บทที่ 22
คนอ่อนแอก็แค่หมดพลัง
อีกทางด้านหนึ่งเหนือยอดพระราชวัง รองเท้าส้นสูงที่เกิดจากน้ำแข็งพาร่างใต้ชุดเกราะวิ่งเลียบผนังพระราชวังหลบเลี่ยงเปลวไฟร้อนแรงที่โจมตีตลอดเส้นทาง เอวารู้ตัวดีร่างกายของเธอนั้นอ่อนแอแม้จะบรรจุไปด้วยพลังมหาศาล เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีหมายเปิดทางหนีให้ตัวเอง ส่วนสตรีแห่งไฟผู้มุ่งร้ายผู้มีพลังรุนแรงไร้ขีดจำกัดกางปีกเพลิงร้อนระอุบินตามมาติดๆ ทั้งคู่มาอยู่ในจุดที่เป็ระเบียงห้องบรรทมขององค์หญิง สตรีผมฟ้ารีบพุ่งตัวเข้าไปในห้อง ขณะเดียวกันลูกบอลเพลิงก็ถูกยิงสวนกระทบแผ่นหลังจนเส้นผมสีฟ้าไหม้ไปกึ่งหนึ่ง
"อย่าหนีให้เสียเวลา...จะช้าหรือเร็วร่างของแกก็จะต้องสูญสลายหายไปในอากาศด้วยพลังของฉันผู้นี้..." เพียงไอร้อนััก็เกิดเป็ประกายไฟลุกลามไปทั่วเผาผลาญทุกสิ่งในเวลาอันสั้น
"จุดสูงสุดของเธอมองเห็นอะไรบ้าง..." ร่างแห่งไฟนั้นเหลือบมองลงไปยังบ้านเมืองที่เริ่มมีแสงไฟดวงเล็กๆให้เห็น
"ดูสิองค์หญิง การมีตัวตนของพวกเราที่อยู่เหนือทุกสิ่ง พวกมนุษย์ไร้ค่าเ่าั้มองพวกเราด้วยความหวาดกลัว ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับแววตาของเธอในตอนนี้เลย..." พลังไฟหมุนวนประทุขึ้นในมือขวาเป็รูปร่างหอกขนาดใหญ่ เปลวเพลิงเลื้อยขดดั่งมีชีวิตหมายปลิดชีพสตรีที่ได้แต่ล้มลุกคลุกคลานบนพื้นภายใต้ชุดเกราะรูปทรงผลึกน้ำแข็ง เธอล้มลงนั่งพิงผนังมองเกลียวหอกแห่งไฟ
"ถึงฉันจะอ่อนแอ...แต่ฉันก็มีพลังไม่ต่างจากแก!" เอวากระอักเืออกมา
"พลังอันอ่อนแอแม้แต่ตัวเองก็ยังปกป้องไม่ได้อย่างนั้นสินะ..."
"ไม่ใช่! การถูกใครซักคนปกป้องต่างหากล่ะ...มันให้ความรู้สึกดีกว่าเป็ไหนไหน..." เอวาอมยิ้มให้ศัตรูตรงหน้า ที่ดูไม่สบอารมณ์กับคำพูดที่ได้ยิน
"........"
"น่ารังเกลียดยิ่งนัก!!" สตรีใต้ผ้าคลุมโมโหถึงขีดสุด หอกไฟอันทรงอานุภาพถูกซัดไปยังเป้าหมาย เปลวไฟร้อนแรงเผาไหม้หมุนควงทิ่มแทงไปยังกลางร่าง เอวากัดฟันแน่นด้วยความเ็ป รวบรวมพลังทั้งหมดวิ่งเข้าหาสตรีในชุดคลุม ไอเย็นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณห้องผลึกน้ำแข็งจำนวนมากฉุดรั้งหอกเพลิงบริเวณหน้าท้องเอาไว้ ร่างของเอวาลอยเคว้งเหนือร่างชุดคลุมสีขาว ริมฝีปากบอบบางของเธอประกบเข้ากับริมฝีปากของสตรีผู้เดือดดาล ไอเย็นยากหยั่งถึงไหลลงไปในลำคอมันเคลื่อนผ่านลงไปยังอวัยวะภายใน สตรีในชุดคลุมรู้สึกเ็ปไปทั่วร่าง
"อย่าคิดว่าทำแบบนี้! จะเอาชนะฉันได้!" เปลวไฟะเิออกมาอีกระลอกรักษาอุณหภูมิของร่างกายเอาไว้
เอวาไม่รอช้ารีบทรงตัววิ่งไปบริเวณระเบียง เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าลมหายใจแห่งความหนาวเหน็บทำได้เพียงหยุดร่างนั้นได้เพียงชั่วครู่ สิ่งที่เธอเล็งไว้เป็ไม้ตายสุดท้าย วิธีที่เธอจะใช้นั้นมันทำให้เธอนึกถึงจูเลี่ยนขึ้นมาทันที มันคงเป็ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นสถานที่แห่งนี้ ภาพอดีตฉายในความคิดเพียงเสี้ยววินาที
'ฉันขอโทษเอวา คือฉันไม่คิดว่ามันจะพังพินาศถึงเพียงนี้ ยัยราชินีนั่นอึดกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก พระราชวังแห่งนี้คงต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่ซะแล้วสิ'
'.........'
'ไม่จำเป็หรอก สิ่งที่เธอมอบให้ฉันฉันจะซ่อมแซมมันด้วยตัวเอง'
'แต่พลังของเธอ...'
'ฉันมีเธอคอยปกป้อง ฉันก็ไม่้าอะไรอีก เธอจะได้เห็นยอดน้ำแข็งจากที่ไกลแสนไกลยังไงล่ะ'
ภาพในหัวของเอวาเริ่มเลือนราง รอยซ่อมแซมตามจุดต่างๆถูกคลายออกมีเพียงในห้องนอนเท่านั้นที่มีกำแพงน้ำแข็งกั้นกลางระหว่างสตรีทั้งสอง พระราชวังอันเก่าแก่กำลังสั่นคลอน เมื่อรากฐานและปลายยอดละลายไม่ต่างจากน้ำ กำลังทรุดตัวลง พลังของเอวาไม่เหลืออีกต่อไปที่จะคงรูปน้ำแข็งรอบพระราชวังไว้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังพังทลาย พร้อมกับพลังเฮือกสุดท้ายที่หมดลง
"พลังของคนอ่อนแออย่างฉัน มันก็แค่หมดพลังยังไงล่ะ!!" เอวาส่งยิ้มบางๆให้สตรีที่อยู่ในห้อง
"ฉันจะตามล่าแก! พร้อมกับคนรักของแก!!! ของแค่นี้ฆ่าฉันไม่ได้หรอก!!!" เปลวเพลิงอาฆาตโหมกระหน่ำอยู่ภายในห้องน้ำแข็ง
เท้าอันเปลือยเปล่าขึ้นไปยืนเหนือขอบระเบียง ส่วนผู้ที่กำลังโกรธเกรี้ยวพยายามพังกำแพงออกมาอย่างสุดความสามารถ เหนือฟากฟ้ากระแสลมยามเย็นพัดเส้นผมสีฟ้าปลิวสยาย แขนสองข้างของเธอกางออกพร้อมดวงตาที่หลับลง ปล่อยร่างให้ล่วงหล่นเหมือนนกที่ได้รับการปลดปล่อยออกจากกรง เพียงปีกที่โผบินหาใช่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไม่
"ฉันทำได้เพียงเท่านี้จูเลี่ยน...ถ้าต่อจากนี้ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะเป็ฝ่ายออกตามหาเธอบ้าง..." น้ำตาสายบางไหลอาบข้างแก้ม สติพล่ามัวถูกตัดขาดจากความเป็จริงไม่แตกต่างกับความรักของเธอ
ร่างผมสีฟ้าอันสวยงามบอบบางร่วงหล่นตกลงมากระแทกพื้น เืสีแดงสดสาดไปทั่วบริเวณ สายลมยามเย็นพัดโชยอ่อนๆเคล้ากับแสงตะวันที่กำลังลาลับขอบฟ้า
พระราชวังที่เคยสวยงามสะท้อนแสงอาทิตย์ทุกครั้งเมื่อมองผ่านกำลังทรุดตัวลงมา หลายส่วนแตกหักหลายส่วนล้มลง แทบไม่ต่างกับการมีชีวิตอันยาวนานไม่ว่าสั้นหรือยาวนิรันดร์หรือชั่วครู่ ขอเพียงใครซักคนเดินเคียงข้างไม่ว่าเส้นทางนั้นจะผิดหรือถูกหรือเป็ความสุขเพียงชั่วคราว แต่เมื่อมันแตกสลายก็ไม่เหลือสิ่งใดให้น่าจดจำอีก
“……………………………”
"พวกแกมันไม่ได้เื่! ไอ้พวกโง่!"
"นั่นมันแขนของเธอไอ้อ้วน เอาทิ้งไป! เดี๋ยวเธอก็งอกใหม่ได้"
เสียงของหญิงสาวดังขึ้นเป็ระยะ เป็เสียงแว่วอยู่ในความมืดมิด แม้เธอจะพยายามสดับฟังให้ครบทุกคำพูด มันกลับพล่าเลือนจนเหลือแต่ความว่างเปล่า
"เหวอ!!! ช่วยด้วยมันกำลังพันมือฉันอยู่"
"แกอีกคนเงียบๆ พวกแกเป็ทหารจริงๆอย่างนั้นหรือ!"
"มันเย็น เย็นมาก!"
"อย่าคิดไปเองเ้าพวกบ้า!"
“.......”
“.............”
"ฟังนะ! ฉันจะส่งพวกแกแค่ตรงนี้!"
"เฮ่! พวกแกทั้งหมดกำลังทำอะไรกัน!"
“.........”
“.................”
“ลงไปจากเรือของฉันเดี๋ยวนี้!”
“.......................”
"ฉันยังขนถ่ายสินค้าไม่เสร็จ! ไม่มีทางเด็ดขาด! ฉันได้รับอนุญาตจากองค์หญิงแล้วนะโว๊ย!"
"คำสั่งองค์หญิง! ห้ามมีผู้ใดขัด!"
"ชะใช่แล้ว! องค์หญิงสั่ง ห้ามขัด!"
"ไอ้ทหารปลอมพวกนี้มันอะไร! ดูสารรูปพวกแกแต่ละคน! แล้วไอ้ถุงน่าสงสัยที่มีเืซึมออกมานั่นมันอะไรกัน!?"
“.........”
“................”
“......................”
'องค์หญิงอย่างนั้นหรือ........มันช่างเป็คำเรียกที่ดีจริงๆ...'
เรียบชายฝั่งบริเวณท่าเรือสตรีผมหางม้ามองออกไปไกลแสนไกล ไม่รู้ว่าดวงตะวันลาลับขอบฟ้าไปั้แ่เมื่อใด เธอค่อยๆคลายผ้าผืนยาวที่พันไว้บนใบหน้าออก เผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ สำหรับเธอบางสิ่งมันก็ควรเป็ไปอย่างที่ควรจะเป็ แต่หลายสิ่งในชีวิตเธอหากเพื่อความสุขแล้วบางทีการฝ่าฝืนกฎแห่งธรรมชาติซักเล็กน้อยมันก็คงไม่ได้ผิดอะไร เธอเริ่มบิดี้เีเมื่อความเมื่อยล้าเริ่มเกาะกิน ทุกอย่างในวันนี้สำหรับเธอมันผ่านไปแล้ว ส่วนอีกหลายชีวิตด้านนอกยังคงต้องดิ้นรนต่อไป
"จูเลี่ยน...ครั้งนี้ถือว่าหนี้ของเราหายกัน...เหลือแต่ค่าเหล้าที่เธอไม่เคยจ่าย..." ยูซ่าถอนหายใจเดินทอดน่องออกไปจากท่าเรือ โยนผ้ากันเปื้อนที่เลอะเืไว้แถวนั้น เหมือนดั่งหน้าที่ของเธอได้จบลงแล้ว
"วันนี้ลูกค้าคงแน่นร้านเป็พิเศษแน่ๆ..." ยูซ่าบ่นพึมพำท่ามกลางถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมา แสงไฟตามร้านริมทางส่องสว่างไสว ทุกคนในเมืองยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ถึงแม้เมื่อมองไกลออกไปจะไม่เห็นพระราชวังสวยงามแล้วก็ตาม แต่มันคงไม่สำคัญอีกต่อไป เมื่อชีวิตในแบบมนุษย์มันแสนสั้นจะไปเสียเวลากับเื่คนอื่นทำไมให้ปวดหัว
"ที่รักฉันกลับมาแล้ว..."
“…………..”