ว่าแล้วเธอแอบหอมแก้มเท่งหนึ่งฟอด จากนั้นจึงนอนมองเขาหลับตาพริ้มอย่างเป็สุข สักพักก็หลับตามเขาไปอีกคนบนเตียงเดียวกัน...
ภายหลังทั้งคู่หลับสนิทไปได้สักพัก เงาดำลึกลับปรากฏขึ้นข้างเตียง ราวกับมันมีชีวิตและเป็อิสระจากแสงโคมไฟ มันแอบย่องมาที่ปลายเตียง ยืนมองแม่หญิงคนสวยนอนหลับตาพริ้มอยู่เคียงข้างเท่ง เงาดำแลบลิ้นเลียปาก แล้วกระโจนขึ้นคร่อมร่างบัวคลี่บนเตียง ก้มลงจูบนางอย่างดูดดื่ม... พอมันผละออกจากริมฝีปากอวบอิ่ม
พริบตานั้น บังเกิดควันสีดำพวยพุ่งออกจากกายนาง ผ่านออกทางปาก ทางตา ทางจมูก ทางหู ไหลเวียนออกเป็สายถ่ายเทมาสู่ปากของเงาดำลึกลับที่ขึ้นคร่อมเรือนร่างของนางอยู่ ราวกับมันดูดดื่มพลังงานบางอย่างออกไปจากกายบัวคลี่ สูบกินอย่างเอร็ดอร่อย ผ่านไปไม่กี่อึดใจ กลุ่มควันสีดำเริ่มจางเป็สีเทา จากนั้นก็จางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าในอากาศ
เงาดำเลียปากตนเองอีกครั้งอย่างพึงพอใจ แล้วผละออกจากเรือนร่างแบบบางที่หลับใหลนั้น มายืนอยู่ปลายเตียง พริบตามันก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวภูตผีปีศาจ
ในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ ภายนอกเรือนแพ จันทร์เสี้ยวสาดแสงส่องฟ้า ท่ามกลางความเงียบสงัด ผู้คนต่างหลับใหล บนหลังคาเรือนแพ ปรากฏนินจาสามคนพลิ้วกายวูบมาที่หลังคาอย่างแ่เบา จากนั้นช่วยกันเปิดหลังคาบางส่วนออก แล้วโรยตัวลงมาด้วยเชือกเข้ามาภายในห้องพักของ ยามาโดะอย่างเงียบกริบ ราวกับค้างคาวห้อยหัวหย่อนตัวลงมาที่พื้น
ยามนี้ซามูไรเ้าสำราญนอนหลับสนิท สองมือยังคงกกกอดสองสาวงามร่างเปลือยอยู่เคียงข้างซ้ายขวา นินจาผู้หนึ่งฉวยหลอดยาสลบขนาดนิ้วโป้งออกจากอกเสื้อสีดำ เดินมาจ่อที่ปลายจมูกของหญิงงามทั้งสอง เพียงอึดใจมันก็กลับมานั่งคำนับอยู่ที่ปลายเตียง พลางส่งเสียงเรียกเป็ภาษาญี่ปุ่น (แปลไทย)
“นายท่าน!”
ยามาดะดีดตัวผึงลุกขึ้นทันทีโดยอัตโนมัติ พบเห็นนินจาทั้งสามนั่งคำนับอยู่ที่ปลายเตียงเบื้องหน้า
“พวกเ้ามีอะไร ?”
ยามาดะกล่าวเสียงเข้ม ทรงอำนาจ พลางชำเลืองมองหญิงงามร่างเปลือยทั้งสองเห็นพวกนางหลับใหลอยู่ จึงฉวยเอาผ้าห่มมาคลุมร่างให้ จากนั้นพลันฉีกหน้ากากหนังของตนเองออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ใต้หน้ากาก
นินจาผู้นั่งอยู่หน้าสุด รีบกล่าวรายงานเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง... เมื่อทราบเื่ราวแล้ว ยามาดะอุทาน
“แย่แล้ว! มีเื่เช่นนี้เกิดขึ้น”
พูดจบรีบลุกขึ้นสวมชุดซามูไร จากนั้นร่างจดหมายฉบับหนึ่งยื่นส่งให้นินจานำไปมอบให้เท่งที่ห้องด้านข้าง เสร็จแล้วตนเองไปลงเรือแจวที่จอดเทียบรออยู่หน้าเรือนแพ เพื่อไปขึ้นเรือสำเภาซึ่งจอดคอยอยู่กลางแม่น้ำเ้าพระยา
นินจาผู้หนึ่งก่อนพลิ้วกายโลดแล่นจากไปบนเรือแจว มันได้ปามีดขว้าง เข้ามาปักฉึกอยู่ที่เสาต้นหนึ่งกลางห้องพักของเท่งอย่างแม่นยำ ที่ปลายด้ามมีดขว้างเล่มนั้นปรากฏมีจดหมายน้อยผูกติดอยู่ด้วย
ไม่นานเรือสำเภาก็แล่นฉิวพายามาดะและพวกนินจาไกลห่างออกจากเรือนแพ บ่ายหน้าออกสู่ปากอ่าวไปเรื่อย กระทั่งเรือใหญ่จมหายลับไปกับม่านหมึกแห่งราตรีกาล
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่หญิงงามเมือง บัวคลี่ ตื่นขึ้นมาก็จัดเตรียมอาหารรอใส่บาตรพระอยู่หน้าเรือนแพริมน้ำ นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกว่าตนเองนั้นผิดปรกติ จู่ ๆ ก็นึกอยากทำแบบนี้ขึ้นมา และที่แปลกกว่านั้นคือ เธอมีความรู้สึกว่า อยากเลิกทำอาชีพหญิงคณิกาแล้ว...
แสงตะวันยามสาย ส่องลอดรอยแยกขอบหน้าต่างเข้ามาแยงตาปลุกเท่งตื่นขึ้น พบเห็นบัวคลี่ยังอยู่ในห้อง พร้อมจัดเตรียมอาหารเช้าเอาไว้ให้พร้อมสรรพ บัวคลี่ชี้ให้ดูมีดขว้างนินจาปักอยู่ที่เสากลางห้องมีจดหมายน้อยฉบับหนึ่งผูกห้อยติดอยู่ เท่งลุกจากเตียงเดินไปหยิบคลี่ออกอ่าน
“ขออภัยด้วยน้องชาย ที่ไปโดยมิได้บอกลา มีเื่สำคัญต้องรีบสะสาง ดังนั้นหากมีโอกาส ขอเชิญมาเยี่ยมเยียนข้าได้ที่ นครศรีธรรมราช คนที่นั้นรู้จักข้าในนาม ออกญาเสนาภิมาน”
ยามาดะ ทากาชิ
“ออกญาเสนาภิมาน” เท่งทวนคำ หลังจากอ่านจดหมายจบก็ไม่ได้ใส่ใจ จึงเก็บจดหมายไว้ที่เดิม คิดว่า ‘ถ้ามีโอกาสข้าจะไป แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เพราะข้ายังมีภารกิจต้องรีบสะสาง’
พลางจัดแจงแต่งตัว ทันใดนั้น เมื่อเขาสวมเสื้อเรียบร้อย ลูกะุเข็มทิศทองคำในกระเป๋าสี่มิติเกิดดีดตัวเด้งดึ๋งดั๋งขึ้นมาได้เอง เท่งรู้ได้ทันทีหมายถึงอะไร จึงรีบเปลี่ยนใจบอกกับตนเอง
‘ได้! ตกลง ข้าจะไปที่นั่น’
ภายหลังรับประทานอาหารเช้าอิ่มหนำเรียบร้อยแล้ว เท่งจึงกล่าวลาบัวคลี่ ออกเดินทางตามคำเชิญของยามาดะ
อานนท์หยุดเสียงอ่าน พลางพลิกกระดาษเปิดหน้าต่อไป ขณะที่แจ็คนั่งฟังพ่อเล่าอยู่บนม้าไม้ในหมู่บ้านญี่ปุ่น จังหวัดอยุธยา ปากกัดกินแตงโมผ่าซีกไปด้วยความเอร็ดอร่อย อานนท์เหลือบตามองลูกชาย เห็นแจ็คตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิ จึงก้มหน้าส่งเสียงอ่านต่อ
“เท่งเปิดประตูห้องพักออกมา พบเห็นหนุ่มฝรั่งนักสีไวโอลิน รูปร่างสูงโปร่งเพรียวบาง สวมเสื้อกั๊กสีน้ำตาลเข้ม หน้าตาพอใช้ รอคอยเขาอยู่ด้านนอก หนุ่มฝรั่งนักสีไวโอลินผู้นี้พอเห็นเท่งเปิดประตูออกมา ก็นั่งคุกเข่าคำนับเอ่ยปากบอกว่า เขาชื่อ บ็อบ เดอะคินเดิล เป็ชาวดัตซ์ สนใจศิลปะมวยไทย อยากฝากตัวเป็ศิษย์ของเท่ง แต่เท่งบอกปฏิเสธไม่รับ
ทันใดนั้น ลูกะุเข็มทิศทองคำในกระเป๋าสี่มิติก็เด้งดึ๋งดั๋งขึ้นเองอีกครั้ง เท่งจึงเปลี่ยนใจบอก
“ได้ ตกลงข้ารับเ้าเป็ศิษย์ แต่ตอนนี้ข้ายังไม่มีเวลาสอนอะไรให้เอ็งหรอกนะ บ็อบ”
“ไม่เป็ไรท่านอาจารย์ ว่างเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”
บ็อบกล่าวด้วยความยินดี พร้อมขอติดตามเท่งไปด้วย เท่งบอกว่ามันอันตราย บ็อบก็บอกเขาชอบเื่ผจญภัย เท่งจึงเปิดใจบอกตอนนี้เขามีเป้าหมายจะเดินทางไปที่นครศรีธรรมราช บ็อบถามว่าไปทำไมที่นั่น ? เท่งบอกว่าเขาเองก็้าคำตอบเื่นี้เหมือนกัน บ็อบจึงเสนอว่า เดินทางไปด้วยเรือสำเภาสะดวกดี และเขามีเพื่อนเป็กัปตันอยู่รับรองว่าได้ราคามิตรภาพ เท่งจึงให้บ็อบเป็ธุระจัดการติดต่อเรือมาให้...คิดว่าอย่างน้อย แม้ไม่มีอัจฉริยเทพบุตรมาเป็คู่หู แต่ยังดีที่มีบ็อบมาเป็เพื่อนร่วมทาง ตั้งใจว่าหากรู้คำตอบแล้วว่าลูกะุเข็มทิศทองคำ้าชี้นำเื่ใด ก็จะแวะกลับมารับเทพบุตรคู่หูอีกที
ผ่านไปไม่นาน เรือสำเภาสามเสาลำหนึ่งแล่นมาจอดอยู่กลางแม่น้ำเ้าพระยา ใช้เวลาต่อรองราคากันอยู่ไม่นาน พวกเขาก็ตกลงราคากันได้ด้วยเงินมัดจำครึ่งหนึ่ง
ก่อนออกเดินเรือ กัปตันริดเ้าของเรือฉวยมือหยิบแผนที่ฉบับคัดลอกลายมือออกมาคลี่กางต่อหน้าทุกคน แล้วปักหมุดตั้งต้นอยู่ที่กรุงอโยธยา จากนั้นก็วางมืออันหยาบกร้านสั้นเล็กไว้บนแผ่นที่ แล้วเคลื่อนมือไปตามสายน้ำแม่เ้าพระยา ผ่านบางกอกออกสู่ปากอ่าว เรื่อยไปถึงพริบพรี ผ่านมาที่นารัง แล้วมาหยุดปักหมุดลงอีกตัวที่เมืองท่านครศรีธรรมราช และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เรือลำนี้ก็แล่นมุ่งหน้าออกสู่ปากอ่าวพาเท่งและบ็อบออกเดินทาง โดยมีกัปตันริดรูปร่างเตี้ยเล็กนำทาง
ขณะที่เรือสำเภาสามเสาแล่นห่างออกไปจากเรือนแพ บัวคลี่ยังยืนโบกมือส่งพวกเขาอยู่ที่ระเบียงเรือนแพหน้าห้องพัก
“ท่านอาจารย์” บ็อบเอ่ยด้วยสำเนียงแปร่งหู เหมือนฝรั่งพูดไทย ขณะยืนท้าวข้อศอกอยู่ตรงกราบท้ายเรือ “ข้าว่านางชอบท่านนะ”
เท่งยังไม่ตอบคำ พลางเดินไปหยิบส้มในตะกร้า แล้วโยนมาให้บ็อบ มันเป็ตะกร้าผลไม้และขนมที่บัวคลี่ส่งให้ติดมือมาด้วยก่อนออกเดินทาง
“ข้ามาที่นี่เพื่อบรรลุภารกิจ และข้าไม่อยากมีพันธะผูกพัน ในยามที่ภารกิจยังไม่บรรลุ”
เท่งกล่าวเสียงเฉียบขาด แววตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นทอประกายวาว
วันแรกของการเดินทาง เมื่อเรือกางใบกินลมแล่นฉิว กัปตันริดก็แวะมาบ่นอิดออดกับเท่งว่า เขาลืมบวกค่าอาหารและค่าห้องพักไป ดังนั้นขอเพิ่มค่าจ้างขึ้นด้วย ผ่านไปไม่ถึงชั่วยาม ก็แวะมาบอกอีกแล้ว หากเท่งอยู่ค้างคืนนานหลายวันเขาจะบวกเพิ่มค่าเสียเวลาเป็รายวันด้วย วันนั้นทั้งวันเท่งต้องทนกับความหยุมหยิมของกัปตันริดมาตลอด ทั้งที่ตกลงราคากันแล้ว แต่แล้วพอตกค่ำหยุดเรือจอดพัก เมื่อทุกคนบนเรือหลับสนิท เงาดำก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันมุ่งมาสูบกินควันดำในตัวกัปตันริดไปอย่างไม่เหลือหลอ แล้วหายตัวไป
เช้าวันที่สองของการเดินทาง เมื่อกัปตันริดตื่นขึ้นมา เขาก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน ไม่คิดบวกราคาด้วยความโลภมากอีกแล้ว เื่นี้สร้างความประหลาดใจให้กับเท่งและบ็อบไม่น้อย...
พวกเขาใช้เวลาราวเจ็ดวัน ระหว่างเดินทางบ้าง จอดแวะพักบ้าง สาย ๆ ของวันที่เจ็ดเรือแล่นเข้าสู่เขตชานเมืองนครศรีธรรมราช ขณะที่บ็อบยืนส่องกล้องทางไกลอยู่บนดาดฟ้าเรือ พบเห็นชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งวิ่งหน้าตื่น ราวกับหนีอะไรบางอย่างมา
“ท่านอาจารย์” บ็อบชี้นิ้วเอ่ย พร้อมยื่นกล้องมาให้เท่ง “ดูเหมือนพวกเขา้าความช่วยเหลือนะ”
เท่งรับกล้องมาส่องดู ก็รู้ได้ทันทีโดยสัญชาตญาณ หญิงสาววิ่งโร่ร้องะโขอความช่วยเหลือ “ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย ผีปอบมันไล่กินข้า!” เท่งจึงบอกให้กัปตันริดโฉบเรือเข้าไปริมฝั่ง พลางยืนลูบคลำแหวนมรกตที่นิ้ว ตาจ้องมองคนทั้งคู่วิ่งมาที่เรือ...เรือยังไม่ทันจอดสนิท เท่งพุ่งหลาวลงน้ำไปแล้ว เขาเร่งมือว่ายน้ำไปอย่างรวดเร็ว พอเท้าแตะพื้นได้ก็วิ่งตะบึงฝ่าน้ำขึ้นไปเบื้องหน้า ราวพญาอินทรีกางปีกปกป้องลูกน้อย
ชายหนุ่มทรงผมมหาดไทยวิ่งหน้าตื่นนำหน้ามาที่ชายหาด ตามหลังมาด้วยหญิงสาวผมขาวยาวสยายนุ่งโจงกระเบนตะเบงมาร สองมือถือดาบ วิ่งหน้าเริดเหนื่อยหอบตามมา
“เกิดอะไรขึ้น ?” เท่งะโเสียงเข้ม
“ผีปอบๆ” คนทั้งคู่แข่งกันตอบเสียงสั่น วิ่งอ้อมมาอยู่ด้านหลังเท่ง
ขณะที่บ็อบเพิ่งจะวิ่งถือปืนฝ่าน้ำตามมา ทันใดนั้น เลยเนินดินขึ้นไปบนฝั่งปรากฏภาพชายผู้หนึ่งใบหน้าซีดขาวราวซากศพ แววตาไม่มีตาดำ สวมเสื้อผ้าขาดวิ่นสกปรกมอมแมม มันดูคล้ายซอมบี้ผีดิบที่ลุกวิ่งไล่ล่ามาจากป่าช้ามากกว่าที่จะเป็ผีปอบ วินาทีนั้น เท่งตัดสินใจใช้ปืนขอนกสับเนรมิตทันที ปรากฏว่าเขาดันลืมปืนไว้ในห้องพักบนเรือ
“ว้า! ดันลืมปืนอยู่บนเรือ” เท่งอุทาน
เสี้ยววินาทีจวนตัวเช่นนี้ เท่งจึงตั้งกราดจดมวยสู้ศึก จับจ้องมองชายผีดิบที่วิ่งมาเขม็งนิ่ง พอมันวิ่งใกล้เข้ามาประชิด เห็นมันตะกุยมือกางกรงเล็บ อ้าปากงับน้ำลายไหลยืด เท่งออกอวัยวุธประเคนใส่ต้อนรับไม่ยั้ง ด้วยลีลาแม่ไม้มวยไทยหลากหลายกระบวนท่า
ซอมบี้ผีดิบล้มเกลือกกลิ้งหงายท้องตึง เมื่อโดนเตะตัดกวาดไปที่ข้อเท้าอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ในท่าเถรกวาดลาน แต่มันยังตะกายลุกขึ้นมา จู่โจมเข้าใส่เท่งอย่างบ้าคลั่ง
เท่งพุ่งทะยานกระแทกเข่าใส่ปลายคางอย่างรุนแรง ในท่าหนุมานทะยาน ร่างซอมบี้หมุนคว้างราวลูกข่าง ถดถอยซวนเซไปอีกหลายก้าว ก่อนล้มลงฟาดพื้นไปอีกครั้ง แต่แล้วมันก็ตะกายร่างลุกขึ้น จู่โจมเข้าใส่เท่ง อย่างบ้าคลั่งหิวกระหาย ใบหน้ามันคล้ายมีเมือกลื่น ๆ น่าเกลียด ไหลยืดออกมาเหนอะหนะอยู่ตลอดเวลา
หญิงสาวผมขาวนักดาบสองมือรู้สึกอุ่นใจขึ้น เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น แต่อีกใจก็รู้สึกเป็ห่วง คิดอยากเอ่ยปากบอกเขา สองจิตสองใจจึงเอ่ยถามบ็อบซึ่งยืนตาค้างชมดูอยู่ข้าง ๆ ว่า
“พี่ชายท่านนี้เชิงมวยช่างเยี่ยมยุทธนัก ท่านเป็ผู้ใดฤๅ ?”
“ท่านเป็อาจารย์ของข้าเอง” บ็อบตอบ
ขณะที่คนทั้งสองสนทนากัน
เท่งพุ่งกระโจนถีบทั้งสองเท้าเข้าใส่ร่างซอมบี้กระเด็นกระดอนไปไกลหลายวา ในท่าเถรแห่เทียน ชายซอมบี้ล้มลงหมดท่า แต่แล้วมันก็ตะกายร่างลุกขึ้นมา จู่โจมเข้าใส่อีกอย่างดุร้ายกระหายเื เท่งนั้นยิ่งสู้ยิ่งคึกคักอักโขเรี่ยวแรงมาเต็มเืลมสูบฉีด ด้วยพลังแห่งเทพยดา
เท่งประเคนอวัยวุธเข้าใส่ซอมบี้ไม่ยั้ง ทั้งเตะ ทั้งต่อย ะโถีบ แต่ทว่าอย่างไรชายซอมบี้พอล้มลงแล้ว มันก็ดื้อด้านตะกายร่างลุกขึ้นใหม่ได้ทุกครั้ง มันยังคงจู่โจมเข้าใส่เท่งอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน ราวเครื่องจักรสังหาร ไม่รู้จักเ็ปหรือเหน็ดเหนื่อย
“แม่หญิง ส่งดาบมาให้ข้า”
เท่งกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ สีหน้าเป็ปรกติ ขณะที่ชายซอมบี้กระเด็นกระดอนไปไกล แล้วทิ้งตัวลงนอนวัดพื้นไปอีกครา จากแรงเตะอันทรงพลัง
ดาบถูกโยมมาที่พื้นทราย เท่งใช้ปลายเท้าเขี่ยลอยขึ้นมาถือไว้ในมือ แล้วร่ายรำเพลงดาบ ฟาดฟันใส่ชายซอมบี้ไปอีกหลายเพลงดาบ เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นอยู่แล้วของมัน ยิ่งขาดวิ่นรุ่งริ่งกว่าเก่า แต่ทว่าตามเนื้อตัวซีดขาวปราศเืฝาดของมัน กลับไม่ระแคะระคายคมดาบแม้แต่น้อย ราวกับมีเกราะบางอย่างที่มองไม่เห็นปกป้องมันอยู่ คมดาบจึงไม่อาจยัดเยียดาแ หรือทำให้มันหยุดสงบลงได้
เท่งจึงทิ้งดาบแล้วชูกำปั้นทั้งสองข้างขึ้น เพื่อเรียกอาวุธคู่บารมีออกมาพิฆาต ทว่าสนับมือทองคำคู่บารมีกลับไม่ปรากฏออกมาดังใจปรารถนา สร้างความประหลาดใจให้เท่งไม่น้อย ขณะที่ชายซอมบี้ถูกอวัยวุธกระแทกเข้าใส่ร่างเซถลาถดถอยไปหลายก้าว แล้วทิ้งตัวลงนอนฟาดพื้น เท่งหันมากล่าว
“บ็อบ ข้าลืมปืนไว้...”
เท่งกล่าวยังไม่ทันจบประโยค บ็อบโยนปืนมาให้ราวกับรู้ใจพร้ะโกนบอก
“ท่านอาจารย์รับปืน”
เท่งรับปืนมาได้ก็ฉวยลูกะุทองคำออกมา ทันทีนั้น ลูกะุทองคำในมือเท่ง เกิดเปล่งประกายเจิดจ้าราวพระอาทิตย์ทรงกลด เท่งรีบบรรจุะุทองคำเข้ารังเพลิง สับขอนกเหนี่ยวไกปืน วาดปากกระบอกเล็งไปที่ร่างซอมบี้ ซึ่งกำลังตะกายลุกขึ้นมาอย่างดุร้ายกระหายเื แล้ววิ่งจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง
ปัง!
เสียงคำรามแผดสนั่นกัมปนาทชายหาด ร่างชายซอมบี้กระตุกเฮือกหยุดชะงัก หงายท้องล้มลงทันที ดวงตากลอกกลิ้งเบิกโพลงมองเห็นตาดำคืนกลับมา หนวดสีขาวขุ่นเป็เมือกลื่น เลื้อยออกมานอกริมฝีปากดำคล้ำ
พริบตานั้น ร่างโปร่งแสงของภุมมเทวดาตนหนึ่ง ก็หลุดลอยออกมาจากร่างซอมบี้ พร้อมกล่าวด้วยเสียงกังวานแจ่มใส สองมือประนมอย่างนอบน้อม
“ขอบพระคุณมากขอรับ ท่านอริยขุนศึก บัดนี้ข้าเป็อิสระจากแมงกะพรุนปีศาจแล้ว” กล่าวจบร่างโปร่งแสงนั้น ก็พลิ้วกลับสู่เบื้องบนทันที
ถึงตรงนี้ กัปตันริดและทุกคนวิ่งเข้ามาสมทบ ทุกคนต่างยืนรายล้อมมุงดูเหตุการณ์ น่าแปลกที่ร่างโปร่งแสงนั้นมีเพียงเท่ง ผู้เดียวเท่านั้นที่มองเห็น และได้ยินสิ่งที่ภุมมเทวดาบอกกล่าว
“มันเป็แมงกะพรุน ไม่ใช่ผีปอบ!”
กัปตันริดเอ่ย พลางใช้ไม้เขี่ยหนวดสีขาวขุ่นดุจเมือกลื่น ๆ นั้นดู
“แมงกะพรุน!”
ทุกคนอุทานเกือบพร้อมกัน ยกเว้นเท่งผู้เดียวที่ยืนสงบนิ่ง ขณะกระชากลำกล้องหักกระบอกปืนออก น่าอัศจรรย์ที่ภายในลำกล้อง ยังปรากฏลูกะุทองคำบรรจุอยู่ในสภาพพร้อมใช้ ราวกับมิได้ถูกยิงออกไปด้วยซ้ำ
‘ว้าว! ลูกะุทองคำยิงได้ไม่จำกัด เป็จริงดังที่หลวงพ่อสมเด็จ เอ้ย! อัจฉริยเทพบุตรบอกไว้ไม่มีผิด’
เท่งคิดในใจพร้อมแงะเอาลูกะุทองคำออก ซึ่งขณะนี้ยังเปล่งรัศมีแวววาว ราวพระอาทิตย์ทรงกลดมาวางไว้บนฝ่ามือ พลางถามกับตนเองว่า
‘นี่ข้าเริ่มต้นเข้าสู่ภารกิจแล้วใช่ไหม?
ภารกิจปลดปล่อยจิติญญา จากแมงกะพรุนปีศาจอย่างนั้นรึ ?’
เท่งดวงตาทอประกายยินดี ฉุกคิดว่า ตนเองน่าจะมาถูกทางแล้ว ขณะเก็บลูกะุทองคำใส่กระเป๋าสี่มิติพร้อมปืนขอนกสับเนรมิต จากนั้นดึงสติกลับมาอยู่ในปัจจุบัน พลางเดินเข้าไปใช้ฝ่ามือลูบเปลือกตาที่เบิกโพลงของซากศพให้ปิดสนิทลง
พวกผู้ชายต่างช่วยกันขุดหลุมฝังซากศพไว้บนเนินดินบริเวณนั้น เพื่อป้องกันพวกสัตว์มากัดกิน ซึ่งบ็อบกับชายหนุ่มทรงผมมหาดไทยกำลังช่วยกันขุดอยู่ ส่วนคนที่ไม่ได้ขุดก็นั่งจับกลุ่มสนทนากันบนต้นไม้ใหญ่หักโค่นอยู่ที่พื้น ราวกับเป็ม้านั่งตัวยาวที่ธรรมชาติจัดให้
เท่งสอบถามแล้วจึงได้รู้ว่า เหยื่อซอมบี้สองคนนี้เป็พี่น้องกัน ชายหนุ่มร่างสันทัดไว้ผมทรงมหาดไทยที่กำลังขุดดินอยู่ เป็น้องชายชื่อเทิด ส่วนแม่หญิงผมขาวยาวสยายนักดาบสองมือผิวสีน้ำผึ้ง ตาคมกลมโต เป็พี่สาวชื่อมะขาม มะขามพูดจาฉะฉานเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า
“เ้าเทิดน้องชายไปเที่ยวหาเพื่อนที่บ้าน แต่แล้วจู่ ๆ มันก็วิ่งหน้าตื่นร้องโหวกเหวกขอความช่วยเหลือกลับมา ข้าเห็นท่าไม่ดีจึงคว้าดาบสองมือลงเรือนไปช่วยมัน พบเห็นชายผีดิบผู้นี้วิ่งไล่ตามหลังมันมา ข้าร้องบอกให้มันหยุด แต่ดูท่าแล้วมันจักไม่ยอมเชื่อฟัง มีแต่วิ่งพุ่งเข้ามา ราวกับจักเข้ามากัดกินเืเนื้อ ข้าจึงตัดสินใจใช้ดาบฟัน แต่ฟันอย่างไรก็ฟันไม่เข้า เห็นท่าไม่ดี ข้าจึงพากันวิ่งหนีมันมาตามทาง แล้วก็มาพบพวกพี่ล่องเรือผ่านมาพอดี ข้าจึงร้องขอความช่วยเหลือ ดังที่พวกพี่พบเห็นนี่แหละ”
มะขามสูดลมหายใจ ลดความตื่นเต้น แล้วกล่าวต่อไป
“ว่าแต่ข้ากับน้องชาย ต้องขอขอบพระคุณพวกพี่...เอ่อ..พี่...”
มะขามหยุดชะงัก ขณะประนมมือมองเท่งอย่างเลื่อมใสรู้คุณ
“ข้าชื่อเท่ง”
เท่งบอกพลางชี้ไปที่ชายหนุ่มฝรั่ง รูปร่างผอมบาง สูงโปร่ง ซึ่งกำลังช่วย เทิด ขุดหลุมอยู่
“นั่นบ็อบ”
บ็อบหยุดขุด เหลือบตามองมาที่แม่หญิงมะขาม แล้วยกมือขึ้นแตะปลายคิ้วตนเอง ส่งการยอมรับมาแทนคำพูด เป็การบอกใบ้ว่านั่นชื่อข้าเอง
“ข้าเป็กัปตัน ชื่อริด กัปตันริดบอก พร้อมส่งยิ้มให้
“ข้ากับน้องชาย” มะขามพูดต่อ “ต้องขอขอบพระคุณพวกพี่เป็อย่างมาก พี่เท่ง บ็อบ และกัปตันริด หากไม่พบพวกท่าน ยังไม่รู้ชะตาชีวิตของข้ากับน้องชายจักเป็ตายร้ายดีเยี่ยงไร”
มะขามหยุดเว้นจังหวะ พลางรวบเส้นผมสีขาวไว้ด้านหลัง มองมาที่เท่ง อย่างเขินอาย แล้วกล่าวต่อ
“ว่าแต่พวกพี่จักไปที่แห่งใดกันฤๅ ?”
“พวกข้าก็ตั้งใจเดินทางมาที่เมืองนครแห่งนี้แหละจ๊ะ” เท่งตอบ
“ที่นครศรีธรรมราชนี้ข้ารู้จักคนเยอะ พี่เท่งจะไปพบผู้ใดฤๅ ?” มะขามถามอย่างกระตือรือร้น
“อ้อ! ข้ามาหาสหายคนหนึ่ง เขามีนามว่า...เอ่อ...?”
เท่งเกาหัวขมวดคิ้ว ดันลืมชื่อจริงของสหายที่เขียนไว้ในจดหมายมีดขว้างฉบับนั้น เท่งพยายามนึกชื่อคนที่เค้ามาตามหาอยู่พัก...แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
เท่งจึงแสร้งขอตัวออกจากวงสนทนา โดยบอกกับทุกคนว่า ปวดท้องอึ แล้วเดินหลบลึกเข้าไปในดงไม้ เมื่อเห็นปลอดสายตาผู้คนแล้ว จากนั้นเท่งก็ถอดแหวนมรกตออกมากำหนดจิตอธิษฐาน ย้อนเวลากลับไปที่ห้องพักเรือนแพ เพื่อไปเอาจดหมายมีดขว้างฉบับนั้น
เสร็จแล้วเท่งโยนแหวนมรกตลงสู่พื้น พร้อมนึกภาพใบหน้าของแม่หญิงบัวคลี่ขึ้นมาเป็หมุดหมายปลายทาง ขณะที่เรือนแหวนสำแดงอภินิหาร หมุนติ้วขยายใหญ่โตกลายเป็อุโมงค์กาลเวลา ภายในปรากฏวังวนหลุมดำดึงดูดวูบวาบ พร้อมที่จะดูดกลืนทุกสรรพสิ่งเข้าไปข้างใน ส่วนภายนอกเกิดมีประกายสีทองวิบวับแวววาวราวหิ่งห้อย บินรายรอบหน้าปากอุโมงค์แห่งนั้นฟรุ้งฟริ้ง เท่งหันซ้ายแลขวา แล้วเดินหายวับลับตาเข้าไปในช่องอุโมงค์หลุมดำเบื้องหน้าทันทีด้วยใจระทึก
เพียงชั่วระยะเวลาดีดนิ้วมือ!
เท่งก็โผล่ร่างทะลุออกมาอยู่ที่เรือนแพภายในห้องพักที่เคยหลับนอน เสร็จแล้วเอานิ้วกลางสอดเข้าไปที่ช่องอุโมงค์เพื่อเก็บแหวน พริบตานั้นช่องอุโมงค์กาลเวลาปรากฏคืนกลับเป็แหวนมรกตสวมใส่อยู่ที่นิ้วมือดังเดิม เท่งทำราวกับการย้อนเวลาที่เกิดขึ้นนี้ เป็เื่ง่ายดายสำหรับเขา
ในเวลาเดียวกันนี้ ภายนอกเรือนแพ บัวคลี่หลังจากยืนส่งเรือสำเภาไปไกลลับตาแล้ว ก็กลับเข้ามาในห้องพัก พอเปิดประตูเข้ามา พลันสายตาของทั้งคู่ก็ประสานสบ บัวคลี่ถึงกับปากอ้าตาโต อุทานด้วยความประหลาดใจ
“คุณพี่!”
เป็ไปได้ยังไง ในเมื่อเธอเพิ่งจะยืนส่งเท่งไปกับเรือสำเภาที่แล่นออกไปต่อหน้าต่อตาเมื่อครู่ แต่ภายในห้องกลับมีเท่งอีกคนปรากฏขึ้น ผีหลอกกลางวัน! ทันใดนั้น ก่อนที่บัวคลี่จะวิ่งออกไปแหกปากร้องดังไปมากกว่านี้ เท่งก็เอามืออุดปากเธอไว้...
ชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าบัวคลี่คนสวยหายใแล้ว เท่งจึงปล่อยมือจากเธอ แล้วทั้งคู่ก็ตั้งวงสนทนากัน ถามไถ่กันไปมา เท่งบอกว่า
“แม่หญิงบัวคลี่ไม่ต้องใ เื่ที่ข้าย้อนกลับมาได้ มันเป็แค่มายากล และที่ข้ากลับมาก็เพื่อมาเอาจดหมายเท่านั้น”
เท่งบอกเธอพร้อมกับเดินไปถอนจดหมายมีดขว้างปักตรึงอยู่ที่เสากลางห้องเก็บใส่กระเป๋าสี่มิติ เสร็จแล้วถามว่า
“ทำไมแม่หญิงบัวคลี่ยังอยู่ที่นี่อีกเล่า ?”
บัวคลี่บอกว่า
“ตอนนี้ข้าไม่สามารถทำอาชีพหญิงคณิกาได้อีกต่อไปแล้ว”
พูดแล้วก็ตาแดงร้องไห้ น้ำตาริน
“ทำไมล่ะ ?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใด รู้แต่ว่ามันเกิดรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาในเช้าวันนี้ ข้าจึงไม่อยากกลับไปทำงานแบบนั้นอีกแล้ว”
“เออ ก็ดีแล้วไง ข้าเห็นด้วยเลยเื่นี้”
“คุณพี่ มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะซิ เพราะถ้าจักเลิกทำอาชีพนี้ มันต้องใช้เงินจำนวนมาก มาไถ่ถอนตัวข้าออกจากหอคณิกาสีชมพูแห่งนี้”
“ต้องใช้เงินประมาณเท่าใด ?”
“สี่พันตำลึง” บัวคลี่บอก
เท่งฟังแล้วรู้สึกสงสารบัวคลี่จับใจ คิดอยากช่วยเธอให้เป็อิสระจากการขายตัว แต่ตอนนี้เขาไม่มีเงินมากขนาดนั้น อีกทั้งก็ไม่แน่ใจว่า สมควรที่จะช่วยเหลือเธอไหม มันใช่ภารกิจที่เค้าต้องทำหรือเปล่า ?
คิดไปคิดมา เท่งจึงล้วงมือเข้ากระเป๋าสี่มิติฉวยเอาเข็มทิศลูกะุทองคำออกมาดู ปรากฏว่า ยามนี้ลูกะุทองคำเปล่งรัศมีเป็ประกายแวววาว ราวพระอาทิตย์ทรงกลดสีรุ้ง เท่งจึงแน่ใจว่านี่คือ อีกหนึ่งภารกิจที่เขาต้องทำ จึงเอ่ยปากบอกว่า
“ไม่เป็ไร แม่หญิงบัวคลี่ทำใจให้สบาย เดี๋ยวเื่นี้ข้าจะช่วยเหลือท่านเอง แต่ต้องขอเวลาข้าสักหน่อย แล้วข้าจักรีบกลับมาไถ่ถอนตัวท่านให้เป็อิสระในเร็ววัน” กล่าวพลางเก็บลูกะุทองคำกลับเข้ากระเป๋าสี่มิติ
เมื่อพูดคุยตกลงกันแล้ว บัวคลี่ค่อยสบายใจและยอมกลับไปที่ทำงาน
ครั้นเท่ง ได้จดหมายมีดขว้างฉบับนั้นมาแล้ว ก็ถอดแหวนอธิษฐานจิต เจาะเวลากลับไปยังดงไม้ริมหาดที่เก่าเวลาเดิม ในเขตชานเมืองนครศรีธรรมราช โดยมีภาพใบหน้าของแม่หญิงมะขามเป็หมุดหมายปลายทาง
เพียงชั่วเวลาดีดนิ้วมือ
เท่งก็มาปรากฏตัวอยู่ที่ดงไม้ริมหาดที่เก่าเวลาเดิม เมื่อช่องอุโมงค์กาลเวลาปรากฏคืนกลับเป็แหวนมรกตมาสวมอยู่ที่นิ้วแล้ว เท่งเดินอ่านจดหมายกลับมาที่วงสนทนา ทำเนียนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาถึงวงสนทนาแล้วบอกมะขามว่า
“ข้าจำได้แล้ว สหายคนที่ข้าตามหานั้น นามว่า ออกญาเสนาภิมาน”
มะขามเลิกคิ้วตาโตอุทานบอก
“ออกญาเสนาภิมาน! โอ้ ท่านผู้นี้เป็ถึงเ้าเมืองนครศรีธรรมราชเชียวหนาพี่เท่ง และข้ารู้จักจวนที่พักของท่านเ้าเมืองด้วย หาท่าน้าคนนำทาง ข้ายินดีนำทางพาไป”
เท่งยิ้มเล็กน้อยผงกศีรษะกล่าวด้วยความยินดี
“เออ ก็ดีสิ ถ้าเช่นนั้นพวกเราเดินทางไปด้วยกัน”
กล่าวแล้วในใจหวนนึกถึง อัจฉริยะเทพบุตร ขึ้นมา ‘เป็ไงบ้างหนอเื่ม้าทรง แล้วท่านอัจฉริยเทพบุตรจะรู้ไหมว่า เรามาไกลถึงนครศรีธรรมราชแล้วตอนนี้’
เมื่อฝังร่างซากศพเหยื่อแมงกะพรุนซอมบี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงพากันแล่นเรือออกเดินทางไปด้วยกัน โดยมีแม่หญิงมะขามกับเ้าเทิดน้องชาย เป็ไกด์อาสานำทาง