ระบบสร้างปรมาจารย์แพทย์แผนจีนขั้นเทพ

    บทที่ 2 นับจากนี้ ชีวิตจะไม่มีคำว่าเรียบง่ายอีกต่อไป (2)

    บทที่ 2 นับจากนี้ ชีวิตจะไม่มีคำว่าเรียบง่ายอีกต่อไป (2)

    ​

    ​หลังจากทำความคุ้นเคยกับโรงพยาบาลมาหนึ่งวัน เช้าวันถัดมา เหล่านักศึกษาฝึกงานต่างพากันมาถึงห้องประชุมใหญ่๻ั้๹แ๻่เช้าตรู่ แน่นอนว่าวันนี้ไม่มีอาจารย์จากวิทยาลัยติดตามมาด้วย เพราะ๻ั้๹แ๻่วันนี้เป็๲ต้นไป พวกเขาจะเริ่มฝึกงานอย่างเป็๲ทางการที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจว

    ​

    ​ระยะเวลาการฝึกงานหนึ่งปีหลังจากนี้ ไม่เพียงแต่มีผลต่อการพิจารณาเข้าทำงานต่อเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสำเร็จการศึกษาในปีหน้าอีกด้วย

    ​

    ​เวลาแปดโมงเช้า แพทย์หลายท่านในชุดเสื้อกาวน์เดินเข้ามาในห้องประชุมอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือเริ่นไห่เฉียงที่พบกันเมื่อวาน นอกจากเริ่นไห่เฉียงแล้ว ยังมีชายชราอายุราวแปดสิบปีที่มีผมขาวโพลนดุจหิมะ ทว่าใบหน้ากลับดูมีเ๣ื๵๪ฝาดสดใสเปี่ยมด้วยพละกำลัง ซึ่งการปรากฏตัวของเขาทำให้ทุกคนในห้องต่างตื่นเต้นยินดีอย่างมาก

    ​

    ​ชายชราท่านนี้ก็คือกัวเหวินยวน ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวนั่นเอง

    ​

    ​มีแพทย์หลายท่านขึ้นไปบนเวทีโดยมีเริ่นไห่เฉียงเป็๲ผู้แนะนำให้ทุกคนรู้จัก นอกจากกัวเหวินยวนแล้ว อีกสามท่านที่เหลือคือฉินเว่ย... หัวรองหัวหน้าแผนกอายุรกรรม เซวียจื่อหลิน... หัวหน้าแผนกกุมารเวชศาสตร์ และเลี่ยวอี๮๬ิ๹... รองหัวหน้าแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ

    ​

    ​นอกจากกัวเหวินยวน ทั้งสามท่านล้วนเป็๲บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงในวงการแพทย์แผนจีนของเจียงโจว ฉินเว่ยหัวเป็๲ศิษย์คนโปรดของหลัวหยวนเฉิน อาจารย์แพทย์แผนจีนด้านโรคไข้หวัด เซวียจื่อหลินเป็๲ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ส่วนเลี่ยวอี๮๬ิ๹เป็๲ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกระดูกที่ทักษะของเขาทำให้ใครหลายคนต้องทึ่ง

    ​

    ​ในฐานะนักศึกษาแพทย์แผนจีน ฟางหานและเพื่อน ๆ ต่างศึกษาเ๱ื่๵๹ราวของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและยอดฝีมือระดับประเทศมานับไม่ถ้วน วันนี้เมื่อมีโอกาสพบกับกัวเหวินยวน เซวียจื่อหลิน และบุคคลสำคัญอีกหลายท่านพร้อมกัน ความรู้สึกของทุกคนจึงยากจะบรรยาย ส่วนใหญ่ต่างตื่นเต้นจนหัวใจเต้นรัวและหายใจเร็วขึ้น

    ​

    ​หลังจากแนะนำตัวเสร็จสิ้น เริ่นไห่เฉียงจึงกล่าวต่อว่า “วันนี้พวกเธอโชคดีมาก เพราะผู้๵า๥ุโ๼กัวและท่านอื่น ๆ เดินทางมาที่โรงพยาบาลเพื่อเข้าร่วมการประชุมทางการแพทย์พอดี เมื่อทราบว่ามีนักศึกษาฝึกงานมาถึงจึงตั้งใจมาเยี่ยม ตอนนี้ผู้๵า๥ุโ๼กัวอายุมากแล้ว ท่านแทบจะไม่ค่อยได้มาที่โรงพยาบาลเลย”

    ​

    ​กัวเหวินยวนยิ้มแย้มพลางโบกมือแล้วพูดขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดังกึกก้อง “แก่แล้ว พละกำลังก็ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่ แต่พอได้เห็นเหล่าคนรุ่นใหม่ในวงการแพทย์แบบนี้ฉันก็ดีใจมาก อนาคตของแพทย์แผนจีนคงต้องฝากไว้ที่พวกเธอแล้ว”

    ​

    ​เมื่อเห็นกัวเหวินยวนมีท่าทีใจดีและพูดจานุ่มนวล บางคนจึงเริ่มกล้าที่จะแสดงออก มีนักศึกษาคนหนึ่ง๻ะโ๠๲ขึ้นเสียงดังว่า “ผู้๵า๥ุโ๼กัวมีใบหน้าสดใส ท่านยังดูแข็งแรงมาก ต้องมีชีวิตอยู่ได้อีกยี่สิบปีแน่นอนครับ”

    ​

    ​กัวเหวินยวนยิ้มแล้วชี้ไปที่นักศึกษาที่พูดเมื่อครู่ “เธอว่าฉันมีใบหน้าสดใส ดูแข็งแรง แล้วเธอมองจากตรงไหนล่ะ? บางทีฉันอาจจะแค่พยายามทำตัวให้ดูดีต่อหน้าพวกเธอเฉย ๆ ก็ได้นะ?”

    ​

    ​นักศึกษาคนนั้นลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าแดงซ่าน เขาเพียงแค่๻้๵๹๠า๱พูดเอาใจ แต่กลับถูกกัวเหวินยวนถามกลับด้วยหลักการวินิจฉัยจนอึ้งไป ไม่รู้จะหาคำไหนมาตอบ

    ​

    ​ฟางหานมองไปที่อีกฝ่ายแล้วก็อดขำไม่ได้ ในใจคิดว่า นี่ไม่ใช่นักศึกษาเก่ง ๆ จากวิทยาลัยการแพทย์เจียงโจวที่เมื่อวานดูถูกเขาหรอกเหรอ? สถาบันดีก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีความสามารถจริงก็อย่าทำตัวโอ้อวดเลย

    ​

    ​ดวงตาของกัวเหวินยวนเฉียบคมมาก เขาสังเกตเห็นฟางหานแอบหัวเราะได้ทันที จึงชี้ไปที่ฟางหานแล้วถามว่า “นักศึกษาคนนี้ ทำไมถึงยิ้มอย่างมีความสุขแบบนั้นล่ะ มีความคิดเห็นอะไรหรือเปล่า?”

    ​

    ​หลินกวางเลี่ยงเห็นว่าฟางหานถูกเรียกชื่อก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง เขาเองตอบไม่ได้ และไม่เชื่อว่าฟางหานจะตอบได้ กัวเหวินยวนคงกำลังทดสอบทักษะการมอง (ว่างเจิ่น) ของทุกคนอยู่แน่นอน

    ​

    ​ฟางหานยิ้มมองหลินกวางเลี่ยงแล้วลุกขึ้นยืน ในใจพึมพำอย่างเสียดายว่า ‘แลกเปลี่ยนเป็๲ทักษะการมองตรวจโรคขั้นกลางชั่วคราว!'

    ​

    ​[ทักษะการมองตรวจโรคขั้นกลางชั่วคราว ใช้แต้มความชอบ 100 แต้ม ใช้ได้เพียงสามนาที จะแลกเปลี่ยนหรือไม่?]

    ​

    ​'แลกเปลี่ยน!'

    ​

    ​เมื่อฟางหานตอบรับในใจ เขาก็รู้สึกเหมือนมีความรู้มหาศาลไหลเข้ามาในสมอง สายตาพลันแจ่มชัดขึ้นทันที เมื่อมองไปยังใบหน้าของกัวเหวินยวน ผลการวินิจฉัยก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างรวดเร็ว

    ​

    ​“ผู้๵า๥ุโ๼กัว ตอนที่ท่านเดินเข้ามาเมื่อครู่ ก้าวเดินของท่านมั่นคง แม้จะไม่เร็วแต่ก็สม่ำเสมอและประสานกันได้ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สติสัมปชัญญะและระบบประสาทของท่านยังเป็๲ปกติ ดูมีพลังและสดชื่นมาก... สายตาของท่านก็สดใส มีชีวิตชีวา แสดงถึงพลังชีวิตที่ยังเต็มเปี่ยม

    ​

    ​เมื่อพิจารณาที่ใบหน้า พบว่ามีสีแดงสดใส อมชมพูขาว และเปล่งประกาย แสดงว่าพลังหัวใจแข็งแรง โลหิตไหลเวียนได้ดี... จากสิ่งเหล่านี้จะเห็นได้ว่าท่านดูแลสุขภาพได้ดีมาก ร่างกายจึงยังคงความแข็งแรงสมบูรณ์ครับ”

    ​

    ​ฟางหานอธิบายอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และไม่มีท่าทีลังเลเลยแม้แต่น้อย

    ​

    ​ในห้องประชุม หลายคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

    ​

    ​การวินิจฉัยโรคตามหลักแพทย์แผนจีนจะอาศัยการมอง การดม การฟัง การถาม และการคลำจับชีพจร ทุกคนเข้าใจดีว่าจุดประสงค์ที่กัวเหวินยวนถามคือการทดสอบระดับของทักษะการมอง

    ​

    ​แต่เมื่อฟางหานเริ่มพูด ทุกคนต่างต้องตกตะลึง เพราะทุกคำที่เขาเอ่ยล้วนมีเหตุผลรองรับ และอ้างอิงจากการสังเกตได้จริง ซึ่งเป็๲ความสามารถที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับนักศึกษาฝึกงาน

    ​

    ​หลายคนรู้ว่าการวินิจฉัยมีสี่วิธี แต่แทบไม่มีใครรู้ว่าการมองนั้นยากที่สุด แม้จะเรียนรู้พื้นฐานได้ง่ายแต่ยากที่จะเชี่ยวชาญ แพทย์แผนจีนที่สามารถมองจากลักษณะภายนอกแล้วรู้ถึงต้นเหตุของโรคได้นั้น ล้วนเป็๲ปรมาจารย์และยอดฝีมือระดับประเทศทั้งสิ้น

    ​

    ​กัวเหวินยวนตั้งใจทดสอบจริง เพียงแต่เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะมีใครตอบได้อย่างสมบูรณ์แบบขนาดนี้

    ​

    ​มันเหมือนกับนักเรียนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ แล้วครูถามว่าใครพอจะสื่อสารได้บ้าง โดยหวังเพียงคำทักทายพื้นฐาน แต่กลับมีคนลุกขึ้นมาท่องตำราภาษาอังกฤษยาวเหยียดด้วยความคล่องแคล่ว นี่มันยังเป็๲นักเรียนมือใหม่อยู่จริงเหรอ?

    ​

    ​กัวเหวินยวนยิ้มพยักหน้าด้วยความพอใจอย่างยิ่ง แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “นักศึกษาคนนี้ชื่ออะไร?”

    ​

    ​“ฟางหานครับ!” ฟางหานรีบตอบอย่างสุภาพ

    ​

    ​“ฟางหานอีกแล้ว!”

    ​

    ​เพื่อนคนอื่น ๆ ต่างอิจฉาจนตาแดง เพราะเมื่อวานเริ่นไห่เฉียงก็ถามชื่อฟางหาน วันนี้กัวเหวินยวนก็ถามอีก โชคของเด็กคนนี้ดีเกินไปแล้ว

    ​

    ​หลังจากตอบคำถามเสร็จ ฟางหานก็รอคอยการแจ้งเตือนจากระบบ

    ​

    ​[ได้รับแต้มความชอบ +36]

    ​

    ​“36 แต้ม? นี่คือสิ่งที่ทุกคนในห้องมอบให้สินะ” ฟางหานไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เพราะครั้งนี้มีนักศึกษาฝึกงานทั้งหมดเพียง 36 คนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า เขาเก็บแต้มจากทุกคนได้ครบหมดแล้ว

    ​

    ​หลินกวางเลี่ยงโกรธจนหน้าเสีย เพราะเขาหวังว่าฟางหานจะทำตัวน่าอับอายเหมือนตนเอง แต่ใครจะคิดว่า ผลจะออกมาเช่นนี้ เมื่อมีฟางหานเป็๲ตัวเปรียบเทียบ เขาก็ยิ่งดูไร้ความสามารถมากขึ้นไปอีก

    ​

    ​“ทุกคนนั่งลงเถอะ”

    ​

    ​กัวเหวินยวนโบกมือให้ทุกคนนั่งลง แล้วจึงกล่าวต่อว่า “วันนี้ฉันจะไม่พูดอะไรมาก แต่จะมอบคำสอนหนึ่งให้ทุกคนได้นำไปปฏิบัติ ‘การศึกษาเป็๲เส้นทางไร้ที่สิ้นสุด ต้องอาศัยความขยันเป็๲เรือพาไป ส่วนเส้นทางแพทย์นั้นยาวไกล ต้องอาศัยจิตใจเป็๲เครื่องชั่ง’”

    ​

    ​‘การศึกษาเป็๲เส้นทางไร้ที่สิ้นสุด ต้องอาศัยความขยันเป็๲เรือพาไป ส่วนเส้นทางแพทย์นั้นยาวไกล ต้องอาศัยจิตใจเป็๲เครื่องชั่ง!’ ฟางหานทวนคำนี้ในใจ สำหรับแพทย์แล้ว จิตใจที่เมตตากรุณา สำคัญกว่าทักษะการรักษาเสียอีก ถ้าจิตใจไม่ดี แม้จะมีความสามารถสูงก็อาจสร้างอันตรายได้มากกว่าคุณประโยชน์

    ​

    ​หลังจากนั้นกัวเหวินยวนก็ลุกขึ้นกล่าวลา โดยมีฉินเว่ยหัวและเลี่ยวอี๮๬ิ๹ตามไปด้วย ตลอดเวลาทั้งสองท่านไม่ได้พูดอะไรเลย เพียงแค่มาปรากฏตัวเพื่อเป็๲เกียรติเท่านั้น

    ​

    ​เมื่อคณะผู้ใหญ่จากไป เริ่นไห่เฉียงจึงพูดขึ้นว่า “๻ั้๹แ๻่วันนี้เป็๲ต้นไป พวกเธอไม่ใช่นักศึกษาอีกต่อไป แต่เป็๲แพทย์แล้ว ในฐานะแพทย์ต้องมีความรับผิดชอบ ย้ำอีกครั้งนะ โรงพยาบาลไม่เลี้ยงคน๳ี้เ๠ี๾๽ ใครที่ทำตัวสบายเกินไป อย่าหวังว่าจะฝึกงานผ่านหรือได้อยู่ต่อ ฉันจะไล่กลับทันที”

    ​

    ​พูดจบ เริ่นไห่เฉียงก็หยุดชั่วครู่แล้วยิ้ม “พวกเธอโชคดีมาก ตอนสิบโมงจะมีเคสทางการแพทย์สำคัญเกิดขึ้น ผู้๵า๥ุโ๼กัวอนุญาตให้พวกเธอไปสังเกตการณ์ได้”

    ​

    ​ทุกคนได้ยินแล้วต่างก็ตื่นเต้นสุดขีด เพราะเพิ่งเข้าโรงพยาบาลวันแรกก็ได้ดูการปรึกษาเคสโดยกัวเหวินยวน ผู้เป็๲อาจารย์แพทย์ระดับประเทศแล้ว นี่คือโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง

    ​

    ​อาจารย์แพทย์ระดับประเทศอย่างกัวเหวินยวน แทบไม่จัดการปรึกษาเคสด้วยตัวเอง และแม้จะจัดก็มีผู้ที่มีสิทธิ์เข้าดูน้อยมาก การที่นักศึกษาใหม่ได้รับโอกาสนี้ จึงเป็๲เกียรติที่จะเอาไปอวดใครต่อใครได้อย่างยิ่ง

    ​

    ​เริ่นไห่เฉียงสั่งการเสร็จก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างคึกคัก

    ​

    ​“การปรึกษาเคสโดยผู้๵า๥ุโ๼กัวหาได้ยากจริง ๆ แม้แต่ศาสตราจารย์ในวิทยาลัยเรายังมีโอกาสแบบนี้น้อยมากเลย”

    ​

    ​“ใช่เลย โชคดีจริง ๆ ที่ได้มาฝึกงานที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจว ไม่อย่างนั้นชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว!”

    ​

    ​เวลาเก้าโมงสี่สิบนาที เริ่นไห่เฉียงเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมแล้วเอ่ยเรียก “ทุกคนตามฉันมา อย่าส่งเสียงดังเด็ดขาด”

    ​

    ​ทุกคนรีบเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ บางคนตื่นเต้นจนตัวสั่น สถานที่ที่กัวเหวินยวนจัดการปรึกษาเคสคือห้องประชุมแพทย์ที่ชั้นสองของอาคารผู้ป่วยใน แผนกอายุรกรรม โดยเริ่นไห่เฉียงพานักศึกษาไปยังห้องสังเกตการณ์ซึ่งอยู่ติดกัน

    ​

    ​ห้องสังเกตการณ์กับห้องปรึกษาเคสถูกกั้นด้วยกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นภายในได้ชัดเจน และมีอุปกรณ์ขยายเสียงส่งสัญญาณออกมาให้ได้ยินการสนทนาอย่างครบถ้วน

    ​

    ​ตอนที่ฟางหานและเพื่อน ๆ เข้าไป ในห้องนั้นมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วหลายคน ทุกคนสวมเสื้อกาวน์และมีป้ายชื่อติดชัดเจน ดูจากป้ายแล้ว ส่วนใหญ่เป็๲แพทย์เฉพาะทาง และมีแพทย์ประจำบ้านอีกสองคน

    ​

    ​“หาที่นั่งให้เรียบร้อย แล้วห้ามส่งเสียงดัง” เริ่นไห่เฉียงสั่งกำชับ ก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงที่แถวหน้า ฟางหานและคนอื่น ๆ จึงรีบหาที่นั่งตาม

    ​

    ​ในห้องปรึกษาเคส กัวเหวินยวน ฉินเว่ยหัว และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายท่านนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อทุกคนพร้อม ฉินเว่ยหัวจึงลุกขึ้นสรุปรายละเอียดของผู้ป่วย

    ​

    ​“ผู้ป่วยถูกส่งตัวมาจากแผนกโรคตับของโรงพยาบาลที่หนึ่งประจำเมือง อายุ 43 ปี เพศชาย อาการเบื้องต้นคือตัวเหลืองทั่วร่างกาย มีไข้ต่ำต่อเนื่องไม่ลด โรงพยาบาลที่หนึ่งวินิจฉัยว่าเป็๲โรคไวรัสตับอักเสบชนิดรุนแรง... ปัสสาวะของผู้ป่วยมีสีเข้มเหมือนน้ำชา และมีอาการดีซ่านเฉียบพลันอย่างรุนแรง...”

    ​

    ​ขณะที่ฉินเว่ยหัวเล่าอาการ ทั้งในห้องปรึกษาเคสและห้องสังเกตการณ์ต่างก็มีการวิเคราะห์กันเบา ๆ

    ​

    ​“นี่คือโรคดีซ่านเฉียบพลันสินะ...” แพทย์เฉพาะทางในห้องสังเกตการณ์เข้าใจสถานการณ์ทันที ส่วนนักศึกษาที่มีความรู้ก็ทราบถึงความร้ายแรงของมัน

    ​

    ​โรคดีซ่านเฉียบพลันมักจะดำเนินโรคไปอย่างรวดเร็ว บางทีตอนนี้ผู้ป่วยยังดูมีสติอยู่ แต่อาจจะอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นเป็๲อันตรายต่อชีวิตได้ในเวลาไม่นาน

    ​

    ​หลังจากอธิบายอาการจบ ฉินเว่ยหัวจึงกล่าวว่า “ตอนนี้สภาพของผู้ป่วยวิกฤตมาก พวกเราต้องรีบกำหนดแผนการรักษาโดยเร็วที่สุด”

    ​

    ​ในห้องปรึกษาเคส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม เพราะโรคดีซ่านเฉียบพลันไม่ใช่โรคที่จะรับมือได้ง่าย ๆ ก่อนจะถูกส่งมาที่นี่ โรงพยาบาลที่หนึ่งวินิจฉัยแล้วว่าเป็๲ไวรัสตับอักเสบชนิดรุนแรง หากอาการยังทรุดลง ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะสมองเสื่อมจากตับหรือตับเน่าได้

    ​

    ​“ผู้ป่วยมีอาการของโรคดีซ่านเฉียบพลัน มีภาวะเ๣ื๵๪ร้อนและเ๣ื๵๪คั่ง รวมถึงหยินพร่องและความร้อนชื้นสะสมอยู่ภายใน ควรใช้การระบายความร้อนในเ๣ื๵๪ และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตเพื่อขจัดลิ่มเ๣ื๵๪...

    ​

    ​ผมเสนอให้ใช้ตำรับยาเสี่ยวไฉหูและตำรับยาอินเฉินเฮาครับ”

    ​

    ​ผู้ที่มาร่วมปรึกษาในครั้งนี้ล้วนเป็๲แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของมณฑลเจียงโจว กัวเหวินยวนยังไม่ได้ออกความเห็น แต่ทุกคนก็เริ่มตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้สูตรยาใด

    ​

    ​เมื่อสูตรยาถูกเขียนเสร็จสิ้น กลุ่มแพทย์และนักศึกษาในห้องสังเกตการณ์ต่างก็จ้องมองอย่างสนใจ และเมื่อสูตรยานั้นถึงมือกัวเหวินยวน เขาก็ปรับปริมาณยาเล็กน้อย

    ​

    ​“รากโบตั๋นแดง 500 กรัม?”

    ​

    ​หลายคนในห้องถึงกับตกตะลึง เพราะโดยทั่วไป การใช้ยาแพทย์แผนจีนจะจำกัดอยู่ที่ประมาณ 15-30 กรัมต่อชนิดเท่านั้น แต่ปริมาณที่กัวเหวินยวนระบุไว้ในสูตรที่ปรับปรุงแล้วกลับสูงถึง 500 กรัม

    ​

    ​ไม่เพียงแต่คนในห้องสังเกตการณ์เท่านั้น แม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในห้องปรึกษาเคสเองก็พากันประหลาดใจ สูตรยานี้เป็๲ผลจากการปรึกษาหารือกัน แต่การปรับปริมาณยามาจากดุลยพินิจของกัวเหวินยวนเอง แม้จะมีคนรู้สึกกังขา แต่ในเวลานี้ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยคัดค้านออกมาตรง ๆ