“เอาละ ทุกคน! วันนี้มีเด็กใหม่เพิ่งย้ายมาอยู่ทีม A ออกมาต้อนรับน้องใหม่กันหน่อยเร็ว”
ชายวัยกลางคนที่มีตำแหน่งเป็หัวหน้าระดับสูงเปิดประตูเข้ามายังห้อง ‘บริษัทอสังหาริมทรัพย์’ พร้อมกับเรียกสมาชิกที่อยู่ในห้องสุดท้ายลึกเข้าไปตรงข้ามกับประตูที่เขายืนอยู่
คนเข้ามาใหม่ใช้แฟ้มในมือเคาะไปที่ประตูข้างตัวเพื่อกระตุ้นให้คนด้านในตื่นตัวก่อนที่เขาจะเข้าไป
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอดก่อนจะก้าวเดินตามชายด้านหน้าเพื่อเข้าไปยังห้องผนังกระจกสีขาวขุ่นที่อยู่ลึกสุดของสำนักงานแห่งนี้
หัวใจที่เต้นแรงของเขาเกิดจากความตื่นเต้นในการเริ่มทำงานกับทีมใหม่หรือเพราะคนด้านในกันแน่ มีเพียงเขาที่รู้คำตอบนั้นดี
ด้านซ้ายมือของชายหนุ่มที่เดินเข้าประตูสำนักงานมาคือห้องรับแขกเพื่อใช้ประกอบฉากของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ถัดมามีผนังกั้นแบ่งโซนเป็ห้องครัวขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านขวามือของเขาเป็กระจกบานใหญ่ที่แสงแดดสาดส่องเข้ามาจนทำให้สำนักงานแห่งนี้สว่างพอโดยไม่ต้องเปิดไฟเลยก็ได้ และกระจกใสบานใหญ่ยังเผยให้เห็นวิวทะเลอันกว้างใหญ่ด้านนอกได้อย่างชัดเจน
และที่นี่คือชั้น 15 ของอาคารขนาดใหญ่ที่เปิดให้เช่าสำหรับธุรกิจที่้าพื้นที่สำนักงาน
กลุ่มคนด้านในใช้สถานที่นี้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อบังหน้า แท้จริงแล้วพวกเขาคือทีม ‘อาชญากรรม A’ ถูกตั้งขึ้นมาเป็ทีมปฏิบัติการพิเศษของสถานีตำรวจประจำเกาะแห่งนี้ เพื่อรับผิดชอบคดีอาชญากรรมระดับพิเศษ บางครั้งต้องทำงานร่วมกับทีมตำรวจจากเมืองอื่นในการทำคดีใหญ่ ๆ
นั้นเป็เหตุผลที่ทีมนี้คัดเลือกเฉพาะสมาชิกที่มีความสามารถระดับสูง และการปกปิดตัวตนถือเป็สิ่งสำคัญการทำงานเช่นนี้ การทำงานอยู่ในสถานีตำรวจคงเป็เื่ยากที่จะปกปิดตัวตน พวกเขาจึงถูกส่งให้มาอยู่ที่นี่แทน
จองวอนชายหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาคมเข้มได้รูป เขาแอบหลับอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองเนื่องจากความเหนื่อยล้าหลังจากที่ทีมของเขาทำงานแบบโต้รุ่งจนไม่ได้หยุดพักสายตากันเลย เมื่อได้ยินเสียงหัวหน้าดังมาแต่ไกลชายหนุ่มที่ยังหลับตาสนิทกลับรีบดีดตัวยืนขึ้นด้วยความเร็วสูงราวกับเป็สัญชาตญาณของเขา
มุนอาหญิงสาวร่างเล็กผิวขาว หน้าตาน่ารักผมประบ่าแสกกลาง และยองกวังเด็กหนุ่มที่ดูอายุน้อยที่สุดในทีม รูปร่างสูง หุ่นบางเมื่อเทียบกับจองวอน ทั้งสองหยุดมือจากการสืบค้นข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์และลุกขึ้นเดินมารับหัวหน้าที่หน้าประตูห้องทำงาน
แชยองหญิงสาวผมสีดำยาวถึงกลางหลัง มัดหางม้า ผมหน้าม้าปัดข้างระดับคิ้ว รูปร่างค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมุนอาที่เป็ผู้หญิงด้วยกันแต่ก็ยังไม่เท่าสองหนุ่มในทีม เธอยุ่งอยู่กับการดูแฟ้มข้อมูลคดีหลายแฟ้มบนโต๊ะทำงาน
เมื่อได้ยินเสียงคนที่เพิ่งมาเธอก็แสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะในการทำงาน ก่อนจะวางแฟ้มลงและเดินไปหาหัวหน้า ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คืออาแท้ ๆ ของเธอเอง
เมื่อสมาชิกทั้งสี่ของทีมอาชญากรรม A มายืนอยู่ที่บริเวณหน้าประตูห้องทำงานเพื่อต้อนรับหัวหน้าและเด็กใหม่ครบแล้ว
ชายหนุ่มด้านหลังของชายวัยกลางคนก็ก้าวเท้าออกมายืนต่อหน้าสมาชิกในทีมใหม่ของเขา ก่อนจะแนะนำตัวอย่างเป็ทางการ
“สวัสดีครับทุกคน ผมคิมซองซูย้ายมาอยู่ทีมอาชญากรรม A นับั้แ่วันนี้ ยินดีที่ได้รู้จักและทำงานกับทุกคน ยังไงก็ขอฝากตัวกับทุกคนด้วยนะครับ” เสียงทุ้มนุ่มลึกออกจากริมฝีปากได้รูปของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา
เขาเอ่ยทักทายสมาชิกในทีมด้วยท่าทางสุภาพ พร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าที่เสริมให้ชายหนุ่มดูดีขึ้นอีกหลายเท่า แตกต่างกับแชยองที่เมื่อเห็นสมาชิกใหม่เธอได้แต่ยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ มองผู้ชายตรงหน้าที่ยื่นมือมาเพื่อทักทายเธอ
หญิงสาวได้แต่จ้องมองไปที่ใบหน้านั้น ใบหน้าของคนที่เธอเก็บซ้อนไว้ลึกสุดใจของตัวเองมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แววตาคู่นั้นที่มองมายังคงเหมือนเดิม ถึงแม้เขาจะดูเปลี่ยนไปนิดหน่อยจากภาพสุดท้ายที่เธอเคยเจอ แต่เธอยังคงจำเขาได้ราวกับว่าความทรงจำของเธอถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา
การแต่งตัวของเขาใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวและสวมถุงมือ ปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด ทั้งที่ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูหนาวด้วยซ้ำ
เด็กหนุ่มรุ่นน้องอย่างยองกวังเมื่อเห็นหัวหน้าทีมของเขานิ่งไปไม่ยอมตอบรับคำทักทายของสมาชิกใหม่ จึงพาตัวเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์โดยการเข้ามาจับมือที่สวมถุงมือนั้นแทนและแนะนำตัวอย่างเป็มิตร
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมเป็น้องเล็กของทีม เรียกยองกวังเหมือนพี่ ๆ ในทีมก็ได้ครับ ส่วนนี่พี่มุนอาพี่ใหญ่ของทีมเราครับ”
“ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะคะ คุณซองซู” มุนอาจับมือทักทายกับซองซูและยิ้มต้อนรับด้วยความเป็มิตรเช่นกัน
“ส่วนนี่ก็พี่จอง..” ยองกวังยังไม่ทันพูดแนะนำจบ ผู้ชายด้านข้างของเขาก็เดินไปยืนต่อหน้าซองซู ก่อนจะกระชากคอเสื้อของสมาชิกใหม่อย่างแรง ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ
“ทำไมต้องเป็ทีมนี้ ทีมอื่นมีตั้งเยอะแยะทำไมนายต้องมาเลือกทีมนี้ ไม่สินายกลับมาอีกทำไม”
จองวอนจ้องหน้าซองซูด้วยสายตาดุดันเหมือนโกรธแค้นคนตรงหน้ามาก ก่อนจะหันไปถามหัวหน้าด้วยความหัวเสีย มือก็ยังไม่ปล่อยจากคอเสื้อคนตรงหน้า
“นี่มันเื่อะไรกันหัวหน้า ทำไมถึงส่งหมอนี่มาอยู่ทีมนี้”
“ไอ้เด็กคนนี้ แกทำให้บรรยากาศในทีมเสียหมด”
ชองชิลผู้เป็หัวหน้าพูดพลางพยายามแกะมือของจองวอนออกจากคอเสื้อของคนที่เขาเพิ่งพาเข้ามา ก่อนจะใช้แฟ้มเอกสารในมือเคาะไปที่หัวจองวอนเบา ๆ หนึ่งทีเพื่อเรียกสติลูกน้อง
“ทีม A ถือว่ามีผลงานยอดเยี่ยมใน่ที่ผ่านมา นั้นก็ถือว่าเป็เื่ดี แต่มันก็ตามมาด้วยความรับผิดชอบที่มากขึ้น เบื้องบนเลยตัดสินใจส่งคนมีความสามารถมาช่วยอีกแรง แกจะให้ฉันปฏิเสธไปรึไง ไอ้เด็กนี่ แค่นี้พวกแกก็แทบจะไม่ได้กลับบ้านไปเจอหน้าครอบครัวกันอยู่แล้ว มีคนมาช่วยเพิ่มอีกคนก็ถือเป็เื่ดีไม่ใช่รึไง”
แชยองที่ได้สติขึ้นมาบ้างแล้วเธอสังเกตเห็นยองกวังและมุนอาอยู่ในท่าทางอึดอัดใจ ทำอะไรไม่ถูกกับสถานการณ์ตรงหน้าเพราะปกติจองวอนจะมีนิสัยที่เป็มิตรกับทุกสิ่งบนโลกใบนี้
จองวอนที่ดูหัวเสียหลังจากฟังหัวหน้าอธิบายเสร็จ ชายหนุ่มก็ได้แต่หันหลังให้ซองซู เขาถอนหายใจเสียงดังเพื่อแสดงถึงไม่พอใจ ก่อนจะหันมาทางแชยองด้วยสายตาที่ดูเป็กังวล
“เอาล่ะทุกคน ยองกวัง พี่มุนอามันไม่มีอะไรหรอกไม่ต้องทำหน้าตาแบบนั้น เราสามคนรู้จักกันั้แ่สมัยเรียนแล้วล่ะ แค่เพื่อนที่ทะเลาะกันนิดหน่อยไม่มีอะไรมาก ส่วนนายจองวอนเราเป็ทีมเดียวกันแล้ว ทำตัวให้สมกับเป็ทีมด้วยเข้าใจไหม”
“ ”
“ยินดีที่ได้ร่วมงานกับนายนะ ซองซู”
ในที่สุดแชยองก็ยอมเอ่ยทักทายสมาชิกใหม่พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเป็มิตร แต่แท้จริงแล้วกลับเป็สิ่งที่เ้าตัวฝืนแสดงออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกในส่วนลึกของตัวเองไว้
เธอทั้งใ ทั้งโกรธ แต่ก็ดีใจที่ได้เห็นใบหน้านี้อีกครั้ง มันช่างเป็ความรู้สึกที่สับสนในตัวเองซะเหลือเกิน
เมื่อหญิงสาวเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มที่จับมือทักทายกัน เธอก็รีบดึงมือของตัวเองออกทันที แชยองได้แต่บอกตัวเองว่านี่คือที่ทำงาน เธอต้องทำตัวให้เป็ปกติที่สุด ถ้าไม่อย่างนั้นตอนนี้เธอคงวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเห็นรอยยิ้มนั้นบนใบหน้าของเขา เพราะมันกำลังกัดกร่อนน้ำแข็งในใจเธออยู่ทุก ๆ วินาทีที่เธอมองมัน
“เอาล่ะ ถือเป็การต้อนรับซองซู วันหยุดนี้เราจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับกัน” หัวหน้าชองชิลพูดขึ้นเพื่อช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในห้องอีกแรง
“เย้ หัวหน้าไม่ได้เลี้ยงเนื้อย่างเรามานานแค่ไหนแล้วนะ” ยองกวังเด็กหนุ่มผู้ร่าเริงของทีมทำท่าทางตื่นเต้นเมื่อคิดว่าจะได้กินเนื้อย่างอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องจ่ายเงินเอง
“ใครบอกว่าเป็เนื้อย่าง ไว้จะบอกอีกทีก็แล้วกันว่าที่ไหน ยังไงก็ฝากดูแลซองซูด้วยนะแชยอง ไปล่ะ สู้ ๆ ทุกคน” หัวหน้าซองซิลพูดพร้อมกับยิ้มให้หลานสาว เธอได้แต่พยักหน้าเป็การตอบอาของตัวเอง ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะเดินออกจากห้องไป
“ฉันจะลงไปหากาแฟซักแก้ว ใครจะเอาอะไรก็ส่งข้อความมาก็แล้วกัน” จองวอนพูดก่อนจะเดินออกห้องไปด้วยความหัวเสีย ก่อนออกไปเขาเดินกระแทกไหล่สมาชิกใหม่ของทีมอย่างแรงด้วยความจงใจ
“พี่มุนอาช่วยอธิบายคดีล่าสุดให้ซองซูฟังคร่าว ๆ ก่อนนะ ส่วนนายกลับไปหาข้อมูลต่อได้แล้ว”
แชยองสั่งการสมาชิกในทีมด้วยน้ำเสียงใจเย็นเหมือนปกติก่อนจะเดินออกจากห้องไปอีกคน โดยที่เธอไม่ทันสังเกตเลยว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานได้มองตามเธอด้วยสายตาที่ดูเศร้าใจเหลือเกิน
แชยองขึ้นมาสูดอากาศที่ดาดฟ้าของตึก หญิงสาวทิ้งร่างลงที่ม้านั่งไม้ข้าง ๆ ประตู ราวกับว่าร่างของเธอตอนนี้มันช่างหนักอึ้งเหลือเกิน
สายตาจับจ้องไปยังท้องฟ้ากว้าง เมฆสีขาวปนเทาก้อนโตที่ลอยต่ำคล้ายกับว่าฝนกำลังจะตกลงมาในไม่ช้า เธอค่อย ๆ พิงหัวตัวเองกับผนังด้านหลังพร้อมกับหลับตาลงช้า ๆ
ตอนนี้แชยองรู้สึกสับสนเหลือเกิน เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดีเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนั้น คนที่เคยเป็เหมือนกับเป้าหมายในชีวิตของเธอในอดีต รักแรกและรักเดียวของเธอเสมอมา
ซึ่งดูเหมือนว่าไม่ว่าจะในอดีตหรือตอนนี้เขาคนนั้นก็ยังคงเป็เป้าหมายในชีวิตของเธอไม่เคยเปลี่ยน ตอนที่สบตากันเมื่อกี้เธอยังคงรับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเขาได้อย่างชัดเจน หัวใจยังคงสั่นรัวเมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้านั้นถึงแม้วันเวลาจะผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม
แชยองได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเธอควรจะดีใจที่เขากลับมา หรือโกรธที่เขาหายไปและเพิ่งจะกลับมาเอาป่านนี้กันแน่นะ
วันเวลาหลายปีที่ผ่านมาเธอต้องพบเจอกับความทรมานแค่ไหน เธอยังคงไม่เคยลืมเพราะฉะนั้นเขาไม่ควรได้รับการให้อภัยง่าย ๆ
แต่เธอก็ไม่สามารถห้ามหัวใจตัวเองที่มันเต้นแรงเมื่อเห็นหน้าของเขาได้เลย เธอทั้งโกรธเขาแต่ก็คิดถึงเขาอยู่เต็มอกตลอดเวลาที่ผ่านมา ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้แชยองสับสนขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอไม่อยากขยับตัวไปจากตรงนี้เลย
ความกล้าที่เธอเคยมีดูเหมือนว่ามันจะหดหายไปหมดแล้ว หญิงสาวไม่กล้าจะลงไปเผชิญความจริงที่ว่าเขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง
ความสับสนในใจยังคงถาโถมเข้าใส่คนที่หลับตา เช่นเดียวกับลมที่พัดเข้าใส่ร่างของเธออยู่ตอนนี้ มันรุนแรงและหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่ามันกำลังส่งสัญญาณว่าจะเกิดพายุในอีกไม่ช้านี้