“พี่รองข้าวน่าจะได้ที่แล้วพี่ช่วยฉันยกหน่อยเถอะ” จิงจิงะโบอกหลิวฮั่นในห้องครัว
ตอนนี้ในห้องทานอาหารที่จิงจิงคิดว่าใหญ่พอ แต่พอผู้ชายตัวโต 4คนที่นั่งล้อมกันอยู่ข้างในนี้ ทำให้ห้องนี้แคบขึ้นมาทันที พอเห็นอาหารหอมกรุ่น ตรงหน้า ทั้งหมดก็ไม่รอช้าทานกันอย่างอร่อย
“เนื้อนี่ไม่เลวเลยจริงๆ” หลิวฮั่นที่ได้ทานเนื้อทุบตากแห้งปรุงรสที่มีรสเผ็ดนิดๆ ก็อดที่จะเอ่ยออกมาไม่ได้
“ถ้าพี่ชอบเดี๋ยววันหลังฉันพร้อมกับพี่สะใภ้รองส่งไปให้พี่นะ” จิงจิงเอ่ยขึ้น เธอและเ้าของร่างเดิมไม่เคยส่งของอะไรหรือเขียนจดหมายถึงพี่รองเธอเลยจริงๆ
พอทุกคนทานอาหารกันเสร็จ จิงจิงไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอาหารทุกจานหมดเกลี้ยง เธอคาดเดาความอยากอาหารของผู้ชายตัวโตไม่ได้จริงๆ แต่ถึงกินไม่อิ่มแล้วทำไม รีบกลับไปได้แล้ว
“อาหารอร่อยมาก น้องสาวพี่โตขึ้นแล้วจริงๆ” หลิวฮั่นที่ทานอาหารที่อุดมสมบูรณ์ก็มองจิงจิงอย่างพอใจ เมื่อก่อนจิงจิงค่อนข้างเอาแต่ใจจริงๆ พอโดนดุด่าหน่อยก็ทำหน้าบึ้ง ไม่ชอบทำงานบ้านงานเรือนอีกต่างหาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนเธอโตขึ้นเยอะมาก
“พี่รอง สักครู่เราออกไปหาพี่สะใภ้รองที่ร้านกันเถอะค่ะ” จิงจิงพูดพร้อมกับเหลือบมองคนอื่นๆ ที่กินอิ่มแล้วยังไม่ไปกันอีก นี่ไม่เกรงใจพี่น้องเค้าจะคุยกันหรือยังไง
“จิงจิง งั้นฉันกลับก่อนนะขอบคุณอาหารมื้อนี้มากนะ” ลั่วอิงที่เห็นจิงจิงเหลือบมาทางพวกเธอที่รู้ว่าจิงจิงอยากจะคุยกับพี่ชายสองคน เธอก็ต้องเอาของไปขายต่อแล้วกลับได้แล้วละ
พอลั่วอิงขอตัวกลับก็ไม่ต้องพูดถึงเสิ่นอวี้เฉินที่กล่าวขอตัวออกไปเหมือนกัน ตามด้วยลั่วหนิงฟงที่หันมามองหน้ากงลู่เหวินแล้วยิ้มแปลกๆ จากนั้นก็เดินออกไปเช่นกัน แต่ก็ยังมีคนหน้าด้านทำไม่รู้ไม่ชี้ ทำตีเนียนนั่งอยู่ในบ้านอย่างกับบ้านตัวเอง!!
พอจิงจิงเห็นท่าทางนั้นก็โมโหจนแทบทนไม่ไหว แต่ก็ยังเก็บอาการยิ้มพูดอยู่ “คุณกงลู่เหวิน คุณยังมีธุระอะไรอีกหรือเปล่าคะ?”
“อ้อ ไม่มีอะไรแล้วละ คุณกับพี่ชายคุยกันตามสบายเถอะ” กงลู่เหวินพยักหน้าอย่างสบายๆ
จิงจิงไม่เคยเห็นใครที่หน้าหนาขนาดนี้มาก่อน ให้เธอคุยกับพี่ชายเธอตามสบาย แต่คุณจะอยู่ฟังด้วยเนี่ยน่ะ? จนหน้าเธอตอนนี้เริ่มจะรักษารอยยิ้มแทบไม่อยู่แล้ว จึงได้แต่จ้องมองหน้าของกงลู่เหวินคนนี้อย่างโมโหพร้อมกับหน้าที่แรงขึ้นสีขึ้นมาแล้ว
กงลู่เหวินที่ยั่วโมโหจิงจิงจนพอประมาณเห็นจิงจิงเริ่มโมโหจนหน้าแดงก่ำก็ยกยิ้มอย่างพอใจจากนั้นก็พูดขึ้นว่า “งั้นผมกลับก่อนละ ส่วนคุณกลับให้ทันค่ายตอนเย็นก็พอ” พอเห็นกงลู่เหวินที่เดินออกจากบ้านไปแล้ว จิงจิงก็เบ้ปากแล้วหันไปคุยกับพี่รองเธอว่า “พี่รองพี่ช่างน่าสงสารจริงๆ ที่ต้องอยู่กับคนพวกนี้!!”
“อย่าพูดเหลวไหล ไหนมีเื่ที่จะคุยกับพี่ไม่ใช่เหรอ” หลิวฮั่นลูบผมจิงจิงอย่างยิ้มๆ เขาเห็นท่าทางของหัวหน้ากองทั้งสองแล้วก็ครุ่นคิด นี่ทั้งสองเกี่ยวข้องกับน้องสาวของเขาทั้งสองคน? หลิวฮั่นไม่อยากให้เป็อย่างที่คิดจริงๆ
หัวหน้ากองทั้งสองคนไม่ใช่ครอบครัวที่มีภูมิหลังธรรมดา ถึงหลิวฮั่นจะเป็แค่ทหารปลายแถวแต่ก็ได้ยินเื่มาบ้าง ทั้งสองอายุน้อยกว่าเขาก็ได้ขึ้นเป็หัวหน้ากองแล้ว ฝีมือทั้งสองคนก็ไม่ธรรมดาเป็ที่ยอมรับได้อย่างแท้จริง อายุยังน้อยแต่อนาคตไร้ขีดจำกัด เป็หนุ่มเืร้อนโดยแท้ ไม่ต้องกล่าวถึงภูมิหลังครอบครัว
แต่น้องสาวของเขาเป็แค่หญิงสาวที่มาจากชนบทตัวน้อยๆ เท่านั้น คิดแล้วคิ้วก็ขมวดขึ้นไปอีก
จิงจิงที่ไม่ทันเห็นหลิวฮั่นที่ขมวดคิ้วครุ่นคิดก็พูดอย่างร่างเริงว่า “พี่รองตอนนี้ครอบครัวเราดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะคะ ตอนนี้ฉันเรียนจบมัธยมปลายแล้วล่ะ ตอนนี้ก็เปิดร้านเสื้อผ้าผู้หญิงอยู่ที่ถนนผิงเหยา ขายดีมากเชียวละ พี่ไม่รู้หรอกว่าต่อวันได้เงินเท่าไหร่ หึหึ ส่วนเงินที่เปิดร้าน ฉันหาได้มาจากการวาดภาพและขายแบบเสื้อผ้า ตอนนี้ครอบครัวของเราไม่ต้องอดอยากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว พี่ไม่ต้องห่วงนะ เดียวเราไปหาพี่สะใภ้รองกันเถอะ ร้านอยู่ไม่ไกลจากที่นี่”
หลิวฮั่นที่เห็นน้องสาวตัวเองเล่าเื่ภายในครอบครัวอย่างตื่นเต้นและมีความสุขมีความหวังก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ ค้าขายเหรอก็ไม่เลวเหมือนกัน ตอนนี้การค้าขายเปิดอย่างเสรี หากคิดกล้าที่จะทำ ต้องทำได้อย่างไม่เลวแน่นอน
“จักรยานนี้ก็ไม่เลวนี่ ได้งั้นเราไปกันเถอะ พี่ก็อยากเห็นร้านของเธอแล้ว”
“แน่นอน จักรยานคันนี้ฉันซื้อมาด้วยความสามารถของฉัน ส่วนพี่ไม่ได้อยากเห็นร้านของฉันหรอก พี่อยากจะเห็นพี่สะใภ้รองมากกว่าละสิ เหอะ” ทั้งสองหยอกเย้ากันมาโดยมีหลิวฮั่นปั่นจักรยานจิงจิงซ้อนท้าย จิงจิงรู้สึกสนิทสนมกับพี่รองอย่างแท้จริง พี่รองอายุไม่มากเท่าไร ทำให้มีความรู้สึกที่หยอกเย้าได้ ไม่เหมือนพี่ใหญ่ที่โอ๋เธอสุดๆ ตามใจเธอทุกอย่างออกไปทางพ่ออีกคน แต่ทุกคนก็รักเธออย่างแท้จริง แต่เ้าของร่างเดิมกลับไม่รักษาความรักของทุกคนอย่างดี มัวแต่เห็นแก่ตัวและสร้างปัญหามากกว่า
ตอนนี้จิงจิงที่อยู่หน้าร้านเสื้อผ้าผู้หญิงของเธอแล้ว ทั้งยังเห็นว่ามีลูกค้าอยู่ภายในร้านไม่ขาด “พี่เห็นไหม นี่ไงล่ะร้านเสื้อผ้าที่ว่าของฉันมันดีใช่ไหมละคะ”จิงจิงชี้ให้พี่รองเธอที่พึ่งเจอหมาดนี้อย่างภาคภูมิใจและโอ้อวด
หลิวฮั่นมองไปร้านเสื้อผ้าที่ป้ายชื่อว่า ร้านเสื้อผ้าผู้หญิง ผิงเหยา หน้าร้านมีหุ่นโชว์แบบเสื้อผ้าอยู่หลายแบบ ดูแปลกใหม่แต่ก็สวยดี ผู้คนในร้านก็เข้าๆ ออก เห็นว่าขายได้เป็อย่างดี ในร้านเห็นหลิวเหมยที่ก้มเงยๆ อยู่ที่เค้าเตอร์คิดเงินที่มีใบหน้ายิ้มแย้มและดูเหมือนจะอ้วนขึ้นนิดหน่อย? จากสีหน้าท่าทางก็มีความสุขอยู่มากทีเดียว
หลิวฮั่นค่อนข้างรู้สึกผิดต่อหลิวเหมยมาก ไม่ว่าจะเป็การที่เขาเป็ทหารทำให้ไม่มีเวลาที่จะกลับมาบ้านบ่อยๆ ซึ่งตอนนี้หลิวเหมยและเขาก็ยังไม่มีลูกอีก หลิวฮั่นรู้ดีว่าหลิวเหมยกดดันต่อที่บ้านตนเองทั้งแม่เขายังไงบ้าง แต่ตอนนี้เห็นสีหน้าที่ดูมีความสุขดีหลิวฮั่นก็โล่งใจ
“หลิวเหมย” หลิวฮั่นเรียกชื่อหลิวเหมย พอหลิวเหมยได้ยินก็ตัวแข็งทื่อ หันไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ สามีงั้นเหรอ?
จิงจิงเห็นทั้งสองต่างก็นิ่งอึ้งจ้องมองกันก็รู้สึกตลก “พี่ๆ ไปคุยกันเถอะ จะกลับไปคุยที่บ้านเช่าหรือ ไปเที่ยวกันก็ได้ เดียววันนี้ฉันเฝ้าร้านกับพี่จีเหยาอยู่ที่นี่เอง” เห็นพี่สะใภ้ตาแดง จิงจิงก็ปล่อยให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันในห้วงความคิดถึงกันเถอะ
จิงจิงหยิบสมุดบัญชีมาทำต่อจากพี่สะใภ้รอง พอเห็นก็หน้าบานขึ้นมา “รายรับไม่เลวเลยจริงๆ หากเป็อย่างนี้ต่อไป เดือนหน้าก็รอรับโบนัสได้เลยนะคะ พี่จีเหยา” จิงจิงหันไปบอกกับพี่จีเหยา ที่พึ่งส่งลูกค้าที่หน้าร้าน
จีเหยาได้ยินก็ดีใจมาก อยู่ที่นี่ไม่ได้มีงานหนักอะไรเลย แค่เปิดร้านเฝ้าร้าน คิดเงินลูกค้า พอไม่มีลูกค้าก็สามารถพักได้ เหนื่อยสุดแค่ตอนของเข้าใหม่และนับสต๊อกแค่นั้นเอง เ้านายก็ดีมากไม่ว่าจะเป็พี่หลิวเหมย หรือเ้าของร้านอย่างจิงจิงต่างก็ดีกับเธอมาก แตกต่างจากงานเก่าเธอโดยสิ้นเชิงที่ทำงานเหนื่อยมาก บางครั้งก็ต้องทำงานล่วงเวลาแบบไม่มีค่าจ้างอีก เธอรู้สึกดีจริงๆ ที่ได้มาทำงานที่นี่ “ขอบคุณมากเลยค่ะ”
จิงจิงไม่ขี้เหนียวอยู่แล้ว จากที่สังเกตพี่จีเหยาใช้ได้จริงๆ เธอสามารถฝากร้านกับพี่จีเหยาได้อย่างสบายๆ เลย
จิงจิงอยู่จนถึงร้านเกือบจะปิด ก็เห็นหลิวฮั่นปั่นจักรยานมาส่งพี่สะใภ้รองที่ร้าน เห็นปากพี่สะใภ้รองบวมเจ่อ หน้าก็แดงขนาดนั้น จิงจิงทำหน้าไม่ถูกแล้ว!!