บทที่ 2 นับจากนี้ ชีวิตจะไม่มีคำว่าเรียบง่ายอีกต่อไป (2)
หลังจากทำความคุ้นเคยกับโรงพยาบาลมาหนึ่งวัน เช้าวันถัดมา เหล่านักศึกษาฝึกงานต่างพากันมาถึงห้องประชุมใหญ่ั้แ่เช้าตรู่ แน่นอนว่าวันนี้ไม่มีอาจารย์จากวิทยาลัยติดตามมาด้วย เพราะั้แ่วันนี้เป็ต้นไป พวกเขาจะเริ่มฝึกงานอย่างเป็ทางการที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจว
ระยะเวลาการฝึกงานหนึ่งปีหลังจากนี้ ไม่เพียงแต่มีผลต่อการพิจารณาเข้าทำงานต่อเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสำเร็จการศึกษาในปีหน้าอีกด้วย
เวลาแปดโมงเช้า แพทย์หลายท่านในชุดเสื้อกาวน์เดินเข้ามาในห้องประชุมอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือเริ่นไห่เฉียงที่พบกันเมื่อวาน นอกจากเริ่นไห่เฉียงแล้ว ยังมีชายชราอายุราวแปดสิบปีที่มีผมขาวโพลนดุจหิมะ ทว่าใบหน้ากลับดูมีเืฝาดสดใสเปี่ยมด้วยพละกำลัง ซึ่งการปรากฏตัวของเขาทำให้ทุกคนในห้องต่างตื่นเต้นยินดีอย่างมาก
ชายชราท่านนี้ก็คือกัวเหวินยวน ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวนั่นเอง
มีแพทย์หลายท่านขึ้นไปบนเวทีโดยมีเริ่นไห่เฉียงเป็ผู้แนะนำให้ทุกคนรู้จัก นอกจากกัวเหวินยวนแล้ว อีกสามท่านที่เหลือคือฉินเว่ย... หัวรองหัวหน้าแผนกอายุรกรรม เซวียจื่อหลิน... หัวหน้าแผนกกุมารเวชศาสตร์ และเลี่ยวอีิ... รองหัวหน้าแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ
นอกจากกัวเหวินยวน ทั้งสามท่านล้วนเป็บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงในวงการแพทย์แผนจีนของเจียงโจว ฉินเว่ยหัวเป็ศิษย์คนโปรดของหลัวหยวนเฉิน อาจารย์แพทย์แผนจีนด้านโรคไข้หวัด เซวียจื่อหลินเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ส่วนเลี่ยวอีิเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกระดูกที่ทักษะของเขาทำให้ใครหลายคนต้องทึ่ง
ในฐานะนักศึกษาแพทย์แผนจีน ฟางหานและเพื่อน ๆ ต่างศึกษาเื่ราวของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและยอดฝีมือระดับประเทศมานับไม่ถ้วน วันนี้เมื่อมีโอกาสพบกับกัวเหวินยวน เซวียจื่อหลิน และบุคคลสำคัญอีกหลายท่านพร้อมกัน ความรู้สึกของทุกคนจึงยากจะบรรยาย ส่วนใหญ่ต่างตื่นเต้นจนหัวใจเต้นรัวและหายใจเร็วขึ้น
หลังจากแนะนำตัวเสร็จสิ้น เริ่นไห่เฉียงจึงกล่าวต่อว่า “วันนี้พวกเธอโชคดีมาก เพราะผู้าุโกัวและท่านอื่น ๆ เดินทางมาที่โรงพยาบาลเพื่อเข้าร่วมการประชุมทางการแพทย์พอดี เมื่อทราบว่ามีนักศึกษาฝึกงานมาถึงจึงตั้งใจมาเยี่ยม ตอนนี้ผู้าุโกัวอายุมากแล้ว ท่านแทบจะไม่ค่อยได้มาที่โรงพยาบาลเลย”
กัวเหวินยวนยิ้มแย้มพลางโบกมือแล้วพูดขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดังกึกก้อง “แก่แล้ว พละกำลังก็ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่ แต่พอได้เห็นเหล่าคนรุ่นใหม่ในวงการแพทย์แบบนี้ฉันก็ดีใจมาก อนาคตของแพทย์แผนจีนคงต้องฝากไว้ที่พวกเธอแล้ว”
เมื่อเห็นกัวเหวินยวนมีท่าทีใจดีและพูดจานุ่มนวล บางคนจึงเริ่มกล้าที่จะแสดงออก มีนักศึกษาคนหนึ่งะโขึ้นเสียงดังว่า “ผู้าุโกัวมีใบหน้าสดใส ท่านยังดูแข็งแรงมาก ต้องมีชีวิตอยู่ได้อีกยี่สิบปีแน่นอนครับ”
กัวเหวินยวนยิ้มแล้วชี้ไปที่นักศึกษาที่พูดเมื่อครู่ “เธอว่าฉันมีใบหน้าสดใส ดูแข็งแรง แล้วเธอมองจากตรงไหนล่ะ? บางทีฉันอาจจะแค่พยายามทำตัวให้ดูดีต่อหน้าพวกเธอเฉย ๆ ก็ได้นะ?”
นักศึกษาคนนั้นลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าแดงซ่าน เขาเพียงแค่้าพูดเอาใจ แต่กลับถูกกัวเหวินยวนถามกลับด้วยหลักการวินิจฉัยจนอึ้งไป ไม่รู้จะหาคำไหนมาตอบ
ฟางหานมองไปที่อีกฝ่ายแล้วก็อดขำไม่ได้ ในใจคิดว่า นี่ไม่ใช่นักศึกษาเก่ง ๆ จากวิทยาลัยการแพทย์เจียงโจวที่เมื่อวานดูถูกเขาหรอกเหรอ? สถาบันดีก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีความสามารถจริงก็อย่าทำตัวโอ้อวดเลย
ดวงตาของกัวเหวินยวนเฉียบคมมาก เขาสังเกตเห็นฟางหานแอบหัวเราะได้ทันที จึงชี้ไปที่ฟางหานแล้วถามว่า “นักศึกษาคนนี้ ทำไมถึงยิ้มอย่างมีความสุขแบบนั้นล่ะ มีความคิดเห็นอะไรหรือเปล่า?”
หลินกวางเลี่ยงเห็นว่าฟางหานถูกเรียกชื่อก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง เขาเองตอบไม่ได้ และไม่เชื่อว่าฟางหานจะตอบได้ กัวเหวินยวนคงกำลังทดสอบทักษะการมอง (ว่างเจิ่น) ของทุกคนอยู่แน่นอน
ฟางหานยิ้มมองหลินกวางเลี่ยงแล้วลุกขึ้นยืน ในใจพึมพำอย่างเสียดายว่า ‘แลกเปลี่ยนเป็ทักษะการมองตรวจโรคขั้นกลางชั่วคราว!'
[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นกลางชั่วคราว ใช้แต้มความชอบ 100 แต้ม ใช้ได้เพียงสามนาที จะแลกเปลี่ยนหรือไม่?]
'แลกเปลี่ยน!'
เมื่อฟางหานตอบรับในใจ เขาก็รู้สึกเหมือนมีความรู้มหาศาลไหลเข้ามาในสมอง สายตาพลันแจ่มชัดขึ้นทันที เมื่อมองไปยังใบหน้าของกัวเหวินยวน ผลการวินิจฉัยก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างรวดเร็ว
“ผู้าุโกัว ตอนที่ท่านเดินเข้ามาเมื่อครู่ ก้าวเดินของท่านมั่นคง แม้จะไม่เร็วแต่ก็สม่ำเสมอและประสานกันได้ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สติสัมปชัญญะและระบบประสาทของท่านยังเป็ปกติ ดูมีพลังและสดชื่นมาก... สายตาของท่านก็สดใส มีชีวิตชีวา แสดงถึงพลังชีวิตที่ยังเต็มเปี่ยม
เมื่อพิจารณาที่ใบหน้า พบว่ามีสีแดงสดใส อมชมพูขาว และเปล่งประกาย แสดงว่าพลังหัวใจแข็งแรง โลหิตไหลเวียนได้ดี... จากสิ่งเหล่านี้จะเห็นได้ว่าท่านดูแลสุขภาพได้ดีมาก ร่างกายจึงยังคงความแข็งแรงสมบูรณ์ครับ”
ฟางหานอธิบายอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และไม่มีท่าทีลังเลเลยแม้แต่น้อย
ในห้องประชุม หลายคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
การวินิจฉัยโรคตามหลักแพทย์แผนจีนจะอาศัยการมอง การดม การฟัง การถาม และการคลำจับชีพจร ทุกคนเข้าใจดีว่าจุดประสงค์ที่กัวเหวินยวนถามคือการทดสอบระดับของทักษะการมอง
แต่เมื่อฟางหานเริ่มพูด ทุกคนต่างต้องตกตะลึง เพราะทุกคำที่เขาเอ่ยล้วนมีเหตุผลรองรับ และอ้างอิงจากการสังเกตได้จริง ซึ่งเป็ความสามารถที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับนักศึกษาฝึกงาน
หลายคนรู้ว่าการวินิจฉัยมีสี่วิธี แต่แทบไม่มีใครรู้ว่าการมองนั้นยากที่สุด แม้จะเรียนรู้พื้นฐานได้ง่ายแต่ยากที่จะเชี่ยวชาญ แพทย์แผนจีนที่สามารถมองจากลักษณะภายนอกแล้วรู้ถึงต้นเหตุของโรคได้นั้น ล้วนเป็ปรมาจารย์และยอดฝีมือระดับประเทศทั้งสิ้น
กัวเหวินยวนตั้งใจทดสอบจริง เพียงแต่เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครตอบได้อย่างสมบูรณ์แบบขนาดนี้
มันเหมือนกับนักเรียนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ แล้วครูถามว่าใครพอจะสื่อสารได้บ้าง โดยหวังเพียงคำทักทายพื้นฐาน แต่กลับมีคนลุกขึ้นมาท่องตำราภาษาอังกฤษยาวเหยียดด้วยความคล่องแคล่ว นี่มันยังเป็นักเรียนมือใหม่อยู่จริงเหรอ?
กัวเหวินยวนยิ้มพยักหน้าด้วยความพอใจอย่างยิ่ง แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “นักศึกษาคนนี้ชื่ออะไร?”
“ฟางหานครับ!” ฟางหานรีบตอบอย่างสุภาพ
“ฟางหานอีกแล้ว!”
เพื่อนคนอื่น ๆ ต่างอิจฉาจนตาแดง เพราะเมื่อวานเริ่นไห่เฉียงก็ถามชื่อฟางหาน วันนี้กัวเหวินยวนก็ถามอีก โชคของเด็กคนนี้ดีเกินไปแล้ว
หลังจากตอบคำถามเสร็จ ฟางหานก็รอคอยการแจ้งเตือนจากระบบ
[ได้รับแต้มความชอบ +36]
“36 แต้ม? นี่คือสิ่งที่ทุกคนในห้องมอบให้สินะ” ฟางหานไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เพราะครั้งนี้มีนักศึกษาฝึกงานทั้งหมดเพียง 36 คนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า เขาเก็บแต้มจากทุกคนได้ครบหมดแล้ว
หลินกวางเลี่ยงโกรธจนหน้าเสีย เพราะเขาหวังว่าฟางหานจะทำตัวน่าอับอายเหมือนตนเอง แต่ใครจะคิดว่า ผลจะออกมาเช่นนี้ เมื่อมีฟางหานเป็ตัวเปรียบเทียบ เขาก็ยิ่งดูไร้ความสามารถมากขึ้นไปอีก
“ทุกคนนั่งลงเถอะ”
กัวเหวินยวนโบกมือให้ทุกคนนั่งลง แล้วจึงกล่าวต่อว่า “วันนี้ฉันจะไม่พูดอะไรมาก แต่จะมอบคำสอนหนึ่งให้ทุกคนได้นำไปปฏิบัติ ‘การศึกษาเป็เส้นทางไร้ที่สิ้นสุด ต้องอาศัยความขยันเป็เรือพาไป ส่วนเส้นทางแพทย์นั้นยาวไกล ต้องอาศัยจิตใจเป็เครื่องชั่ง’”
‘การศึกษาเป็เส้นทางไร้ที่สิ้นสุด ต้องอาศัยความขยันเป็เรือพาไป ส่วนเส้นทางแพทย์นั้นยาวไกล ต้องอาศัยจิตใจเป็เครื่องชั่ง!’ ฟางหานทวนคำนี้ในใจ สำหรับแพทย์แล้ว จิตใจที่เมตตากรุณา สำคัญกว่าทักษะการรักษาเสียอีก ถ้าจิตใจไม่ดี แม้จะมีความสามารถสูงก็อาจสร้างอันตรายได้มากกว่าคุณประโยชน์
หลังจากนั้นกัวเหวินยวนก็ลุกขึ้นกล่าวลา โดยมีฉินเว่ยหัวและเลี่ยวอีิตามไปด้วย ตลอดเวลาทั้งสองท่านไม่ได้พูดอะไรเลย เพียงแค่มาปรากฏตัวเพื่อเป็เกียรติเท่านั้น
เมื่อคณะผู้ใหญ่จากไป เริ่นไห่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป พวกเธอไม่ใช่นักศึกษาอีกต่อไป แต่เป็แพทย์แล้ว ในฐานะแพทย์ต้องมีความรับผิดชอบ ย้ำอีกครั้งนะ โรงพยาบาลไม่เลี้ยงคนี้เี ใครที่ทำตัวสบายเกินไป อย่าหวังว่าจะฝึกงานผ่านหรือได้อยู่ต่อ ฉันจะไล่กลับทันที”
พูดจบ เริ่นไห่เฉียงก็หยุดชั่วครู่แล้วยิ้ม “พวกเธอโชคดีมาก ตอนสิบโมงจะมีเคสทางการแพทย์สำคัญเกิดขึ้น ผู้าุโกัวอนุญาตให้พวกเธอไปสังเกตการณ์ได้”
ทุกคนได้ยินแล้วต่างก็ตื่นเต้นสุดขีด เพราะเพิ่งเข้าโรงพยาบาลวันแรกก็ได้ดูการปรึกษาเคสโดยกัวเหวินยวน ผู้เป็อาจารย์แพทย์ระดับประเทศแล้ว นี่คือโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง
อาจารย์แพทย์ระดับประเทศอย่างกัวเหวินยวน แทบไม่จัดการปรึกษาเคสด้วยตัวเอง และแม้จะจัดก็มีผู้ที่มีสิทธิ์เข้าดูน้อยมาก การที่นักศึกษาใหม่ได้รับโอกาสนี้ จึงเป็เกียรติที่จะเอาไปอวดใครต่อใครได้อย่างยิ่ง
เริ่นไห่เฉียงสั่งการเสร็จก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างคึกคัก
“การปรึกษาเคสโดยผู้าุโกัวหาได้ยากจริง ๆ แม้แต่ศาสตราจารย์ในวิทยาลัยเรายังมีโอกาสแบบนี้น้อยมากเลย”
“ใช่เลย โชคดีจริง ๆ ที่ได้มาฝึกงานที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจว ไม่อย่างนั้นชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว!”
เวลาเก้าโมงสี่สิบนาที เริ่นไห่เฉียงเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมแล้วเอ่ยเรียก “ทุกคนตามฉันมา อย่าส่งเสียงดังเด็ดขาด”
ทุกคนรีบเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ บางคนตื่นเต้นจนตัวสั่น สถานที่ที่กัวเหวินยวนจัดการปรึกษาเคสคือห้องประชุมแพทย์ที่ชั้นสองของอาคารผู้ป่วยใน แผนกอายุรกรรม โดยเริ่นไห่เฉียงพานักศึกษาไปยังห้องสังเกตการณ์ซึ่งอยู่ติดกัน
ห้องสังเกตการณ์กับห้องปรึกษาเคสถูกกั้นด้วยกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นภายในได้ชัดเจน และมีอุปกรณ์ขยายเสียงส่งสัญญาณออกมาให้ได้ยินการสนทนาอย่างครบถ้วน
ตอนที่ฟางหานและเพื่อน ๆ เข้าไป ในห้องนั้นมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วหลายคน ทุกคนสวมเสื้อกาวน์และมีป้ายชื่อติดชัดเจน ดูจากป้ายแล้ว ส่วนใหญ่เป็แพทย์เฉพาะทาง และมีแพทย์ประจำบ้านอีกสองคน
“หาที่นั่งให้เรียบร้อย แล้วห้ามส่งเสียงดัง” เริ่นไห่เฉียงสั่งกำชับ ก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงที่แถวหน้า ฟางหานและคนอื่น ๆ จึงรีบหาที่นั่งตาม
ในห้องปรึกษาเคส กัวเหวินยวน ฉินเว่ยหัว และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายท่านนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อทุกคนพร้อม ฉินเว่ยหัวจึงลุกขึ้นสรุปรายละเอียดของผู้ป่วย
“ผู้ป่วยถูกส่งตัวมาจากแผนกโรคตับของโรงพยาบาลที่หนึ่งประจำเมือง อายุ 43 ปี เพศชาย อาการเบื้องต้นคือตัวเหลืองทั่วร่างกาย มีไข้ต่ำต่อเนื่องไม่ลด โรงพยาบาลที่หนึ่งวินิจฉัยว่าเป็โรคไวรัสตับอักเสบชนิดรุนแรง... ปัสสาวะของผู้ป่วยมีสีเข้มเหมือนน้ำชา และมีอาการดีซ่านเฉียบพลันอย่างรุนแรง...”
ขณะที่ฉินเว่ยหัวเล่าอาการ ทั้งในห้องปรึกษาเคสและห้องสังเกตการณ์ต่างก็มีการวิเคราะห์กันเบา ๆ
“นี่คือโรคดีซ่านเฉียบพลันสินะ...” แพทย์เฉพาะทางในห้องสังเกตการณ์เข้าใจสถานการณ์ทันที ส่วนนักศึกษาที่มีความรู้ก็ทราบถึงความร้ายแรงของมัน
โรคดีซ่านเฉียบพลันมักจะดำเนินโรคไปอย่างรวดเร็ว บางทีตอนนี้ผู้ป่วยยังดูมีสติอยู่ แต่อาจจะอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นเป็อันตรายต่อชีวิตได้ในเวลาไม่นาน
หลังจากอธิบายอาการจบ ฉินเว่ยหัวจึงกล่าวว่า “ตอนนี้สภาพของผู้ป่วยวิกฤตมาก พวกเราต้องรีบกำหนดแผนการรักษาโดยเร็วที่สุด”
ในห้องปรึกษาเคส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม เพราะโรคดีซ่านเฉียบพลันไม่ใช่โรคที่จะรับมือได้ง่าย ๆ ก่อนจะถูกส่งมาที่นี่ โรงพยาบาลที่หนึ่งวินิจฉัยแล้วว่าเป็ไวรัสตับอักเสบชนิดรุนแรง หากอาการยังทรุดลง ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะสมองเสื่อมจากตับหรือตับเน่าได้
“ผู้ป่วยมีอาการของโรคดีซ่านเฉียบพลัน มีภาวะเืร้อนและเืคั่ง รวมถึงหยินพร่องและความร้อนชื้นสะสมอยู่ภายใน ควรใช้การระบายความร้อนในเื และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตเพื่อขจัดลิ่มเื...
ผมเสนอให้ใช้ตำรับยาเสี่ยวไฉหูและตำรับยาอินเฉินเฮาครับ”
ผู้ที่มาร่วมปรึกษาในครั้งนี้ล้วนเป็แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของมณฑลเจียงโจว กัวเหวินยวนยังไม่ได้ออกความเห็น แต่ทุกคนก็เริ่มตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้สูตรยาใด
เมื่อสูตรยาถูกเขียนเสร็จสิ้น กลุ่มแพทย์และนักศึกษาในห้องสังเกตการณ์ต่างก็จ้องมองอย่างสนใจ และเมื่อสูตรยานั้นถึงมือกัวเหวินยวน เขาก็ปรับปริมาณยาเล็กน้อย
“รากโบตั๋นแดง 500 กรัม?”
หลายคนในห้องถึงกับตกตะลึง เพราะโดยทั่วไป การใช้ยาแพทย์แผนจีนจะจำกัดอยู่ที่ประมาณ 15-30 กรัมต่อชนิดเท่านั้น แต่ปริมาณที่กัวเหวินยวนระบุไว้ในสูตรที่ปรับปรุงแล้วกลับสูงถึง 500 กรัม
ไม่เพียงแต่คนในห้องสังเกตการณ์เท่านั้น แม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในห้องปรึกษาเคสเองก็พากันประหลาดใจ สูตรยานี้เป็ผลจากการปรึกษาหารือกัน แต่การปรับปริมาณยามาจากดุลยพินิจของกัวเหวินยวนเอง แม้จะมีคนรู้สึกกังขา แต่ในเวลานี้ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยคัดค้านออกมาตรง ๆ