ตอนที่ 11 มลทิน
หญิงสาวในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินปักดอกไห่ถังเป็ลวดลายงดงามอย่างประณีตก็พาร่างบางของตนเองเข้าไปในห้องพระบรรทมพร้อมกับนางกำนัลและขันทีคนสนิทอย่างละคน ในครรลองจักษุของนางก็พบภาพขององค์ฮ่องเต้กำลังประทับอยู่บนเก้าอี้ ข้างแท่นบรรทม สายตาของพระองค์เพ่งดูกระดาษที่กำลังมอดไหม้ในเตาไฟใบน้อย
นางรับใช้ฮ่องเต้มานานหลายปีแล้ว เพียงแค่มองแค่ปราดเดียว นางก็รู้แล้วว่าพระองค์กำลังอยู่ในห้วงความรู้สึกอันใด ความกลัดกลุ้มเคลืบอยู่ในแววตาคู่นั้นอย่างเห็นได้ชัด
“ถวายพระพรฝ่าา” หลี่กุ้ยเฟยพร้อมกับผู้ติดตามที่เข้าไปด้วยก็ถวายพระพรพร้อมกัน
ชายผู้เป็ฮ่องเต้ยกมือบอกเป็สัญญาณ หลี่กุ้ยเฟยขยับกายไปนั่งที่เก้าอี้ไม่ห่างจากพระองค์นัก สายตาของหญิงสาวเห็นหม่ากงกงยังคงยืนอยู่ไม่ห่าง สีหน้าเหมือนศพคนตายไม่มีผิดอย่างที่เคยเป็มา
นางกำนัลและขันทีที่ติดตามมาก็ออกไปเมื่อหลี่กุ้ยเฟยปรายตาบอกเป็ที ในห้องบรรทมขององค์ฮ่องเต้จึงเหลืออยู่เพียงสามคนเท่านั้น
หากไม่นับทหารองครักษ์ที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนัก คนเหล่านี้ยืนนิ่งไม่เคยไหวติง จนทำให้หลี่กุ้ยเฟยไม่เคยรับรู้ถึงตัวตนของทหารเหล่านี้เลย ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ทหารองครักษ์ที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเหล่านี้ก็ไม่เคยมีท่าทีรับรู้สิ่งที่เป็ไปเลยแม้นแต่นิดเดียว
จนทุกคนต่างลืมไปแล้วว่าคนพวกนี้ก็ล้วนมีหู ตา ปาก และ ใจเช่นเดียวกับตัวเอง
“สนมรักของข้า”
“เ้าขา” นางตอบอย่างออดอ้อนในทันใด
“ข้าช่างรู้สึกว่าข้าเป็ชายผู้อับโชคนัก”
“เหตุไฉนพระองค์ตรัสเยี่ยงนั้นเล่าเพคะ พระองค์คือผู้ที่มีบารมีมากที่สุดในใต้หล้า พระองค์มีสิ่งใดกลัดกลุ้ม สิ่งใดทำให้พระองค์ไม่เกษมสำราญหรือเพคะ”
“ยังมีเสี้ยนหนามแผ่นดินอยู่ทางภาคใต้”
หลี่กุ้ยเฟยมองไปที่เตาไฟ บัดนี้กระดาษนั้นเป็เถ้าถ่านไปจนหมดแล้ว แต่หลี่กุ้ยเฟยก็ไม่กล้าถามว่าสิ่งที่เพิ่งแผดผลาญไปนั้นมันคือสิ่งใด คงเป็สาส์นลับที่พระองค์ได้รับมากระมัง และสิ่งที่อยู่ในนั้นคงเป็สิ่งที่ทำให้องค์ฮ่องเต้เกิดความกลัดกลุ้ม
"และยิ่งไปกว่านั้น เหตุไฉนข้าไม่มีบุตร ไม่มีบุตรเลยสักคน!" ฮ่องเต้ตรัสถามเสียงเบา แต่ในพระสุรเสียงนั้นแฝงความโกรธเกรี้ยวจนรู้สึกได้
หัวใจของหลี่กุ้ยเฟยเต้นแรง นางพยายามคิดหาคำตอบที่น่าจะต้องพระทัยที่สุด แม้จะรู้สึกว่าตัวเองก็ถูกตำหนิด้วย แต่ก็ต้องรีบตอบออกไปในทันใด "หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ หม่อมฉันเสียใจ แต่พระองค์ยังทรงมีโอกาสอีกมาก"
"ข้ารู้!" พระองค์โพล่งออกมา "แต่ในขณะที่ข้าเห็นคนอื่นมีลูกเมื่ออายุยังไม่ครบสิบแปดเลยด้วยซ้ำ ในขณะที่ข้า...ข้าพยายามเต็มที่แต่...เหตุไฉน์มิประทานบุตรให้ข้าเล่า แม้แต่องค์หญิงสักคนก็ไม่มี! เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น?"
ฝ่ามือของหลี่กุ้ยเฟยเย็นยะเยียบด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากนางสั่นไหว หญิงสาวขบมันไว้เพื่อสะกดความรู้สึก แล้วเปล่งคำด้วยน้ำเสียงอันปกติที่สุดเท่าที่ทำได้
"์มิทรงเ็ากับพระองค์เป็แน่เพคะ สักวันพระองค์จะได้พระโอรสสมดั่งปรารถนา"
"มันต้องมีสิ่งใดผิดพลาด" เสียงถอนหายใจดังออกมา "เ้าว่าความผิดพลาดนั้นอยู่ที่ใด?"
หลี่กุ้ยเฟยตาเป็ประกายในทันใด รู้พระประสงค์ขององค์ฮ่องเต้ในทันที
"ฮองเฮาหรือเพคะ?"
ฮ่องเต้พยักหน้าช้าๆ แววตาฉายความเกลียดชัง "์ไม่้าให้บัลลังก์มีคนแซ่เสวียน การอภิเษกระหว่างข้ากับนางคนนั้นถูกสาป ข้าไม่ควรเชื่อฟังพระพันปีแล้วอภิเษกกับสายเืแซ่เสวียนเลย นี่เป็การลงทัณฑ์จาก์ ข้าอยากปลดนางคนนั้นใจแทบขาด แต่เหล่าเสนาบดีก็ห้ามไว้ อำนาจของผิงซีอ๋องยังเป็ที่เกรงใจ นั่นทำให้ข้าเกลียดพวกคนแซ่เสวียนยิ่งกว่าเดิม!"
"ถ้าเช่นนั้นทำให้ฮองเฮาทรงทำผิดสิเพคะ" หลี่กุ้ยเฟยยกยิ้ม
“สนมรักของข้า ข้าไว้ใจคนไม่ผิดเลย” ชายหนุ่มยิ้มอย่างชั่วร้าย “เ้ามีแผนประการใด”
“หม่อมฉันรู้ใจพระองค์อยู่เสมอเพคะ เื่นี่หม่อมฉันเตรียมเอาไว้พอสมควรแล้ว ที่เหลือก็แค่พระองค์จะเห็นชอบด้วยหรือไม่เท่านั้นเอง”
“งั้นเ้าว่ามา...”
เสวียนฮวาเปิดห้องเข้ามา หญิงสาวย่างก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่งทว่าในหัวใจของนางนั้นเศร้าหมองนัก บัดนี้เวลาล่วงเลยไปถึงกึ่งยามไฮ่แล้ว
เมื่อนางปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย เงาตะคุ่มของร่างใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในเงามืด เพียงเท่านั้นเอง น้ำอุ่นก็รื้นกบในดวงตาของหญิงสาว
“ข้านึกว่าเ้าจะไม่อยู่แล้วเสียอีก”
“มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพระองค์”
“ไม่...ไม่มี” เสียงนางสั่นเครือ
“มีสิ”
และเขาก็เดินเข้ามาหานางในทันใด ดึงร่างนางเข้าไปกอดไว้ในอ้อมแขนอย่างบังอาจ
“อย่า...” เสวียนฮวาร้องห้ามเสียงเบา “อย่าแตะต้องตัวข้า” นางพยายามอย่างที่สุดที่จะห้ามไม่ให้ก้อนแข็งในลำคอมันหลุดออกมา
“พระองค์เสด็จไปที่ไหนมาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้ากลับไปเดี๋ยวนี้”
คราวนี้ผางเยว่ก้มกายยื่นแขนรวบขาทั้งสองข้างของนางขึ้น ร่างทั้งร่างของหญิงสาวก็อยู่บนอ้อมอุ้มของเขา ดวงใจของนางบัดนี้หมดสิ้นพลังที่จะกลั้นความโศกได้อีกแล้ว ก้อนโศกที่อยู่ในลำคอก็หลุดออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่พรั่งพรูออกมา หญิงสาวสะอึกสะอื้นร่ำไห้กับอกแกร่งของเขาอยู่ในเงามืดเช่นนั้น
นาง้าเขาเหลือเกินในยามนี้ นางรู้ดีว่าเขายังรอนางอยู่ แต่นางก็ไม่อยากให้เขาได้เห็นน้ำตาของนาง
“มีสิ่งใดหรือ?”
“ไม่...” นางพูดได้เพียงเท่านั้นแล้วก็ฟูมฟายในอ้อมอุ้มของชายคนรักดุจเด็กน้อย
เสวียนฮวาไม่กล้าพูดความจริงออกไป นางไม่กล้าบอกความรู้สึกของตัวเองว่าแท้ที่จริงนางเพิ่งไปถวายตัวกับองค์ฮ่องเต้มา เสวียนฮวาต้องแสร้งปั้นยิ้มว่ามีความสุขอย่างล้นเหลือที่ได้ทอดกายอยู่ใต้ร่างของผู้เป็พระสวามี แต่ในความรู้สึกที่แท้จริงนั้น หญิงสาวกลับรู้สึกสะอิดสะเอียนเขายิ่งนัก
เสวียนฮวารู้ตัวมาตลอดว่านางไม่เคยรักชายคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียวั้แ่นางตกเป็ของผางเยว่ การที่นางได้มาทอดกายให้กับผู้เป็พระสวามีนั้น ทำให้หญิงสาวรู้สึกราวกับว่านางเป็คนทรยศ
นางรักผางเยว่ผู้เป็ชายชู้ นางไม่ได้รักหวังฮุ่ยอิงจงฮ่องเต้เลยแม้นแต่นิดเดียว! ไม่เคยเลย...
แต่เสวียนฮวาก็ไม่กล้าบอกให้ผางเยว่รู้ว่านางรักเขา ความรักมันทำให้นางอ่อนแอ ผางเยว่ก็คือชายหนุ่มรูปงามที่พร้อมจะไปจากนางได้ตลอดเวลา หากมีวันหนึ่ง เขาไม่เข้ามาที่นี่อีกแล้วเสวียนฮวาจะทำอย่างไรได้
หวังฮุ่ย เ้าเรียกข้าไปรับใช้ทำไม เ้าชังข้านักไม่ใช่หรือ แล้วเ้าเรียกข้าไปทำไม! – นางร่ำร้องเช่นนี้ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วก็สะอึกสะอื้นกับอกแกร่งของผางเยว่อยู่ตลอดเวลา
ผางเยว่ไม่ถามสิ่งใดนางอีก เขาลูบหัวนางตลอดเวลา แล้วก็ใช้นิ้วที่แข็งแกร่งของเขานั้นเช็ดน้ำตานางด้วยความแ่เบา
“ข้าเพิ่งไปถวายตัวกับองค์ฮ่องเต้มา” หญิงสาวกระซิบ
เขาประกบปากจูบนางในทันใด หญิงสาวเบิกตาโพลงด้วยความใทว่าเมื่อกำซาบรสจุมพิตเขาแล้ว สองแขนของนางก็โอบรอบคอเขา แล้วนางก็ดูดดื่มลิ้นซุกซนของเขาด้วยความพิสวาส
ไม่ช้า ร่างกายของหญิงสาวก็เปลือยเปล่า และเขาก็จูบนางอย่างแ่เบาและไล้เลียทุกส่วนสัดของนางอย่างไม่มีความรังเกียจแม้นแต่นิดเดียว เขายัง้านางโดยไม่ผิดแผกจากที่เคยเป็เลย แม้นว่านางจะเพิ่งผ่านมือชายอื่นเมื่อไม่นานมานี้
ก่อนหน้านี้เสวียนฮวารู้สึกว่ากายของตนเองสกปรกยิ่งนักที่แปดเปื้อนอิงจงฮ่องเต้ แต่หลังจากที่นางต้องลิ้นของผางเยว่ที่จูบเลียนางทั่วทั้งตัวนั้น เสวียนฮวาก็ทั้งเสียวซ่านและรู้สึกดุจว่าตนเองถูกชำระให้พ้นมลทินจากความโสโครกของผู้เป็ฮ่องเต้ไปแล้ว