“เอาเลย..วัดเลยๆ....แสดงพลังของชาวตลาดเมืองสุ่ยออกมา....เฮๆๆ”
เทียนหลงมีแฟนคลับไม่น้อย ยามไปขายสมุนไพรในตลาด ชาวตลาดร้านถิ่นเอ็นดูรักใคร่เด็กน้อยผู้นี้ อาศัยที่เป็เด็กเฉลียวฉลาด คิดเงินทอนเงินรวดเร็ว ท่าทางคล่องแคล่วว่องไววานใช้อะไรเขาขอเพียงว่าง เทียนหลงยินดีทำให้เสมอ ไม่ว่าจะเป็งานหนักหรือเบามีเพียงรอยยิ้มใสๆ ให้แก่คนรอบข้าง เขาไม่เคยงอแงเหมือนเด็กทั่วๆไป
ท่ามการเสียงเชียร์ ! เสาประจำอายุส่องแสงสีเขียววิ่งบอกอายุ หกปี เสาระดับปราณไม่มีสิ่งใด เสาพลังธาติเรืองสีขาวเต็มทุกด้านแต่ส่องแสงเพียงชั่วเสี้ยววินาที ขนาดเทียนหลงเองที่ยืนติดหลักวัดพลังยังเห็นแค่เห็นแสงสีขาวเรืองวูบใต้แดดยามสาย ยังคิดว่าตาลายไปเอง หลังจากนั้นก็นิ่ง...นิ่ง...แล้วก็นิ่ง ทุกคนเงียบกริบ...เกิดอะไรขึ้น.! เทียนหลงปล่อยมือถอยหลังออกมาจ้องมองหลักวัดพลัง หน้า..ดำทะมึน
ทุกคนจ้องมอง เสาพลังธาตินิ่งสนิท เสาระดับปราณยิ่งนิ่งกว่าผู้คนเงียบไปหลายอึดใจ ที่ผ่านมาหลังผู้รับการวัดพลังปล่อยมือเสาแสดงพลังยังแสดงผลต่อไปอีกเกือบ สิบอึดใจ แต่คราวนี้มีเพียงเสาหลักแสดงอายุเท่านั้น ที่วัดค่าอายุออกมา เสียงสับสนประดังประเดดังลั่นลานสถานศึกษาเกิดอะไรขึ้น? หลักวัดพลังพังแล้วหรือ? อาจารย์หลี่เฉียง รีบเข้ามาตรวจดู หันมาเรียกเ้าหน้าที่ให้ทดสอบค่าพลังเพียงชั่วครู่ก็หันมาทางเทียนหลง “หลักตรวจวัดพลัง..ไม่เสีย..เ้าลองใหม่”
ภายในกลุ่มคนที่มาส่งบุตรหลาน นอกจากตระกูลคหบดีและชาวเมืองธรรมดายังมีจอมยุทธ์อยู่ไม่น้อย ตงชิงหาน ก็เป็ผู้หนึ่งที่มาส่งบุตรสาวเข้าเรียนด้วยลูกสาวเขาชื่อตงลี่ อายุหกปี มีพลังธาตุดินระดับหก ปราณธรรมชาติระดับหนึ่งในตอนนี้จ้องเขม็งไปที่หลักวัดพลังธาตุ เข้าลอบให้คนติดตามเฝ้าดูจางเหว่ยสองปู่หลานมานานหลายเดือน ข้อมูลที่ได้รับน้อยมากเนื่องจากบ้านของจางเหว่ย มีทำเลยอดเยี่ยมสอดแนมได้ลำบากด้านหน้าติดทะเลสาบด้านข้างอิงโขดหินใหญ่ จะสอดแนมได้จากป่าสนหลังบ้านเท่านั้นซึ่งก็มองไม่เห็นอะไร
ถึงเวลานี้ข้อมูลที่ได้รับมีเพียงแค่จางเหว่ยมีวรยุทธ์ แต่ปราณอะไรสูงระดับไหนไม่แน่ชัด ส่วนเทียนหลงสายรายงานว่าน่าจะฝึกวิชาท่าเท้าเทวราชข้ามลำธาร สำเร็จอย่างน้อยในระดับกลางแต่แค่นี้ก็น่าแตกตื่นมากแล้ว วิชาเทวราชข้ามลำธาร คนทั่วไปใช้เวลาอย่างน้อย สามปีถึงจะสำเร็จขั้นต้นแต่เ้าเด็กประหลาดนี่ ใช้เวลาเพียงครี่งปีสำเร็จขั้นกลาง ข้อมูลทั้งหมดมีแค่นี้ ส่วนข้อมูลด้านอื่นๆตรวจไม่พบสิ่งใดผิดปรกติ ทั้งสองนอกจากเข้าป่าเก็บสมุนไพรเข้าเมืองเอาสมุนไพรมาขาย ไม่เคยไปที่อื่นอีกเลยเวลาส่วนใหญ่หมกตัวอยู่ในบ้านเท่านั้น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับบุคลสำคัญที่เขาอารักขาอยู่
“วัดดู อีกทีคราวนี้ จัดเต็มกำลัง” เทียนหลงคิด พนึกพลังวัตรและโคจรวิถีัขนดถึงขีดสุดภายในชั่วอึดใจลมปราณโคจรไปถึงสิบสองรอบ นับว่ารวดเร็วน่าแตกตื่นถึงขีดสุด จากนั้นเอื้อมมือไปจับด้ามหยกอีกครั้งคราวนี้ เสาพลังธาติเงียบ....เสาระดับปราณเงียบ.....คงมีแต่เสาระบุอายุแสดงแสงสีเขียวที่หกปี .......ผ่านไปชัวครู่ หลี่เฉียง พยักหน้าให้เ้าหน้าทีประกาศผล
“จางเทียนหลง อายุ หกปี พลังธาตุไม่มี พลังปราณไม่มี …”
"@%%!!!"
ทันที่ที่สิ้นเสียงประกาศคนแรกที่รู้สึกเหมือน ถูกพลองเหล็กตีแสกหน้าคือ ตงชิงหาน “เ้าเด็กนี่ถึงกับ...ไม่มีพลังธาตุหรือพลังยุทธ์เลย เป็ไปไม่ได้ ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่นอน” เสียงอื้ออึงดังไปทั่ว ผู้คนมากมายทำหน้าตาสมเพชพึมพำ “มีเื่เช่นนี้ด้วย..น่าสงสาร” นี่ไม่ใช่แค่ประหลาดแต่...บ้าบอคอแตก...อย่างถึงที่สุด คนเป็ๆเชียวนะ คนเราเกิดมาร่างกายประกอบจากธาตุสี่เป็ปฐม อน่างน้อยที่สุดก็ต้องมีสักธาตุหนึ่งสิ ระดับธาตุสูงต่ำยังไม่สำคัญแต่นี่...เ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่มีพลังธาตุเลย ผู้คนต่างพากันวิจารณ์ไปต่างๆนานา
เทียนหลง ยืนนิ่งหน้าเซื่องซึมหันไปมอง ปู่จาง ทันใดได้ยินเสียงจากปู่จาง “เ้าโคจรวิชาัขนดใช่ไหม” เขาทำหน้ามึนงงปู่จางอยู่ไกลจากเขาหลายเมตร แถมยังไม่ได้อ้าปากพูดเลย เสียงนี้มาจากไหน “นี่เป็การส่งเสียงทางลมปราณ ยินดีด้วย เ้าสำเร็จวิถีัขนดขั้นสูงแล้ว!” เทียนหลงหน้าตาปิดเบี้ยวตกตะลึง ปู่จาง ล้อเขาเล่นหรือไงถึงเขาจะไม่ยึดติดกับผลที่เกิดตรงหน้า แต่ปู่จาง ก็ตลกบริโภคเกินไปแล้ว
“เ้าคิดว่า ถ้ามีัจำศีลอยู่ในขุนเขาเบื้องหน้า คนธรรมดาหรือสัตว์วิเศษทั่วไปจะรู้ไหมแน่นอนว่าไม่มีทาง คงต้องรอให้ัจุติออกจากที่บำเพ็ญ อาละวาดจนฟ้าสั่นสะท้านดินะเืนั้นและถึงจะรู้เสาวัดพลังธรรมดานี่จะวัดพลังวิถีัขนดได้อย่างไร ถึงเ้าไม่โคจรวิถีัขนดเสานี้ก็ไม่สามารถวัดพลังธาตุของเ้าอยู่ดี ที่จริงครั้งแรกมันก็วัดออกมาแล้วระดับสิบทุกธาตุ เ้าคงเห็นแสงขาวไวๆ ข่ายค่ายกลวัดบนหลักไม่ได้ออกแบบมา เพื่อวัดคนพิเศษที่มีพลังธาตุเก้าชนิดระดับสิบอย่างเ้า...หึๆข้าวัดมาก่อนแล้ว อย่าลืมสิเ้าเป็ทารกจากดวงดาว ไม่ต้องใ” ได้ยินแล้ว เทียนหลงก็คลายใจ ปู่จางพูดถูก ที่ผ่านมาเขาสามารถทำอะไรได้หลายเื่ ทุกเื่ล้วนพิสดาร และทุกเื่เกิดขึ้นได้เพราะพลังวัตรที่โคจรปราณในตัวของเขาเองจริงตามที่ปู่จางพูด เขาจะสนใจผลจากหลักวัดพลังนี่ทำไมผลที่ออกมามันห่างไกลจากความเป็จริงหลายแสนกิโลเมตร คิดได้แล้วก็หัวเราะ อิอิ....ให้ความเฉิ่มซื่อบื่อของตัวเอง
ั้แ่เอามือออกจากหลักวัดพลัง เขายืนนิ่ง หน้าตาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาั้แ่ ..ดำทะมึน..เซื่องซึม..ตะลึงลาน ท้ายสุด ถึงกับยิ้มซื่อๆหัวเราะกับตัวเองอย่างโง่ๆ ดูจากภายนอกเหมือนเด็กน้อยสติไม่สมบูรณ์คนหนึ่ง ดูไปเป็ที่น่าสงสารยิ่งเด็กน้อยหลี่ซวนซวน ถึงกับยื่นมือไปจับมือมารดาแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ดูเขาช่างน่าสงสารนัก” มารดาของหลี่ซวนซวนหน้าตาเป็อย่างไร ไม่มีใครรู้ นางคลุมหน้าตลอดเวลา เมื่ออยู่ในตระกูลก็เก็บตัวเงียบไม่พบผู้คนรู้แต่ว่า นางเป็ญาติผู้ใหญ่ของเ้าตระกูลหลี่ มาพักอยู่ชั่วคราว ั้แ่ผู้าุโสูงยันเ้าบ้านเกรงใจในตัวนางมาก นางผงกศีรษะแล้วชมบุตรน้อย “ซวนยี่เ้าช่างมีเมตตานัก”
ที่เรียกว่าคน หมายถึงการอยู่เป็หมู่ ดีชั่วคละเคล้าปนกันบางคนจิตใจดีมีเมตตา บางคนมีจิตใจโหดร้าย ยิ่งมาจากตระกูลผู้มีอำนาจ เื่มีหรือไม่มีพลังธาตุนี้ความจริงเป็เื่เล็กน้อยแต่บุตรหลานตระกูลใหญ่เหล่าผู้สูงศักดิ์บางคนถึงกับรังเกียจที่ต้องร่วมเรียนถึงกับเทียนหลงเห็นว่าเป็การเสื่อมเกียรติของพวกมันอย่างใหญ่หลวง ถึงกับพูดออกมาเสียงดังว่า
“เ้าขยะนี่....โพล่มาจากที่ไหนกัน” กู้คุนต้าพูดยังไม่สิ้นเสียง กู้หงซวนก็เสริมขึ้นมา “น้องข้าขยะยังมีประโยชน์ มันยังเอาไปทำปุ๋ยหรือเผาไฟได้....แต่เ้านี่...มันก้อนหินชัดๆ...ข้าว่าหินรองเท้ายังดีกว่ามันเลย” ท่ามกลางเสียงวุ่นวายไม่พอใจ สองพี่น้องตระกูลกู้ เริ่มขึ้นก่อนลูกหลานตระกูลใหญ่คนอื่นๆ ก็พลอยผสมโรงออกเสียงตาม “ใช่ข้าว่าคนที่ไม่คุณสมบัติเช่นนี้ อย่าได้รับเข้ามาเรียนเลย เสื่อมเกียรติของพวกเราเปล่าๆ” คุณชายน้อยตระกูลเหยา ออกเสียงดัง “อะไรนะ...ยิ่งกว่าขยะแย่กว่าก้อนหินรองเท้า เออ เรียกว่า..ก้อนหินโง่แห่งเมืองสุ่ย ก็แล้วกัน...นี่เ้าหินโง่ ไปะโน้ำตายซะ อย่ามาเรียนเลยถ่วงเวลาพวกข้าเสียเปล่าๆ” ไม่ว่าเสียงเหยียดหยามเย้ยหยันจะรุนแรงเพียงใด แต่สำหรับเทียนหลงเด็กน้อยผู้ผ่านร้อนหนาวมามากมายแทนที่จะโกรธเคืองน้อยใจ เหมือนเด็กน้อยทั่วไป กลับเหมือนได้ยินเื่ตลกมันถึงกับทำให้มันหัวเราะ คิกๆออกมา
“พอแล้ว.!! ไม่ต้องวิจารณ์! มีคุณสมบัติได้เข้าเรียนหรือไม่ ไม่ใช่รอบพวกเ้าตัดสินใจ แต่เป็ข้า” อาจารย์หลี่เฉียง หันไปทางเด็กน้อยผู้ยิ่งยโสเ่าั้ ปรามเสียงเรียบแต่ทุกถ้อยคำสะท้านเข้าไปในใจของทุกคนในที่นั้น โดยเฉพาะบรรดาเด็กน้อยหัวโจกทั้งหลายเสียงนั้นคนอื่นฟังราบเรียบชัดเจน แต่เด็กน้อยเ้าปัญหากลุ่มนั้นรู้สึกเหมือนมีใครมาตีระฆังอยู่ข้างหู สะท้านไปทั้งตัว ทุกคนเงียบพากันก้มหลบสายตำหนิที่กวาดผ่านท้ายสุดสายตาอันเฉียบคม มาหยุดที่เทียนหลง เมื่อเห็นว่าเขา ถึงกับหัวเราะคิกคักก็ถลึงตาดุไปครั้งหนึ่ง เทียนหลงกลั้นหัวเราะอมยิ้ม “เ้าเด็กน้อยนี่แกล้งโง่ไม่ธรรมดา บางครั้งแววตาเหมือนคนผ่านโลกมาอย่างโชกโชน!”
หลี่เฉียง พึ่งผ่านแซยิด*ไปเมื่อปีกลาย ประสบการณ์ชีวิตไหนเลยจะธรรมดาไปได้ตัวเขานอกจากเป็อาจารย์ใหญ่ ประจำสถานศึกษาประจำเมือง มีคุณวุฒิด้านวิชาความรู้ยังเป็จอมยุทธ์ระดับสูงคนหนึ่ง ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าระดับใดเพียงแต่ฝ่ายบู้อย่างแม่ทัพประจำเมือง พบหน้ายังต้องแสดงความนอบน้อม
หลี่เฉียง เรียกนักศึกษาใหม่ให้มาเข้าแถวเรียงตามลำดับพลังปราณและอายุนับดูมีถึง สามสิบสองคน แล้วประกาศขึ้น “หลังจากนี้จะทำการบันทึกทำเนียบยุทธศึกษาของสถานศึกษาปีนี้หวังว่าเมื่อจบการศึกษาพวกเ้าจะสร้างผลงานพัฒนาก้าวหน้าขึ้นลำดับในทำเนียบยุทธไม่ใช่ของเล่น หากผลการพ้ฒนาของพวกเ้าอยู่ในสามลำดับแรก ทางสถานศึกษามีรางวัล การรับนักศึกษาเข้าสถานศึกษาประจำเมืองสุ่ยเสร็จสิ้นแล้ว พวกเ้าเข้าไปรับตำราตามลำดับวันพรุ่งจะเริ่มเรียนกันอย่างแท้จริง”
วันเวลาในการเข้าเรียนของสำนักศึกษาประจำเมืองนั้น จะสอนสัปดาห์ละสามวันเรียนแบบวันเว้นวัน ระยะเวลาหกเดือน วิชาที่สอนได้แก่ วิชาวรรณกรรมศิลปวิชายุทธ์ขั้นพื้นฐาน วิชาคำนวณ ่ที่เหลือเป็ฤดูหนาวไม่มีการเรียนการสอน่ก่อนปิดการเรียน จะทำการทดสอบ ผลการพัฒนา มีทั้งทดสอบข้อเขียน วัดระดับการพัฒนาของพลังปราณ และทดสอบวิชายุทธ์
หลังจากทยอยรับตำราแล้ว ผู้คนต่างพากันแยกย้ายไปตงชิงหานหันมาสั่งผู้ติดตาม “พวกเ้าพาตงลี่ กลับไปก่อนข้ามีธุระที่ต้องจัดการ” หลังจากผู้คนแยกย้ายไปหมดแล้วตงชิงหาน ขอเข้าพบอาจารย์หลี่เฉียง เป็การส่วนตัว
เทียนหลงมาส่งปู่จางเดินทางไปเมืองซุยหัว รถม้าจากเมืองสุ่ยไปไกลที่สุดแค่ ห้าร้อยกิโลเมตรปลายทางคือหัวเมืองถัดไป กว่าจะเดินทางถึงเมืองซุยหัว ต้องนั่งรถม้าไม่ต่ำกว่าห้าทอดระหว่างรอรถม้าออกตามเวลา กงหมง เถ้าแก่ร้านขนส่งโพล่หน้าออกมาเจอจางเหว่ยก็ทักทายอย่างมีไมตรี “จางเหว่ยเ้าไม่อยู่แล้ว นี่ใครจะดูแลเทียนหลง แล้วไปนานขนาดไหนกัน”
จางเหว่ย ลูบหัวเทียนหลง “ข้าฝากบ้านตระกูลฟางดูแลแล้วบ้านพวกเขาอยู่ไม่ไกล ไปคราวนี้รวมเวลาเดินทางกับทำธุระ ก็น่าจะราวๆ สี่เดือนเศษ” คุยได้สักพัก รถม้าก็ออกเดินทาง เทียนหลงมองตามรถม้าลับตาไปรู้สึกใจหายนี่เป็ครั้งแรก ที่เขาจะต้องอยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้ถึงแม้ว่าจะเป็ระยะเวลาสั้นๆก็ตาม เย็นนั้นป้าฟางจื่อ และลุงฟางโหวแวะมาดูเทียนหลงที่บ้านเห็นบ้านช่องเรียบร้อย เทียนหลงถึงกับทำอาหารเย็นเสร็จแล้ว ยังเชิญพวกเขากินข้าวเย็นด้วย
ยามค่ำคืน แม้เทียนหลงจะผ่านโลกมามาก ก็ยังตื่นเต้นเล็กน้อยวันพรุ่งนี้จะเป็วันเข้าเรียนวันแรก เขาจะพบอะไรบ้าง สถานศึกษาโลกนี้ จะให้ประสบการณ์อะไรกับเขา...
*แซยิด : อายุครบหกสิบปี