บทที่ 11 ความวุ่นวายเื่แยกครอบครัว
เสิ่นหนานซิงรู้สึกประหลาดใจกับท่าทีของหลี่เซียงหลาน สัญชาตญาณบอกเธอว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เวลานี้ไม่มีเวลามาคิดเื่อื่นแล้ว เื่แยกครอบครัวต่างหากที่สำคัญที่สุด
“แม่ครับ ในเมื่อพี่สะใภ้ไม่ชอบหน้าพวกเราขนาดนี้ เราก็แยกครอบครัวกันเถอะครับ! จะได้ไม่ต้องอยู่ขวางหูขวางตาพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้อีก!”
เสิ่นฟางไห่หน้าเขียวคล้ำ การกระทำอันเกินทนของหลิวผิงได้ทำลายความลังเลสายสุดท้ายของเขาจนหมดสิ้น ต่อให้แยกครอบครัวกัน เงินค่าเลี้ยงดูที่ควรให้มารดา เขาก็ยังคงให้ตามปกติ
ส่วนครอบครัวของพี่ใหญ่... เขาหยิบยื่นความช่วยเหลือมาตั้งนานหลายปี แต่กลับเลี้ยงดูคนใจดำมหันต์ขึ้นมาเสียได้!
หนานซิงถูกทุบตีจนเจ็บหนักขนาดนี้ หลิวผิงยังกล้าอ้างโน่นอ้างนี่เต็มปาก ส่วนพี่ใหญ่ก็คิดว่าเป็ความผิดของหนานซิง แถมท่าทีของแม่เองก็... เมื่อทุกอย่างประดังประเดเข้ามา หากไม่แยกบ้านกันตอนนี้ก็คงไม่ได้แล้ว!
“เหล่าเอ้อร์ พูดอะไรของแกน่ะ? พูดอีกทีสิ! ลืมคำสั่งเสียของพ่อแกก่อนตายไปแล้วเหรอ?” หลี่เซียงหลานไม่รู้ว่าโกรธหรือใกันแน่ ร่างกายของเธอสั่นเทาไม่หยุด
“แม่ครับ ผมไม่กล้าลืมคำพูดของพ่อหรอก แต่ถ้าขืนปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไป พี่น้องก็จะไม่ใช่พี่น้อง ญาติก็จะไม่ใช่ญาติแล้ว! แยกกันั้แ่ตอนนี้แหละดีที่สุด!”
เสิ่นฟางไห่ก้มหน้าลง าแที่ขาซ้ายยังคงส่งกลิ่นอายความเ็ปรวดร้าวอยู่ตลอดเวลา เขากลับมาตั้งนานแล้ว แต่มารดาไม่เคยเอ่ยปากถามสักคำว่าอาการเจ็บป่วยเป็อย่างไรบ้าง
แม้กระทั่งาแบนหัวของหนานซิง แม่ก็ยังทำเป็มองไม่เห็น ถึงคำพูดของหลิวผิงจะฟังดูระคายหู ทว่าทุกคำล้วนเป็ความจริงแท้
มีเพียงความจริงเท่านั้นที่บาดลึกถึงใจ ทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีแก่ใจ แล้วตัวเขาจะแกล้งโง่เพื่อรักษาความสงบจอมปลอมภายในครอบครัวไปเพื่ออะไร?
เสิ่นหนานซิงเห็นเสิ่นฟางไห่ทำท่าจะทรุด ยืนโงนเงน จึงรีบเข้าไปประคองไว้ทันที ขาของพ่อเพิ่งจะเปลี่ยนยาไป พอต้องมาเจอเื่วุ่นวายะเือารมณ์แบบนี้ คาดว่าาแน่าจะมีเืซึมออกมาแล้ว
เธอประคองให้เสิ่นฟางไห่ทิ้งน้ำหนักตัวมาที่เธอครึ่งหนึ่ง เดิมทีอยากจะช่วยพยุงให้เขานั่งลง แต่เสิ่นฟางไห่กลับปฏิเสธ
ซูอวี้จู๋เองก็ถูกหลิวผิงทุบตีไปหลายทีจนยังไม่ทันได้สติสมบูรณ์ เมื่อได้ยินพี่ไห่เอ่ยปากเื่แยกครอบครัวขึ้นมา เธอถึงกับตกตะลึงจนน้ำท่วมปาก ไม่กล้าพูดอะไรอีก
เธอรีบเดินไปอีกฝั่งอย่างเงียบ ๆ แล้วช่วยประคองแขนอีกข้างของเสิ่นฟางไห่ไว้
“เหล่าเอ้อร์! จะแยกครอบครัวไม่ได้นะ! เมียพี่แกมันโกรธจนหน้ามืดตามัว พูดจาไม่รู้เื่รู้ราวไปเอง! เดี๋ยวแม่จะสั่งให้ยัยหลิวขอโทษหนานซิงเดี๋ยวนี้แหละ!”
เสิ่นฟางเฉวียนใจสั่นสะท้าน เพราะมีน้องรองคอยค้ำจุน ครอบครัวของเขาถึงได้มีชีวิตสุขสบายมาตั้งหลายปีแบบนี้ ถ้าเกิดแยกครอบครัวกันขึ้นมา หนานมู่กับหนานฮุ่ยก็ใกล้จะแต่งงานอยู่รำไร แล้วเขาจะทำอย่างไรดี?
“ฉันไม่ขอโทษ! จะแยกครอบครัวก็ต้องดูว่าแม่เห็นด้วยไหม! ฮึ! ฝันไปเถอะ!” ฤทธิ์ยาของหลิวผิงยังไม่คลาย ดีนักที่ทำให้เธอโพล่งความจริงในใจออกมาจนหมด
ทุกคนได้ยินคำพูดนั้นก็หันไปมองหลี่เซียงหลานพร้อมกัน ท่านนั่งนิ่งเงียบอยู่บนเก้าอี้มาเป็เวลานาน
ท่านยังคงแยกแยะได้ว่าสิ่งใดสำคัญกว่า ดูจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานตอนนี้ คงเลี่ยงเื่แยกครอบครัวไม่ได้จริง ๆ
กระนั้นในใจก็ยังไม่ยินยอม แอบหวังจะใช้ไม้ตายลองเสี่ยงกับลูกชายคนที่สองดูอีกสักตั้ง ดวงตาพลันวาววับก่อนจะคิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้
“แม่ไม่เห็นด้วย! ครอบครัวนี้ห้ามแยก! เหล่าเอ้อร์...” พูดยังไม่ทันจบคำ ร่างของท่านก็ล้มพับหมดสติไปทันที
เสิ่นหนานซิงเห็นแล้วแทบอยากจะหัวเราะออกมา คุณย่าคนนี้มั่นใจในตัวเองเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้พ่ออาจจะยังหลงเชื่อมุกแกล้งเป็ลมแบบนี้ แต่ตอนนี้สีหน้าของพ่อดูนิ่งสนิทและเ็าเหลือเกิน
“แม่ครับ! น้องรอง รีบมาดูเร็ว! แม่เป็ลมไปแล้ว!” เสิ่นฟางเฉวียนประสานงานกับผู้เป็แม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวยังไม่ทันถึง แต่เสียงร้องแรกแหกกระเชอก็ดังขึ้นมาก่อนแล้ว
ทว่าเสิ่นหนานซิงกลับไวกว่าเขาก้าวหนึ่ง ทุกคนยังไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าเธอไปหยิบเข็มปักผ้าเล่มหนามาจากไหน ร่างของหลี่เซียงหลานก็ถูกจู่โจมเข้าให้แล้ว
เสิ่นหนานซิงทิ่มเข็มเล่มโตเข้าที่บริเวณร่องเหนือริมฝีปากของหลี่เซียงหลานอย่างรวดเร็วแม่นยำ
“ใครเอาอะไรมาจิ้มฉัน!” ทันใดนั้น หลี่เซียงหลานก็สะดุ้งโหยงร้องเสียงหลง บริเวณร่องเหนือริมฝีปากของท่านมีเืไหลซึมออกมา ท่านไม่แกล้งทำเป็ตายอีกต่อไป แต่ะโพรวดขึ้นมาด่าทอฉอด ๆ ทันที
เมื่อเบิกตาขึ้นมอง ท่านก็เห็นว่าเสิ่นหนานซิงกำลังถือเข็มเล่มหนาคามืออยู่
“แม่ครับ แม่... แม่ไม่เป็อะไรใช่ไหมครับ?” เสิ่นฟางเฉวียนประหลาดใจและหวาดหวั่นกับความเร็วของหลานสาวที่ลงเข็มได้เฉียบขาดขนาดนี้
“คุณย่าคะ อาการอยากเป็ลมปุบปับแบบนี้ของคุณย่า เป็มานานแล้วหรือยังคะ? วันหลังหนูจะได้เชิญลุงเฉิงมาตรวจดูอย่างละเอียดหน่อย ไม่แน่อาจจะมีก้อนเนื้อร้ายในสมองก็ได้! ได้ยินมาว่าเดี๋ยวนี้การแพทย์ก้าวหน้า ผ่าตัดเปิดกะโหลกได้แล้วนะคะ ไม่ใช่โรคที่รักษาไม่ได้หรอกค่ะ!”
เสิ่นหนานซิงมองหลี่เซียงหลานด้วยสายตาเย้ยหยัน เธอเคยลั่นวาจาไว้แล้ว ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับพญามัจจุราช วันนี้ก็ต้องแยกครอบครัวให้สำเร็จก่อน!
“นางเด็กเหลือขอ! แกกำลังแช่งฉันอยู่ใช่ไหม?” หลี่เซียงหลานรู้ตัวว่าถูกจับไต๋ได้ แต่ก็ยังตีหน้าตาย หันไปพาลใส่คนอื่นแทน
“หนูแค่เรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาจากลุงเฉิง พูดตามความเป็จริงเท่านั้นค่ะ!” เสิ่นหนานซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับฉายแววท้าทายอย่างเปิดเผย
“แม่คะ หนูบอกแล้วไงว่าครอบครัวนี้เลี้ยงคนใจดำอำมหิตขึ้นมาทั้งนั้น! แม่...”
หลิวผิงยืนอยู่ข้าง ๆ พลอยยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่น แต่พอเธอจะอ้าปากผสมโรง หลี่เซียงหลานที่กำลังตื่นตระหนกก็รีบตวาดขัดจังหวะขึ้นมาทันควัน
“หุบปากเน่า ๆ ของแกเดี๋ยวนี้! วันนี้ถ้าแกกล้าพ่นออกมาอีกแม้แต่คำเดียว ก็ไสหัวกลับบ้านเกิดของแกไปเลย!”
“แม่ครับ แยกครอบครัวกันเถอะ!” เสิ่นฟางไห่ทนดูต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เขาเอ่ยปากแทรกขึ้นมา ตัดบทหลี่เซียงหลานทันที
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่เขาอยากจะเสนอความคิดเห็นอะไร มารดาก็มักจะมีอาการเป็ลมเป็แล้งไปเสียทุกที แต่คราวนี้พอหนานซิงลงเข็มไปเพียงทีเดียว ท่านกลับฟื้นขึ้นมาทันตาเห็น มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจความจริงข้อนี้?
“แยกก็แยก! ในเมื่อแก้าแบบนี้!” หลี่เซียงหลานโพล่งตอบตกลงประชดประชันทันที
“แม่ครับ แยกไม่ได้นะ... น้องรอง ลองคิดดูใหม่อีกทีเถอะ ตอนนี้เหลือแค่เราสองคนพี่น้องแล้วนะ พ่อก็เคยสั่งเสียไว้ก่อนตาย ลองนึกถึงคำพ่อดูอีกทีเถอะ” เสิ่นฟางเฉวียนไม่คาดคิดว่าแม่จะเออออไปด้วยจริง ๆ ในใจพลันตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี
“พี่ใหญ่ ผมไม่เคยลืมหรอก แต่พี่ดูสถานการณ์ตอนนี้สิ...” เสิ่นฟางไห่ทำสีหน้าอมทุกข์ เสิ่นฟางเฉวียนเข้าใจความหมายแฝงได้ทันที แล้วหันไปจ้องมองหลิวผิงด้วยความโกรธจัด
“เหล่าต้า ถึงจะแยกครอบครัวกันแล้ว พวกแกก็ยังเป็พี่น้องกันอยู่ ไม่ใช่ว่าแยกกันแล้ว พวกเหล่าเอ้อร์จะไม่ยอมรับแกเป็พี่ใหญ่เสียเมื่อไหร่!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เซียงหลาน เสิ่นฟางเฉวียนก็ยอมสงบปากสงบคำลง แล้วเดินไปยืนอยู่ข้าง ๆ คิดว่ามารดาคงจัดการทุกอย่างได้ราบรื่น ถึงตัวเขาจะเสียประโยชน์ไปบ้าง แต่อย่างไรเสียก็คงไม่ถึงกับขาดทุน
เสิ่นฟางไห่คิดในใจอย่างสมเพชและขบขัน ก่อนหน้านี้เขาแค่รู้สึกว่าแม่ลำเอียงรักพี่ใหญ่มากกว่า แต่มาตอนนี้ถึงได้ประจักษ์แจ้ง ความพยายามทุ่มเทอย่างหนักที่ผ่านมาของเขา มันก็แค่การทำดีให้ตัวเองซาบซึ้งใจอยู่ฝ่ายเดียวเท่านั้น!
“เหล่าเอ้อร์ แกเก่งและมีหัวคิดกว่าพี่ใหญ่มาตลอด ตอนนี้แกมีงานประจำที่มั่นคงแล้ว อย่าลืมล่ะว่าแต่ก่อนเป็พี่ใหญ่ของแกที่ยอมสละโอกาสนี้ให้!”
หลี่เซียงหลานขุดคุ้ยเื่ราวในอดีตขึ้นมาอ้าง ซึ่งการที่เสิ่นฟางไห่ได้บรรจุเป็คนงานนั้น ก็เพราะเสิ่นฟางเฉวียนยกสิทธิ์นั้นให้เขาจริง ๆ
“แม่ครับ ผมไม่เคยลืมหรอก ตอนนั้นพี่ใหญ่กลัวปลา ไม่ยอมลงไปทำงานในบ่อน้ำเพราะมันลึก ผมถึงได้อาสาไปทำแทน ถ้าไม่มีพี่ใหญ่สละโอกาสที่ตัวเองไม่เอาให้ ผมก็คงไม่มีวันได้บรรจุทำงานนี้
ส่วนงานคนขับรถขนส่งในตอนนี้ ก็เป็เพราะครอบครัวของซูอวี้จู๋คอยวิ่งเต้นช่วยเหลือ ผมถึงได้มีโอกาสเปลี่ยนสายงานมาทำ”
เสิ่นฟางไห่เอ่ยความจริงทุกประเด็นอย่างฉะฉาน โดยไม่มีเจตนาโอ้อวดใด ๆ ทั้งสิ้น
หลี่เซียงหลานถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ แต่ก็ยังดึงดันพูดถึงความยากลำบากในหนหลังต่อไป สรุปความแฝงก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่ว่าเสิ่นฟางไห่ต้องไม่ลืมบุญคุณของเสิ่นฟางเฉวียน ซึ่งเจตนาของท่านนั้นชัดแจ้งแทงทะลุปรุโปร่งอยู่แล้ว
“แม่ครับ เื่พวกนี้ผมตระหนักและจดจำไว้ในใจเสมอ แม่บอกมาเถอะครับว่าจะแบ่งสรรปันส่วนอย่างไร!” ตอนนี้เสิ่นฟางไห่กลับดูสงบนิ่งและเยือกเย็นขึ้นอย่างน่าประหลาด
“บ้านหลังนี้พ่อแกเป็คนลงแรงสร้างขึ้นมา ตอนนี้แกมีความสามารถล้นเหลือ คงไม่เห็นหัวบ้านเก่าซอมซ่อหลังนี้แล้ว ยกให้พี่ใหญ่แกไปเถอะ!” หลี่เซียงหลานไม่ได้เอ่ยถามความเห็น ทว่าเป็การออกคำสั่งเบ็ดเสร็จ
“ด้วยเหตุผลอะไรกันคะ!” ซูอวี้จู๋เอ่ยคัดค้านทันควัน หากไม่ได้บ้าน แล้วครอบครัวของเธอจะย้ายไปซุกหัวนอนที่ไหน? จะให้ระเห็จไปนอนอยู่กลางถนนหรืออย่างไร?
“ได้ครับ!” เสิ่นฟางไห่กลับไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อย เขาพยักหน้ารับคำอย่างง่ายดาย
“คุณยกบ้านให้เขาแล้ว พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันคะ!” ซูอวี้จู๋ตวาดใส่เสิ่นฟางไห่ด้วยความเหลืออด
“ในเมื่อแม่สั่งมาแล้ว อวี้จู๋... ทำตามที่แม่บอกเถอะนะ” เสิ่นฟางไห่บีบมือซูอวี้จู๋เบา ๆ หวังปลอบประโลม ทว่าเธอกลับสะบัดมือออกทันควัน และไม่ยอมหันมามองหน้าเขาอีกเลย