ท่ามกลางแมกไม้อันร่มรื่นของสำนักแม่ชีลับสาวน้อยผมเปียกำลังตวัดผืนผ้าแพรเข้ารับผลหมากที่ถูกซัดมาโดยแม่ชีจินตาในทิศทางต่างๆ และจำนวนผลหมากที่หล่อนรับได้อันวางกองอยู่กับพื้นแทบเท้าของโสมสุดานั้นหากนำไปชั่งน้ำหนัก ก็คงนับได้หลายกิโลกรัมทีเดียว
หลังจากฝึกรับอาวุธแล้วก็จะเป็การฝึกจู่โจมด้วยอาวุธยาว แม่ชีใช้กิ่งไม้แทนทวนส่วนเสี่ยวเยี่ยนใช้เชือกผูกปลายไว้ด้วยมีดปลอมที่แกะสลักจากไม้ฝ่ายแม่ชีจินตาเริ่มแทงไม้เข้ามาก่อนสาวน้อยเลี่ยงหลบพร้อมตวัดเชือกเข้าร้อยรัดอาวุธคู่ต่อสู้ ตามด้วยตวัดเท้าเข้าเหยียบทวนไม้นั้นให้ลดต่ำลงแม่ชีก็ะโหมุนตัวเตะเข้าใส่สาวน้อยเสี่ยวเยี่ยนก็เอนกายหลบพร้อมปล่อยเท้าที่เหยียบทวนไม้ออกและกระตุกเชือกที่รัดทวนไม้ในจังหวะเดียวกัน ส่งอาวุธนั้นให้พุ่งคืนไปยังเ้าของแม่ชีก้มตัวหลบพร้อมใช้เท้าตวัดขึ้นทางด้านหลังเกี่ยวทวนไม้ไว้แล้วยั้งมือ
“ ดีมาก ฝีมือลูกก้าวหน้าขึ้นมากต่อไปเราจะฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การใช้กำลังภายใน และกลยุทธ์การหลอกล่อศัตรูเตรียมรับมือให้ดี ”
แม่ชีลับและลูกบุญธรรมฝึกซ้อมกันต่อมาอีกหลายวัน
“ ลูกสำเร็จขั้นที่ 5ของวิชาสีลัตสายมัชปาหิตแล้วนะ เก่งมากลูก ” แม่ชีกอดเสี่ยวเยี่ยนไว้ด้วยความรักและเอ็นดู
ณคฤหาสน์ตระกูลเว่ย
หวงหู่ลิ เข้าพบกับเว่ยเชียนเพื่อรายงานเื่สำคัญ
“เด็กสาวชื่อกุ้ยซิมที่พ่อของหล่อนนำมาทดแทนหนี้การพนันได้หนีไปอาศัยชายคาบ้านของหลี่จื้อโหย่ว จะให้พวกผมทำอย่างไรต่อไปครับเพราะลูกสาวของเ้าสัวหลี่ให้การคุ้มกันอยู่ ”
“ อืม ปล่อยมันไปก่อนเรามีผลประโยชน์ที่สำคัญกว่าเกี่ยวพันกับตระกูลหลี่อยู่อีกไม่อยากให้เสียการใหญ่ในตอนนี้ ” เว่ยเชียนตอบ
ณคฤหาสน์ตระกูลหลี่
หลี่จื้อซานคุณชายรองของบ้านนี้กลับมาจากธุระ เดินขึ้นไปยังห้องของตนเองที่ชั้นสองเขาวางกระเป๋าเอกสารไว้ที่โซฟา แล้วนั่งลงเอนหลังกับพนักพิงเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถหลังจากนั้นสาวใช้หน้าใหม่นามว่ากุ้ยซิม อันเป็ลูกสาวของอาเตียง ชาวจีนแต้จิ๋วคนรับใช้เก่าแก่ของบ้าน เดินถือถาดขนมและน้ำชามาเสริฟให้ถึงห้อง
“ ขนมและน้ำชาค่ะ คุณชายรอง ”
ชายหนุ่มเพ่งพินิจสาวน้อยไปทั่วสรรพางค์กายก่อนจะกล่าวว่า
“เมื่อก่อนหน้าที่นี้เป็ของอาเตียง วันนี้ทำไมเป็เธอขึ้นมาได้ล่ะ ”
“ วันนี้แม่ไม่ค่อยสบายค่ะเลยให้หนูมาแทน ขอโทษด้วยนะคะ ” กุ้ยซิมตอบแล้วถอยเตรียมจะออกไปแต่เจสันลุกมาฉุดแขนหล่อนไว้
“ อย่าเพิ่งไป ต่อไปนี้ให้เธอมาเสริฟให้ฉันทุกวันน่ะดีแล้วแม่ของเธออายุมากแล้ว เดินขึ้นลงบ่อย ๆ คงจะเหนื่อยแย่ ”เขาพูดแล้วก็ยิ้มให้สาวใช้อย่างกับจะกลืนกินก่อนจะจับแขนสองข้างของหล่อนไว้แล้วก้มลงหอมแก้มไปครั้งหนึ่ง
“ อุ๊ย อย่าค่ะคุณชาย เดี๋ยวนายท่านมาเห็นหนูจะเป็โทษได้ค่ะ ” หล่อนรีบผลุนผลันออกไปจากห้อง วิ่งลงไปชั้นล่างด้วยความอาย
เมื่อลงไปถึงชั้นล่างอาเกียวก็บอกกุ้ยซิมว่ามีคนมารอพบที่หน้าบ้าน หล่อนจึงเดินไปดูเป็ญาติฝ่ายพ่อของหล่อนนั่นเอง
“ อาอึ้มมาได้อย่างไรคะ เป็อย่างไรสบายดีหรือ ” กุ้ยซิมกล่าวทักทาย
“ อึ้มก็สบายดี แต่วันนี้มานี่เพราะมีข่าวร้ายจะมาบอกให้รู้ ทำใจดี ๆ ไว้นะ” อาอึ้มหรือป้าของหล่อนสีหน้าไม่ดี พลอยทำให้กุ้ยซิมเริ่มใจเสียหรือจะเกี่ยวกับพ่อของหล่อน
“ อาซวง พ่อของลื้ออีไปเล่นการพนันที่บ่อนเฮียเม้ง แล้วไปทะเลาะกับคนคุมบ่อน โดนแทงตายแล้วตอนนี้ศพอยู่ที่บ้าน เตรียมจะไปฝังพรุ่งนี้ ลื้อไปดูอีหน่อยสิ โฮโฮ ”ป้าของหล่อนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“ หา พ่อตายแล้วหรือหนูเตือนแล้วว่าอย่ากลับไปเล่นอีก ไม่น่าเลย ฮือ ฮือ ” กุ้ยซิมก็ทรุดลงร้องไห้อาเกียวก็เข้ามาปลอบ
“ ลื้ออย่าเสียใจไปเลย อากุ้ยซิมเอ้ยพ่อของลื้อมันรนหาที่เอง สงบจิตสงบใจไปจัดงานศพให้พ่อเถิดแต่อย่าเพิ่งให้แม่ลื้อรู้ล่ะ อียังไม่หายป่วย เดี่ยวจะพาลทรุดหนักไปใหญ่ ”
“ ขอบคุณค่ะ ป้าเกียว ” สาวน้อยเช็ดน้ำตาก่อนจะขออนุญาตเ้านายไปงานศพพ่อต่อไป
ณโรงเรียนเซนต์มารีอา ปีนัง
โสมสุดานั่งอ่านจดหมายที่ส่งมาจากใครคนหนึ่งอ่านไปก็ยิ้มไป เนื้อความมีว่า
“ ถึงน้องเสี่ยวเยี่ยนผู้น่ารัก
พี่อยู่ทางนี้ก็คร่ำเคร่งกับการเรียนปีสองทั้งวิชาการและกิจกรรมก็มากขึ้น แทบไม่มีเวลาส่วนตัวแต่ใจพี่ยังคิดถึงน้องอยู่ตลอด หวังว่าน้องจะสำเร็จการศึกษามัธยมเร็ว ๆจะได้มาเรียนต่อที่สิงคโปร์ พี่จะรอวันที่เราได้พบกันอีก
รัก
พี่หงหมิน ”
“ พี่ใหญ่เขียนมาว่ายังไงจ้ะไหนมาดูซิ ” หลี่จิงจิงชะโงกหน้ามาดู เสี่ยวเยี่ยนก็หลบเลี่ยงไม่ให้ดู
“ ไม่มีอะไรหรอกพี่เขาเขียนมาเล่าเื่การเรียนน่ะ และก็ให้กำลังใจฉันเรียนจบเร็ว ๆจะได้ไปเรียนต่อที่ประเทศของเธอไง ไม่มีอะไรจริง ๆ ”
สองสาวก็วิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานในสวนดอกไม้ของโรงเรียน
หลังจากนั้นโสมสุดาและเพื่อน ๆก็ตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียนและคร่ำเคร่งดูหนังสือเตรียมสอบเทอมสุดท้ายจนเมื่อผลการสอบออกมาในปลายภาคเรียนนั้น ทุกคนก็ไม่ผิดหวัง
“ ดีใจจังเลย สอบผ่านเสียทีเราจะได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแล้ว ” หลี่จิงจิงดีใจราวกับลิงโลด
“ แต่คิดไปก็ใจหายนะเราร่วมทุกข์ร่วมสุขในรั้วโรงเรียนมาตั้งหกปี ถึงเวลาจะจากกันก็อดคิดถึงไม่ได้จะได้พบกันอีกเมื่อใดก็ไม่รู้ ” ม.ล.บุญเหลือรำพึงรำพัน
“ พวกเธอยังดีที่ได้เรียนต่อแต่ฉันนี่สิ ต้องกลับไปช่วยพ่อแม่ขายผ้าที่บ้าน ไม่ได้เรียนต่อเพราะท่านคิดว่าเรียนสูงเกินไปก็ไม่มีประโยชน์สักวันก็ต้องไปพึ่งสามีหลังจากแต่งงานแล้ว เฮ้อ ” กาวิต้าตัดพ้อ
“ ฉันว่าพวกเรามาฉลองกันดีกว่ามีร้านไอศกรีมเปิดใหม่ใกล้ ๆ โรงเรียน เราขออนุญาตครูออกไปกินกันดีกว่าฉันเป็เ้ามือเอง ” เสี่ยวเยี่ยนชักชวน
ณท่าเรือเมืองจอร์จทาวน์ ปีนัง มะลายา
โสมสุดากับหลี่จิงจิงและม.ล.บุญเหลือพากันมาส่งกาวิต้าลงเรือกลับประเทศโซวันนา
“ รักษาเนื้อรักษาตัวดี ๆนะกาวิต้า เพื่อนรัก ไว้ ฉันเรียนจบแล้วจะกลับไปหา ”เสี่ยวเยี่ยนกล่าวจบก็เข้าสวมกอดเพื่อน ม.ล.บุญเหลือกับหลี่จิงจิงก็เข้าไปกอดบ้าง
“ เมืองทองกับเมืองสยามก็อยู่ไม่ไกลจากสิงคโปร์มากนักอย่างไรก็อยู่ในคาบสมุทรเดียวกัน คงไปมาหาสู่กันได้ไม่ยากดอก ” หลี่จิงจิงกล่าว
ปู้น
เสียงหวูดของเรือกลไฟดังขึ้นแสดงว่าเรือใกล้จะออกแล้ว
“ เรือจะออกแล้ว ฉันไปก่อนนะโชคดีนะเพื่อน ” กาวิต้าโบกมือลาแล้วเดินไปขึ้นเรือโดยสารลำใหญ่ที่เตรียมถอนสมอออกจากท่าเรือเมืองปีนัง
สามสาวก็ยืนดูเรือแล่นออกไปจนลับขอบฟ้าจึงได้พากันลงเรืออีกลำไปสิงคโปร์ ซึ่งม.ล.บุญเหลือจะต่อเรือจากสิงคโปร์ไปบางกอก
ณหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยนิวสิงคโปร์
วันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยนิวสิงคโปร์( NewSingapore University : NSU ) โสมสุดากับหลี่จิงจิงนั่งฟังการบรรยายระเบียบการของการเรียนการสอนในสถาบันใหม่แห่งนี้ท่ามกลางนักศึกษาใหม่จำนวนเรือนหมื่นที่หลากหลายชาติพันธุ์แต่ส่วนใหญ่ก็เป็คนเอเชียกว่าร้อยละ 90นอกนั้นก็เป็ชาวยุโรปและอเมริกันบ้างประปราย
หลังจากเสร็จพิธีปฐมนิเทศสองสาวก็ไปหาหลี่หงหมินซึ่งกำลังซ้อมบาสเกตบอลอยู่ที่โรงยิมของมหาวิทยาลัยเดียวกันและที่นั้นพวกหล่อนก็แลเห็นเว่ยถิงถิงมานั่งเชียร์อยู่ข้างสนามแต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่สนใจเ้าหล่อนเท่าใดนัก เมื่อถึง่พัก 15 นาทีเขาก็เดินมาคุยกับหลี่จิงจิง น้องสาวของเขา
“ ว่าอย่างไรนักศึกษาใหม่นี่เรียนสาขาอะไรกันบ้างล่ะ” หลี่หงหมินถามน้องสาวและเสี่ยวเยี่ยน
“ น้องเรียนบัญชีส่วนเสี่ยวเยี่ยนเรียนการหนังสือพิมพ์และการข่าว ” หลี่จิงจิงตอบ
“ เก่งกันจริงเลยนะสอบเข้าสถาบันที่ดีที่สุด 1 ใน 20 ของโลกได้ ไม่เลวจริง ๆ ”เว่ยถิงถิงชมเชยแกมประชดแกมหมั่นไส้เสี่ยวเยี่ยน
“ ตั้งใจเรียนกันดี ๆ ล่ะเอาใบปริญญามาอวดพี่ให้ได้ ”
“ ค่ะ น้องจะพยายาม ”หลี่จิงจิงตอบพร้อมเสี่ยวเยี่ยน
เวลาผ่านไป 2 เดือน
วันหนึ่งขณะเลิกเรียนหลี่จิงจิงเดินจากคณะที่ตนศึกษา มาตามถนนในมหาวิทยาลัย ท่ามกลางแมกไม้อันร่มรื่นแต่แล้วหล่อนก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อมีกลุ่มนักศึกษาหญิงรุ่นพี่มาดักล้อมหน้าล้อมหลังไว้
“ จะไปไหนจ๊ะน้องสาวให้พี่ไปส่งมั๊ย ” ผู้หญิงเสียงห้าวเอ่ยถามสาวน้อย
“ ไม่ต้อง ฉันไปของฉันเองได้ ”หลี่จิงจิงตอบและพยายามจะเดินเลี่ยง แต่สาวห้าวผู้นั้นกลับยุดมือของหล่อนไว้
“ อ้าว อยู่คุยกับพี่ก่อนสิ คนสวยจะรีบไปไหน ”
“ ปล่อยฉันนะ มาจับฉันทำไมเนี่ย ”สาวน้อยพยายามสะบัดมือ และเตะถีบผู้ที่ห้อมล้อมตนไว้ แต่พวกนั้นหาสะทกสะท้านไม่
และแล้วก็ปรากฏเงาของใครคนหนึ่งพุ่งมาใส่กลุ่มนักศึกษาหญิงที่รุมล้อมหลี่จิงจิงนั้นพร้อมกับเสียงดังพลั่กสี่ห้าครั้ง พวกนั้นก็ลงไปนอนดิ้นอยู่กับพื้น ร้องโอดโอยที่แท้คนที่มาช่วยหลี่จิงจิงก็มิใช่ใครที่ไหน เป็เสี่ยวเยี่ยนหรือโสมสุดานั่นเอง
สาวตาโตคว้ามือหลี่จิงจิงแล้วบอกให้หนีปล่อยให้สาวห้าวจอมเกเรเ่าั้มองตามและกล่าวว่า
“อ้อ มีคู่ขามาช่วยด้วยหรือ ดีละ พวกแกต้องลิ้มรสอาญาจากฉัน ”
เมื่อหนีออกมาพ้นพวกเด็กรุ่นพี่แล้วหลี่จิงจิงก็ระบายความรู้สึกอันเหลืออดให้เสี่ยวเยี่ยนฟัง
“ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ เสี่ยวเยี่ยน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมันแกล้งฉัน...”ว่าแล้วหล่อนก็เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ถูกกลั่นแกล้งให้ฟัง
“ เมื่อจัดทำบอร์ดนิทรรศการพวกมันก็แอบมาแกล้งทำลายงานที่ฉันจัดเสร็จแล้วบางครั้งฉันขี่จักรยานอยู่ในที่เปลี่ยว มันก็มาล้อมไว้ แล้วกอดจูบฉัน ก่อนจะหนีไปและฉันยังสงสัยว่า บางทีพวกมันอาจจะขโมยชุดชั้นในที่ฉันตากอยู่ที่หอพักก็เป็ได้เสี่ยวเยี่ยน เธอสอนวิชาการต่อสู้ให้ฉันหน่อยสิจะได้เอาไว้ป้องกันตัวและโต้ตอบพวกมันบ้าง ” หลี่จิงจิงกล่าวด้วยความแค้นและเริ่มมีน้ำตาซึม
เสี่ยวเยี่ยนทำสีหน้าอึดอัดลำบากใจแล้วกล่าวว่า
“ ฉันก็อยากจะสอนอยู่ละนะแต่แม่ชีจินตาบอกว่าวิชาของท่าน ห้ามถ่ายทอดให้คนที่ไม่ใช่ลูกหลานหรือว่าเธอจะกราบฉันเป็แม่บุญธรรมล่ะ ”
หลี่จิงจิงได้ฟังก็อ้ำอึ้งแล้วร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ไม่ได้เรียนวิชาสีลัตและแค้นใจที่ไม่อาจแก้แค้นพวกที่มารังแกได้ แล้วรำพันว่า
“มันคงเป็เวรเป็กรรมที่ฉันเคยทำไว้สมัยเรียนปีนัง จึงได้มาโดนกับตัวเองในยามนี้ ”
เสี่ยวเยี่ยนก็ลูบหลังหลี่จิงจิงด้วยความเห็นใจ
ต่อมาวันหนึ่งสองสาวขี่จักรยานเที่ยวอยู่ในย่านไชน่าทาวน์ ผ่านหน้าศาลเ้าจีนก็เห็นฝูงชนมุงดูการแสดงปาหี่ หล่อนทั้งสองจึงหยุดดูบ้าง
ผู้แสดงปาหี่ประกอบด้วยชายหนึ่งหญิงหนึ่ง แต่งชุดในยุคราชวงศ์ชิงตอนปลาย แต่ฝ่ายชายมิได้ไว้ผมเปียเพราะผ่านพ้นการปฏิวัติปี 1911 มาแล้ว ชาวจีนก็ตัดเปียทิ้งเสียทั้งสิ้นเป็การประกาศอิสรภาพจากพวกแมนจู
ชายนักแสดงนั้นแสดงกระบวนท่าหมัดมวยได้ครู่ใหญ่แล้วก็แสดงกำลังภายใน โดยนำปลายหอกจิ้มเข้าที่คอหอยของตนเองแล้วออกแรงดันจนคันหอกโก่งงอ แล้วเผยให้เห็นว่าคอของเขามิได้รับาเ็แต่อย่างใด
จากนั้นนักแสดงหญิงก็เอาไฟลนที่แขนแล้วเอาน้ำมันยาสีเขียว ๆ ชโลมทาจนทั่วแขนก็ไม่ปรากฏว่ามีรอยพุพองจากไฟลวกแต่อย่างไร
คนดูปรบมือชอบใจแล้วก็ซื้อยาสมุนไพรจากชายหญิงทั้งสองอย่างคึกคัก แต่แล้วก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาะโไล่สองนักแสดงปาหี่นั้น
“ เฮ้ยใครอนุญาตให้พวกลื้อมาเร่ขายยาตรงนี้วะ รู้มั๊ย ว่านี่มันถิ่นใคร ”หัวหน้าชายกลุ่มนั้นตะคอกถาม
“ พี่ชายฉันกับเมียเพิ่งเดินทางมาจากกวางตุ้ง ยังไม่รู้ธรรมเนียมของที่นี่ ต้องขอโทษด้วยขอให้ฉันได้ทำมาหากินเถิดนะ ” ชายปาหี่กล่าวด้วยความนอบน้อม
“ ถ้าแกจะหากินที่นี่ก็ต้องจ่ายค่าสถานที่มาห้าร้อยเหรียญ ”
“ ตั้งห้าร้อยถ้าฉันให้ไปก็หมดตัวพอดี วันนี้ทั้งวัน ยังได้ไม่ถึงร้อยเหรียญเลย ”
พวกนั้นได้ฟังก็โกรธเข้าไปล้มโต๊ะขายยาของสองผัวเมีย แล้วไล่คนดูออกไปจากลานกว้างหน้าศาลเ้า
หลี่จิงจิงและเสี่ยวเยี่ยนเห็นแล้วทนไม่ไหวเข้าไปต่อว่าพวกอันธพาลกลุ่มนั้น
“ นี่ พวกแก ไม่ละอายใจบ้างหรือมารีดไถคนจีนด้วยกัน แถมที่นี่ก็เป็ที่สาธารณะ ไม่ใช่ที่ส่วนตัวของพวกแกสักหน่อย”
“ เฮ้ย อีนี่ปากดีต้องตบสั่งสอนเสียบ้าง เอาเว้ย ลุย ”หัวหน้ากลุ่มรีดไถนั้นก็เงื้อมือจะตบหน้าหลี่จิงจิงแต่มันก็ต้องเงื้อมือค้างไว้อย่างนั้น เพราะมีปลายหอกมาจ่ออยู่ที่ปลายคางเป็ชายผู้เล่นปาหี่เมื่อครู่นั่นเองที่มาช่วยไว้ ชายนั้นกล่าวว่า
“ พี่ชาย เรายอมจ่ายเงินให้ก็ได้แล้วรีบไปเสีย ครั้งหน้าฉันคงไม่ยอมเหมือนวันนี้ ” ว่าแล้วเขาก็โยนถุงเงินให้พวกนั้นก็รับแล้วหนีไป
เสี่ยวเยี่ยนทำท่าจะวิ่งตามไปเอาเงินคืนแต่หญิงทนไฟร้องห้ามไว้
“ ช้าก่อน ลูกสาว อย่าตามไป “
“ ทำไมละคะ อาทั้งสองไปยอมมันทำไมเหตุไรจึงไม่สู้พวกมัน ท่านก็มีฝีมือเชิงยุทธมิใช่หรือ”เสี่ยวเยี่ยนฉงนในความอ่อนน้อมของสองนักแสดงนัก
“ พวกเราเพิ่งมาอยู่ใหม่ไม่อยากจะสร้างศัตรู เื่ไหนยอมได้ก็ต้องทนเอาขอเพียงให้เรามีหนทางทำมาหาเลี้ยงตนเองได้ก็พอแล้ว ” ชายนั้นตอบ
“ พวกฉันต้องขอขอบใจพวกหนูมากที่มีความเห็นใจเราสองคน อันว่าเงินทองที่เรามีก็ยกให้พวกมันไปหมดแล้วจะตอบแทนพวกเธอได้ ก็เห็นมีแต่วิชาหมัดมวยของเราเท่านั้น ท่านพี่สอนมวยเส้าหลินอันเป็มวยแข็ง ดุดัน ส่วนฉันสอนมวยหย่งชุน อันเป็มวยอ่อนมีความนิ่มนวลแต่รวดเร็ว พวกเธออยากจะเรียนวิชากันไหมล่ะ ” หญิงขายยากล่าว
หลี่จิงจิงแทบไม่เชื่อว่าจะได้ฟังประโยคนี้เธอดีใจเหมือนลิงโลด ที่จะได้เรียนวิชาการต่อสู้สมใจ จึงกล่าวว่า
“ อยากเรียนค่ะแต่เลือกไม่ถูกว่าจะเรียนอย่างไหน”
“อย่างนั้นก็ต้องทดสอบพื้นฐานกันดูก่อน พวกหนูเคยเรียนอะไรมาก่อนไหมล่ะ” ชายนั้นถาม
“ หนูเคยเรียนปันจักสีลัตเป็วิชาการต่อสู้ของชาวมะลายาโบราณค่ะ”
“ อืม ดีมาก แล้วหนูล่ะ”ชายนั้นถามหลี่จิงจิง
“ หนูไม่เคยเรียนวิชาไหนเลยเป็แต่ต่อยตีไปแบบสะเปะสะปะ ”
“ อ๋อถ้าอย่างนั้นต้องหาสถานที่ทดสอบ แต่ที่นี่ผู้คนพลุกพล่าน คงไม่เหมาะสำหรับฝึกวิชาเราจะไปหาสถานที่อันเหมาะสมได้ที่ไหนดีล่ะ”
“ หนูพอมีค่ะจะลองไปขอใช้โรงงานทำยาหม่องของพ่อ ซึ่งมีคุณอาดูแลอยู่ มีบ้านพักคนงานว่างอยู่คงพอให้อาทั้งสองพักได้ แถมยังมีพื้นที่กว้างโล่ง เป็ส่วนตัว เวลาเย็น ๆคนงานกลับบ้านกันหมด ก็จะเงียบเชียบ เหมาะแก่การฝึกอยู่กระมังคะ หนูจะพาไปนะ”
ณโรงงานยาหม่องตราแมวสามตัว ชานเมืองสิงคโปร์
หลี่จิงจิงพานักแสดงปาหี่ทั้งสองไปหาหลี่ซุ่นเต๋อผู้เป็น้องชายของหลี่จื้อโหย่ว ซึ่งทำหน้าที่ผู้จัดการโรงงานแห่งนี้เพื่อขอร้องให้รับสองผัวเมียนั้นไว้ให้เข้าทำงานและพักอาศัย
“ ฉันชื่อปึงซีหงอ และนี่เมียฉันชื่อเล็กกิมหงษ์ เป็ชาวแต้จิ๋วจากเตียอัน เดินทางจากกวางตุ้งลงเรือมาถึงสิงคโปร์ได้ไม่กี่วันนี้ ญาติพี่น้องก็ไม่มีอาศัยหากินโดยแสดงปาหี่และขายยาสมุนไพรนี่แหละจ้ะ”
“ เอาละเห็นว่าลื้อมีความรู้ด้านสมุนไพร ซึ่งโรงงานเราก็ผลิตเกี่ยวกับยาจีนอยู่แล้วอั๊วจะให้ลื้อมาช่วยด้านการปรุงยาแล้วกัน ให้พักในเรือนคนงานด้านหลังนั่นแหละมีห้องว่างอยู่ห้องหนึ่ง จะได้ช่วยเฝ้าโรงงานด้วย ตอนกลางคืนพวกคนงานมาเลย์ก็กลับบ้านกันหมด ”
“ ฉันต้องขอขอบใจอาหลงจู๊มาก ๆนะจ้ะ” สองผัวเมียก็โค้งแล้วโค้งอีกด้วยความสำนึกในบุญคุณ
ในเย็นวันนั้นบริเวณบ้านพักคนงาน หลังโรงงานยาหม่อง
“ เอาล่ะดูจากพื้นฐานและสรีระของพวกหนูแล้ว พอจะแนะแนวได้แล้วว่าใครควรจะเรียนอย่างไหนสำหรับหนูหลี่ เหมาะจะเรียนมวยเส้นหลิน เพราะพื้นฐานมีความแข็งกร้าว ดุดันส่วนหนูเสี่ยวเยี่ยนเหมาะจะเรียนมวยหย่งชุนเพราะเคยเรียนสีลัตซึ่งจัดเป็มวยภายในที่ใช้อ่อนต้านแข็งเหมือนมวยหย่งชุนเดี๋ยวจะสอนท่าพื้นฐานให้ก่อน ฉันจะสอนหนูหลี่ ส่วนเสี่ยวเยี่ยนไปเรียนกับอาหงษ์นะเรามาเริ่มกันเลย ” ปึงซีหงอกล่าว
สองสาวก็แยกย้ายกันเรียนวิชาสำหรับตนในบริเวณบ้านพักคนงานของโรงงานยาหม่องนั้นทุกวันที่มีเวลาว่างใน่เย็น
ระหว่างภาคเรียนคณะสังคมศาสตร์จัดโปรแกรมทัศนศึกษาสำหรับนักศึกษาปีหนึ่งโดยเฉพาะภาควิชาการข่าวที่โสมสุดาเรียนอยู่หล่อนและเพื่อนก็ล่องเรือไปเยี่ยมชมหมู่บ้านในเกาะต่าง ๆ ของเมืองสิงคโปร์โดยมีนักศึกษารุ่นพี่อย่างหลี่หงหมิน ติดตามไปดูแลด้วย
เรือกลไฟนำคณะเดินทางมาถึงเกาะมัจฉานุคนบนเกาะนี้ส่วนใหญ่เป็ชาวทมิฬที่นับถือศาสนาฮินดูพวกเขาเชื่อว่าเกาะนี้เป็เมืองของมัจฉานุ บุตรของหนุมาน ทหารเอกของพระราม
เมื่อขึ้นจากเรือแล้วพวกเขาก็นั่งเกวียนเทียมวัวไปตามแนวของถนนดินปนทราย ผ่านสวนมะพร้าวที่มีอยู่เต็มสองข้างทางเข้าไปยังหมู่บ้าน ระหว่างก็ต้องเผชิญกับฝูงลิง ที่มารอรับผลไม้ที่อาจจะมีคนโยนให้บางตัวที่ใจร้อนก็ะโขึ้นไปขอถึงบนเกวียนก็มี นักศึกษาสาว ๆต่างร้องหวีดว้ายด้วยความใปนกับความกลัวเ้าลิงเ่าั้
ครั้นถึงหมู่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านผู้ไว้หนวดเคราสวมหมวกแบบฮินดู มายืนรอต้อนรับคณะทัศนศึกษาแล้วก็ให้คนงานช่วยยกสัมภาระของคณะเดินทางแยกย้ายเข้าไปยังที่พักซึ่งเป็กระท่อมหลังคามุงด้วยตับมะพร้าว หลังเล็ก ๆ ปลูกเรียงรายอยู่หลายสิบหลังแต่ละหลังก็กว้างพอจะพักได้ 4 คน
หลังจากอาบน้ำชำระกาย เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วผู้นำหมู่บ้านก็มาบอกว่า
“ ประเดี๋ยวจะพาท่านทั้งหลายไปชมงานลุยไฟบูชาเ้าแม่กาลีเพราะวันนี้เป็วันบูชาเ้าแม่ประจำปีพอดี ”
ท่ามกลางของชาวฮินดูนับร้อยที่มีผิวกายดำทะมืน บางคนสวมแต่กางเกงไม่สวมเสื้อ บางคนก็สวมทั้งเสื้อและกางเกงแล้วยังโพกผ้ารอบศีรษะต่างก็ยืนมองบรรดาพราหมณ์เตรียมก่อกองไฟกองใหญ่กลางลานพิธีหน้าเทวสถานแห่งนั้นกองถ่านไฟนั้นกว้างราวสามเมตร ยาวประมาณสิบเมตร เมื่อควันไฟจางลงเหลือแต่ขี้เถ้ากับถ่านแดงๆ ก็ได้เวลาของขบวนแห่เทวรูปของเ้าแม่กาลี แห่วนรอบกองเพลิงนั้น พร้อมกับสวดว่า “โอม ศักติ โอม ศักติ โอม ศักติ ” ไปเรื่อย ๆแม้ว่าขบวนแห่จะวนครบสามรอบแล้วยืนอยู่กับที่ แต่ผู้ร่วมชุมนุมก็ยังคงสวดต่อไปและบรรดาผู้มีใจศรัทธาในองค์เ้าแม่ ก็พร้อมแล้ว ที่จะเดินลุยไฟ
ผู้ชายคนแล้วคนเล่า เดินพนมมือ เงยหน้าสวดโอม ศักติ ในขณะที่ย่ำเท้าไปบนกองถ่านร้อน ๆโดยไม่มีอาการว่าเท้าจะพุพองหรือแสบร้อนแต่ประการใด
หลี่หงหมินก็มายืนเคียงข้างโสมสุดาที่มองดูคนลุยไฟด้วยความทึ่ง เขาก็เอ่ยถามหล่อนว่า
“ ไม่ลองไปลุยกับเขาบ้างหรือ”
“ ไม่ละ ฉันคงไม่มีศรัทธามากมายขนาดนั้นแล้วพี่ล่ะ ไม่ไปลองดูบ้างหรอกหรือ”
“ คงไม่ถนัดกระมังเดี๋ยวจะเล่นบาสไม่ได้ละยุ่งเลย ”
“ ฮ่า ฮ่า อยากให้จิงจิงมาเห็นจังเลยว่าในยามพี่ชายของตัวเองรู้สึกหวาดหวั่นสยองเกล้าน่ะ มันเป็อย่างไร เสียดายที่ไม่ได้มาด้วย ”เสี่ยวเยี่ยนรู้สึกสะใจ
ใน่ค่ำ นักศึกษาหนุ่มสาวชาวคณะเดินทางก็ออกมาเดินเล่นหลังอาหารค่ำ เที่ยวชมร้านรวงแบบง่าย ๆของชาวบ้านที่สรรหาสิ่งของมาขาย มีทั้งกะลามะพร้าวที่แกะสลักเป็ของใช้ต่าง ๆมีทั้งลูกปัด สร้อยคอ เครื่องหอม กำยาน และเครื่องไหว้เทพเ้าต่าง ๆของชาวฮินดูแสงจากคบไฟของแต่ละร้าน ก็ส่องสว่างวับแวมไปตามประสาของชาวเกาะที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้
หลี่หงหมินเดินเที่ยวชมสินค้าคู่กับเสี่ยวเยี่ยนมาหยุดดูร้านขายสร้อยคอ แล้วเขาก็หยิบสร้อยเส้นหนึ่งขึ้นมาดูมันร้อยเรียงขึ้นจากลูกปัดหินสี และมีจี้ทำจากหินสีดำสลับขาว แกะเป็รูปนกนางแอ่น
“ เท่าไหร่ครับเส้นนี้ ” ชายหนุ่มถาม
“ ห้าเหรียญครับ ”
หงหมินก็ส่งเหรียญให้คนขายแล้วหันไปยื่นสร้อยคอให้เสี่ยวเยี่ยน
“ เอ้า นี่ พี่ให้ ” เขาพูดแล้วก็สวมสร้อยนั้นให้สาวตาโต
“ ขอบคุณค่ะ รู้ได้ยังไงว่าน้องชอบนกนางแอ่น”
“ ไม่รู้สิ พี่เห็นสวยดีและชื่อของเธอก็แปลว่านกนางแอ่นน้อย ก็เลยซื้อให้ เก็บรักษามันไว้นาน ๆ นะ ถือว่าเป็ตัวแทนความหวังดีจากพี่”
“ ค่ะ ” เสี่ยวเยี่ยนก็ยิ้มแล้วทั้งคู่ก็เดินชมร้านค้าต่อไป
รุ่งขึ้นคณะเดินทางก็ออกเดินทางไปลงเรือแต่เช้า เพื่อเตรียมเดินทางต่อไปยังเกาะอื่น ๆซึ่งพวกเขาก็อาศัยเรือเล็กสองลำ ไปขึ้นเรือกลไฟที่จอดรออยู่กลางอ่าวห่างจากชายฝั่งออกไปราวครึ่งกิโลเมตร
ขณะอยู่บนเรือ ทั้งสองก็คุยกันในเื่ต่าง ๆ บ้างชี้ชวนให้ดูปลาโลมาที่ดำผุดดำว่ายแข่งกับเรือบ้าง
เมื่อเรือถึงชายฝั่งของเกาะกุหลาบคณะเดินทางแบ่งไปลงเรือเล็กสองลำเพื่อจะขึ้นไปยังเกาะระหว่างเรือเล็กกำลังแล่นเข้าเกาะอยู่นั้น ก็ปรากฏมีเรือเร็วอีกลำแล่นมาด้วยความเร็ว พุ่งเข้าชนเรือเล็กลำที่เสี่ยวเยี่ยนกับสาว ๆ โดยสารมาดังโครมเรือที่พุ่งชนพลิกคว่ำก่อน เรือเล็กที่ถูกชนก็พลิกคว่ำตามเสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วท้องน้ำ หลี่หงหมินและเพื่อนหนุ่ม ๆรีบะโลงน้ำไปช่วยคนจมน้ำ เสี่ยวเยี่ยนเอง แม้จะมีวิทยายุทธที่เรียนมาจากแม่ชีแต่มิได้เลิศล้ำถึงขนาดจะเดินบนน้ำได้ เธอก็กระเสือกกระสนลอยคอด้วยว่าไม่ถนัดในการว่ายน้ำมาั้แ่เด็ก และก่อนที่เธอจะหมดแรงนั่นเองหลี่หงหมินก็ว่ายน้ำมาพยุงตัวเธอไว้จากด้านหลัง เสี่ยวเยี่ยนได้ยินเสียงหลี่หงหมินถามว่า
“เป็อย่างไรบ้าง ”
หล่อนหันไปสบตาเขาแล้วก็หมดสติไป
เมื่อฟื้นคืนสติอีกทีเสี่ยวเยี่ยนก็พบว่าหลี่หงหมินกำลังก้มลงจูบปากของหล่อน ด้วยความใ หล่อนจึงตบหน้าเขาดังฉาด แต่เมื่อเพื่อนนักศึกษาหญิงส่งเสียงเตือนว่า
“ไปตบหน้าเขาทำไม เขาช่วยชีวิตเธอนะ”
นั่นเอง หล่อนจึงได้สติรีบเอามือลูบใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังเปียกปอนไปด้วยน้ำทะเล แล้วถามว่า
“ เจ็บมากมั๊ยคะ ขอโทษนะคะ ขอโทษจริง ๆ ”
เสี่ยวเยี่ยนถูกประคองลุกขึ้นมาหลี่หงหมินก็กล่าวว่า
“ ไม่เป็ไรหรอก เธอเป็อย่างไรบ้าง ”
“ แสบคอ ยังมึนหัวอยู่ค่ะ แล้วพวกเพื่อนหนูล่ะ”
“ คนอื่นปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครเป็อะไรนอกจากคนขับเรือเร็วลำนั้น หมดสติ และาเ็กำลังรอเรือมารับไปส่งโรงพยาบาลในเมือง ”
“ ต้องขอโทษจริง ๆคนขับเรือลำนั้นเป็ลูกชายผมเอง มันมีนิสัยคึกคะนอง เพิ่งเรียนจบจากเมืองนอกมาก็ขอเงินพ่อไปซื้อเรือยนต์มาขับเล่น ก่อเื่ขึ้นจนได้ ”หัวหน้าหมู่บ้านบนเกาะกล่าว
“ แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป “นักศึกษาคนหนึ่งถามอาจารย์ที่นำคณะเดินทาง
“ เรือเล็กของเราเสียหายลำหนึ่งต้องทยอยนำพวกเราส่งขึ้นเรือทีละลำ ก็พอจะไปต่อได้ ”
คณะเดินทางทั้งหมดก็ทยอยไปขึ้นเรือแล้วเดินทางกลับขึ้นฝั่งสิงคโปร์ ซึ่งตลอดการเดินทางเสี่ยวเยี่ยนก็ไปยืนหลบอยู่ท่ามกลางเพื่อนสาว ๆโดยไม่กล้าที่จะพูดคุยใกล้ชิดหลี่หงหมิน เนื่องจากความเอียงอายขวยเขิน ที่เพื่อน ๆพากันแซวนั่นเอง
จนเวลาผ่านไปหลายเดือน
การฝึกวิชาเชิงยุทธของสองสาวก็มีความรุดหน้าไปมากโดยเฉพาะโสมสุดาที่ตอนนี้เหมือนนกน้อยที่พัฒนากลายเป็พญาหงษ์เนื่องจากเธอมีวิชาสองสำนักที่เข้ามาผสมผสานกัน
“ เอาล่ะเธอทั้งสองก็ได้เรียนรู้วิชาจากเราไปหมดแล้ว ต่อไปก็หมั่นฝึกฝนให้คล่องแคล่วชำนาญแต่อย่าได้นำไปใช้พร่ำเพรื่อ เพราะถ้ามีคนรู้ว่าเราเป็วรยุทธเขาก็อาจจะคิดลองดีกับเราได้ ให้ใช้เมื่อจำเป็เท่านั้น จำไว้นะ ” อาจารย์ปึงกล่าว
“ ค่ะ ศิษย์จะจำไว้ ”เสี่ยวเยี่ยนและหลี่จิงจิงรับคำอาจารย์
ต่อมาวันหนึ่งในบางมุมของมหาวิทยาลัย
หลี่จิงจิงได้พบกับคู่ปรับเก่าคือนักศึกษาหญิงรุ่นพี่ผู้ทำตัวเป็เ้าถิ่นพวกนั้นก็คิดจะเข้ามารังแกหล่อนเช่นเคยแต่คราวนี้ลูกสาวเ้าสัวหลี่ไม่ยอมตกเป็เหยื่อให้กระทำฝ่ายเดียวทั้งหมัดทั้งเท้าจึงประดังเข้าไปเต็มหน้าเต็มตัวของเด็กเกเรพวกนั้นเมื่อเห็นว่าลูกแมวที่เคยรองรับอารมณ์กลายเป็เสือสาวเช่นนี้พวกเด็กรุ่นพี่จึงล่าถอยไป และไม่กล้ามาตอแยหลี่จิงจิงอีกเลย
ทางฝ่ายโสมสุดาหลังจากสอบกลางเทอมแล้วก็พอมีเวลาว่างเมื่อหลี่หงหมินมาชวนเธอไปเที่ยวแถวริมแม่น้ำสิงคโปร์ บริเวณสะพานคาเวนาห์ (Cavenough Bridge ) หล่อนจึงตอบตกลง
ริมสองฝั่งแม่น้ำมีเรือไม้จอดลอยลำอยู่จำนวนมากและมีกุลีชาวจีนรับจ้างขนสินค้าขึ้นลงจากเรือไปขึ้นรถบรรทุกหรือจากรถลงไปยังเรือเพื่อไปขึ้นเรือลำใหญ่อีกต่อหนึ่งก็มีบนสองฝั่งสะพานยังเห็นมีคนนั่งขอทานอยู่หลายคน กลางสะพานก็มีรถยนต์และรถสามล้อถีบรถคนลาก แล่นไปมาขวักไขว่ มีคนเข็นป้ายโฆษณาติดล้อข้ามสะพานมาด้วยมองไปอีกฝั่งของสะพาน จะแลเห็นตึกทรงยุโรปใหญ่โต สูงหลายชั้นมันเคยเป็ที่ตั้งของที่ทำการไปรษณีย์สิงคโปร์แต่ขณะนี้ปิดปรับปรุงเพื่อทำเป็โรงแรม
กำลังนั่งชมวิวแม่น้ำและภาพชีวิตผู้คนอยู่เพลินเพลินก็มีเด็กชายคนหนึ่งมาชวนหนุ่มสาวทั้งสองคนซื้อของ
“ พี่ครับ รับหนังสือพิมพ์ ยาดมยาอม ยาหม่องมั๊ยครับ บ๊วยหวานบ๊วยเค็มก็มีนะครับ ” เด็กชายอายุราวสิบขวบ รูปร่างผอม ตัดผมสั้นเกรียน นุ่งกางเกงนักเรียนขาสั้นสวมเสื้อกล้าม สะพายตะกร้าสินค้า มาเชิญชวนซื้อสินค้าด้วยแววตาร้องขอความกรุณา
โสมสุดาก็หยิบห่อกระดาษที่เขียนตัวอักษรจีนว่าบ๊วยหวานมาห่อหนึ่งแล้วถามราคาจากเด็ก
“ นี่เท่าไหร่จ๊ะ ”
“ สิบเซ็นต์ครับ ขอบคุณครับ ” เด็กชายตอบก่อนจะรับเหรียญเงินมาจากมือหญิงสาว
“ แล้วนี่บ้านช่องหนูอยู่ที่ไหนอายุเท่าไหร่ รู้จักทำมาค้าขายแล้ว พ่อแม่อยู่ที่ไหน ” หลี่หงหมินถาม
“ บ้านผมอยู่ในเรือที่จอดใกล้ ๆนี่แหละครับ อายุ 13 ปี พ่อผมถีบรถสามล้ออยู่นั่นไง แม่ก็ขายบุหรี่ ขายเครื่องดื่มขนม และหนังสือพิมพ์อยู่ที่แผงใกล้ ๆ หัวสะพานนี่แหละ” เด็กชายตอบ
“ หนูชื่ออะไรจ๊ะ แล้วคิดยังไงถึงมาช่วยพ่อแม่ขายของ” เสี่ยวเยี่ยนถาม
“ ผมชื่อ หลีก่วงเหยา ครับ ผมสงสารที่พ่อแม่ต้องทำงานลำบากได้เงินวันละน้อยนิด บ้านช่องก็ไม่มี ต้องอาศัยเรือเป็บ้าน หลังเลิกเรียนแต่ละวันผมก็ต้องมาช่วยแม่ขายของ จะช่วยพ่อยกของก็ยังไม่ไหวครับ ”
“อ้าว แซ่หลี่เหมือนฉันเลย ถ้ามีอะไรจะให้ช่วยก็บอกนะ ไอ้หนู ” หลี่หงหมินกล่าว
“ ขอบคุณครับแล้วพี่สองคนมาที่นี่บ่อยมั๊ยครับ ถ้าวันหลังมาอีก ผมจะพาไปเที่ยวที่เรือของพ่อแม่จะให้แม่ทำกับข้าวให้รับประทาน แม่ผมทำอาหารอร่อยนะ ”
“ ก็ไม่บ่อยนักหรอกพี่สาวเขาก็เพิ่งมาครั้งแรก แต่ต่อไปคงจะมาบ่อย ๆ แล้วจะมาเยี่ยมหนูอีกนะ ”
“ อาเหยาเอ้ย มานี่ซิ ”เสียงแม่ของก่วงเหยาเรียกลูกชายมาแต่ไกล
“ แม่ผมเรียกแล้ว ผมไปก่อนนะบายครับ ” เด็กชายพูดจบก็วิ่งไปที่แผงของแม่
ชายหนุ่มกับหญิงสาวก็นั่งชมแม่น้ำต่อไปจนใกล้จะเย็นค่ำหลี่หงหมินจึงพาเสี่ยวเยี่ยนไปส่งที่หอพักในมหาวิทยาลัยแล้วจึงกลับไปบ้านตระกูลหลี่ เมื่อกลับไปถึง คุณนายใหญ่ แม่ของเขาก็กล่าวว่า
“ ลูกไปไหนมาหนูถิงถิงมารอพบลูกตั้งครึ่งค่อนวัน เพิ่งจะกลับไปเมื่อสักครู่นี้เธอบอกว่าไม่ได้พบหน้าลูกตั้งหลายวันแล้ว ”
“ ผมก็มีงานมีกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยนะครับแม่ แล้วเขาจะมาพบผมเื่อะไร ได้บอกไว้หรือเปล่า ”หลี่หงหมินตอบ
“ หล่อนคงอยากจะใกล้ชิดคนรักนะสิแม่ว่าลูกควรจะมีเวลาให้ถิงถิงมากกว่านี้นะ อีกอย่างลูกควรจะเอาใจใส่กิจการของบ้านเรามากกว่านี้ตอนนี้จื้อซานก็แทบจะคุมกิจการทั้งหมดอยู่แล้ว ต่อไปใครจะมารับ่ต่อหากลูกไม่สนใจอย่างนี้ แม่กับลูกอาจจะต้องลำบากในภายหน้านะ ลองคิดดูดี ๆ ”
“ถ้าน้องรองเขาอยากได้กิจการก็ให้เขาไปเถิดครับถ้าเขารักในงานที่ทำก็คงทำได้ดีอยู่หรอก แต่มันไม่ใช่งานที่ผมรักโดยเฉพาะกิจการค้าส่งซากสัตว์ป่า มันไม่ถูกโรคกับผมอย่างแรง ผมรับไม่ได้ ทำไม่ลงถ้าหากผมเรียนจบก็อาจจะไปทำงานมูลนิธิการกุศลต่าง ๆ หรือทำงานราชการ ก็คงพอจะเลี้ยงดูแม่ได้อย่าเป็ห่วงเลย ” หลี่หงหมินกล่าวจบก็เดินขึ้นชั้นสองไปยังห้องนอนของตน ปล่อยแม่ให้นั่งกลุ้มอยู่ชั้นล่าง
ขณะกำลังผลัดผ้าเตรียมตัวไปอาบน้ำเสียงโทรศัพท์ที่หัวเตียงนอนก็ดังขึ้น หลี่หงหมินรับสาย เสียงของเว่ยถิงถิงต่อว่าต่อขานเขาดังลั่น
“ คุณไปไหนมาน่ะ รู้มั๊ยฉันมานั่งรอคุณตั้งครึ่งวัน จำไม่ได้หรือว่าเรานัดกันว่าจะไปเที่ยวหลายเดือนมานี่คุณผิดนัดฉันหลายครั้งแล้วนะ ตกลงจะเอายังไงกับความสัมพันธ์ของเราคุณคบกับฉันในฐานะอะไร บอกมาสิ ” คุณหนูเว่ยกล่าวอย่างหัวเสีย
“ ผมขอโทษ ผมลืมจริง ๆพักนี้ผมงานยุ่งมาก ส่วนเื่ระหว่างเราผมว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะสรุปในตอนนี้เพราะเรายังเรียนไม่จบ เอาไว้เรียนจบ มีงานทำเลี้ยงตัวเองได้แล้วค่อยคุยกันใหม่ดีไหม ”
“ ไม่รู้ละยังไงพรุ่งนี้คุณต้องพาฉันไปดินเนอร์ ไม่อย่างนั้นฉันจะให้พ่อถอนหุ้นออกให้หมดแล้วคอยดูว่าพ่อของคุณจะว่ายังไง ”เว่ยถิงถิงกล้าเอาเื่กิจการของหุ้นส่วนมาข่มขู่แสดงว่าฐานะทางธุรกิจของหลี่จื้อโหย่วยังต้องพึ่งพาตระกูลเว่ยคอยค้ำจุนอยู่ไม่น้อย
“ เอาอย่างนั้นก็ได้ตกลงพรุ่งนี้ผมจะไปดินเนอร์กับคุณ บายนะ ผมจะอาบน้ำ ”
“ ขอบคุณค๊า ที่รัก ”ถิงถิงทำเสียงจูบก่อนจะวางสาย
หลี่หงหมินวางหูโทรศัพท์แล้วส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา
ทางฝ่ายเว่ยถิงถิงเมื่อวางสายจากหลี่หงหมินแล้ว ก็มีโทรศัพท์เข้ามาอีกสายหนึ่งเป็เสียงหญิงสาวพูดกับเธอว่า
“ เฮลโล เพื่อน รู้มั๊ยวันนี้ฉันไปเห็นอะไรดีดีมาด้วยแหละ เกี่ยวกับหวานใจของยู อยากรู้มั๊ย ”
“ อะไรนะ เบ็ตตี้เกี่ยวกับลีองหรือ บอกฉันหน่อยสิ เดี๋ยวฉันจะเลี้ยงข้าวเธอหนึ่งมื้อก็ได้ ”ถิงถิงตาตื่น ระล่ำละลักถามด้วยใจเต้นระรัว
“ บังเอิญฉันผ่านไปแถวสะพานคาเวนาห์ก็เลยได้เห็นสุดหล่อของเธอกำลังนั่งจู๋จี๋กับเด็กสาวคนหนึ่งอยู่ริมแม่น้ำนั่นแหละดูหน้าตาคล้ายจะเคยเห็นตอนที่เธอไปเชียร์ลีองเขาซ้อมบาสเก็ตบอล ที่ตาโต ผิวขาวหน่อยนะใช่เพื่อนของน้องสาวลีองเขาหรือเปล่านะ ไม่แน่ใจ ”
“ หา หรือจะเป็นังเด็กคนนั้น...”ถิงถิงเพ้อพูดกับตนเอง
“ ว่าไงนะ เด็กคนไหน ถิงถิงฟังอยู่หรือเปล่า ”
“ เอ่อ ไม่มีอะไร ช่างเถอะขอบใจเธอมากนะที่โทรมาบอก ไว้วันมะรืนเจอกันที่ร้านเดิมตอนห้าโมงเย็นนะฉันเป็เ้ามือเอง ”
“ ขอบใจจ้า คุณหนูสุดสวยลาภปากอีกแล้วเรา บายจ้ะ ”
ถิงถิงวางสายแล้วก็ครุ่นคิดว่าคนรักของตนคงกำลังไปติดพันเด็กสาวคนนั้นที่เป็เพื่อนของน้องสาวชายในดวงใจของตนเอง หล่อนเดินไปเดินมาสักพักก่อนจะยกหูโทรศัพท์โทรไปหาเพื่อนอีกคนหนึ่ง
“ ฮัลโหล ลูลู่หรือ ฉันมีเื่จะวานให้เธอช่วยฉันหน่อย”
เว่ยถิงถิงวานให้เพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันไปสืบหาข้อมูลของเพื่อนหลี่จิงจิงทั้งชื่อเสียงเรียงนาม เวลาเรียน และกิจกรรมที่เสี่ยวเยี่ยนต้องทำแล้วจึงวางแผนให้คนไปทำอะไรบางอย่าง
เช้าวันต่อมา
หวงหู่ลินั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนในห้องผู้จัดการคาสิโนซึ่งตนรับตำแหน่งดูแลอยู่ดูเหมือนเขากำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน
“ ได้ครับคุณหนูเื่นั้นเดี๋ยวผมให้คนไปสืบให้ แล้วจะจัดการตามที่คุณหนูสั่ง ”
“ ขอบใจมาก ถ้าสำเร็จฉันจะสมนาคุณให้อย่างงาม แค่นี้นะ ” เสียงของเว่ยถิงถิงดังลอดออกมาจากหูโทรศัพท์
หวงหู่ลิวางสายแล้วก็เปิดลิ้นชักโต๊ะหยิบรูปถ่ายของเว่ยถิงถิงขึ้นมาดู แล้วจุมพิตรูปภาพนั้น ก่อนจะรำพึงเบา ๆ ว่า
“ขอเปลี่ยนจากเงินรางวัลเป็อย่างอื่นได้มั๊ย คุณหนูคนสวย ”
ณสำนักงานหนังสือพิมพ์ไลอ้อนเดลี่
โสมสุดามายื่นหนังสือส่งตัวเพื่อฝึกงานในสถานประกอบการผู้จัดการฝ่ายบุคคลตรวจเอกสารเรียบร้อยก็พาไปพบกับสตรีชาวตะวันตกคนหนึ่ง
“ เสี่ยวเยี่ยน นี่คือมิสมากาเร็ตบราวน์ เป็นักข่าวด้านสังคมของหนังสือพิมพ์เราเธอจะเป็พี่เลี้ยงตลอดเวลาที่หนูฝึกงานอยู่ที่นี่ เฮ้ มิสบราวน์ฝากดูแลเด็กด้วยนะ ” ผู้จัดการกล่าวแล้วก็เดินกลับไป
“ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ซอมซูดาสำหรับบทเรียนแรกที่หนูจะต้องฝึกก็คือการจับประเด็นสำคัญของข่าวให้ได้ว่า ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และทำไม ลองอ่านข่าวเหล่านี้ แล้วสรุปลงในกระดาษให้ฉันดูนะเดี๋ยว่บ่ายจะพาเธอออกไปฝึกภาคสนาม เพื่อทำข่าวเกี่ยวกับสตรี ”
“ ได้ค่ะ แหม่มเรียกหนูว่าลินดาก็ได้ค่ะ ” เสี่ยวเยี่ยนรู้สึกทะแม่งกับชื่อที่แหม่มเรียก
บ่ายวันนั้นมากาเร็ตก็พาโสมสุดาไปทำข่าวที่หน้าโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งกำลังมีม๊อบของคนงานที่นัดหยุดงาน เนื่องจากคนงานหญิงถูกเอารัดเอาเปรียบได้ค่าแรงน้อยกว่าคนงานชาย ทั้งที่ทำงานหนักเท่ากัน หากใครตั้งครรภ์ก็จะถูกไล่ออกโดยแหม่มสาวทำหน้าที่ประสานหน่วยงานทั้งรัฐและองค์กรต่างประเทศให้ยื่นมือเข้ามาเจรจาจนนายจ้างยินยอมตามข้อเรียกร้องจ่ายค่าแรงงานและเพิ่มสวัสดิการให้คนงานหญิงมากขึ้น ม๊อบดังกล่าวจึงสลายตัวไป
จากนั้นแหม่มสาวก็พาไปย่านสลัมบนเรือ แถวปากอ่าวสิงคโปร์ซึ่งเป็ชุมชนของคนยากจนทั้งชาวจีนอพยพและชาวมาเลย์พื้นเมืองที่บางครอบครัวมีปัญหาสตรีถูกสามีกดขี่ให้ทำงานหนัก แล้วสามีนำเงินไปดื่มเหล้าเล่นการพนัน มากาเร็ตก็ส่งเสริมให้แม่บ้านและพ่อบ้านเ่าั้รวมตัวกันเป็กลุ่มฝึกอาชีพให้ใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์ มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยรับงานฝีมือจากมูลนิธิมาทำที่บ้าน แล้วส่งให้ทางมูลนิธินำไปขายต่อไปครอบครัวเ่าั้ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ขณะที่มากาเร็ตและโสมสุดากำลังเดินขึ้นฝั่งน้ำหลังเสร็จธุระนั่นเองก็มีชายลึกลับสวมหมวกสวมแว่นตาสีดำเดินสวนมาแล้วนำขวดเหล้าที่ซ่อนมาสาดสิ่งที่อยู่ภายในเข้าใส่นักข่าวสาวทั้งสอง
เดชะบุญมันเป็จังหวะเดียวกับที่โสมสุดากางร่มที่ถือมา เพราะฝนเริ่มลงเม็ดร่มนั้นก็สะท้อนของเหลวจากขวดของผู้สาดให้กลับไปโดนใบหน้าและเนื้อตัวของชายนั้นเองที่แท้ก็เป็น้ำกรด ชายนั้นร้องครวญครางด้วยความเ็ปโสมสุดาทิ้งร่มที่เริ่มถูกน้ำกรดกัดกร่อนผืนผ้า แล้วะโบอกมากาเร็ตว่า
“ เราถูกลอบทำร้าย หนีเร็ว ”
ทั้งสองหนีไปขึ้นรถรับจ้างโดยทิ้งรถยนต์ของมากาเร็ตไว้ เนื่องจากเกรงคนร้ายจะไล่ติดตามหรือซุกซ่อนะเิไว้เมื่อกลับไปถึงสำนักพิมพ์ และนั่งพักตั้งสติได้แล้วเสี่ยวเยี่ยนก็เอ่ยถามมากาเร็ตว่า
“ แหม่มพอจะสงสัยใครหรือไม่คะว่าอยู่เื้ัการลอบทำร้ายนี้ ”
“มันอาจจะเป็พวกนายทุนที่เสียผลประโยชน์ก็ได้ การที่ฉันช่วยคนงานโรงงาน กับชาวสลัมอาจทำให้นายจ้าง หรือพวกเ้าหนี้เงินกู้ไม่พอใจ จึงส่งคนมาทำร้ายเราต่อไปหนูก็ต้องระวังตัวหน่อยนะ ยังคิดที่จะเป็นักข่าวอยู่หรือไม่ ”
“ หนูไม่เปลี่ยนใจค่ะเพราะหนูได้รับแรงบันดาลใจจากแหม่มที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและอยากจะสืบข่าวพ่อของหนูที่หายตัวไปเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนด้วยหนูพอจะมีวิชาป้องกันตัวอยู่ แหม่มไม่ต้องกังวล ”
“ ถึงกระนั้นก็ไม่ควรประมาทระวังไว้หน่อยแล้วกัน ” แหม่มเอื้อมมือมาลูบไหล่ของเด็กสาวเบา ๆ
ที่บ้านของถิงถิง
คุณหนูเว่ยอารมณ์เสียขึ้นมาทันที ที่ได้รับรายงานความผิดพลาดของแผนการ
“ อะไรนะ มันรอดไปได้หรือพวกแกนี่ไม่ได้เื่เลย ผู้หญิงคนเดียวก็จัดการมันไม่ได้รีบส่งคนไปเก็บไอ้คนที่ทำงานพลาดด้วย อย่าให้มันเปิดโปงเื่ของเราได้ แค่นี้นะ ”
เว่ยถิงถิงเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องนอนสีหน้าตื่นตระหนกวิตกกังวลจนนั่งไม่ติด ในใจก็หวั่นเกรงว่าความผิดจะมาถึงตัวครุ่นคิดหาทางดึงเอาคนรักกลับมาให้ได้
หลายวันต่อมาบนเรือลำหนึ่ง
หลี่หงหมินและโสมสุดาได้รับเชิญให้รับประทานข้าวบนเรือของครอบครัวหลีก่วงเหยาทั้งหมดนั่งกับพื้นเรือที่ปูเสื่อ ล้อมรอบโต๊ะไม้ทรงกลมบนโต๊ะเรียงรายด้วยชามกับข้าวสามสี่อย่าง และข้าวสวยคนละถ้วยอาหารก็เป็แบบจีนธรรมดา มีพวกผัดผัก ปลาต้มเกี้ยมฉ่ายใส่พริกใส่ข่า ปลาเค็มทอดและแกงจืดผักกาดขาว
“ กินอิ่ม ๆ กันนะครับพวกเราก็กินแบบนี้แหละ มื้อนี้ถือว่าหรูที่สุดแล้ว ปกติจะกินกันน้อยกว่านี้วันนี้ถือเป็เกียรติที่ได้ต้อนรับคุณชายหลี่ อย่าได้รังเกียจคนจนอย่างเราเลย ”
“ กับข้าวอร่อยมากครับผักยังเขียวกรอบแต่ไม่เหม็นเขียว ปลาก็ไม่คาวเลย ถ้าไม่เก่งจริง ๆ ทำไม่ได้นะครับผมไม่รังเกียจคนเพราะฐานะหรอกครับ คนเราจะดีจะชั่ว อยู่ที่การกระทำและจิตใจมากกว่า”
“ ใช่ค่ะเราสองคนนับถือครอบครัวของคุณน้า ที่อบรมลูกได้ดี รู้จักขยันทำงานช่วยพ่อแม่ขยันทั้งครอบครัวแบบนี้ อนาคตต้องร่ำรวยแน่นอนค่ะ”
“สำหรับชุมชนบนเรือ ผมขอแนะนำอะไรหน่อยนะครับ เท่าที่สำรวจดูส่วนใหญ่จะรับจ้างขนสินค้าขึ้นเรือ แบบว่าต่างคนต่างทำ แย่งงานกันบ้างตัดราคาค่าแรงกันบ้าง ทำให้เสียเปรียบพวกผู้ว่าจ้าง ด้วยเหตุนี้ทำงานหนักเท่าไรก็ไม่พอนำมาเลี้ยงชีพ ถ้าหากว่าคุณน้าลองไปชักชวนเพื่อน ๆรวมกลุ่มกันตั้งกติกาว่าจะไม่ตัดราคาค่าจ้างกัน ให้มีราคาเดียวกันหมดมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่แย่งลูกค้ากันให้แบ่งเงินส่วนหนึ่งมาทำเป็เงินออมเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันเช่นในเวลาเจ็บป่วยหรือมีผู้เสียชีวิต ครอบครัวจะได้ไม่เดือดร้อนและยังนำเงินออมไปลงทุนประกอบอาชีพได้ในภายหลังด้วย ” หลี่หงหมินแนะนำ
“ ครับ ผมจะลองไปชวนดูแต่ผมพูดเอง พวกเขาอาจจะไม่เชื่อ ถ้าให้เขามาฟังคุณชายพูดเขาอาจจะเชื่อถือมากกว่าก็ได้ ไว้ผมจะนัดให้เขามาฟังอีกทีนะครับ ”พ่อของหลีก่วงเหยาไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเอง
ขณะเดียวกันที่บ้านตระกูลหลี่
เว่ยถิงถิงมาปรึกษาคุณย่าหยกว่าจะแก้ปัญหาเื่หลี่หงหมินไปติดพันเสี่ยวเยี่ยนได้อย่างไร
“ย่าเองก็ไม่ชอบนังเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนนี้เหมือนกันทำไมหนูไม่ลองแกล้งบีบน้ำตาให้นังนั่นสงสาร มันอาจจะใจอ่อนยอมหลีกทางให้หนูก็ได้ลองใช้ไม้อ่อนดูก่อน ถ้าไม่ได้ผล ค่อยจัดการด้วยไม้แข็งเรียกว่าใช้มารยาหญิงให้เป็ประโยชน์ มันอาจเห็นใจผู้หญิงด้วยกันก็ได้นะ ”
“ จริงด้วยค่ะ ทำไมหนูคิดไม่ถึงนะแหม คุณย่านี่ฉลาดจังเลย ” ถิงถิงเริ่มยิ้มออก
“ถ้าไม่ฉลาดจะมีลูกหลานได้ดิบได้ดีถึงปานนี้หรือ เด็กโง่ ”ย่าหยกยิ้มแล้วตบไหล่ถิงถิงเบา ๆ
และในหลายวันต่อมาที่หน้าอาคารเรียนคณะสังคมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัย
เว่ยถิงถิงไปดักรอพบเสี่ยวเยี่ยนขณะเลิกเรียน
“ ขอโทษจ้ะ เสี่ยวเยี่ยนฉันขอเวลาเธอคุยธุระนิดหน่อย ไม่นานหรอก ได้ไหมจ้ะ ” ถิงถิงยิ้มอย่างเป็มิตรผิดกับทุกครั้งที่เธอทำหน้าั์เข้าใส่
“ ก็ได้ค่ะ”เสี่ยวเยี่ยนตอบทั้งที่ยังสงสัยว่าคุณหนูเว่ยจะมาไม้ไหน
ทั้งสองก็ไปนั่งที่โต๊ะหินใต้ต้นไม้ข้างสนามฟุตบอล
“เธอรู้สึกยังไงกับลีองบ้าง ” ถิงถิงเริ่มคำถามที่ค่อนข้างล้วงลึกในจิตใจ
“ หนูก็รู้สึกว่าเขาเป็คนดีถามทำไมหรือคะ ”
“ แล้วเธอรู้สึกชอบเขาบ้างมั๊ย ”
“ เอ่อเราแค่รู้จักกันในแบบพี่น้องเท่านั้นละค่ะ”เสี่ยวเยี่ยนมองหน้าถิงถิงแล้วตอบไปอย่างไม่ตรงกับใจความรู้สึกตอนนี้เหมือนกำลังถูกตำรวจสอบสวนความผิด
“ เธอคงรู้ใช่มั๊ยว่าฉันกับลีองคบหากันมาก่อน...” ถิงถิงพูดแล้วก็หยุดสะอื้นไห้ น้ำตาคลอเบ้า
“ เสี่ยวเยี่ยนฉันขอพูดตามตรงเลยนะ ขอให้เธอเห็นแก่ความเป็ผู้หญิงด้วยกัน เมตตาสงสารฉันด้วยฉันรักหลี่หงหมินมาก เราคบหากันมาั้แ่เด็ก ชีวิตนี้ฉันขาดเขาไม่ได้ลีองเขาได้ความสาวของฉันไปแล้วก็คิดจะทอดทิ้ง ฉันก็ไม่กล้าบอกใคร นอกจากเธอโปรดละเว้นเขาสักคนเพื่อฉันเถิดนะ แล้วเธออยากได้อะไร ฉันจะสรรหามาให้ขอเพียงเธอปล่อยเขาไป จะให้ฉันกราบก็ยอม ” ว่าแล้วเว่ยถิงถิงก็ปล่อยโฮออกมาน้ำตาไหลพราก และทำท่าจะคุกเข่าต่อหน้าเสี่ยวเยี่ยนแต่เสี่ยวเยี่ยนรีบจับตัวถิงถิงไว้แล้วบอกว่า
“ อย่าทำอย่างนี้ ลุกขึ้นเถอะค่ะ”
“ ไม่ลุก จนกว่าเธอจะรับปาก ”
เสี่ยวเยี่ยนเริ่มอึดอัดใจแล้วก็ตัดสินใจตอบไปว่า
“ เอาละ ฉันยอมพี่แล้วต่อไปฉันจะไม่ติดต่อเขาอีก เช็ดน้ำตาซะ ”
“ จริงนะ เธอทำได้จริง ๆ หรือสัญญาแล้วนะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ต้องขอบใจเธอจริง ๆ เสี่ยวเยี่ยน ”
ถิงถิงกล่าวขอบคุณแล้วก็เข้าไปสวมกอดโสมสุดาไว้แต่สีหน้าแววตาของหล่อนบ่งบอกว่าแผนการเ้าเล่ห์ของย่าหยกมันได้ผลจริง ๆ ด้วย
เหอะเหอะอีโง่เอ้ย หล่อนคิด
เย็นวันต่อมา
หลี่หงหมินไปหาเสี่ยวเยี่ยนที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไลอ้อนเดลี่เพื่อรับเธอไปดินเนอร์เหมือนเช่นเคยแต่โสมสุดาให้คนถือกระดาษบันทึกข้อความออกมาบอกว่า
“ ฉันงานยุ่งมากต้องฝึกงานเก็บคะแนนประกอบการเรียน โปรดอย่ามายุ่งกับฉันอีกเพราะมันจะทำให้ฉันเสียการเรียน หากว่าคุณหวังดีต่อฉัน ก็อย่ามาพบกันอีกเลยขอให้ลืมฉันเสียเถิด ”
หลี่หงหมินงุนงงกับท่าทีของเสี่ยวเยี่ยนที่แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันแล้วก็เดินคอตกกลับไป โดยมีสายตาของเสี่ยวเยี่ยนที่แอบมองจากหน้าต่างชั้นบนของตึกจับจ้องเขาจากไปจนลับตา แล้วหล่อนก็สะอื้นไห้ออกมาอย่างเงียบ ๆ
ที่แท้ในใจของหล่อนก็หลงรักหลี่หงหมินเข้าแล้วใช่หรือไม่หล่อนไม่แน่ใจนัก รู้แต่ว่าบัดนี้ เธอเองก็เ็ปที่ต้องสูญเสียเขาไปเช่นกัน
จบตอนที่4 โปรดติดตามตอนที่ 5 ระบำมายา