ความมืดดำได้ถูกขจัดให้มลายหายสิ้น พร้อมประกายแสงพลันสว่างวาบและปรากฏขึ้นไปทั่วทุกหนแห่ง
ยาวนานไม่รู้ที่สิ้นสุด กวีไม่รู้ว่าตนนั้นหลับใหลไปนานเท่าไหร่
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทิวทัศน์รอบกายพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความมืดมิดอันเป็อนันต์ กลับกลายเป็ห้องโถงใหญ่อันประดับตกแต่งไปด้วยเครื่องเรือนสีทองงดงาม
ธงผืนใหญ่ซึ่งวาดลวดลวยัคำรามโบกสะบัดจากทั่วทุกมุม เหล่าชนชั้นสูงปรากฏกายภายใต้ชุดสูทดูดีมีระดับในขณะที่ใบหน้ากลับถูกซ่อนเร้นเอาไว้ภายใต้หน้ากากสิงสาราสัตว์
ทุกคนล้วนต่างยืนปรบมือให้แก่พวกเขา
ยามนี้พวกกวีต่างรู้สึกงุนงงฉงนสงสัย ทิวทัศน์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าช่างคล้ายกับของจริงยิ่งนัก กลิ่นหอมอบอวลที่ลอยโชยมาตามสายลม ความรู้สึกที่ััได้ผ่านิัและปลายเส้นผม ทุกสิ่งช่างคล้ายคลึงกับโลกแห่งความเป็จริงในทุกระเบียบนิ้ว
ในขณะที่ทั้งสี่กำลังตกตะลึงกับทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ชายผู้หนึ่งได้ก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มอันเป็มิตร
ชายผู้นั้นสวมเครื่องแต่งกายเฉกเช่นชนชั้นสูง หากแต่เขามิได้ปิดบังใบหน้าคร่าตา เหนือศีรษะขึ้นไปมีมงกุฎสวมใส่ราวกับตนคือองค์าา ใบหน้าแก่หง่อม หนวดเคราและเส้นผมล้วนแล้วแต่มีสีขาวใกล้โรยรา
“ขอให้ข้าได้แนะนำตัวสักเล็กน้อย ตัวข้านั้นมีนามว่าโรมันเนีย อัลบา ข้าคือผู้ปกครองประเทศอินดูเอลอันเกรียงไกรและยิ่งใหญ่แห่งนี้ ตัวข้าขอยินดีต้อนรับท่านผู้กล้าทั้งสี่ที่ได้เดินทางมาจากแดนไกล การเดินทางมาจากต่างโลกคงทำให้พวกท่านเหนื่อยล้าไม่มากก็น้อย แม้จะไม่รู้ว่าไกลแค่ไหน แต่ก็ขอต้อนรับพวกท่านเข้าสู่ประเทศของพวกเราขอรับ”
ทุกคนต่างเงยหน้ามองด้วยแววตาฉงน ชายแก่ตรงหน้ากำลังพึมพำถึงสิ่งใดกันแน่ ถ้อยคำที่ถูกเปล่งออกมาเมื่อครู่มิได้คล้ายคลึงกับภาษาใดในโลก แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือทั้งสี่คนกลับเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงได้ราวกับเป็ภาษาแม่ของตน
เสียงของบรรดาชนชั้นสูงรอบกายเอ่ยถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ หลายคนต่างเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีอันปลื้มปีติ
“นี่มันหมายความว่ายังไง ทำไมชั้นถึงเข้าใจภาษาที่พวกเขาใช้พูดกันล่ะ ?” กวีอดไม่ได้ที่จะสงสัยใคร่รู้ แม้แต่โมมิยะที่ร่ำเรียนมาถึงสิบภาษากลับมีท่าทีมิได้แตกต่าง
ท่ามกลางความฉงนที่กำลังก่อตัวขึ้นมาในห้วงอากาศ นักลงทุนหนุ่มอัจฉริยะนามว่าอิลไคได้ครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ทั้งหมด
และแล้ว ตัวเขาก็ได้ตระหนักรู้ถึงบางสิ่ง วาจาถูกเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจว่า
“เหตุใดพวกเราถึงสามารถเข้าใจภาษาของพวกเขา และสามารถพูดได้แม้ไม่เคยฝึกฝนแม้เพียงสักครั้ง ถ้าจะให้ชั้นเดา คำตอบคงจะมีเพียงข้อเดียว นั่นก็คือนี่เป็หนึ่งในระบบของเกมยังไงล่ะ !!”
ถ้อยคำของอิลไคแม้จะไร้ซึ่งแก่นสารหรือสาระ หากแต่ว่ามันกลับแลดูสมเหตุสมผลอย่างน่าประหลาด หากจะต้องอธิบายถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทิวทัศน์ตรงหน้าที่แปรเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา การที่ทุกคนสามารถเข้าใจภาษาที่ไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อนก็คงเป็เพียงเื่ปกติ
กระนั้นแล้ว กวีกลับไม่คิดเช่นนั้น
พวกเขาเพียงยืนอยู่ท่ามกลางวงกลมที่มีเครื่องจักรประหลาดอยู่รอบตัว พลันเสาแสงสว่างวาบขึ้นมา ร่างกายได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังอีกสถานที่ราวกับมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
.
< มันแปลกมาก นี่มีแค่เราที่คิดมากจนเป็บ้าไปแล้วรึไง >
.
ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัวของกวีราวกับดอกเห็ด ข้อสงสัยทั้งหลายก่อตัวขึ้นพร้อมร้อยเรียงเป็คำถามให้ชวนขบคิด
กระนั้นกลับไม่มีวี่แววของคำตอบ ด้วยหลักฐานอันน้อยนิด การจะควานหาคำตอบที่ถูกต้องย่อมไม่มีทางเป็ไปได้
ท่ามกลางคำถามมากมายที่วนเวียนอยู่ในหัว บางสิ่งที่สำคัญที่สุดได้ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทำให้กวีจึงเร่งเอ่ยขึ้นโดยที่ตนมิได้ตั้งใจ
“จะว่าไป แล้วพวกเราจะกลับสู่โลกแห่งความจริงได้ด้วยวิธีใดกันล่ะ ?”
คำถามนี้ชี้เป้าตรงจุดตรงประเด็น เป็คำถามที่้าคำตอบมากที่สุดใน่เวลา ณ ปัจจุบัน เพราะหากว่าสถานที่แห่งนี้คือภายในเกม แล้วพวกเขาจะกลับคืนสู่โลกความจริงได้ด้วยวิธีการใด
ไม่ทันที่ทุกคนจะได้ครุ่นคิดต่อ ทันใดนั้น องค์าาโรมันเนียได้ก้าวเดินเข้ามาพร้อมเอ่ยขึ้น
“เกรงว่ายามนี้ก็ใกล้ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว ข้าจะให้ทหารนำทางพวกท่านไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับ ส่วนข้าคงต้องขอตัวลาสักครู่ และเมื่อถึงยามเที่ยงคืน ระฆังของโบสถ์จะดังขึ้นเพื่อเป็สัญญาณในการทำพิธีในขั้นตอนต่อไป ใน่เวลาดังกล่าว เหล่าทหารจะนำทางพวกท่านไปยังโบสถ์ใหญ่ เช่นนั้นก็ขอให้พวกท่านสนุกกันให้เต็มที่ ส่วนตัวข้าคงต้องขอตัวลาก่อน”
สิ้นเสียงของเขา โรมันเนียได้หันหลังกลับพร้อมก้าวเดินจากไปในทันที
เหล่าทหารได้เริ่มต้นนำทางเหล่าผู้กล้าจากต่างโลกทั้งสี่ไปยังสถานที่อื่น
ชนชั้นสูงทั้งหลายต่างเฝ้ามองมาด้วยแววตาอันปลื้มปีติ รูปลักษณ์ของพวกเขาช่างสมจริงประหนึ่งว่ามีตัวตน แต่ละคนล้วนมีบุคลิกและท่าทางที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง
“ตุ่บ-”
ร่างของกวีชนกับชายชราผู้หนึ่ง เรือนร่างของทั้งสองต่างล้มลงไปยังคนละทิศคนละทาง
“เป็อะไรรึเปล่าครับ !” กวีเร่งลุกขึ้นยืนพร้อมยื่นมือให้แก่อีกฝ่าย
ชายชราแฝงความยินดีอย่างมากล้นต่อน้ำใจของกวีพร้อมยื่นมือให้
“ขอบพระคุณมากขอรับท่านผู้กล้า”
กิริยาที่อีกฝ่ายแสดงออกมามีเพียงความนอบน้อมและถ่อมตน จนยามนี้กวีมิอาจคงท่าทีให้เป็ไปได้ดั่งเช่นปกติ
“มะ- ไม่เป็ไรครับ ผมผิดเองที่ไม่มองดูทางให้ดี”
ชายชราได้เห็นเช่นนั้นจึงก้มหัวขอบคุณ แววตาจ้องมองดูรูปลักษณ์ของชายหนุ่มตรงหน้าเพียงครู่หนึ่ง ครู่ต่อปากริมฝีปากพลันเริ่มต้นสั่นไหวพร้อมเอ่ยถ้อยคำว่ากล่าว
“ไม่ทราบว่าท่านผู้กล้ามีคนรักแล้วหรือยังขอรับ หากคำตอบคือไม่ กระผมมีลูกสาวที่เพียบพร้อมไปด้วยกิริยามารยาทของผู้ดี งดงามหาใดเปรียบ การศึกษาก็สูงส่ง หากท่านสนใจแม้เพียงสักเล็กน้อย คฤหาสน์ตระกูลเอลเดนของพวกเราก็ยินดีที่จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านเมื่องานพิธีในวันนี้สิ้นสุดลง หวังว่าพวกเราคงได้มีโอกาสได้ร่วมดื่มชากันสักครั้งนะขอรับ”
ข้อเสนอของชายเฒ่านับว่าเป็เื่ยากที่จะปฏิเสธได้ลง
“ขอผมเก็บเอาไปคิดก่อนสักวันนะครับ..” กวีเอื้อนเอ่ยถ้อยคำโต้ตอบขณะที่ใจหนึ่งยังคงลังเล นับั้แ่ที่ตนได้ถือกำเนิดขึ้นมาตราบเท่าปัจจุบัน ตัวเขานั้นยังไม่เคยได้ััไออุ่นของสตรีในนามของคนรักแม้เพียงสักครา กระนั้นเมื่อมาถึงดินแดนแห่งนี้ กลับมีชายเฒ่าได้เสนอตัวลูกสาวให้แก่เขาราวกับลูกตนคือสิ่งของโดยไม่ลังเล เห็นทีว่านามของผู้กล้าจากต่างโลกคงมิได้เป็เพียงแค่ศักดินาระดับทั่วไป
ณ สถานที่แห่งใหม่บนชั้นสูงสุดของปราสาท ห้องโถงกว้างขวางโอ่อ่าประดับประดาไปด้วยเครื่องเรือนอันเลิศหรู ทิวทัศน์จากระเบียงรอบข้างคือท้องนภาที่เปล่งประกายแสงสีทองอร่าม ดวงตะวันกำลังโรยราและร่วงหล่นหายไปจากเส้นขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ อันเป็สัญญาณว่าวันนี้ใกล้สิ้นสุดลง ไม่นานราตรีสีดำที่มีเพียงจันทราและดวงดาราคงใกล้เข้ามาแทนที่
เสียงดนตรีขับขานพร้อมเหล่าหญิงงามร่ายรำในชุดราตรี บรรดาชนชั้นสูงในคราบหน้ากากสิงสาราสัตว์ต่างร่ำร้องอย่างปลื้มปีติดีใจ สุราชั้นเลิศ นารีผู้งดงามที่หนึ่งในใต้หล้า ดนตรีบรรเลงรื่นเริง ทำให้ความสุขจึงเพิ่มพูนทวีมากมายอย่างล้นเหลือ
ในยามนี้ กวีและโมมิยะกำลังดื่มด่ำไปกับจานเนื้อที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ััตรงปลายลิ้นช่างราวกับกำลังอยู่ในโลกแห่งความเป็จริง ด้วยคุณภาพระดับสูงเช่นนี้ เกรงว่าการที่FEARจะยืนหยัดขึ้นมาผงาดเหนือบริษัททั้งหมดคงมิได้เป็เพียงแค่ความฝันอีกแล้ว
แววตาของอิลไคจดจ้องไปยังเหล่าหญิงงาม พวกเธอทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็บุตรสาวจากตระกูลชนชั้นสูงไม่ตระกูลใดก็ตระกูลหนึ่ง ทั่วกายแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเครื่องเรือนและเครื่องประดับอันเลิศหรู ทุกสายตาของพวกเธอต่างจดจ้องมายังบรรดาผู้กล้าทั้งสี่ ราวกับว่าพวกเขาคือจุดศูนย์กลางของโลกใบนี้ ช่างมีเสน่ห์น่าค้นหาทำให้พวกเธอทุกคนต่างหลงใหล
ในบรรดาหญิงงามทั้งหมด หญิงงามผู้หนึ่งได้ย่างกรายผ่านหน้าอิลไคไป หางตาของเธอจ้องมองมาพร้อมรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ ชุดราตรีสีดำรัดรูปทำให้เห็นถึงทรวดทรงองค์เอวอันอวบอิ่ม บั้นท้ายอันงามงอนของเธอสั่นไหวในทุกครั้งที่ก้าวเดิน
อิลไคพลันส่งยิ้มโต้ตอบและลุกขึ้นยืนในทันที
“พวกนายกินอาหารกันไปก่อนเลยนะ ชั้นคงต้องขอตัวสักครึ่งชั่วโมง.. ไม่สิ อาจจะสักหนึ่งชั่วโมง”
สิ้นเสียงของเขา อิลไคจึงเริ่มต้นฝีเท้าก้าวเดินตามแม่สาวก้นงอนไปโดยไม่รีรอ
เพียงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ไม่เพียงแค่กวี เพราะแม้กระทั่งโมมิยะเองก็สามารถคาดเดาได้ถึงการกระทำต่อไปของเ้าหนุ่มจากแดนเบียร์ได้อย่างชัดเจน
วันเวลายังคงล่วงเลยผ่านไป ในขณะที่ดนตรียังคงขับขานท่วงทำนองแห่งความสุข อาหารที่ถูกเสิร์ฟอย่างทันท่วงทีเมื่อหมดจาน ทุกคนต่างสนุกสนานไปกับงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ มีเพียงตัวกวีเท่านั้นที่ยังคงครุ่นคิดถึงเื่ราวต่าง ๆ อยู่ในหัว
หลายอย่างยังคงไม่สมเหตุสมผล เพราะหากนี่คือเกม แล้วพวกเขาจะกลับคืนสู่โลกแห่งความจริง หรือแม้แต่จะติดต่อกับผู้พัฒนาของFEARได้เช่นไรกันล่ะ
กวีเหลียวมองรอบกายเขา ด้านซ้ายมีโมมิยะที่กำลังเพลิดเพลินไปกับจานอาหาร ส่วนทางด้านขวามีเซโน่ที่นั่งรับประทานอย่างเคร่งขรึมอยู่เพียงลำพัง
“โมมิยะ นายคิดว่าพวกเราจะออกจากเกมนี้ไปได้ยังไง ระบบล็อกเอาท์อะไรก็ไม่มี แล้วนี่มันเกมแบบไหนกันแน่ ?”
กวีระรัวคำถามไปยังโมมิยะ กระนั้นพ่อหนุ่มจากแดนปลาดิบกลับมีท่าทีราวกับทองไม่รู้ร้อน
“อย่าไปคิดมากเลยพวก ยังไงซะทางนั้นก็คงเตรียมวิธีการล็อกเอาท์เอาไว้ให้เราอยู่แล้ว ตอนนี้เลิกคิดเื่หยุมหยิมเป็ผู้หญิงวัยทอง แล้วก็มาสนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากันดีกว่า”
ในขณะที่ส่งเสียงว่ากล่าวโต้ตอบกับกวี แววตาของโมมิยะได้จดจ้องไปกลุ่มเด็กสาวชนชั้นสูงที่ยามนี้กำลังจ้องมองมาั้แ่เมื่อครู่แล้ว
“ชั้นเองก็.. ขอตัวไปสนุกก่อนก็แล้วกัน”
พลันสิ้นเสียง โมมิยะจึงลุกขึ้นยืนและจากไป โดยมีจุดหมายปลายทางคือเหล่าหญิงสาวที่ยังคงส่งมอบรอยยิ้มมาเชื้อชวนให้เข้าไป ดั่งนางเงือกสาวผู้ชั่วร้ายที่ร้องเพลงให้ชายหนุ่มต่างลุ่มหลง
“ฮะๆ นายก็ด้วยสินะ” กวีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเช่นนั้น เสียงหัวเราะแห้ง ๆ ได้ดังขึ้นอย่างแ่เบา อย่างไรเสีย พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็ชายชาตรี หากเมื่อใดมีหญิงงามปรากฏกายอยู่ตรงหน้า แม้จิตใจจะแข็งแกร่งดุจหินผาก็คงมิอาจต้านทานไหว
ที่โต๊ะอาหารจึงหลงเหลือบุรุษอยู่เพียงสอง กระนั้นแล้ว นับั้แ่ที่ได้พบเจอกันในครั้งแรก ตัวกวีกลับไม่เคยได้ยินถ้อยคำอันใดจากปากเซโน่เลยแม้เพียงสักครา
“เอ่อ.. สวัสดีครับคุณเซโน่” ชายหนุ่มเริ่มต้นเอ่ยปากทักทาย แต่แล้วกลับไม่มีวาจาใด ๆ โต้ตอบกลับมา
เซโน่ยังคงรับประทานอาหารอยู่เพียงลำพัง ราวกับว่าบนโลกทั้งใบมีเพียงแค่เขา รอบกายแผ่ขยายบรรยากาศอันน่าอึดอัด เซโน่ราวกับกำลังปิดกั้นทุกสิ่งมิให้ย่างกรายเข้ามาใกล้เขา
เมื่อเป็เช่นนี้ กวีจึงยินยอมนั่งอยู่เงียบ ๆ ที่มุมของตน ในเมื่ออีกฝ่ายมิได้้าจะเสวนาโต้ตอบด้วย การจะรั้นฝืนบังคับต่อไปจึงหาใช่เื่ที่ควรเท่าใดนัก
“เอ่อ.. ท่านผู้กล้า ไม่ทราบว่าท่านพอจะสละเวลาเพื่อพูดคุยกับดิชั้นสักครู่จะได้หรือไม่คะ ?”
เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังก้องกังวานขึ้นมาจากด้านซ้ายของกวี น้ำเสียงของเธอช่างหวานหยดย้อยราวกับน้ำผึ้ง ทำให้เขาจึงมิอาจห้ามใจพลันเร่งหันหน้าไปตามต้นตอของเสียงโดยเร็ว
ตรงหน้าของกวีปรากฏร่างของแม่หญิงนางหนึ่งซึ่งกำลังก้าวเดินเข้ามาหา ใบหน้าของเธอช่างงดงามชวนให้หลงใหล แววตาส่องประกายคล้ายกับอัญมณีสีมรกต ริมฝีปากอวบอิ่มได้น้ำได้นวล เส้นผมของเธอมีสีแดงฉานประดุจดังเปลวเพลิงลุกโชน เรือนร่างของเธอช่างน่าเย้ายวน และยิ่งเพิ่มทวีเสน่หาเมื่อเธอปรากฏรูปโฉมขึ้นมาในชุดราตรีรัดรูปสีแดงเพลิง
ยามนี้กวีมิอาจหยุดยั้งสายตามิให้จ้องมอง รอยยิ้มของเธองดงามเชื้อชวนให้เขาลุ่มหลง ท่วงท่าของเธอช่างทรงสง่าหาใครเปรียบ บรรดาชายหนุ่มทั้งหลายต่างจดจ้องมองมาทุกครั้งที่เธอเริ่มต้นย่างก้าวต่อไป
หญิงงามในชุดราตรีสีชาดได้หยุดยั้งฝีเท้าและยืนอยู่ตรงหน้าของกวี รอยยิ้มของเธอมอบให้แก่ชายหนุ่มผู้นี้เพียงผู้เดียว พลันแววตาของทั้งสองจดจ้องมองต้องกันและกัน ริมฝีปากของเธอจึงเริ่มสั่นไหวพร้อมกันนั้นได้เอ่ยว่า
“ดิชั้นมีนามว่าเอมิลี่ เบลเรม ผู้เป็บุตรสาวเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเบลเรม หากท่านผู้กล้าไม่รังเกียจ ดิชั้นอยากจะเลี้ยงน้ำชาให้แก่ท่านสักหนึ่งค่ำคืน ภายใต้แสงจันทร์เต็มดวงที่ส่องสว่างในค่ำคืนนี้ในห้องนอนของดิชั้น แน่นอนว่า.. ภายในห้องจะมีเพียงแค่เราสองคน”
สิ้นสุดถ้อยคำของเธอ แม่หญิงงามจึงก้าวเดินจากไปในขณะที่หางตายังคงจ้องมองมาที่เขา
บั้นท้ายของเธอช่างงามงอนและสั่นไหวทุกครั้งเมื่อเธอก้าวเดิน ราวกับว่าเธอนั้นกำลังยั่วยวนกวีให้เสียสติพร้อมเข้าฉุดกระชากตัวเธอเยี่ยงสัตว์ป่า
ใบหน้าของเ้าหนุ่มแดงฉานเปรียบได้ดังเนื้อในของลูกแตงโมอันสุกงอม นับั้แ่ถือกำเนิดขึ้นมาจนเติบใหญ่ นี่จึงนับเป็ครั้งแรกที่มีหญิงงาม้าสนใจใคร่รู้ในตัวเขา และยิ่งถูกเชื้อเชิญให้ไปยังห้องนอนที่มีเพียงสองเรา จึงทำให้เขายิ่งมิอาจขจัดความคิดสัปดนภายในหัวออกไปได้อย่างหมดจด
เซโน่พลันหันมามองด้วยแววตาสงสัย
“ม่ะ- ไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับเธอเลยนะครับ !!”
กวีราวกับกำลังแก้ต่างอย่างสุดชีวิต แม้ความจริงก็คือตนนั้นกำลังครุ่นคิดถึงเื่ราวอันไม่น่ารื่นรมย์อยู่ก็ตาม
กระนั้นแล้ว ตัวเซโน่กลับหาได้สนใจในเื่ราวดังกล่าวเท่าใดนัก ริมฝีปากของเขาสั่นไหวพร้อมกันนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“ทางที่ดี อยู่ให้ห่างจากพวกตระกูลเบลเรมเอาไว้จะดีกว่า”
ถ้อยคำดังกล่าวถูกเปล่งออกมาพร้อมแววตาอันเรียบเฉย ความเคอะเขินเมื่อครู่ของกวีพลันเลือนหายไป พร้อมความสงสัยได้เริ่มต้นก่อตัวขึ้นมาในฉับพลัน
“คุณหมายความว่ายังไงกันแน่ครับ คุณพูดเหมือนกับว่าคุณรู้เื่ทั้งหมดอยู่ก่อนแล้วอย่างนั้นแหละ ?”
ทุกสิ่งกลับเข้าสู่ความเงียบงันในชั่วครู่หนึ่ง พลันได้ยินคำถาม เซโน่จึงหันกลับไปยังจานอาหารของตนและเริ่มต้นรับประทานมันอีกครั้ง
ท่าทียามนี้ช่างแลดูไม่แยแสราวกับตนนั้นไม่เคยเอ่ยสิ่งใดออกมา แต่แล้ว ริมฝีปากของเขากลับเริ่มต้นสั่นไหวอีกครั้งพร้อมพูดขึ้น
“ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เื่ที่ชั้นต้องเข้าไปยุ่งสักหน่อย เพราะชั้นเองก็.. ไม่ได้ว่างมากพอจะมายุ่งเื่ของคนอื่นเหมือนกัน”
กวีมิอาจเข้าใจได้ว่ายามนี้เซโน่กำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด ในบรรดาผู้คนที่ตัวเขาเคยประสบพบเจอทั้งหมด เซโน่คงเป็ชายที่มีความคิดที่ตัวเขานั้นมิอาจหยั่งถึงได้มากที่สุดคนหนึ่ง
“ผมขอตัวไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะครับ” กวีกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นและก้าวเดินจากไป การอยู่เคียงข้างเซโน่ทำให้เขารู้สึกอึดอัด เช่นนี้แล้วการปลีกตัวออกมาจึงเป็วิธีการที่ดีที่สุด
ณ ระเบียงภายนอกห้องโถง
ยามเย็นได้เลือนหายไปพร้อมดวงตะวัน หลงเหลือเพียงท้องนภาสีทมิฬ ดวงจันทราเต็มดวงคอยส่องสว่างนำทางให้แก่ผู้คนในยามค่ำคืน
ทิวทัศน์ตรงหน้าราวกับกำลังหลุดเข้าไปในนิยายยุโรปยุคกลาง บ้านเรือนสมัยเก่าหากแต่ยังคงความงดงามในรูปแบบของมัน
กระนั้นกลับพบว่ายังมีโรงงานขนาดใหญ่ที่ราวกับหลุดรอดออกมาจากโลกแห่งความเป็จริง เป็การผสมผสานระหว่างยุคกลางและยุคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัด กวียืนอยู่ ณ ริมระเบียงพลางดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์ตรงหน้า เสียงสายลมทิศใต้พัดโชยผ่านใบหูคลอเคลียเป็ท่วงทำนองแห่งความเหงา
“นี่พวกเราอยู่ในเกมจริง ๆ สินะ..”
กวีพึมพำกับตัวเอง หลากหลายคำถามยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา กระนั้นแล้ว แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะยังคงไม่สมเหตุสมผล ทว่าคงใกล้ถึงเวลาแล้ว ที่ตัวเขานั้นจำเป็ต้องยอมรับความจริงเสียที
“อ๊าาา~”
เสียงร้องของใครบางคนได้ดังก้องขึ้นมาจากบริเวณอันไม่ใกล้ไม่ไกล คล้ายกับเสียงของหญิงสาว
ห่างออกไปทางด้านซ้ายไม่ไกลมากนัก ปรากฏเป็เรือนเงากระเพื่อมอย่างเป็จังหวะอยู่ด้านหลังกล่องเก็บสินค้า