บทที่29
การโต้ตอบของพยัคฆ์เกราะทมิฬ
หมิงเยว่หลานหยุดมือแล้วเพราะว่ากระบวนท่าที่ปล่อยออกไปนั้นหมดกระบวนแล้ว
นางจำเป็นต้องหยุดพักร่างอันบอบบางของหมิงเยว่หลานกระโดดถอยมาด้านหลัง
นางต้องการรักษาระยะห่าง ในยามนี้นางสามารถสร้างบาดแผลให้กับพยัคฆ์เกราะทมิฬได้พอสมควรแล้ว
พยัคฆ์เกราะทมิฬเต็มไปด้วยความเจ็บปวดมันส่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง
ดวงตาขนาดใหญ่ของมันในยามนี้แดงก่ำขึ้นกว่าเดิมมันเหมือนกับถูกย่อมไปด้วยเลือดสีแดงไร้ซึ่งม่านตาสีดำ
ร่างอันมหึมาเปรียบดั่งขุนเขาของพยัคฆ์เกราะทมิฬแผ่กลิ่นอายอำมหิตออกมาราวกับพญามัจจุราชแห่งพงไพรผิวหนังของมันไม่ได้อ่อนบางดั่งสัตว์ทั่วไป หากแต่เคลือบคลุมด้วยเกล็ดหนาสีดำสนิทเกล็ดแต่ละแผ่นทอประกายเย็นเยียบราวกับเหล็กกล้าอันล้ำค่าเสียงฝีเท้าของมันเมื่อย่างเหยียบลงบนพื้นดินเปรียบดั่งเสียงระฆังศึกสะเทือนสะท้านไปทั่วทั้งหุบเขา ทุกย่างก้าวที่มันก้าวย่างมวลอากาศรอบกายพลันบิดเบี้ยวเพราะแรงกดดันที่ปลดปล่อยออกมา
จู่ ๆร่างยักษ์ของมันก็กระโจนทะยานขึ้น! การเคลื่อนไหวรวดเร็วจนน่าตกตะลึงราวกับเงามืดที่แหวกอากาศออกเป็นสองภาค เป้าหมายของมันหาใช่หมิงเยว่หลานไม่แต่กลับเป็นกลุ่มของหมิงเยว่หลานที่กำลังแตกตื่นอยู่ห่างออกไปหลายจั้ง!ดวงตาของพยัคฆ์เกราะทมิฬฉายแววโลหิตหยาดน้ำลายเหนียวข้นไหลหยดจากเขี้ยวคมยาวราวกระบี่ พร้อมจะฉีกกระชากทุกชีวิตเป็นชิ้นเนื้อ
"เดรัจฉาน!"หมิงเยว่หลานเปล่งเสียงเย็นเยียบใบหน้าของนางไม่มีแม้แต่รอยหวาดกลัวดวงตาคู่คมกริบประดุจอสนีบาตจับจ้องพยัคฆ์เกราะทมิฬอย่างแน่วแน่เท้าทั้งสองข้างย่อลงเล็กน้อย ก่อนจะเหยียบกระแทกพื้นหินจนแตกร้าวเป็นรอยใยแมงมุมปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์ในร่างปะทุขึ้นดั่งเพลิงฟ้าฟาดก่อเกิดเป็นแรงกระตุ้นอันมหาศาล นางสะบัดแขนขวาออกอย่างองอาจมือเรียวขาวดุจหยกกำกระบี่ปราณแฝงอาคมแน่นหนา ก่อนที่นางจะขว้างพลังปราณนั้นออกไป!
เสียงกระแทกของพลังปราณวิญญาณคล้ายฟ้าร้องสนั่นกลายเป็นเส้นแสงสีเงินขาวปะปนอสนีบาตพุ่งทะลวงผ่านม่านอากาศตรงเข้าปะทะด้านข้างของพยัคฆ์เกราะทมิฬอย่างแม่นยำ!
พยัคฆ์เกราะทมิฬแม้มีร่างอันใหญ่โตประหนึ่งภูเขาเร้นเงาแต่สัมผัสอันเฉียบคมของมันกลับไม่ด้อยไปกว่าจิ้งจอกเฒ่าในหุบเขาเล่ห์กลมันรับรู้ถึงพลังปราณที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องหลังรังสีสังหารเย็นเยียบเสียดแทงจนขนแหลมคมทั่วทั้งร่างของมันลุกชันเท้าอันมหึมาซึ่งกำลังจะยกขึ้นกดทับเหยื่อเบื้องหน้า หยุดชะงักลงในฉับพลันแรงกระแทกมหาศาลจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าของมันทรุดตัวลงเป็นหลุมลึกรอยร้าวแผ่ขยายออกไปดั่งใยแมงมุมระเบิดกลางพสุธา
มันคำรามต่ำในลำคอเสียงคล้ายฟ้าครึ้มก่อนพายุคลั่งทั้งร่างขนาดเขื่องหมุนตัวหันกลับอย่างฉับไวผิดธรรมชาติของสัตว์ร่างใหญ่ทั่วไปขาคู่หน้าที่หุ้มเกล็ดแข็งแกร่งราวศิลาทมิฬยกขึ้นพร้อมกับอุ้งเล็บเรียวยาวที่แหลมคมประหนึ่งหอกเหล็กน้ำแข็งของเทพเพลิงมันเงื้อขึ้นแล้วตวัดฟาดออกไปตรงทางที่พลังปราณพุ่งทะยานมา
เสียงกรีดเฉือนของอากาศดังกรีดร้องราวกับใบมีดนับพันกำลังแหวกเปลวอัสนีหอกปราณที่หมิงเยว่หลานปลดปล่อยออกมาแฝงพลังสะเทือนฟ้า พุ่งตรงมาราวกับสายฟ้าฟาดแต่มันไม่หลบ! หากแต่เลือกเผชิญหน้า!
กรรรรรรร!!
เสียงคำรามลั่นกึกก้องป่าเขาในเสี้ยวพริบตา อุ้งเล็บยักษ์ฟาดเข้าปะทะกับหอกปราณอย่างรุนแรงประกายพลังระเบิดกระจายดังสนั่นสะเทือนหุบเขาสายลมแรงกล้ากระโชกพัดกระจายพลังงานจนกลุ่มคนของหมิงเยว่หลานที่อยู่ห่างออกไปหลายจั้งยังต้องยกแขนขึ้นบังใบหน้า
แต่ในจังหวะที่พลังสองสายปะทะกันนั้น...มีบางอย่างเกิดขึ้น
แต่ในขณะนั้นเองท่ามกลางเสียงคำรามของพยัคฆ์เกราะทมิฬที่ดังกึกก้องประหนึ่งพายุโลกันตร์พลังสองสายยังคงปะทะกันอย่างรุนแรง ทั้งเปลวปราณและแรงอาฆาตระเบิดแตกกระจายไปทั่วทว่าคลื่นเสียงประหลาดที่แฝงเร้นอยู่ในม่านสายลมกลับแว่วขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว
ปัง!
ปัง!
เสียงระเบิดแหลมสูงคล้ายกระบอกเหล็กที่ฉีกรัตติกาลด้วยอาคมต้องห้าม บาดลึกเข้าไปถึงแก่นวิญญาณทุกชีวิตที่อยู่ในบริเวณนั้น ถึงกับรู้สึกเย็นเยียบสั่นสะท้านถึงไขสันหลังเหมือนเวลาทั้งหมดชะงักงันลงชั่วพริบตา
พยัคฆ์เกราะทมิฬที่กำลังแยกเขี้ยวเผชิญกับหอกปราณของหมิงเยว่หลานพลันชะงักกึก ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยสาดประกายอำมหิตแฝงเจตจำนงย์นักล่าพลันเบิกกว้างราวกับมันสัมผัสได้ถึงเงื้อมมือยมทูตที่กำลังคว้าหัวใจของมันไปในฉับพลัน
เพล้ง!
เสียงแตกหักของอัญมณี หรือกระจกแก้ว? มิใช่...มันคือเสียงกระโหลกและดวงตาทั้งสองข้างของพยัคฆ์ทมิฬที่แตกร้าว!
เลือดสีดำคล้ำพุ่งทะยานออกมาจากเบ้าตาทั้งสองราวกับน้ำพุโลหิตของขุมนรกดวงตาทั้งสองลูกระเบิดแตกกระจายเป็นเสี่ยงเนื้อเละทะลักไหลลงมาตามใบหน้าที่เคยดุดันอสูรยักษ์คำรามแผดเสียงเจ็บปวด เสียงของมันช่างสยดสยองเสียจนฟ้าดินยังสั่นไหวกลิ่นคาวโลหิตตลบฟุ้งไปทั่วทั้งทิศสายเลือดร้อนระอุไหลรินผ่านเกล็ดดำสนิทดั่งรินเหล็กหลอมละลาย
ร่างอันมหึมาของมันโงนเงนถอยหลังฝ่าเท้าที่เคยแนบแน่นกับพื้นดินเริ่มลื่นไถล ทว่าแม้จะตาบอด พยัคฆ์ทมิฬยังไม่สิ้นสัญชาตญาณนักล่ามันคำรามกึกก้องหมายจะอาละวาดในความมืดมนแห่งโลกอันไร้แสงสว่าง
หมิงเยว่หลานชะงักเพียงเสี้ยวลมหายใจดวงตาคู่งามหรี่มองภาพตรงหน้า
ร่างอันมหึมาของพยัคฆ์เกราะทมิฬโงนเงนคล้ายขุนเขาถล่มเสียงคำรามของมันดังกึกก้องสะท้านปฐพี คล้ายพญายักษ์สิ้นอิสรภาพเสียงนั้นทั้งเจ็บปวด ทั้งเกรี้ยวกราด แฝงความอาฆาตอันไร้ที่สิ้นสุดดวงตาซึ่งเคยเป็นหน้าต่างแห่งวิญญาณอันดุร้ายบัดนี้กลับกลายเป็นโพรงโลหิตอันน่าสยดสยองโลหิตสีดำคล้ำทะลักไหลรินเป็นสายย้อมสีพื้นพสุธาจนแผ่นดินกลายเป็นโคลนเลือด
เงาดำสายหนึ่ง! เงาร่างนั้นดุจวิหคดำทะยานด้วยความเร็วเงาร่างนั้นก็โผล่ขึ้นตรงหน้าเศียรของพยัคฆ์เกราะทมิฬทันที!
มือข้างหนึ่งของเขายกขึ้นช้า ๆในฝ่ามือหนานั้นปรากฏวัตถุทรงกลมขนาดเท่ากำปั้น เป็นเหล็กดำด้านล้วน
“ตึง!”
เขาโยนมันเข้าไปในอากาศราวกับสิ่งของไร้น้ำหนักและในชั่วขณะที่พยัคฆ์เกราะทมิฬกำลังอ้าปากคำราม เผยให้เห็นฟันแหลมดุจขุนเขา...ลูกเหล็กกลมนั้นก็พุ่งผ่านม่านอากาศ เข้าไปในปากของมันอย่างแม่นยำ!
ซู่ม!!
เสียงกึกก้องดังกระแทกโลกาปากขนาดยักษ์ของพยัคฆ์ปิดไม่ทัน ร่างของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงลูกเหล็กกลมตกกระทบลงไปในหลอดคอของมันก่อนที่แสงสีโลหิตบนลูกเหล็กจะลุกวาบขึ้นในทันใด
ร่างอันมหึมาของพยัคฆ์เกราะทมิฬโซเซไปมาก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้นดินทั้งร่าง คล้ายขุนเขาถล่มเสียงกระแทกที่บังเกิดดังกึกก้องราวกับหินผาสูงตระหง่านร่วงหล่นสู่ปฐพีแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน เศษหินและฝุ่นทรายถูกสาดกระเซ็นขึ้นสู่ท้องนภาเป็นสายความเงียบงันอันน่าขนลุกเข้าปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ
มันตายแล้วอสูรร้ายที่ทำให้ทั่วทั้งหุบเขาต้องจมอยู่ในความหวาดหวั่นและมีสายเลือดขั้นสูงถูกสังหารในพริบตาเดียว!
ท่ามกลางม่านฝุ่นที่ยังไม่ทันจางหายเงาร่างหนึ่งก้าวถอยออกจากจุดที่พยัคฆ์เกราะทมิฬล้มลงอย่างรวดเร็วเขาใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผุดซึมตามไรผมชื้น ก่อนจะถอนหายใจยาว ดวงตาภายใต้ใบหน้าพลันมีแววโล่งอกแฝงความเหนื่อยอ่อน
“เกือบไปแล้ว…เกือบไปแล้วจริง ๆ” เสียงของเขาเอ่ยออกมาเบา ๆ แม้ไม่ดังนักแต่ในยามที่ความเงียบปกคลุม กลับได้ยินชัดเจนในทุกถ้อยคำ
กลุ่มของหมิงเยว่หลานที่อยู่ไม่ห่างใบหน้าแต่ละคนฉายชัดถึงความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อาจเชื่อในสิ่งที่ตนเห็นสีหน้าผสมผสานระหว่างความตกใจและงุนงงราวกับถูกตีด้วยกระบองไม้หนักหลายคนยังไม่ทันก้าวขา หรือแม้แต่จะเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้
ทว่าในยามที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกและตะลึงงันมีเพียงผู้เดียวที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาสงบเย็นดั่งสายน้ำนางคือหมิงเยว่หลาน ใบหน้าของนางไร้ซึ่งความประหลาดใจ ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มหรือแววตาหวั่นไหว ราวกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้นี้อยู่ในสายตาและคาดการณ์ของนางมาแต่แรกแล้ว
“อันใดหรือว่านี่ก็อยู่ในแผนของเจ้าเหมือนกัน”หยุนโม่ถามหมิงเยว่หลาน