“ใช่อาวุธก็ไม่ได้ อาวุธทําให้เกิดฟ้าผ่าได้ง่ายในวันฝนตก”
หวังเฮ่าคิดใคร่ครวญอย่างละเอียดเกี่ยวกับสหายร่วมรบที่ถูกฟ้าผ่าจนร่างไหม้เกรียมตาย ในวันที่มีพายุฝนฟ้าคะนองช่วงหลายปีที่ผ่านมายามนั้นในมือของพวกเขาถือหอกอยู่ ทว่าด้ามหอกทําจากไม้ จริงสิพวกเขาได้ถือโล่อยู่หรือไม่...
โล่ทำจากเหล็กบริสุทธิ์!
หลี่ชิงชิงเอ่ยเสียงเบา“หวังเฮ่า ข้าได้ยินท่านแม่บอกว่าทุกครั้งที่เจ้ากลับมาเยี่ยมญาติต้องไปเยี่ยมอาจารย์ที่อยู่ในตำบลครั้งนี้เจ้าวางแผนจะไปเมื่อใด?”
หวังเฮ่าได้สติกลับมาเก็บเรื่องสําคัญนี้ไว้ในใจ ขยับบั้นท้ายเอนกายพิงหัวเตียง จากนั้นก็ตะแคงข้างท่านี้สบายยิ่งนัก และยังได้มองภรรยาตัวน้อยอย่างใกล้ชิดอีกด้วย เขาเอ่ยขึ้นว่า “ข้าคิดว่าจะไปในสองวันนี้”เอ่ยอีกว่า “ครั้งที่แล้วพวกเราแต่งงานกัน อาจารย์ข้าไม่ได้มาร่วมดื่มสุรามงคลแต่ส่งบุตรชายของเขาซึ่งก็คือศิษย์น้องของข้ามาแทน และยังมอบของขวัญให้พวกเราอีกด้วยครั้งนี้เจ้าไปเยี่ยมอาจารย์ด้วยกันกับข้า”
อาจารย์ของเขาจ้าวซานหยางคือซิ่วไฉเพียงคนเดียวในตําบลชิงอวี๋ปีนี้อายุสามสิบห้าปี เมื่อสิบกว่าปีก่อนเขาสอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุยังน้อยต่อมาเนื่องจากเขาไปช่วยเด็กข้างบ้านจากน้ำท่วมครั้งหนึ่งในตําบลชิงอวี๋ จึงโชคร้ายถูกกิ่งไม้แหลมแทงเข้าที่ใบหน้าจนเป็นแผลทําให้สูญเสียคุณสมบัติในการเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ของราชสํานัก
ตั้งแต่นั้นไปต้นมาจ้าวซานหยางก็ย้ายออกจากตำบลชิงอวี๋และปลูกเรือนสอนลูกศิษย์ในที่สูงที่ไม่เคยเกิดน้ำท่วมในหมู่บ้านใกล้เคียง
ตอนที่หวังเฮ่าเป็นลูกศิษย์ของจ้าวซานหยางเพราะความฉลาดกล้าหาญและรอบคอบ จึงได้รับการสั่งสอนจากจ้าวซานหยางเป็นพิเศษ เป็นเรื่องเสียดายที่ตระกูลหวังยากจนเกินไปหวังเฮ่าจึงต้องหยุดเรียนเพื่อไปทำงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ในตำบลต่อมาราชสำนักได้เกณฑ์ทหาร เขาจึงไปเป็นทหารแล้ว
ก่อนที่หวังเฮ่าจะไปเป็นทหารจ้าวซานหยางยังให้กําลังใจเขาว่าเขารู้อักษร ไม่แน่ว่าอาจจะมีโอกาสได้โดดเด่นในกองทัพ
หวังเฮ่าจะไปเยี่ยมจ้าวซานหยางทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมญาติจ้าวซานหยางก็เคยกล่าวไว้มากกว่าหนึ่งครั้งว่า หวังเฮ่าไปเป็นทหารในที่ห่างไกลหากตระกูลหวังมีเรื่องอันใดก็มาหาเขาได้ เขาเป็นซิ่วไฉสามารถช่วยเหลือตระกูลหวังได้
คราวนี้หวังเฮ่าต้องการพาหลี่ชิงชิงไปพบจ้าวซานหยางด้วยกันเป็นเพราะคิดว่าเผื่อเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลหวังยามที่เขาไม่อยู่บ้านหลี่ชิงชิงสามารถให้ผู้เฒ่าหวังไปขอความช่วยเหลือจากจ้าวซานหยางได้
“ตกลง”หลี่ชิงชิงตอบตกลงอย่างง่ายดาย และถามว่าครอบครัวของจ้าวซานหยางมีใครบ้าง
“มีภรรยาของอาจารย์ข้าศิษย์น้องสี่คน ยังมีศิษย์น้องหญิงอีกหนึ่งคน” หวังเฮ่าหัวเราะพลางเอ่ย “อาจารย์ของข้าต้องการบุตรสาวยิ่งนักแต่ภรรยาของเขากลับให้กำเนิดบุตรชายสี่คนติดจนในที่สุดก็ให้กําเนิดบุตรสาวหนึ่งคนเมื่อปีก่อนศิษย์น้องหญิงอายุน้อยกว่าฉิวตี้เสียอีก ปีนี้สองขวบกว่าครั้งที่แล้วที่ข้าไปบ้านอาจารย์ ศิษย์น้องหญิงยังฉี่รดข้าอีกด้วย”
ครั้นหลี่ชิงชิงได้ยินว่าจ้าวซานหยางให้ความสําคัญกับสตรีมากกว่าบุรุษในยุคสมัยนี้ช่างหายากจริงๆ จึงเอ่ยว่า “อาจารย์ของเจ้าเป็นคนดี”
“อืม อาจารย์ของข้าไม่สามารถเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้เพราะช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งเอาไว้อาจารย์ข้าเป็นคนดียิ่ง!”
“หา!”หลี่ชิงชิงประหลาดใจยิ่ง
หลังจากหวังเฮ่าเล่าเรื่องที่จ้าวซานหยางช่วยชีวิตคนจบน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม กล่าวว่า “ตอนนั้นคนในรัศมีหลายสิบลี้ล้วนรู้เรื่องนี้ผู้คนบอกว่าอาจารย์ของข้าช่างน่าเสียดายยิ่งนัก แต่อาจารย์กลับบอกว่าหนึ่งรอยแผลเป็นแลกกับหนึ่งชีวิตเขาไม่นึกเสียดาย”
กฎของราชสํานักแคว้นต้าถังกําหนดเอาไว้ว่าคนที่ใบหน้ามีตำหนิไม่อาจเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้
ก่อนหน้านี้คนตระกูลหวังเคยพูดเกี่ยวกับจ้าวซิ่วไฉแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเพียงนี้ หลี่ชิงชิงคิดว่ารอยแผลเป็นบนใบหน้าของจ้าวซานหยางคงมีขนาดใหญ่และสะดุดตาเป็นพิเศษจึงเอ่ยออกมาจากใจจริง “อาจารย์เสียสละตนเพื่อช่วยชีวิตผู้คน ช่างน่าเลื่อมใส!”
“อาจารย์มีความสามารถยิ่งนักหากสามารถเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ต่อไปได้ ย่อมต้องสอบได้จวี่เหรินอย่างแน่นอน”หวังเฮ่าหยุดไปครู่หนึ่ง เอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “จวี่เหรินของเมืองเซียง ขอเพียงบุคลิกดีก็สามารถเป็นขุนนางได้ทันทีที่รับตำแหน่งก็ได้เป็นนายอําเภอ รับผิดชอบดูแลเขตอำเภอในรัศมีหลายสิบลี้”
“ข้าได้ยินมาว่าเคอจวี่นั้นสอบยากยิ่ง”
“เป็นเช่นนั้นข้าเรียนหนังสือกับอาจารย์มาสี่ปี ยังไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบถงเซิงมีแต่ต้องเป็นถงเซิงเท่านั้นถึงจะถูกผู้คนเรียกว่าบัณฑิตข้ายังไม่นับว่าเป็นบัณฑิต” น้ำเสียงของหวังเฮ่ามีความเยาะเย้ยตนเองเล็กน้อย
หลี่ชิงชิงเอ่ยถาม“หากเจ้าเรียนกับอาจารย์อีกครั้ง เจ้าจะสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้หรือไม่?”
“ข้าวางตำรามาเกือบสิบปีแล้วต่อให้เล่าเรียนใหม่อีกรอบ ก็ยากที่จะสอบผ่านซิ่วไฉข้าสมัครเป็นทหารเข้าร่วมกองทัพแล้ว จึงไม่คิดเรื่องสอบ”
“กองทัพไม่มีการสอบอู่จวี่[1] หรือ การสอบอู่จวี่จ้วงหยวนน่ะ?”
“ไม่มี”หวังเฮ่ากล่าวอีกว่า “เมื่อก่อนเคยมี ต่อมาก็ไม่มีแล้วคนอย่างพวกข้าอยากโดดเด่นในกองทัพนับว่ายากมาก”
ยี่สิบปีมานี้ในช่วงสิบปีแรกเขาใช้เวลาเล่าเรียนสี่ปี ช่วงสิบปีหลังครึ่งหนึ่งทํางานและอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในกองทัพ
ชีวิตคนเราผ่านไปเร็วจริงๆเขาเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบปีแล้ว
หลี่ชิงชิงเอ่ยปลอบใจ“กาลเวลา ชัยภูมิ แรงสามัคคี [2] จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ขอเพียงเจ้าพยายามแล้ว แม้ว่าความปรารถนาจะไม่เป็นจริง ก็ไม่ละอายใจต่อตนเอง”
หวังเฮ่าโน้มตัวลงไปสัมผัสที่หน้าผากของภรรยาตัวน้อย“ชิงชิง เจ้าดียิ่ง เจ้ารอบรู้มากมาย พวกเราสามารถพูดคุยกันได้”
สหายร่วมรบของเขากลับมาจากการเยี่ยมญาติต่างบอกว่าภรรยาในบ้านไม่ได้มีทัศนะเดียวกัน
“ข้าจะเล่าแผนการต่อไปของข้าเจ้าคิดว่าใช้ได้หรือไม่?”หลี่ชิงชิงเห็นหวังเฮ่าไม่ได้มีท่าทีไปมากกว่านี้ในใจพลันรู้สึกซาบซึ้งในความเอาใจใส่ของเขา เอ่ยขึ้นว่า “ข้าอยากสอนคนในวงศ์ตระกูลทำพริกสับดองครอบครัวพวกเราสร้างเรือนอิฐและขุดบ่อน้ำ เรื่องของพี่หญิงรองในครั้งที่แล้วคนในวงศ์ตระกูลล้วนยื่นมือเข้ามาช่วย ข้าไตร่ตรองดูแล้วสูตรของพริกสับดองนั้นง่ายมาก แต่ทำเงินได้ไม่มากเท่าไรจึงอยากถ่ายทอดให้คนในตระกูล เช่นนี้คนทั้งตระกูลจะได้ทําพริกสับดองขาย เพราะพริกสับดองหาเงินได้มากกว่าขายพริกธรรมดา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หวังเฮ่าที่ได้กลิ่นกายของภรรยาตัวน้อยจนจิตใจฟุ้งซ่านก็รีบสลัดความคิดเหลวไหลทิ้งทันที “เจ้าคิดจะทำเช่นนี้จริงๆหรือ?”
“จริงมีความสุขคนเดียวไม่เท่าสุขร่วมกัน หากรายได้ของคนในตระกูลเพิ่มขึ้น บ้านเราก็จะได้ไม่เป็นที่เตะตาขนาดนั้น”
หวังเฮ่าเคยเป็นเสี่ยวเอ้อร์ในร้านขายของในอําเภอและตําบลยังเคยช่วยหลงจู๊คํานวณบัญชีอีกด้วย รู้ว่าการค้าขายไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายขนาดนั้นจึงตั้งใจถามว่า “พริกสับดองขายง่ายหรือไม่?”
“น่าจะขายได้ง่าย”หลี่ชิงชิงคิดในใจว่า เมืองเซียงในชาติก่อนเป็นแหล่งกําเนิดของพริกสับดองคนในพื้นที่นิยมนำพริกสับดองมาปรุงเป็นอาหารทาน
หวังเฮ่าถาม “เซียงเยวี่ยไจจะรับซื้อพริกสับดองหรือไม่?”
“นายท่านหม่าของเซียงเยวี่ยไจไปทางเหนือแล้วยังไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด เขาไม่อยู่หลงจู๊หม่าจึงไม่กล้าตัดสินใจรับซื้อพริกสับดองจํานวนมาก” หลี่ชิงชิงกะพริบดวงตาโตๆคู่นั้น นี่กำลังพูดเรื่องจริงจังอยู่ ความง่วงพลันหายเป็นปลิดทิ้ง “ข้าคิดว่ากําลังจะเข้าฤดูหนาวแล้วพริกสดมีน้อย พริกสับดองน่าจะขายดี”
“เจ้าจะสอนคนในตระกูลทําพริกสับดองโดยไม่เก็บค่าตอบแทนหรือ?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้นพริกสับดองไม่ต้องใช้ฝีมืออะไร คนทั่วไปมองไม่เท่าไรก็ทำเป็นแล้ว”นี่ก็คือเหตุผลหลักๆ ที่หลี่ชิงชิงใจกว้างถ่ายทอดสูตรพริกสับดองออกไป
“เจ้าคือผู้มากความสามารถในหมู่สตรีอย่างแท้จริง”หวังเฮ่าเลื่อมใสในตัวภรรยาตัวน้อยขึ้นมาหลายส่วน “เจ้าทําเช่นนี้เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของครอบครัวเรายิ่ง”
“คนในวงศ์ตระกูลก็ดีกับครอบครัวพวกเรา”จากการที่หลี่ชิงชิงสังเกตมาหลายเดือน พบว่าผู้คนที่นี่มีแนวคิดเรื่องครอบครัวแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งหนึ่งร่วงล้วนร่วง หนึ่งโรจน์ล้วนโรจน์
หวังเฮ่าเป็นบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในบ้านตระกูลหวังแต่ต้องเป็นทหารนอกบ้าน ตระกูลหวังจึงต้องการความดูแลช่วยเหลือจากวงศ์ตระกูล
หลี่ชิงชิงสอนสูตรพริกสับดองให้กับคนในตระกูลจุดประสงค์ก็คือหวังว่าคนในวงศ์ตระกูลจะยื่นมือเข้ามาช่วย ยามที่ตระกูลหวังเกิดเรื่องใดขึ้น
---------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] อู่จวี่ (武举) เป็นการสอบศิลปะการต่อสู้เพื่อคัดเลือกเป็นขุนนางทหารโดยแบ่งเป็นสามรอบคือซิ่วไฉ จวี่เหริน จิ้นซื่อ เมื่อสอบผ่านทั้งสามระดับจะได้รับบรรจุเป็นนายทหารและสามารถเลื่อนระดับไปจนถึงตำแหน่งแม่ทัพในอนาคตได้
[2] กาลเวลาชัยภูมิ แรงสามัคคี (天时、地理、人和) หมายถึง ปัจจัย3 อย่างแห่งความสำเร็จ