เบื้องหน้าของพวกเขาเป็ถนนลูกรังเล็กๆที่พอให้รถยนต์หนึ่งคันวิ่งผ่านไปได้ ทิศทางของถนนมุ่งไปยังเมืองแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปมากนักแต่สิ่งที่ดูผิดวิสัยมากกว่านั้นคือ มีเหล่าเศษขยะน้อยใหญ่ตกเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วพื้นถนนไม่ว่าจะเป็ถุงพลาสติก กิ่งไม้น้อยใหญ่ รวมไปถึงเศษอิฐ เศษปูนที่มาจากการถูกทุบทำลาย
“เฮ้ย! ประตู!” ปอนด์เอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นเครือมือผอมแห้งเปิดประตูไม้ที่พวกเขาพึ่งเดินข้ามมาให้รุ่นพี่ดูหลังประตูกลายเป็กำแพงหินสีดำเมี่ยมอุดปิดเอาไว้อย่างแ่า ไม่หลงเหลือช่องว่างแม้แต่น้อย
“ฉิบหาย!” เล้นอุทานขึ้นเขาพยายามดันกำแพงทั้งผลัก ทั้งเตะ ทว่าได้เพียงความรู้สึกเจ็บมือเจ็บเท้ากลับมา
“มึงพากูมาทำอะไร?! กูอุตส่าห์ถามย้ำแล้ว!”ปอนด์กล่าวโทษเล้นที่ทำให้เขามาอยู่ที่นี่อย่างโกรธแค้น
“ถ้ากูรู้ว่าเป็แบบนี้แต่แรกกูคงไม่โง่พามึงมาหรอก!” เล้นตอกกลับด้วยอารมณ์โมโหเช่นกัน สิ้นคำพูดของเล้นบรรยากาศแห่งความเงียบได้ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
“เดี๋ยวกูพาหาทางออกเอง”เล้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหลังจากกลับมาใจเย็นลงได้แล้วบ้าง เขายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาหวังจะเช็คดูแผนที่แต่ปรากฏว่า โทรศัพท์ดับสนิท ไม่สามารถเปิดใช้งานได้อีกต่อไป ปอนด์หยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองขึ้นมาดูก็พบว่าประสบปัญหาเดียวกัน
“อะไรวะเนี่ย!”เล้นสบถคำหยาบอื่นๆ ตามมาด้วยความหงุดหงิด เขาเคาะโทรศัพท์ในมืออยู่หลายครั้งแต่หน้าจอของมันยังคงมืดสนิทเช่นเดิม เล้นเดินวนกลับไปกลับมาด้วยสีหน้าคร่ำเครียด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันมุ่นมือสากยกขึ้นมาสางผมอย่างปลงไม่ตก สายตาของเขาจับจ้องไปยังอาคารสิ่งปลูกสร้างของเมืองซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักเขาเห็นลางๆ ว่า มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ในเมืองแห่งนั้น…
“ลองไปถามคนพวกนั้นดูไหมล่ะ”ปอนด์สะบัดเสียงพูดขึ้นมาก่อน เขาเองก็คิดเช่นเดียวกันกับเล้น
“ไปสิ!”
ทันทีที่ได้เห็นสภาพในเมืองแห่งนี้คนทั้งสองยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก เมืองขนาดใหญ่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตามีถนนเส้นหลักและซอกซอยน้อยใหญ่แตกแขนงแยกออกไปอีกหลายซอย บ้านเรือนและอาคารความสูงไม่กี่ชั้นปลูกตั้งเรียงกันเป็แถวดูสะเปะสะปะไม่ค่อยเป็ระเบียบเท่าใดนัก
สิ่งปลูกสร้างในเมืองมีลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกันคือแต่ละหลังถูกสร้างขึ้นมาด้วยเศษไม้วางเรียงกันดูกระท่อนกระแท่น แต่ก็มีผนังของบางอาคารใช้เศษอิฐและเศษปูนวางซ้อนเรียงกันแบบลวกๆเป็ชั้น โดยไม่มีสิ่งใดช่วยยึดโยงหรือค้ำจุนให้พวกมันเชื่อมต่อกันเลยหลังคาถูกสร้างด้วยแผ่นไม้หรือไม่ก็เป็สังกะสีผุพังวางเรียงต่อกันิ่เหม่ไร้ซึ่งความประณีต
เพียงแค่ผู้คนเดินผ่านหรือเดินชนเบาๆสิ่งปลูกสร้างเ่าั้ก็เริ่มโงนเงนไร้เสถียรภาพราวกับว่าผู้คนที่ก่อสร้างบ้านและอาคารเหล่านี้ไม่ได้มีความรู้หรือไม่ก็ขาดความใส่ใจ ไม่มีการคำนึงถึงความปลอดภัยแม้แต่น้อยเห็นได้จากอาคารบางแห่งที่ถล่มลงมาเป็เศษขยะกระจัดกระจายเต็มพื้น แต่กลับไม่มีใครสนใจที่จะเก็บทำความสะอาดเลย
เมืองแห่งนี้ให้กลิ่นอายของความเป็สลัมแต่อยู่ในรูปแบบที่แย่ยิ่งกว่าและสิ่งที่น่าประหลาดใจไปยิ่งกว่านั้นคือ ที่นี่ไม่มีต้นไม้แม้สักต้นเดียวทั้งที่มีเศษกิ่งไม้และแผ่นไม้หล่นกระจายไปทั่ว
ทว่าสิ่งที่ดูผิดวิสัยไปยิ่งกว่าสถานที่คือชาวเมือง ที่เดินตามถนนอยู่ประปราย พวกเขามีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ แต่งตัวมอมแมมบางคนเสื้อผ้าขาดวิ่น ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง สีหน้าหมองคล้ำอมทุกข์สายตาลอกแลกดูไม่น่าไว้ใจ บางคนบ่นพึมพำไม่ได้ภาษาอยู่คนเดียวบางคนฉีกยิ้มกว้างแต่ดวงตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งมายังพวกเขาไม่มีใครเลยสักคนที่ให้ความรู้สึกน่าเข้าใกล้
ขณะที่ชายหนุ่มทั้งสองกำลังเดินสำรวจเมืองทันใดนั้นมีเสียงอึกทึกครึกโครมสนั่นลั่นไปทั่ว เล้นและปอนด์หันไปมองตามที่มาของเสียงพบว่าซอกซอยเล็กไม่ไกลจากบริเวณที่พวกเขากำลังยืนอยู่มีอาคารหลังหนึ่งถล่มลงมาเศษขยะน้อยใหญ่กระจัดกระจายทั่วพื้นที่แถวนั้นจนปิดเส้นทาง ดูจากสภาพของแต่ละอาคารคงเดาได้ไม่ยากว่าสาเหตุมาจากอะไร
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงคือภายใต้เศษซากปรักหักพังนั้นมีร่างของผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งนอนอยู่แต่เห็นเพียงแขนข้างเดียวที่โผล่ออกมาจากเศษซากกองพะเนินเืสดสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้น มือของเขาคนนั้นสั่นระริกอยู่ชั่วครู่ก่อนจะแน่นิ่งไปที่น่าแปลกใจคือ บริเวณนั้นมีผู้คนเดินผ่านชุกชุม แต่กลับไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อแม้แต่น้อยพวกเขายังคงมีสีหน้าเรียบนิ่งดูไม่ทุกข์ร้อน ที่หนักไปกว่านั้นคือ บางคนหัวเราะร่วนออกมาด้วยความชอบใจ
ภาพชวนสังเวชตรงหน้าไม่อาจทำให้คนที่ยังมีสติดีทนดูได้ เล้นจึงสะกิดแขนปอนด์ให้เดินต่อไปด้วยกันบรรยากาศตลอดเส้นทางการสำรวจเมืองของชายหนุ่มทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะไร้สติปะปนกันกับเสียงร้องไห้หรือไม่ก็เสียงพูดคุยกันแต่ไม่สามารถจับใจความได้และที่ย่ำแย่กว่าคือ ทุกบริเวณที่พวกเขาเดินผ่านจะมีอุบัติเหตุอาคารถล่มหรือไม่ก็เป็เศษปูนเศษไม้หล่นลงมาใส่ผู้โชคร้าย บางคนได้รับาเ็ บางคนก็เสียชีวิต แล้วก็เฉกเช่นเดิมชาวเมืองคนอื่นๆ ไม่ได้ดูใหรือแสดงความหวาดกลัวแต่อย่างใดราวกับว่าเหตุการณ์เหล่านี้คือเื่ปกติ พวกเขายังคงทำในสิ่งที่พวกเขาอยากทำ
“เอาไงดีวะพี่?”ปอนด์พูดขึ้นพลางหันซ้ายแลขวารวมไปถึง้าด้วยความหวาดระแวง ไม่กล้าเดินห่างจากเล้นสถานที่อันตรายเช่นนี้ พร้อมเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ คนที่นี่ก็ดูไม่เป็มิตรกันเลยสักคนแถมยังมีท่าทีแปลกๆ อีกด้วย
“ลองไปถามป้านั้นดู”เล้นพยักพเยิดให้ปอนด์มองไปยังผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ดูแต่งกายสะอาดสะอ้านมากกว่าคนอื่นแถมยังเรียบร้อยถึงขนาดเอาเสื้อเข้าในกางเกง สวมรองเท้าหุ้มส้นอย่างดี เธอกำลังนั่งอยู่บนกองเศษปูนที่ถูกวางเรียงต่อกันเป็ชั้นๆแตกต่างจากคนอื่นที่นั่งบนพื้นสกปรกดูจากลักษณะภายนอกแล้วคนนี้น่าจะดูพึ่งพาได้มากที่สุด ไม่รอให้เสียเวลา ชายหนุ่มทั้งสองเดินมุ่งหน้าเข้าไปหาหญิงคนนี้ทันที
“สวัสดีครับคุณป้า”เล้นเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้คนตรงหน้า สิ้นคำทักทายของชายหนุ่มหญิงคนนั้นหันหน้ามามองพวกเขาช้าๆ ดวงตาของเธอมีแต่ความว่างเปล่า นางไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆออกมา
“ผมชื่อเล้นนะครับอยากรู้ว่า ที่นี่คือที่ไหน?” เล้นพูดเข้าประเด็นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและใจเย็น คำถามจากเขาทำให้หญิงวัยกลางคนฉีกยิ้มกว้างออกมาก่อนจะพูดตอบด้วยความตั้งอกตั้งใจ
“ที่นี่คือทะเลที่ฉันเคยไปั้แ่สมัยเด็กในนั้นมีปลาฉลามและเต่าตัวใหญ่ ได้นั่งเครื่องบินส่วนตัวด้วยแหละ ตอนนั้นเข้านอนั้แ่เช้าตรู่เพื่อจะได้รีบไปทำงานตอน 8 โมงเช้า ไม่รู้ว่า สามีจะหิวข้าวหรือยัง เขาเป็ถึงตำรวจยศใหญ่มีเพื่อนเป็เ้าของเว็บพนัน ฉันอยากไปเที่ยวที่นั่นอีกครั้ง จะต้องอาบน้ำก่อนตื่นหรือเปล่า...”คำตอบจากนางทำให้คนฟังขมวดคิ้วมุ่น เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เลยสักนิด
“เอ่อ เดี๋ยวๆ! ผมถามว่า ที่นี่ที่ไหน?!”เล้นพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เริ่มขุ่นเคือง แต่ดูท่าว่าหญิงวันกลางคนตรงหน้าจะไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูดอีกต่อไป เธอยังคงเล่าเื่ราวไม่ปะติดปะต่อกันเช่นนี้ไปเรื่อยเปื่อย
“ปอนด์ว่าเราไปหาคนอื่นเถอะ” ปอนด์ขยับเข้ามากระซิบบอกรุ่นพี่
คนทั้งสองจึงค่อยๆถอยตัวออกห่างแล้วเดินจากหญิงคนนั้นไป ถึงกระนั้นเธอเองยังคงพูดต่ออยู่คนเดียวไม่หยุด
“คนอะไรแปลกชะมัด”ปอนด์บ่นพร้อมกับกอดแขนตนเองด้วยความรู้สึกขนลุก
“ลองถามไอ้หนุ่มคนนั้นดูไหม?”เล้นชี้ไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินอยู่ข้างหน้าไม่ไกลจากพวกเขามากนัก วัยรุ่นคนนั้นมีท่าทีสงบนิ่งไม่ได้พูดคนเดียวเหมือนกับคนส่วนใหญ่ของที่นี่ดูแล้วอายุน่าจะไล่เลี่ยกับปอนด์ คิดว่าคงคุยง่าย
“คนนี้เดี๋ยวปอนด์ลองคุยเอง”คนทั้งสองจึงเร่งฝีเท้าตรงไปยังชายหนุ่มคนนั้นก่อนจะหยุดยืนดักหน้าเขา
“หวัดดีนาย”ปอนด์โบกมือทักทายพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ดูเป็มิตรให้เด็กหนุ่ม
“หวัดดี”หนุ่มวัยรุ่นตอบกลับมาด้วยเสียงแหบแห้งพร้อมกับส่งยิ้มกว้างแต่เหมือนกับคนกำลังฝืนยิ้มจนดูน่าขนลุกอย่างไรก็ตามคำตอบของเด็กหนุ่มก็พอช่วยทำให้พวกเขาใจชื้นขึ้นมาบ้าง
“พอดีพวกเราหลงเข้ามาที่นี่นายพอจะแนะนำทางออกให้ได้ไหม?” ปอนด์ตรงเข้าประเด็นทันที
“หวัดดี เมื่อวานนี้มีสีแดงแสงวาบตอนมืด ศพนอนขึ้นอืด สีจืดชืดไม่มีชีวิตชีวา มาหลายวันแล้ว เศษแก้วบาดคออยากขอชีวิต...” เด็กหนุ่มตอบพวกเขาด้วยสีหน้าจริงจังสลับกับยิ้มแฉ่งให้คนทั้งสอง
“ไปกันเถอะ” เล้นกระซิบบอกรุ่นน้องก่อนจะเดินจ้ำอ้าวออกไปก่อนปอนด์รีบเดินตามรุ่นพี่ไป แต่ทว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกลับกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามพวกเขามาจนแทบประชิดตัว
“ขอไปด้วยคน จนไม่ยอมรวยก็เลยไปบนให้ผีช่วย แต่ซวยมาอยู่ผิดที่...”เขายังคงพ่นคำพูดแปลกประหลาดออกมาไม่หยุด ดวงตาลึกโหลจับจ้องมายังชายหนุ่มทั้งสองเขม็ง
“อย่าตามมา! ออกไป!”เล้นตะคอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดพร้อมกับโบกมือไล่ แต่ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะไม่ได้สนใจ แย่ยิ่งไปกว่านั้น เขาพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนปอนด์พร้อมกับรั้งตัวปอนด์เอาไว้ด้วยแรงมหาศาลปอนด์ร้องโหวกเหวกโวยวายออกมาด้วยความใสุดขีดเล้นพยายามช่วยดึงมือของวัยรุ่นคนนั้นออกแต่มือผอมแห้งนั้นดูจะยึดเอาไว้แน่นเหลือเกิน
ฉึก! ทันใดนั้นเสียงของเด็กหนุ่มก็ได้เงียบไปเมื่อมีมือปริศนาเงื้อมฟาดอะไรบางอย่างตรงไปยังลำคอของเขา ร่างผอมแห้งล้มลงไปกับพื้นนอนแน่นิ่งเืสีแดงสดไหลนองเต็มพื้น เมื่อพิศมองดูชัดๆ พบว่า เป็เศษสังกะสีปักคาอยู่ที่ลำคอ
“จัดการมันเลยสิวะมัวรออะไร!”ชายหนุ่มผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบในขณะที่กำลังยกมือข้างที่เปื้อนเืของตนขึ้นมาเช็ดเสื้ออย่างลวกๆ
+++++++++++++++++++++++++++++
เอาแง้วๆ มีแต่อะไรไม่รู้เต็มไปหมด ติดตามหาคำตอบด้วยกันทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์นะคะ หรืออุดหนุน e-book ได้ที่ meb จ้า