา เธอก้มลงเก็บผ้าพันคอขึ้นมา ปัดเศษติดที่เปื้อนออกพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างเงียบ ๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนเธอก็รู้สึกเคว้งขว้าง เดียวดายไปเสียหมด