ตอนที่ 7 : ข้าลืมไปเสียสนิท
“สิ่งใดคือปิดประตูตีแมวหรือท่านอาจารย์?” หลิวเหมยลี่ถามขึ้นมาอย่างงุนงง
“พวกเ้าตามข้ามา” หยางซวนพูดพลางเดินไปที่ลำธาร เด็กทั้งสองแม้จะยังไม่เข้าใจแต่ก็เดินตามอาจารย์ไปแต่โดยดี
เมื่อเดินมาถึงกลางลำธารเขาก็หันซ้ายหันขวาพิจารณาตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเลือกตำแหน่งเหมาะๆได้แล้วเขาก็หันกลับไปสั่งการกับเด็กทั้งสองทันที
“หย่งเฉิน เ้าจงไปยกก้อนหินขนาดพอๆกับความสูงของน้ำในลำธาร เอามาเรียงจากขอบทั้งสองฝั่งเป็เส้นทแยงเข้าหากันตรงนู้น อ้อ... แล้วอย่าลืมเว้นที่ตรงกลางไว้สักเล็กน้อยด้วย”
“ส่วนเหมยลี่ เ้าจงไปยกก้อนหินมาเรียงกันเป็เส้นตรงบริเวณที่ข้าอยู่ตรงนี้” หยางซวนชี้ไม้ชี้มือพร้อมกับสั่งการกับลูกศิษย์ของเขาทั้งสองคนไปพร้อมๆกัน
เด็กทั้งสองคนแม้จะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์กำลังจะทำแต่ก็ยังคงทำตามคำสั่งอย่างไม่อิดออด มีบางครั้งที่หย่งเฉินและเหมยลี่พยายามมที่จะยกหินก้อนใหญ่เกินตัวพวกไป หยางซวนเกรงว่าเด็กๆจะได้รับาเ็ จึงต้องบอกไปว่าให้ช่วยกันยก
เมื่อเหลือแต่หินก้อนใหญ่เกินไปที่แม้แต่ทั้งสองคนช่วยกันก็ยังยกไม่ไหว หยางซวนจึงให้เด็กทั้งสองคนเอาหินก้อนที่เล็กกว่าหลายๆก้อนมาเรียงต่อกันได้
อย่างไรเสีย จุดประสงค์ของการเรียงหินทั้งหลายนี้ก็เพื่อที่จะกั้นน้ำเท่านั้น
อันที่จริงหากลำธารกว้างใหญ่จนเกินไป หรือก้อนหินที่สามารถนำมาใช้ได้มีน้อยจนเกินไป พวกเขายังสามารถลดขนาดของอาณาเขตที่ล้อมกรอบด้วยก้อนหินเหล่านี้ให้มีขนาดพื้นที่เล็กลงได้ โชคยังดีที่บริเวณนี้มีก้อนหินใหญ่มากพอ พวกเขาจึงสามารถนำมากั้นขวางลำธารทั้งสองด้านซ้ายขวาได้ไม่ยากนัก
“แล้วรูตรงกลางนี้เอาไว้ทำอะไรเหรอท่านอาจารย์”
หลิวเฉิงหย่งเอ่ยถามพร้อมทั้งชี้ไปยังแนวก้อนหินที่เรียงเป็เส้นเอียงๆเข้าหากันคล้ายรูปสามเหลี่ยม โดยที่ยังเว้นที่ตรงกลางเป็รูไว้เล็กน้อย
“รูตรงนั้นก็เอาไว้ไล่แมวเข้าไปยังไงละ”
หยางซวนตอบพร้อมทั้งสั่งให้หลิวเหมยลี่ไปหยิบเอาตะกร้าไม้สานของตนมาวางไว้ตรงรูตรงกลางที่เว้นว่างเอาไว้ จากนั้นจึงสั่งให้เขยิบก้อนหินข้างๆมาแนบชิดโดยพยามให้เหลือช่องว่างเล็ดรอดไปได้น้อยที่สุด ทั้งยังไม่ลืมที่จะหาก้อนหินมาดักไว้ข้างหลังเพื่อกันตะกร้าปลิวไปกับสายน้ำด้วย
ครานี้พวกเด็กๆก็เริ่มที่จะมองเห็นภาพขึ้นมาบ้างแล้ว ด้านซ้ายของตนที่เป็แนวต้นน้ำมีแนวก้อนหินกั้นไว้เป็เส้นตรง ด้านขวาซึ่งเป็ทิศทางที่น้ำไหลไปมีแนวหินที่เรียงจากสองฝั่งเฉียงเข้าหากันเป็เส้นทแยงมุม โดยตรงกลางมีตะกร้าไม้สานวางอยู่
อันที่จริงวิธีนี้ไม่ได้กั้นน้ำได้โดยสมบูรณ์ราวกับเขื่อนกั้นน้ำ เพราะน้ำยังสามารถไหลผ่านช่องว่างเล็กๆน้อยๆระหว่างก้อนหินแต่ละก้อนได้
ทว่าสิ่งที่ทำให้เด็กทั้งสองต้องอ้าปากกว้างขึ้นมาเมื่อเห็นภาพได้อย่างชัดเจนแล้วก็คือ...
อาณาเขตที่พวกเขาเอาก้อนหินมากั้นเรียงไว้นั้น...มีปลาอยู่ด้วย
และปลาเหล่านี้นั้น...ลอดผ่านช่องว่างเหล่านี้ไปไม่ได้!
วินาทีเดียวกับที่เด็กทั้งสองคนหันมองหน้ากันแวบนึง แล้วก็หันมามองหน้าอาจารย์ของพวกเขาอีกทีด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ หยางซวนเองก็เชิดหน้าเล็กน้อยและมีสีหน้าที่ภาคภูมิใจมากเช่นเดียวกัน เขานึกอยู่ในใจว่าสีหน้าของเด็กสองคนนี้บ่งบอกว่าเข้าใจแล้ว นับว่าฉลาดไม่เบา
“เห็นแบบนี้แล้วเ้าเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ปิดประตูตีแมว’ แล้วใช่หรือไม่” หยางซวนถามไป
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าเข้าใจแล้ว” หลิวเหมยลี่ด้วยความที่เป็เด็กกว่า อยากจะรีบตอบเอาหน้า จึงได้ชิงพูดรัวเร็วก่อนที่หลิวหย่งเฉินจะทันได้อ้าปากเอ่ยสิ่งใดออกมา
เมื่อเราดักล้อมปลาให้อยู่ในวงก้อนหินพวกนี้ได้แล้ว ปลามันหนีไปไหนไม่ได้....”
หยางซวนฟังแล้วก็เริ่มหลับตาแล้วพยักหน้าตาม สีหน้ามีรอยยิ้มเล็กน้อย คิดในใจว่าหลิวเหมยลี่อายุยังน้อยกลับมีความฉลาดหลักแหลมไม่เบา เห็นเพียงเท่านี้ เขายังไม่จำเป็ต้องอธิบายอะไร เด็กสาวก็เหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ไม่เลว ไม่เลว
“...จากนั้นเราก็ไปหาแมวมาช่วยเราจับปลา พอแมวจับได้เราก็หาไม้มาตีมันให้มันยอมปล่อยปลาให้เรา วิธีนี้ฉลาดจริงๆเลยท่านอาจารย์” หลิวเหมยลี่ตอบเสียงดังด้วยความตื่นเต้น
หยางซวนกับหลิวหย่งเฉินทำหน้าเหยเก ความรู้สึกราวกับเดินอยู่ดีๆก็ลื่นล้มหัวทิ่มโดยไม่ทันตั้งตัว
“ใช่ที่ไหนกันเล่า เสี่ยวลี่” คนเป็พี่ชายถอนหายใจหนึ่งที ก่อนจะค่อยๆเอ่ยออกมาด้วยความขายหน้า
“อ้าว ถ้างั้นเราจะเอาแมวมาทำอะไรเล่าพี่ใหญ่” หลิวเหมยลี่หน้าม่อยคอตกไปเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าของพี่ใหญ่และอาจารย์ ทำให้เธอคิดได้ว่าคำตอบของเธอน่าจะผิดพลาดไปไกลโข
“ท่านอาจารย์พูดคำเปรียบเปรย ปิดประตูตีแมว หมายถึงแมวไม่สามารถหนีออกไปไหนได้เพราะเราปิดทางออกไว้หมดแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าแมวจะโดนตีเมื่อไหร่เท่านั้นเอง ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องโดนตีแน่นอนอย่างไรเล่า”
“ข้าก็นึกว่าให้เอาแมวมาช่วยจับปลาเสียอีก ถ้าอย่างนั้นเราจะจับปลากันอย่างไรเล่า ถึงเราจะล้อมปลาเอาไว้แล้ว แต่ถ้ายังแทงไม่โดนมันก็ไม่ต่างกันไม่ใช่เหรอ” หลิวเหมยลี่ยังคงงุนงง
หยางซวนกับหลิวหย่งเฉินเองก็ยิ้มเอ็นดูกับความไร้เดียงสาของหลิวเหมยลี่
“วิธีจับปลาหลังจากนี้ง่ายมาก แม้แต่เ้าก็ทำได้” หลิวหย่งเฉินส่ายหัวเบาๆสองสามครั้งก่อนจะหันไปพูดกับน้องสาวของตนเอง
“ข้าเหรอ”
“ใช่ ท่านอาจารย์พูดว่าปิดประตูตีแมวก็จริง แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้ปิดประตูทุกบาน เรายังเหลือทางออกให้กับปลาเหล่านี้อยู่นะ” หลิวหย่งเฉินค่อยๆเริ่มอธิบาย
“ขอเพียงเ้าใช้วิธีใดก็ได้ไล่ต้อนปลาพวกนี้ให้ใหนีไปยังตะกร้าไม้สานของเ้า เมื่อมันมุดหนีเข้าไปอยู่ในตะกร้าไม้สาน เท่านี้ก็ถือว่าเ้าจับปลาพวกนี้ได้แล้วยังไงละ”
ฟังคำอธิบายจากพี่ใหญ่ของนางแล้วหลิวเหมยลี่ก็อ้าปากกว้างราวกับจะพูดคำว่า “อ้อ” แต่ไร้ซึ่งเสียงใดๆหลุดออกมา ตอนนี้นางเข้าใจแล้ว หลังจากรู้สึกขวยเขินอยู่เล็กน้อยจึงรีบดึงแขนเสื้อพี่ใหญ่ชวนกันไปไล่ต้อนปลากันในทันที
หยางซวนเห็นดังนั้นแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่อมยิ้มมองดูสองพี่น้องกำลังหาวิธีไล่ต้อนกันอย่างสนุกสนาน
คราแรกเด็กทั้งสองคนช่วยกันไล่ต้อนปลาจากคนละทาง พยามเดินเข้าหากันแล้วพยามบีบพื้นที่ให้แคบลงเรื่อยๆ โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ตะกร้าไม้สานใบนั้น บางครั้งก็ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง
หลังจากนั้นจึงมีการเริ่มคิดหาวิธีใช้เครื่องทุ่นแรง หลิวเหมยลี่ลองใช้ไม้ปลายแหลมที่พี่ชายของนางใช้เมื่อสักครู่นี้มาตีน้ำให้ปลาใ ส่วนหลิวเฉิงหย่งเองก็มองหาก้อนหินขนาดพอเหมาะๆมาโยนลงไปน้ำเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ วิธีนี้นับว่าได้ผลดี โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองคนเริ่มคุ้นเคย ต่างฝ่ายต่างกะจังหวะให้เข้ากับอีกฝ่ายหนึ่งได้ ไม่นานนักปลาที่จับได้ในตะกร้าก็มีไม่ต่ำกว่าสิบตัวเข้าไปแล้ว
ผ่านไปอีกสักระยะหนึ่งเด็กทั้งสองจึงวิ่งมาหาหยางซวนที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ในมือของหลิวหย่งเฉินตอนนี้ถือตะกร้าไม้สานที่เอาขึ้นจากน้ำมาแล้ว ในนั้นมีปลาทั้งใหญ่และเล็กเอาออกมานับรวมๆนับได้ทั้งหมด 22 ตัว
“ดูสิ ท่านอาจารย์ ข้ากับพี่ใหญ่จับปลาได้เยอะแยะเลย” น้องเล็กเสี่ยวลี่ตื่นเต้นมากขณะที่เธอะโบอกหยางซวน นี่เป็ครั้งแรกเลยที่เธอมาจับปลา และก็ได้ปลาเยอะมากอย่างที่เธอไม่คาดคิด นี่จึงทำให้เธอรู้สึกดีใจและเริ่มนับถืออาจารย์ของเธอมากขึ้น
หลิวหย่งเฉินเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
“พวกเ้าสองคนทำได้ดีมาก หลังจากนี้ก็จงจำวิชาความรู้นี้ไว้ หลังจากนี้อยู่ที่ไหนก็คงไม่อดตายง่ายๆ” หยางซวนกล่าวชื่นชม
หลังจากจัดการเลื่อนก้อนหินออกบางส่วนเพื่อทำให้ทางน้ำไหลผ่านได้โดยสะดวกแล้ว หนึ่งอาจารย์สองศิษย์ก็เตรียมเดินทางกลับบ้าน อันที่จริงหยางซวนไม่จำเป็ต้องปรากฎตัวตลอดเวลา เขาบอกกับเด็กทั้งสองเอาไว้แล้วว่าหากไม่มีเื่จำเป็ หรือถึงเวลากินอาหาร เขาก็จะพักผ่อนอยู่ข้างในหินหยกก้อนนี้
“ท่านอาจารย์ หากข้าพาท่านกลับไปบ้านแล้ว จะอธิบายเื่นี้กับท่านพ่อท่านแม่ข้าว่าอย่างไร” เป็หลิวหย่งเฉินที่ถามขึ้นมา
“ไม่จำเป็ต้องอธิบาย นอกจากพวกเ้าสองคน ไม่มีใครที่เห็นข้า” หยางซวนตอบไปอย่างไม่ใส่ใจ
“จริงเหรอ”
“หากข้า้าก็สามารถปรากฏกายให้ใครเห็นก็ได้ หาไม่เช่นนั้นแล้ว ก็หามีผู้ใดสามารถมองเห็นข้าได้ไม่”
เด็กทั้งสองได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกสบายใจ ทั้งยังรู้สึกอัศจรรย์ใจกับความสามารถของหยางซวนขึ้นไปอีก
“อาจารย์ของพวกเรานี่ไม่ธรรมดาจริงๆ” หลิวเหมยลี่หันมากระซิบกับพี่ชายของเธอ ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบ
หลังจากเด็กทั้งสองเดินเข้ามาอยู่ในละแวกหมู่บ้านแล้ว ระยะทางอีกเพียงไม่นานก่อนจะถึงบ้าน จู่ๆก็มีหนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่เดินสวนมา หลังจากเห็นเด็กทั้งสองคนพวกเขาก็ได้เอ่ยทักทาย
“อ้าว นั่นสองพี่น้องตระกูลหลิวใช่หรือไม่ พวกเ้าไปขึ้นเขากันมาเหรอ” คนที่ทักทายเป็ชายมีอายุราวสามสิบกว่าปี ชื่อว่าเสินเต๋อจี รูปร่างไม่ผอมแต่ก็ไม่ถึงกับอ้วน ข้างๆที่เดินมาด้วยกันคือลูกชายของเขามีนามว่าเสินจีโร่ว อายุพอๆกับหลิวหย่งเฉิน
ตระกูลเสินทำอาชีพเลี้ยงไก่ขาย โดยขายทั้งไก่สดและไข่ไก่ ทำให้ฐานะการเงินดีกว่าบ้านอื่นเล็กน้อย เรียกได้ว่าใช้ชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบาก นิสัยของคนในบ้านหลังนี้ก็นับได้ว่าดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ที่สำคัญภรรยาของเสินเต๋อจีนั้นสนิทสนมกับมารดาของเด็กทั้งสองอีกด้วย
“สวัสดีท่านลุงเสิน วันนี้ข้าพาน้องสาวไปเก็บของในป่า เพิ่งจะกลับลงมาเนี่ยแหละ” หลิวหย่งเฉินกล่าวทักทายตอบกลับอย่างมีมารยาท
“โอ้ เสี่ยวลี่โตพอที่จะขึ้นไปเก็บของกับพี่ชายได้แล้วหรือนี่” เสินเต๋อจีหันไปทักทายหลิวเหมยลี่ ท่าทางมีแววเอ็นดูไม่น้อย
“ใช่แล้วท่านลุงเสิน ไม่เพียงเก็บเห็ดเก็บผักมาได้ วันนี้ข้ากับพี่ใหญ่ยังจับปลามาได้ด้วยนะ”
“ไหนดูซิ โอ้โห เยอะจริงด้วย พวกเ้าเก่งมากเลย” คราวนี้คนที่ตอบเป็เสินจีโร่วที่ยืนอยู่ข้างๆเสินเต๋อจี ท่าทางของเขาบ่งบอกถึงความใ ด้วยไม่คาดคิดว่าสองพี่น้องจะจับมาได้เยอะขนาดนี้
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินว่าหลิวหย่งเฉินเพิ่งจะเรียนวิชาจับสัตว์มาจากใครสักคนหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะร่ำเรียนก็เก่งกาจขนาดจับปลาได้เยอะขนาดนี้ในคราวเดียว เขาเองเคยแต่จับไก่ของที่บ้าน ไม่เคยไปล่าสัตว์ตกปลาที่ไหน ภาพที่เห็นจึงทำให้เขารู้สึกอิจฉาอยู่นิดๆ
“วันนี้ข้าจับปลาได้เยอะ ถ้าเช่นนั้นข้าจะแบ่งให้เ้าสักหน่อยก็แล้วกันอาโร่ว” ด้วยความที่เขาเป็สหายที่ดีต่อกัน หลิวหย่งเฉินเห็นท่าทีของเสินจีโร่วแล้วหันกลับไปหยิบปลาในตะกร้ามาแบ่งให้ 2 ตัว
เสินจีโร่วเห็นดังนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งใจ หลังจากรับปลามาจากหลิวหย่งเฉินแล้วก็หันไปหยิบของในตะกร้าของตัวเองออกมาเช่นกัน “ข้ากับท่านพ่อกำลังจะเอาไข่ไก่ไปขายที่ตลาด พวกเ้าก็แบ่งเอาไปสักหน่อยเถิด ถือซะว่าแลกกับปลา 2 ตัวนี้”
หลิวหย่งเฉินรับไข่ไก่มาจากสหายแล้วก็ยิ้มให้แก่กัน หลังจากทักทายกันอีกสักสองสามคำ ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันไป
หลังจากเดินออกมาได้สักพัก จู่ๆหลิวหย่งเฉินก็หยุดเดินกะทันหันแล้วทำท่าเหมือนอึ้งๆไป ตอนแรกเขาก็ลืมเื่นี้ไปเสียสนิท แต่หลังจากที่ได้รับไข่ไก่มาจากเสินจีโร่วก็ทำให้เขาพลันนึกอะไรออก
“เกิดอะไรขึ้นเหรอพี่ใหญ่” หลิวเหมยลี่ถามด้วยความสงสัยที่จู่ๆพี่ชายของเธอก็หยุดเดินเอาเสียดื้อๆ
“ข้า........ข้าลืมกลับไปดูกับดักสัตว์ที่ทำไว้”