บทที่25 ท่านหมอมาแล้ว
เช้าของวันนี้ ั้แ่ตื่นนอนมา ก็ได้ยินเสียงท่านแม่อุทานอย่างดีใจนั่นเพราะว่า ท่านพ่อเดินได้แล้ว เดินเพียงลำพัง โดยที่ไม่ต้องเกาะอะไรแล้วอันหยางได้ยินเสียงท่านแม่ก็รีบมาดู จึงเห็นท่านพ่อเดินมาหา จากนั้นเขาก็ะโใหญ่ว่า
“ท่านพ่อหายแล้ว ท่านพ่อหายแล้ว”
เพื่อให้สมจริง ถึงอันผิงจะรู้อยู่แล้ววันนี้ของท่านพ่อต้องมาถึงเธอก็ะโตามอันหยางไปด้วย พร้อมแอคติ้งะโตบมือดีใจอยู่กับที่ไปด้วย ทำไปทำมาก็สนุกดีเหมือนกันนะ
มื้อเช้าวันนี้ จึงเต็มไปด้วยความชื่นบาน ครอบครัวสุขสันต์โดยแท้ท่านพ่อยิ้มเต็มใบหน้า ใจจริงท่านแม่อยากพาท่านพ่อเข้าไปหาท่านหมอในเมืองแต่เพราะกลัวว่านั่งเกวียนไปจะกระเทือนไปถึงขาท่านพ่อแล้วอาการจะกลับมาแย่อีกครั้ง จึงรอให้ท่านหมอมาตรวจที่บ้านดีกว่า
แต่เหมือนท่านหมอจะรู้ เพราะว่ากลางยามซื่อ ท่านหมอและลูกศิษย์มาหาที่บ้านพอดีพวกเขาบอกว่าที่มาก่อนเพราะถูกเชิญให้ไปตรวจหมู่บ้านข้างเคียงนี้ก็เลยแวะมาบ้านอันเสียเลย พอท่านหมอได้เห็นท่านพ่อเดินให้ดู ท่านหมอดูดีใจมากแต่เพราะความเป็หมอ เขาจึงตรวจตามขั้นตอนอีกครั้ง และยืนยันว่าท่านพ่อหายเป็ปกติแล้ว
ทั้งคนไข้ ญาติคนไข้ รวมทั้งหมอทั้งสอง จึงดีใจกันอีกรอบท่านแม่จึงอาสาทำอาหารเลี้ยงท่านหมอ เพื่อฉลองเื่ดีเช่นนี้ ท่านหมอไม่ได้ปฏิเสธอาจเพราะไปมาหาสู่กันจนเหมือนญาติไปแล้ว
อันผิงจึงใช้โอกาสนี้ ดึงท่านหมอไปดูฉั่งฉิกที่ตนเองเอามาปลูกเพราะท่านหมอนั้นเอ็นดูเด็กเล็กๆ อยู่แล้ว จึงตามอันผิงไปอย่างว่าง่ายปล่อยให้ลูกศิษย์สนทนาอยู่กับท่านพ่อ
พอไปถึงมุมดอกไม้เล็กๆ ที่ตอนนี้เป็ของเธอแล้วอันผิงก็ชี้ไปที่ต้นฉั่งฉิกทันที
“ท่านหมอ นี่ต้นอะไรเหรอเ้าค่ะ”
ท่านหมอมองตามมือเล็กที่ชี้ไป และพิจารณาอยู่ในใจ สักพักตาก็ลุกวาวด้วยความใ พูดออกมาอย่างติดอ่าง
“นี่ นี่ นี่มัน ฉั่งฉิก นี่นา”
แค่ได้ยินคำเรียก อันผิงในใจก็ลิงโลด หมู่บ้านจะมีเงินเพิ่มกันอีกแล้วส่วนท่านหมอหันมามองอันผิง เขาพยายามสงบจิตสงบใจ นั่งยองๆ ลงให้ตัวเท่าอันผิง
“ผิงเอ๋อร์ เอาจากที่ไหนมาปลูก”
อันผิงชี้มือไปในป่า อันหยางที่อยู่ไม่ไกลได้ยินเข้าจึงเดินเข้ามาร่วมวงสนทนา ท่านหมอจึงหันไปถามอันหยางอีกคน
อันหยางแม้จะสีหน้างงๆ เมื่อท่านหมอชี้ไปที่ต้นฉั่งฉิกเขาก็ร้องอ้อออกมาคำนึง พร้อมบอกว่า เขาพาน้องสาวไปหาของป่าแล้วน้องสาวร้องอยากเอามาปลูก ท่านหมอรู้เหรอว่าวัชพืชนี้ชื่ออะไร
ดูท่าท่านหมอแทบจะลมจับ เมื่อได้ยินอันหยางเรียกมันเป็ต้นวัชพืช
“หยางเอ๋อร์ ยังจำได้ไหมว่ามันขึ้นตรงไหน”
อันหยางเป็เด็กฉลาดอยู่แล้ว เขาจึงทำท่าทางคลางแคลงใจท่านหมอจึงหัวเราะ และบอกชื่อเ้าต้นนี้ให้อันหยางได้รับรู้และบอกว่ามันเป็สมุนไพร สรรพคุณใช้ห้ามเื และเป็ที่้าของทางการมากและราคารับซื้ออยู่ที่ชั่งละ 1 ตำลึงเงิน
อ้า ในใจอันผิงคิดว่า ราคาน้อยไปหน่อยนะ พอๆ กับเห็ดบัวเลยความจริงจากที่อ่านจากนิยาย รายได้ต้องเว่อร์วังกว่านี้ไม่ใช่เหรอ แต่ลืมคิดว่า 1ตำลึงเงินก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย สำหรับชาวบ้านถ้าได้หลายร้อยตำลึงทอง หมู่บ้านนี้อาจเป็หมู่บ้านเงินเฟ้อเข้าให้
ส่วนอันหยางนั้นตาโต เหมือนคนเจอสมบัติ
“ข้ารู้ว่ามันอยู่ที่ไหนท่านหมอ”
ดังนั้นสามคนจึงหายออกไปจากบ้าน มุ่งตรงไปยังทุ่งฉั่งฉิกในป่าตอนแรกทั้งอันหยางและท่านหมออยากให้อันผิงรออยู่บ้าน แต่เื่อะไรเื่นี้เธอเป็คนเริ่ม ก็ต้องตามดูผลลัพธ์ให้ถึงที่สุดสิ
ใช้เวลาระยะหนึ่งพวกเขาก็ถึงจุดที่ดงฉั่งฉิกขึ้นอยู่ท่านหมอเก็บอาการไม่อยู่ ตาโตเท่าไข่ห่าน อาปากกว้าง เพราะมันขึ้นเยอะมากส่วนอันผิงเดินตามพวกเขาสำรวจพื้นที่ฉั่งฉิกขึ้น จึงทำให้อันผิงได้เห็นต้นเกาลัดที่มีมากกว่า 10 ต้น อาจเพราะมันอยู่ใกล้กันเลยขยายพันธุ์ตัวเองไปเรื่อยๆ แบบนี้
ดวงตาอันผิงก็เป็ประกายขึ้นมาด้วย เลยเรียกเสี่ยวหลงเป่าออกมาถามพักนี้ไม่ค่อยได้เจอกันสักพักใหญ่ เลยไม่ใช้การค้นหาเอาเองว่า สมัยที่เธอมาอยู่นี้เกาลัดได้รับความนิยมหรือยัง เพราะถ้านิยมจะดีหน่อย จะได้ไม่ต้องหาวิธีมาคั่วมันซึ่งเด็กอย่างเธอเป็คนบอกวิธี มันจะยุ่งยากต่อเธอในอนาคตเกินไป
จิ้งจอกน้อยตัวสีขาวปรากฏตัวออกมา ท่าทางมันนิ่ง มองตรงมาที่เธอ ไม่มีท่าทีเกียจคร้านสักนิด
‘แคว้นนี้เขารู้จักวิธีทำเกาลัดกันไหม’
‘รู้จักขอรับ’
อันผิงจึงยิ้มออก ทีแรกจะใช้พรให้ เกาลัดลูกดก แต่รอก่อนดีกว่ารอหลังจากพวกเขาเก็บฉั่งฉิกเสร็จก่อน ค่อยใช้พรนี้หมู่บ้านนี้จะได้มีรายได้เรื่อยๆ รวมทั้งบ้านเธอด้วย เราจะรวยไปด้วยกัน
ท่านหมอนำเื่สมุนไพรฉั่งฉิกที่เจอมาปรึกษากับท่านพ่อ ท่านแม่ทั้งสองจึงพาท่านหมอไปหาผู้ใหญ่บ้าน เพราะว่าของในป่าก็เท่ากับเป็ของทุกคนในหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านใเมื่อเห็นท่านพ่อเดินมา จากนั้นจึงตื่นเต้นพูดขอบคุณทุกอย่าง ที่ทำให้ท่านพ่อหาย จนสามารถเดินได้ กว่าจะได้เข้าเื่ฉั่งฉิกแค่ได้ยินชื่อ ผู้ใหญ่บ้านก็ยังทำหน้างง เพราะไม่รู้จักมันจริงๆจนท่านหมอพูดสรรพคุณของมัน และราคา น่าจะเพราะราคาที่แพงทำให้ผู้ใหญ่บ้านตื่นตัวขึ้นมาทันที
สุดท้ายพวกผู้ใหญ่ ก็ส่งเด็กอย่าง อันหยางและอันผิงและท่านพ่ออีกคนที่เพิ่งหายเข้าบ้าน และพวกเขาขึ้นเขาไป
มารู้เื่ต่อมาว่า ผู้ใหญ่บ้านให้แต่ละบ้านส่งผู้ชายในบ้านออกมาหลังล่ะ 1 คน เพื่อไปขุดฉั่งฉิกบนเขาขายได้เท่าไหร่ก็หารจำนวนคนนั้น แบ่งให้บ้านล่ะเท่าๆ กัน
บ้านไหนที่ มีคนชรา หรือชายที่ป่วยแต่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ก็ให้มาทำหน้าที่คัดแยกที่บ้านผู้ใหญ่บ้านแทน อย่างเช่นท่านพ่อที่อาสาไปทำสมุดบัญชีแทน
อืม ก็เป็การทำงานที่ไม่เลว และอาจเพราะชาวบ้านหมู่บ้านหยางนั้นนิสัยดี พวกเขาจึงไม่มีคนอู้งาน แต่เก็บได้อยู่สี่วัน ก็มีปัญหาเกิดขึ้นตาเฒ่าหวัง ดันพาพรรคพวกขึ้นเขาไปขุดด้วย เพราะร่ำรวย และรู้จักคนใหญ่คนโตในเมือง เขาจึงไม่เคยเห็นคำสั่งของผู้ใหญ่บ้านอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
อันผิงมาได้ยินเื่ก็อีก 2 วันต่อมาและชาวบ้านถูกกีดกันไม่ให้ไปขุดฉั่งฉิก อันผิงรู้สึกควันออกหูทันทีแต่ยังคิดวิธีจัดการไม่ได้
เธอจึงถามความเห็นของเสี่ยวหลงเป่า ระบบจึงอธิบายว่าผลประโยชน์ของฉั่งฉิกนั้นซับซ้อน เพราะมีผลต่อกองทัพตาเฒ่าหวังนั้นแต่เดิมก็เป็ขุนนางที่เกษียณตัวเองออกมาอยู่ชนบทเส้นสายเื่พวกนี้มีไม่น้อย อีกยัง้าปูทางให้พวกลูกๆ ของเขาอีกและตอนนี้ตรงพื้นที่ ที่เจอฉั่งฉิกถูกขึ้นเป็ที่หลวงไปโดยปริยายมีทหารมาสร้างรั้วกั้นไว้
อันผิงนึกถึงต้นเกาลัดทันทีเสี่ยวหลงเป่าก็บอกว่ามันก็ถูกล้อมเข้าไปด้วย
เห็นท่าคอตกหูลู่ของอันผิง ระบบจึงปลอบใจว่ายังดีชาวบ้านเก็บไปได้ถึงสี่วัน ก็ได้จำนวนเงินไปเยอะแล้ว รวมไปถึงท่านหมอที่ผู้ใหญ่บ้านเองก็แบ่งให้เท่ากับคนในหมู่บ้าน เพราะถ้าไม่มีท่านหมอ ไหนเลยใครจะรู้ว่ามันคือต้นอะไร รายได้จากฉั่งฉิกนั้นตกบ้านละ 5 ตำลึงทองเชียวนะและยังไม่มีใครปากโป้ง ว่าที่บ้านเธอยังมีอีกสามต้น และด้วยคุณภาพดินมันก็จะขยายออกมาเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ไม่รู้คนจะพุ่งเป้ามาที่บ้านอันรึเปล่านะ
อันผิงผู้ช่างจินตนาการ ถ้ารู้ว่ามันปลูกได้ แล้วพวกเขาไปทดลองปลูกแต่ดันปลูกไม่ขึ้น แล้วมาเห็นบ้านเธอปลูกได้ พวกเขาจะเวนคืนที่ดินบ้านเธอ ป้าโจวและสะใภ้หลิวไหม
อ้าว อย่างนี้จะซวยไหมนิ ซวยคนเดียวไม่พอพาคนอื่นซวยด้วย
แต่คิดไปคิดมา เลยลองหาวิธีการปลูกดูดีกว่า พอเห็นว่าระยะเวลาที่ปลูกและเวลาที่จะเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลาถึงสามปี ถึงจะได้ฉั่งฉิกสักหัว เธอกับพับโครงการไปทันที ส่วนต้นที่ปลูกอยู่เดี๋ยวให้อันหยาง ขุดใส่กระถางยกให้ท่านหมอไปเลยดีกว่า
เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน
แต่จะไม่ให้เอาคืนตาเฒ่าหวังเลยก็ไม่ได้
‘ข้าใช้พรให้ตาเฒ่าหวังฝันร้ายได้ไหม’
เสี่ยวหลงเป่าหรี่ตามองเธอ
‘ถ้าไม่ถึงตาย และผลกระทบต่อจิตใจรุนแรงก็ได้ขอครับ’
อันผิงยิ้มกริ่ม เธอเลยขอพรให้คืนนี้ตาเฒ่าหวังฝันร้ายให้ผีบรรพบุรุษของเขามาเข้าฝันด่า ที่ทำตัวแบบนี้ ขายหน้าตระกูล ให้ฝันถึงสัก 5รุ่น ด่าตาเฒ่าหวังแบบไม่ซ้ำ และต้องตั้งโรงทานทั้งในหมู่บ้านและในตัวเมือง เป็การไถ่โทษ ไม่อย่างงั้นจะมาเข้าฝันด่าเรื่อยๆ
เมื่อขอเสร็จก็หันมายิ้มกับเสี่ยวหลงเป่า ซึ่งมองด้วยสายตาว่าเ้าช่างใช้พรได้ไร้ค่ามาก
อันผิงก็ตอบกลับไปว่า ฉันเหลือพรตั้งเยอะ จะใช้อย่างไรก็ได้ แต่เพราะกลัวโดนยึดพรก็เลยอธิบายเพิ่มไปว่า คนไม่ดีก็ต้องสั่งสอนเสียหน่อยสิเพื่อที่ต่อไปเขาอาจจะรู้จักแบ่งปันบ้างก็ได้
ไม่ทันที่อันผิงจะได้บอกอันหยางเื่ขุดต้นฉั่งฉิกให้ท่านหมอเขาก็มาหว่านล้อมน้องสาวของเขาเสียเอง อันผิงจึงไม่โต้แย้งอะไรอนุญาตให้อันหยางจัดการตามใจชอบ ท่านหมอให้ของตอบแทนมาเป็ หนังสือภาพสมุนไพรเอาจริงถ้าไม่มีการค้นหาของระบบ เธอก็คงจำไม่ได้หรอก
ยกเว้นอันหยางที่เวลาว่างจากที่ท่องหนังสือ เขาก็มาดูหนังสือเล่มนี้ดูคนเดียวไม่ว่า แต่ต้องลากเธอมาด้วยนี่สิ เอานะ ดูๆ ไปก็คงจำได้สักวัน
จึงจบเื่ฉั่งฉิกด้วยประการเช่นนี้แล
แต่ยังมีเื่ดีอีกอย่าง เพราะแยมเฉ่าเหมยและผลผิงกั่ว ผลชื่อจึและต้นฉั่งฉิก ที่ทำให้ชาวบ้านมีความสุข ทำให้เธอได้พรพิเศษเพิ่มมาอีก 1 ข้อ ตอนนี้เธอมีพรซุปเปอร์วีไอพี 2 ข้อแล้วและเธอก็จะเก็บไว้แบบนี้ก่อน เหมือนเวลาเล่นเกมแล้วได้ไอเทมหายากก็จะเก็บไว้ให้ชื่นใจก่อน
สองวันต่อมา ไวอย่างโกหก บ้านตาเฒ่าหวังก็ตั้งซุ้มโรงทานขึ้นมาทำอาหารแจกจ่าย ด้วยความที่บ้านอันไม่มีใครชอบตาเฒ่าหวังอยู่แล้วแม้แต่เด็กๆก็ไม่สนใจที่จะไปดู หรือรับของแจกแต่เป็สือเว่ยเว่ยที่นำเซาปิ่งที่บิดกินกับน้ำซุป ของที่ตาเฒ่าหวังแจกนำมาฝากที่บ้านอัน
อันหยางส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่รับ อันผิงไม่อยากให้สือเว่ยเว่ยเสียน้ำใจจึงรับแทน แล้วดวงตากลมๆ ของนางก็จ้องมองมาที่อันผิง อย่างตั้งความหวังไว้
เ้ากินสิ
อันผิงจึงบิมันออกมา เอาเข้าปาก อืม แป้งบ้าอะไรเนี้ย เนื้อแข็งมากแถมติดคออีกต่างหาก ขนาดขนมโก๋ ต่อให้แข็ง พอเข้าปากก็ละลายแต่อันนี้กินน้ำซุปไปสิบถ้วย มันจะละลายไหมนี่
ท่าทางสีหน้าที่ยากจะรับได้ของอันผิงทำให้สือเว่ยเว่ยหัวเราะออกมาด้วย
“พี่สาว เอาอะไรมาให้ข้ากิน” อันผิงถามไปอย่างฉุนๆ
“เป็ แผ่นแป้งที่แย่ที่สุดที่ข้าเคยกินมาเลย” สือเว่ยเว่ย กลับตอบไปอีกอย่างหนึ่ง
อันหยางด้วยความอยากรู้ จึงมาแบ่งไปกินบ้าง พอเอาเข้าปากหลังจากกลืนได้ เขาก็หัวเราะออกมา
“ตาเฒ่าหวังนี่ งกเสียจริง จะทำทานทั้งทีทั้งที่ควรจะทำให้กินได้ อย่างนี้ชาวบ้านไม่นินทากันแย่หรือ”
สือเว่ยเว่ย พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย พร้อมเล่าต่อว่า
“ระหว่างทางข้าเดินกลับมาบ้านได้ยินสะใภ้หลายคนด่าไปตลอดทาง จะเอาไปคืนก็กลัวลูกน้องของตาเฒ่าหวัง ข้านะเคยกินของจากโรงทานในเมือง จากพวกคุณหนูในเมืองที่ชอบทำทาน ต่อให้ไม่อร่อยมากแต่ก็กินได้ ยังอยากต่อแถวรับอีกเลย แต่อันนี้ เสียเวลาไปเอา”
อันผิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เธอขอใช้พรเลยละกันให้คืนนี้บรรพบุรุษของตาเฒ่าหวังสัก 10 ตนไปยืนด่าเื่อาหารที่รสชาติย่ำแย่อันนี้ และให้ด่าในฝันอยู่อย่างนั้นจนกว่าตาเฒ่าหวังจะปรับปรุงให้ดีขึ้น
เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับอันผิง ตาเฒ่าหวังเอ้ย เสียน้อยเสียยากเสียมากจ่ายง่าย เอ๊ะ มันพูดอย่างนี้รึเปล่านะ
ยามกลางวันของวันถัดไป บ้านตาเฒ่าหวังก็จัดโรงทานอีกรอบแต่รอบนี้ชาวบ้านไม่มีใครสนใจไปเอา เพราะเข็ดจากเมื่อวานแล้วเขาจึงนำไปแจกหมู่บ้านอื่น ถึงแม้ว่าทีหลังจะมารู้ว่าอาหารอร่อยขึ้นแล้ว ชาวบ้านก็ไม่รู้สึกเสียใจสักนิดเพราะแผ่นแป้งแรกที่ได้ ยังคงตรึงใจอยู่ ไม่รู้ลืม