บทที่ 2 วิหารฉางเซิง
"การบำเพ็ญเพียรไม่นับเดือนปี นับจากการคัดเลือกเซียนครั้งที่แล้ว นี่ก็ผ่านมาพันปีแล้ว!"
ณ วิหารโบราณที่สูงจนมองไม่เห็นยอด ชายชราผมขาวสวมมงกุฎทองและสวมอาภรณ์ยาวสีเขียวที่ขลิบด้วยลายเมฆา กำลังยืนล้างมืออย่างตั้งอกตั้งใจอยู่ริมสระน้ำในวิหาร พลางพูดอย่างรำพึงรำพัน
"การคัดเลือกเซียนครั้งที่แล้ว ข้าคัดเลือกดวงิญญามาสิบดวง ชะตากำเนิดกลับเป็เก้าขาวหนึ่งฟ้า ทำให้วิหารของพวกเราอยู่อันดับท้ายสุด คราวนี้ข้าจะล้างมือด้วย 'น้ำิญญาเทียนชุ่ยเสวียนเชวี่ย' ก่อน บางทีอาจจะเปลี่ยนโชคชะตาได้"
ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงลึกลับแว่วมาจากความว่างเปล่า
"เสวียนชิงจื่อ เริ่มการคัดเลือกเซียนได้!"
ชายชราที่มีนามว่าเสวียนชิงจื่อก็พลันทำสีหน้าขึงขังทันทีที่ได้ยินวาจาลึกลับ เขาสะบัดหยดน้ำที่เกาะอยู่บนมือ ก้มกายคำนับให้กับความว่างเปล่าที่ไร้ผู้คน แล้วกล่าวอย่างนอบน้อม
"ข้าน้อยขอน้อมรับคำสั่งท่านประมุขขอรับ!"
จากนั้นในมือของเขาก็ปรากฏกระจกทองเหลืองโบราณขนาดเท่าฝ่ามือ ปากก็เริ่มร่ายคาถา
"ขอเส้นทางโชคชะตาจงเชื่อมต่อ ิญญาจงกลับคืนสู่ที่!"
"จงเป็ไปตามคำสั่ง!"
พลันใดนั้นแสงสิบสายพุ่งลงมาจากนอกห้วง์ด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว ตกลงกลางมหาศาลา
ลำแสงสิบสายค่อย ๆ จางหายไป ปรากฏเงาร่างิญญาบางเบาของคนสิบร่างขึ้นจากภายใน...
เสวียนชิงจื่อจ้องมองเงาร่างทั้งสิบที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ ในใจภาวนาไม่หยุด
"ขอเพียงมีชะตากำเนิดสีม่วงสักหนึ่งคนก็พอ!"
—
จิงอวี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตนเองอยู่ในวังโบราณที่มองไม่เห็นเพดาน เมื่อกวาดสายตามอง สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือชายชราสวมมงกุฎทอง ผมและหนวดเคราขาวโพลน สวมอาภรณ์ยาวสีเขียวที่ขลิบลายเมฆา
ขณะนี้ชายชราผู้นั้นกำลังจ้องมองเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
นี่คือ...
จิงอวี่เผลอยกมือขึ้นลูบลำคอตัวเองโดยไม่รู้ตัว สีหน้าเลื่อนลอย เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่สามารถตั้งสติได้จากเหตุการณ์กระทบกระเทือนอันร้ายแรงครั้งนี้
ต้องตายเช่นนี้เลยหรือ?
จิงอวี่นึกถึงบิดามารดาของตนเองเป็อันดับแรก คิดว่าในยามนี้ท่านทั้งสองคงจะโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง
เขาคิดถึงคนรักของตนเองอีกครั้ง บางทีหญิงสามัญผู้นั้นอาจจะหาชายหนุ่มธรรมดา ๆ คนใหม่ที่ไม่แตกต่างจากเขามากนัก หลังจากที่เธอผ่าน่เวลาเศร้าโศกไปได้ไม่นาน
เขานึกถึงโทรศัพท์มือถือของตนที่ยังไม่ได้ปิดหน้าเว็บที่ไม่ควรเปิดเผย และรูปภาพในอัลบั้มที่อาจทำลายภาพลักษณ์ บางทีนั่นอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตนหลังความตาย
สุดท้ายจิงอวี่ยังนึกไปถึงเื่ไร้สาระว่า เหล่าเทรนเนอร์ในยิมที่ปกติไม่เคยให้หน้าตนเลย อาจจะแอบเพิ่มแผ่นเหล็กเข้าไปในบาร์เบลที่ทับตนตายหรือไม่
"ข้าชื่อเสวียนชิงจื่อ ในวิหารแห่งนี้ ยกเว้นข้าแล้ว ทุกคนล้วนเป็ผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมจนถึงแก่ชีวิต ข้ามาที่นี่เพื่อนำพาพวกเ้าไปเกิดใหม่ และมอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวกเ้า"
ในตอนนี้จิงอวี่ถึงได้สังเกตเห็นว่าในวิหารแห่งนี้นอกจากตัวเขาและชายชราที่ชื่อเสวียนชิงจื่อแล้ว ยังมีผู้คนอีกไม่น้อย เมื่อมองไปรอบ ๆ ล้วนเป็ใบหน้าของคนหนุ่มสาวเ่าั้ หากไม่นับเสวียนชิงจื่อแล้ว รวมตัวเขาด้วย มีพอดีชายห้าคนหญิงห้าคน ไม่มากไม่น้อย
"ท่านผู้าุโ โอกาสที่ว่านั้นคืออันใดหรือเ้าคะ?" เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน
จิงอวี่มองไปตามเสียงพูด เป็สตรีร่างสูงโปร่งผู้หนึ่ง ดูอายุไม่ถึงสามสิบปี รวบผมหางม้าเรียบง่าย เส้นสายบนใบหน้าแข็งแกร่ง แววตาคมกริบ ทั้งร่างแผ่กลิ่นอายอันสง่างามแฝงเ็า
เสวียนชิงจื่อยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าว
"ข้าจะไม่พูดคลุมเครือกับพวกเ้า มีเื่อะไรก็จะพูดให้กระจ่างั้แ่แรก เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเ้าระแวงสงสัย และไม่ต้องมาขัดแย้งกันโดยไร้สาเหตุในภายหลัง"
"ในใต้หล้ามีเซียน เซียนมีพลังอันยิ่งใหญ่ ทั้งย้ายูเาถมทะเล หรือจะหยิบดวงดารา คว้าดวงจันทรา ล้วนทำได้ไม่ยาก ผู้ที่สามารถเข้ามาในวิหารนี้หลังความตาย ล้วนเป็ผู้ที่เซียนเลือกสรรให้สามารถก้าวเข้าสู่วิถีเต๋าในชาติหน้า มีโอกาสที่จะบำเพ็ญตนเป็เซียน หากวันหน้าสามารถขึ้นสู่แดนเซียนได้ ก็จะได้รับการรับเป็ศิษย์โดยเซียน"
โฉมสะคราญผู้ที่ถามคำถามเลิกคิ้วเล็กน้อย กล่าวอย่างคลางแคลงใจว่า "ยังมีโชคดีที่ตกลงมาจาก์เช่นนี้ด้วยหรือ? ท่านผู้าุโ ท่านลองบอกถึงราคาที่ต้องจ่ายมาด้วยเถิด มิเช่นนั้นในใจข้าคงรู้สึกไม่สบายใจนัก"
เสวียนชิงจื่อกล่าวว่า "เด็กน้อย ข้าย่อมเข้าใจความหมายของเ้าดี เ้ากังวลว่าเซียนอาจมีแผนการอื่นอยู่ใช่หรือไม่? เมื่อข้ากล่าว่าจะไม่พูดคลุมเครือ ย่อมต้องอธิบายให้พวกเ้าเข้าใจอย่างกระจ่างชัด"
"พวกเ้ารู้หรือไม่ว่า แม้เซียนที่บรรลุเต๋าแล้วจะมีอายุขัยไม่สิ้นสุด แต่พวกเขาก็ไม่ได้เป็ะหรือทำลายไม่ได้ หากเผชิญกับภัยพิบัติที่ไม่อาจต้านทานได้ ก็ย่อมดับสิ้นได้เช่นกัน"
"เป็เซียนแล้ว ยังจะมีภัยพิบัติที่ต้านทานไม่ได้อีกหรือ?" เด็กอ้วนคนหนึ่งในฝูงชนแทรกถามขึ้น
"แน่นอนว่ายังมีอยู่ ์และพื้นพิภพที่พวกเราอาศัยอยู่นี้มีการแบ่งเป็กัลป์ เมื่อถึงปลายกัลป์ สรรพสิ่งในโลกล้วนต้องดับสูญ มหาภัยแห่งความดับสูญนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มีเพียงการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติและได้รับการปกป้องจากผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ จึงจะสามารถผ่านพ้นภัยพิบัตินี้และเข้าสู่กัลป์ถัดไปได้"
เสวียนชิงจื่อถอนหายใจเล็กน้อบ พลางกล่าวต่อว่า "วิหารฉางเซิงที่พวกเราอยู่นี้ ก็คือสถาบันพิเศษที่สร้างขึ้นโดยความร่วมมือของท่านผู้ครองวิถีชีวิตนิรันดร์สององค์ในดินแดนเซียน เพื่อคัดเลือกและบ่มเพาะผู้มีวาสนาในการบำเพ็ญเซียน โดยจุดประสงค์แท้จริงก็เพื่อเฟ้นหาผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ที่สามารถปกป้องสรรพชีวิตให้ผ่านพ้นมหาภัยแห่งกัลป์จากบรรดาผู้มีพร์ทั่วหล้าได้"
‘ข้าก็นับเป็หนึ่งในผู้มีพร์แห่งสรวง์และพิภพทั้งปวงด้วยหรือ?’
จิงอวี่รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองอยู่บ้าง ตัวเขาเองคิดว่าแม้จะไม่ถึงกับเป็คนไร้ค่า แต่อย่างมากก็เป็ได้แค่คนธรรมดาทั่วไป จริง ๆ แล้วเขามองไม่เห็นเลยว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับคำว่า 'อัจฉริยะ'"
"ฮะ ๆ น้องชายผู้นี้ เ้าไม่จำเป็ต้องดูถูกตัวเองเช่นนั้นหรอก ที่ข้ากล่าวว่าพวกเ้าเป็อัจฉริยะ ย่อมต้องมีเหตุผล" เสวียนชิงจื่อมองไปที่จิงอวี่พลางลูบเคราและกล่าวด้วยรอยยิ้ม
‘คนผู้นี้สามารถได้ยินความคิดในใจของข้าได้ด้วยหรือ?’ จิงอวี่ใในใจ รีบควบคุมความคิดของตน ไม่กล้าปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่านอีก
เสวียนชิงจื่อไม่สนใจว่าจิงอวี่จะคิดอะไรต่อ กล่าวอธิบายต่อไปว่า "ผู้ที่ถูกส่งเข้าสู่วิหารฉางเซิงหลังความตาย ล้วนเป็ผู้ที่มีชะตากำเนิดชั้นเลิศ ในเส้นทางการบำเพ็ญเพียรจะมีความได้เปรียบกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไปโดยธรรมชาติ"
"ขออนุญาตถามท่านเซียนผู้าุโ อะไรคือชะตากำเนิดชั้นเลิศขอรับ?" ชายหนุ่มผิวคล้ำหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งประสานมือพลางกล่าวถาม
"เื่ชะตากำเนิดนั้นเป็สิ่งที่ล้ำลึกยิ่งนัก ต้องผ่านการศึกษาค้นคว้าของเซียนมานับยุคนับสมัย จึงจะเข้าใจได้มากน้อย สิ่งที่พวกเ้าต้องรู้ได้ในยามนี้คือ ชะตากำเนิดดั้งเดิมของมนุษย์นั้นถูกซ่อนเร้นอยู่ ต้องใช้วิธีพิเศษจึงจะปลุกมันออกมาได้ และเมื่อปลุกออกมาแล้ว ก็สามารถเข้าใจง่าย ๆ มันว่าเป็เทพพลังติดตัวที่ติดมาแต่กำเนิด"
"พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าจะปลุกชะตากำเนิดของพวกเ้าบัดเดี๋ยวนี้! เมื่อถึงเวลานั้นพวกเ้าจะเข้าใจถึงประโยชน์ของมันเอง"