ภายในห้องของแอเรียส ทั้งมาเรียและอัลเบิร์ตกำลังจ้องมองการกระทำของบุตรชายด้วยความงุนงง หลังจากที่แอเรียสบอกกับมาเรียและอัลเบิร์ตว่ามีเื่บางอย่างจะบอกเด็กหนุ่มก็ไม่ได้พูดสิ่งใดมากมายไปกว่านั้น เขาเพียงบอกให้ทั้งสองตามมายังห้องของเขาเพียงเท่านั้น ภาพของแอเรียสที่กำลังเดินไปปิดประตูและหน้าต่างทุกบานที่มีอยู่ในห้องแล้วลงกลอนอย่างมิดชิด ราวกับว่าเขากลัวจะมีสิ่งใดเล็ดลอดเข้าออกภายในห้องแห่งนี้ หนำซ้ำยังบอกให้ทั้งคู่ตรวจสอบให้แน่ใจอีกว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณใกล้เคียงนี้ การกระทำสุดท้ายของแอเรียสยิ่งสร้างความสงสัยให้กับทั้งคู่เป็การใหญ่
“เ้าทำอะไรของเ้าแอเรียส? “
ในที่สุดก็มีผู้ที่อดทนต่อความสงสัยไม่ไหวอีกต่อไป มาเรียเป็ผู้ที่เอ่ยปากถามออกมา
“ ความลับอันใดกันที่ทำให้เ้าต้องระมัดระวังตัวมากถึงเพียงนี้“
อัลเบิร์ตเองก็สงสัยกับการกระทำของแอเรียสเช่นกัน ปกติแล้วแม้นิสัยของแอเรียสจะไม่ใช่คนซุ่มซ่ามแต่ก็ไม่ใช่คนที่รอบคอบและระมัดระวังตัวมากขนาดนี้ ั้แ่ฟื้นขึ้นมานิสัยหลายอย่างของแอเรียสก็เปลี่ยนไป เขากลายเป็ผู้เด็ดเดี่ยวและกล้าหาญราวกับไม่ใช่คนเดิม วันที่โดนกระต่ายอสูรโจมตีก็ไม่มีแม้คราบน้ำตาสักหยดให้มาเรียได้เห็น ทั้งความสงบเยือกเย็นที่มีมากจนเกินกว่าเด็กหนุ่มสาวใน่วัยสิบปีควรจะมี หากเป็เมื่อก่อนหากได้ยินวาจาดูถูกเช่นที่พบเจอในวันนี้แอเรียสคงเปลี่ยนสีหน้ากลายเป็เศร้าโศกเสียใจไปแล้ว แต่เด็กหนุ่มกลับอดทนและเยือกเย็นได้อย่างไม่เคยเป็มาก่อน เป็อัลเบิร์ตเองด้วยซ้ำที่กลับอดทนต่อคำยั่วยุนั้นไม่ไหวจนเกือบจะลงมือกับเมอร์สันแล้ว
“ ท่านพ่อท่นแม่…..บุตรผู้นี้ขออภัยสำหรับที่ผ่านมา“
ทันใดนั้นแอเรียสก็ทำในสิ่งที่ทั้งสองคาดไม่ถึง เขาคุกเข่าลงที่เบื้องหน้าของทั้งสอง น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่กลั่นออกมาจากภายในจิตใจ เสียงเข่าที่กระทบกับพื้นดังออกมาอย่างหนักแน่น ทุกการกระทำของเขาเป็สิ่งที่เขาล้วนกลั่นมันออกมาจากจิตใจ เขาไม่อาจจะทนเห็นทั้งสองต้องมาผิดหวังในตัวเขาอีกต่อไปแล้ว ความรู้สึกผิดส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เชื่อใจผู้ใดมากพอ
“ เ้าทำอะไรของเ้า รีบลุกขึ้นมาได้แล้ว อย่าได้ใส่ใจกับคำพูดไร้สาระของคนพรรค์นั้นเลย “
เมื่อเห็นคำพูดที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือและการกระทำทั้งหมดของแอเรียสหยดน้ำตาเล็กๆก็ไหลซึมออกมาจากดวงตาของมาเรีย ภายในใจของนางบีบรัดด้วยความเ็ป นางรีบก้มลงไปประคองบุตรชายนางให้ลุกขึ้นมา แต่ราวกับว่าเข่าของเขายึดติดอยู่กับพื้นไม่มีทางจะลุกไปไหนได้ อัลเบิร์ตเองก็จ้องมองไปความคาดไม่ถึงก่อนจะลงไปประคองแอเรียสให้ลุกขึ้นมาเช่นกัน แต่ผลก็ยังคงเป็เช่นเดิมเขายังคงไม่ลุกไปไหน
“ ท่านพ่อ ท่านแม่ โปรดฟังข้าให้จบก่อน…คำพูดของคนผู้นั้นข้าหาได้เคยเก็บเอามาใส่ใจไม่ ข้าเพียงขออภัยที่ผ่านมาข้าเป็เพียงภาระให้กับพวกท่าน ข้าไม่เคยสร้างความภาคภูมิใจใดๆให้พวกท่านเลยแม้สักครั้ง ข้ามีแต่จะสร้างความหนักใจให้กับพวกท่าน และสิ่งสุดท้าย..ข้าขออภัยที่ปิดบังเื่นี้กับพวกท่าน“
ทุกคำพูดใน่แรกที่กล่าวออกมาจากปากของแอเรียสทั้งมาเรียและอัลเบิร์ตย่อมเข้าใจความหมายของมันดี มีเพียงคำพูดสุดท้ายเท่านั้นที่สร้างความงุนงงแก่ทั้งคู่ เื่ที่แอเรียสปิดบังไว้คือสิ่งใดกัน
แอเรียสยื่นฝ่ามือออกมาด้านหน้า พลังเวทในร่างเคลื่อนมารวมกันอย่างรวดเร็ว ปรากฏสายฟ้าขนาดเล็กเคลื่อนไหวอยู่ทั่วฝ่ามือนั้นราวกับมีอสรพิษสายฟ้าตัวน้อยกำลังเลื้อยผ่านทั่วฝ่ามือ ทักษะัซ่อนเมฆาพลันถูกคลายออกพลังระดับััเวทขั้นที่แปดถูกะเิออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม
“ นี่มัน.. “
มาเรียจ้องมองภาพข้างหน้าราวกับภูตผี นางแทบไม่เชื่อในสิ่งที่มองเห็นอยู่ สองมือของนางพลันยกขึ้นปิดปากอย่างลืมตัว บุตรชายของนางที่ไร้พลังเวทกลับใช้พลังเวทอันแปลกประหลาดได้ เวทอัสนีเป็สิ่งที่สูญหายมาเนิ่นนานแล้วพลังของแอเรียสเป็สิ่งที่มาเรียไม่เคยเห็นมาก่อน อัลเบิร์ตเองก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างปากของเขาอ้าออกจนแทบจะมีแมลงบินผ่านเข้าไปได้ เขามองภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา เขาลอบใช้มือหยิกที่แขนตัวเองอย่างแรงเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ความฝัน
“ นี่ข้าไม่ได้ฝันอยู่ใช่หรือไม่ “
อัลเบิร์ตเผลอหลุดปากพูดออกมาอย่างลืมตัว
“ ท่านไม่ได้ฝันหรอกท่านพ่อ เอ่อ..แขนท่านแดงหมดแล้วท่านเลิกหยิกตัวเองเถอะก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็สีม่วง“
แอเรียสกล่าวตอบอัลเบิร์ตทั้งยังกล่าวเตือนในสิ่งที่อัลเบิร์ตกำลังทำอยู่ เมื่อเห็นแขนของอัลเบิร์ตที่เป็ร่องรอยแดงจากแรงหยิกเมื่อครู่นี้ก็ทำให้แอเรียสอดที่จะขำเล็กๆออกมาไม่ได้มันทำให้บรรยากาศปลอดโปร่งขึ้นกว่าเก่าไม่น้อย ยามที่พูดเื่ราวทั้งหมดออกมาก็ทำให้แอเรียสรู้สึกโล่งใจราวกับปลดปล่อยสัมภาระอันหนักอึ้งออกจากแผ่นหลัง แอเรียสนั้นเป็คนที่รอบคอบทุกฝีก้าวแต่บางครั้งเขาก็กลายเป็หวาดระแวงจนเกินไปทำให้เขาปกปิดเื่พลังเวทเอาไว้ าแเก่าที่ถูกหักหลังจากสหายยังคงวนเวียนอยู่ในจิตใจของเขามันจึงทำให้เขาหวาดระแวงในหลายสิ่ง แต่ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะเชื่อใจผู้อื่นอีกครั้ง
“ ในที่สุดสิ่งที่ข้าเฝ้าอธิษฐานก็เป็จริงเสียทีขอบคุณ์ที่เมตตาบุตรของข้า “
มาเรียเงยหน้าขึ้นขอบคุณต่อสรวงสรรค์ก่อนจะย่อตัวลงสวมกอดแอเรียสที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยความยินดี นางค่อยๆประคองร่างแอเรียสให้ลุกขึ้นยืนเพื่อจะสอบถามเื่ราวทั้งหมด ตอนนี้ในหัวของนางนอกจากคำถามที่ถาโถมเข้ามาแล้วก็มีเพียงความยินดีเท่านั้น มันเป็ความยินดีมากที่สุดในชีวิตของนางเลยก็ว่าได้ ในที่สุดบุตรของนางก็สามารถเติบโตและแข็งแกร่งได้เฉกเช่นกับนักเวทคนอื่น
“ แอเรียส..พลังเวทของเ้าเป็ธาตุใดกัน เหตุใดลักษณะของมันกลับแตกต่างไปจากธาตุทั้งสี่ แต่มันกลับแลดูคล้ายกับ ‘สายฟ้า’ “
เมื่อตั้งสติได้อัลเบิร์ตก็เริ่มฉุกคิดถึงข้อสงสัย แม้สายฟ้าในมือแอเรียสจะถูกสลายไปแล้วแต่อัลเบิร์ตก็ยังคงจดจำภาพของพลังเวทสีฟ้าที่กำลังวิ่งพล่านไปทั่วฝ่ามือของแอเรียสได้ มันคล้ายกับเหล่าอสรพิษสีฟ้าตัวน้อยๆที่เต็มไปด้วยความดุร้าย ทั้งเกรี้ยวกราดและรวดเร็วอีกทั้งยังมีไอความร้อนจางๆที่แผ่ออกมา พลังของมันไม่คล้ายกับธาตุพื้นฐานทั้งสี่ที่เขารู้จักเลยแม้แต่น้อย
“ ข้าเป็ผู้ใช้เวทอัสนี “
คำตอบสั้นๆของแอเรียสสร้างความตกตะลึงให้กับผู้เป็บิดาและมารดาอีกครั้ง เวทอัสนีชื่อนี้แม้จะเคยได้ยินมาบ้างถึงคำเล่าขานของนักเวทผู้ใช้ธาตุอัสนีแต่ทั้งคู่ก็ยังไม่เคยเห็นผู้ใดใช้เวทอัสนีเลยแม้แต่ผู้เดียว แม้ธาตุอัสนีจะเป็สิ่งที่สามารถพบเห็นได้ในธรรมชาติแต่ก็ยังไม่เคยพบเจอผู้ที่ควบคุมธาตุอัสนีมาก่อน นอกจากธาตุพสุธา วารี วายุ และอัคคีแล้วทั้งคู่ก็ยังไม่เคยเห็นนักเวทที่ใช้ธาตุอื่นมาก่อน
คำตอบของแอเรียสนำมาซึ่งคำถามอีกมากมายทั้งสามพูดคุยกับอยู่เนิ่นนานถึงเื่ราวทั้งหมด แอเรียสได้บอกแก่ทั้งคู่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับการชี้แนะจากนักเวทลึกลับผู้หนึ่ง นักเวทผู้นั้นช่วยปลุกให้พลังธาตุอัสนีในร่างของเขาตื่นขึ้นมาทั้งยังถ่ายถอดทักษะการต่อสู้อีกหลายอย่างให้กับแอเรียสแต่ก็สั่งให้ปกปิดเื่นี้เอาไว้เป็ความลับ เขาคิดว่านี่คงเป็ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกเื่ราว ไหนๆเขาก็มีอาจารย์ปรุงยาที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมาเองแล้วหากจะอุปโลกน์ขึ้นมาอีกครั้งคงไม่เสียหายอะไร มันคงจะดีกว่าการที่เขาบอกว่าเขาเป็ดวงิญญาที่เข้ามาอยู่สิงในร่างนี้ เพียงแค่จินตนาการถึงภาพสายตาจากมาเรียและอัลเบิร์ตที่จะมองมาทางเขาด้วยความหวาดหวั่นก็ทำให้เขารู้สึกเ็ปใจไม่น้อยแล้ว
“ อาจารย์ของเ้าชื่อว่าอะไรเ้าพอจะบอกได้หรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็คนที่ข้ารู้จัก “
อัลเบิร์ตเอ่ยถาม ยามนี้เขาตั้งสติได้มากกว่าก่อนหน้าแล้ว แต่ภายในร่างของเขาหัวใจก็ยังคงเต้นโครมครามไปด้วยความตื่นเต้นและยินดีก็ตาม
“ ทานอส นั่นเป็ชื่อที่ท่านบอกแก่ข้า “
ในหัวแอเรียสไม่ทันได้คิดสิ่งใดเขาพลันใช้นามของเขาในอดีตสร้างตัวตนอาจารย์ของเขาขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจนัก ความจริงแล้วหากจะกล่าวว่าทานอสคืออาจารย์ก็อาจจะไม่ผิดนักเพราะตัวเขาในอดีตก็คงเปรียบเหมือนกับอาจารย์ของเขาในชีวิตนี้ ทั้งทักษะความรู้ต่างๆล้วนก็มาจากความทรงจำในอดีตยามที่เขายังมีนามว่าทานอส
“ เป็ชื่อที่ไม่คุ้นชินเลยแม้แต่น้อย “
อัลเบิร์ตเอามือเท้าคางสีหน้าครุ่นคิดด้วยความสงสัย เขายังคงสอบถามอีกหลายอย่างจากแอเรียสด้วยความใคร่รู้
“ พอได้แล้วท่านพี่ นี่บุตรชายของท่านนะไม่ใช่นักโทษท่านจะซักไซ้ไล่เรียงอะไรมากมาย! “
ตอนที่แอเรียสกำลังรู้สึกเริ่มปวดหัวกับการตอบคำตอบ ราวกับมาเรียอ่านสีหน้าของแอเรียสออก เสียงบ่นที่ดังออกมาทำให้อัลเบิร์ตหยุดความสงสัยทั้งหมดลงทันที ภาพตรงหน้าทำให้แอเรียสสงสัยว่านี่ใช่เป็คนเดียวกับบิดาที่พึ่งส่งจิตสังหารออกมาราวกับจะฆ่าฟันเมอร์สันเมื่อตอนเช้าใช่หรือไม่
“ ท่านพ่อท่านแม่ข้ามีอีกเื่ที่จะขอร้อง ก่อนถึงวันประลองข้าอยากจะให้เก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ “
ทั้งสามพูดคุยกันจนตะวันเกือบจะลาลับขอบฟ้า ก่อนที่ทั้งคู่จะจากไปแอเรียสจึงได้เอ่ยปากร้องขอให้ทั้งคู่ช่วยเก็บความลับนี้เอาไว้ก่อนที่จะถึงเวลาอันสมควร
“ เ้าจะเข้าร่วมการประลอง !? เ้ารู้หรือไม่ว่าการประลองนั้นมันอันตรายมากเพียงใด หากมีอะไรผิดพลาดไปจะทำให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี รอให้พลังของเ้าแข็งแกร่งกว่านี้สักหน่อยแล้วค่อยมาคิดถึงเื่นี้กันก็ยังไม่สาย การประลองเช่นนี้ตระกูลฮาร์เก็นก็จัดขึ้นทุกปี “
คำขอแรกของแอเรียสทั้งคู่ย่อมทำตามได้โดยง่าย แต่เมื่อได้ยินว่าเขาจะเข้าร่วมการประลองในอีกสามเดือนข้างหน้ามาเรียจึงรีบเอ่ยเตือนด้วยความห่วงใย นางปฏิเสธเสียงแข็งที่จะยอมให้บุตรของนางไปเสี่ยงเช่นนั้น แม้จะรู้สึกดีใจที่บุตรของนางกลายเป็นักเวทเฉกเช่นกับคนทั่วไปแต่นางก็รู้ดีว่าพลังของแอเรียสยังอ่อนด้อยกว่าหนุ่มสาวในรุ่นราวคราวเดียวกันมากนัก นักเวททั่วไปจะเริ่มฝึกฝนเวทมนตร์เมื่ออายุครบสิบสองปีการที่เขาเริ่มต้นในวัยสิบหกนั้นนับว่าเชื่องช้ากว่านักเวททั่วไป นางไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าแอเรียสพึ่งเริ่มต้นสู่วิถีนักเวทได้เพียงไม่ถึงเดือนเท่านั้นแต่เขากลับกลายเป็นักเวทระดับััเวทขั้นที่แปดเสียแล้ว
“ หากเ้าจะลงการประลองข้าก็ไม่ขัดข้องอะไรแต่ว่ามีเงื่อนไขอยู่หนึ่งข้อ“
อัลเบิร์ตยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
“ ท่านพี่ลูกเราพึ่งจะอยู่ในขั้นััเวท นักเวทรุ่นเยาว์บางคนเกือบจะก้าวสู่ขั้นผู้ใช้มนตราแล้วด้วยซ้ำแล้วเขาจะไปสู้กับผู้อื่นได้อย่างไร ยังไงเื่นี้ข้าก็ไม่ยอมเด็ดขาด!! “
มาเรียรีบคัดค้านเสียงแข็ง นางมองค้อนไปยังอัลเบิร์ตอย่างไม่พอใจนัก
“ฟังข้าให้จบก่อนสิมาเรีย …..แอเรียสหากเ้าก้าวข้ามสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นสองภายในเวลาสามเดือนนี้ข้าจะอนุญาตให้เ้าลงประลองได้“
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของอัลเบิร์ตมาเรียที่กำลังส่งสายตามองค้อนไปทางอัลเบิร์ตก็เปลี่ยนเป็รอยยิ้มเล็กๆขึ้นมุมปากทันที นางรู้สึกว่าวันนี้สามีของนางช่างเ้าเล่ห์นัก การที่แอเรียสจะก้าวข้ามไปสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สองนับว่าเป็เื่ที่แทบจะไม่มีทางเป็ไปไม่ได้
การจะก้าวผ่านจากระดับััเวทขั้นที่แปดสู่นักเวทฝึกหัดขั้นที่สองนั้นจุดที่ยากที่สุดไม่ใช่การก้าวผ่านจากััเวทขั้นที่แปดไปขั้นที่เก้าแต่เป็การทะลวงสู่ระดับนักเวทฝึกหัด การทะลวงผ่านไปสู่ระดับนักเวทฝึกหัดจะต้องใช้เวลานับปีแม้จะเป็นักเวทผู้มากด้วยพร์ก็ยังต้องใช้เวลาอยู่หลายเดือน จุดคอขวดระหว่างระดับนั้นเป็สิ่งที่ทะลวงผ่านอย่างยากลำบากและต้องใช้เวลาอยู่มิใช่น้อย ยังไม่รวมถึงการที่แอเรียสจะต้องก้าวผ่านไปยังระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สอง นางรู้ว่าเงื่อนไขที่อัลเบิร์ตมอบให้ก็เพื่อทำให้แอเรียสตัดใจจากเื่นี้ซะ
“ ว่าอย่างไรแอเรียส “
อัลเบิร์ตยิ้มมุมปากถามแอเรียสที่ดูนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ความจริงแล้วเขาเองคาดหวังว่าอุปสรรคที่เขามอบให้นี้จะเป็แรงผลักดันที่ทำให้แอเรียสก้าวผ่านมันไปได้ภายในเวลาสามเดือน เขาไม่ได้คิดจะขัดขวางแอเรียสอย่างที่มาเรียเข้าใจ เขารู้ว่านักเวทลึกลับที่แอเรียสกล่าวถึงจะต้องคอยช่วยเหลือแอเรียสอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างแน่นอน แอเรียสที่เคยไร้พลังเวทกลับกลายเป็นักเวทระดับััเวทขั้นที่แปดภายในเวลาไม่ถึงเดือนแม้แอเรียสจะไม่บอกถึงสาเหตุแต่อัลเบิร์ตก็คาดเดาว่านักเวทนามทานอสผู้นั้นจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
“ ได้สิท่านพ่อ ข้ายอมรับเงื่อนไขของท่าน “
แอเรียสยกยิ้มเล็กๆขึ้นที่มุมปาก เขาสบตากับอัลเบิร์ตเล็กน้อยราวกับว่ากำลังจะท้าทายเงื่อนไขนั้นนั้น ยามที่รอยยิ้มจางๆปรากฏบนใบหน้าของเขามันช่างเป็รอยยิ้มที่ดูคล้ายกับรอยยิ้มของอัลเบิร์ตแทบจะไม่ผิดเพี้ยน อีกสามเดือนข้างหน้าเขาจะต้องทำให้ทั้งคู่ตกตะลึงอีกครั้ง เขาจะทำให้ความภูมิใจที่ทั้งคู่แทบไม่เคยได้รับจากตัวเขาปรากฏขึ้นอีกครั้งในงานประลองอีกสามเดือนข้าง ไม่รู้ั้แ่เมื่อใดที่เขารู้สึกว่าความสุขของคนทั้งคู่ก็เป็ความสุขของเขาเช่นกัน