TREE WORLD
ปฐีวินาศโลก
By : Jack mysoul
แจ็ก มายโซล : เขียน
บทที่ 19
บันดาลโทสะ (1)
"ว่าไง ไอ้ขี้แหย ไอ้ลูกแหง่ฟิวท์"
ฟาลโก้ทักทายเขาก่อน เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็คนคุ้นเคย
"ฟาลโก้ ไอ้สถุล"
ฟิวท์ตอบโต้ด้วยถ้อยคำไม่น่าฟังพอกัน
จากวาจาตอบโต้ ทำให้จอสส์เพิ่งรู้ว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาก่อน เพียงแต่ถ้อยคำที่ใช้ออกมา สื่อความหมายไม่เป็มิตร
ทั้งคู่ส่งเสียงดังขนาดนี้ ทำให้ลูซี่ละภวังค์จากสวนหย่อมหันมามอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาดกับคำพูดจาที่ฟังขัดหูของพวกเขา แต่กลับให้ความสนใจกับจอสส์มากกว่า เธอส่งยิ้มให้เขานิดหนึ่งก่อนหันไปทักทายอีกคน
“อ้าว ลูกแหง่ฟิวท์ นายก็มาด้วยเหรอ” ลูซี่ทำเป็เอ่ยคำทักทาย แต่ปากก็ลั่นอะไรไปแล้ว
ฟิวท์แน่ใจว่าเห็นร่องรอยสะแหยะยิ้มของเธอก่อนอ้าปากเสียด้วยซ้ำ แต่เขากลับนิ่งเฉย
“ขะหมูขี ลูซี่ เธอก็มาเชียร์คนสถุนด้วยสินะ” การ์เซียที่ตามหลังฟิวท์มา สวนกลับด้วยถ้อยคำเหยียดเย้ยทันควัน
ลูซี่รู้สึกตนพลั้งปากไปหรือเคยชินกับการกล่าวทักทายตามสไตล์ฟาลโก้ที่เธอมักติดปากมา โดยไม่ตั้งใจจะหาเื่ใคร แต่ก็ไม่เห็นความจำเป็ต้องเอ่ยคำขอโทษกับเื่เพียงเท่านี้ และไม่คิดจะแก้ตัว ได้แต่ปล่อยไหลตามน้ำ อย่างน้อยใครๆก็ชอบอ้างว่าเธอกับฟาลโก้เป็แฟนกัน เมื่อเห็นฟาลโก้แสดงออกในทำนองเปิดศึก เธอก็ตั้งท่าข่มขวัญกับคนที่เห็นว่าเป็ฝ่ายตรงข้าม โดยการสูดลมหายใจลึกเกร็งหนังตาให้กระชับ แล้วจบด้วยท่ากอดอก
การ์เซียเห็นอีกฝ่ายชักสีหน้า แต่เธอไม่มีท่าข่มขวัญประจำตัว จึงกอดอกตามลูซี่โดยอัตโนมัติ ต่างกันเล็กน้อยตรงที่การ์เซียมักเอียงศีรษะเวลาไม่พอใจ ความจริงเธอไม่คิดจะเขม่นใคร แค่ตอบโต้แทนฟิวท์ที่มักไม่ค่อยต่อปากต่อคำกับสตรี ที่แม้จะถูกใช้ถ้อยคำดูิ่ตนก็ตาม เธอคิดว่าฟิวท์ควรรับมือกับฟาลโก้ แล้วตนเองรับมือลูซี่ก็ดูสมน้ำสมเนื้อ
ฟาลโก้ยืนยืดอกเบ่งกล้ามด้วยท่าเงยหน้ากอดอกเช่นกัน มันกราดสายตาเหมือนจ้องมองลงมาจากยอดเขา เพื่อกดข่มคนตรงหน้าให้รู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่า ทั้งที่จริงความสูงต่างกันแค่คืบ
ฟิวท์เองก็ไม่ได้รู้สึกตัวเล็กลง ถึงแม้จะตัวเล็กกว่า แต่จะเบ่งกล้ามแข่งไปก็ใช่ที่ เพราะลำแขนสมส่วนไร้ไขมันส่วนเกินไม่เหมาะจะทำแบบนั้น เขาคิดว่าถึงฟาลโก้ไม่ต้องเบ่งกล้ามโชว์ก็เหมือนกับเกร็งลำแขนตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่เห็นว่ามันแตกต่าง แต่สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเหนือชั้นกว่าก้อนเนื้อคือสติปัญญา จึงแค่ขยับสองนิ้วแตะไปที่ขมับตัวเอง2ทีเบาๆ
ฟาลโก้ไม่เข้าใจความหมายที่ฟิวท์เตือนว่าควรใช้สมองมากกว่ากำลัง ไม่สมควรก่อเื่วิวาทกับใครในพื้นที่นอกสังเวียน เพราะคนที่จะเสียเปรียบคือตัวเขาเอง ที่ต้องโดนลงโทษในฐานะนักเลงนักกีฬา ยิ่งใกล้เวลาเข้ารอบชิงด้วยแล้ว อาจส่งผลถึงโดนตัดสิทธิ์ลงแข่งหรือไล่ออก แต่ฟาลโก้กลับเข้าใจความหมายไปอีกทาง จึงแค่นเสียงคำรามในลำคอ
‘การที่ไอ้ฟิวท์โผล่มาตอนนี้ มันแค่จงใจมาหาเื่เพื่อใช้แผนสกปรกก่อกวนวิวาทกัน แล้วคนที่ลงมือก่อนจะโดนคาดโทษ ถ้าแชมป์อย่างเราโดนเขี่ยทิ้งก็กรุยทางเปิดช่องให้น้องตัวเองได้สบาย’
แล้วท่าสองนิ้วชี้ขมับเหมือนเยอะเย้ยฝ่ายตรงข้ามว่าโง่เง่าไม่รู้จักใช้สมอง ดีที่รู้ทันเสียก่อน ดังนั้นจึงตัดสินใจแล้วว่าจะทำตามที่ตัวเองถนัด นั่นคือการ ‘หาเื่คนอื่นแต่ลงมือทีหลัง’
ในการแข่งขันมาร์เชียลอาร์ต หลีกไม่พ้นที่นักกีฬาจะปะทะกันด้วยความรุนแรงจนถึงขั้นวิวาทกันในสังเวียนและนอกสังเวียน ถ้าเป็การตีกันระหว่างบนเวทีคงไม่มีปัญหาเพราะมันถูกตัดสินด้วยฝีมือและกฎกติกาอยู่แล้ว ต่อให้พลั้งมือฆ่ากันตายก็ถือเป็เพียงอุบัติเหตุ แต่ถ้าเป็การวิวาทนอกสังเวียน มักถูกลงโทษทั้งสองฝ่าย แต่การคาดโทษนั้นมีผลลัพธ์หนักเบาไม่เท่ากัน คนที่ถูกพิพากษ์ว่าเป็ฝ่ายผิดจะถูกลงโทษขั้นสูงสุดคือการตัดสิทธิ์หรือไล่ออก(ผลต่อเนื่องทางกฎหมายต้องไปฟ้องร้องกันเอาเอง) ฝ่ายที่ร่วมวิวาทแค่ถูกตัดคะแนนความประพฤติซึ่งมีผลกับการแข่งในครั้งถัดไป หรืออันที่จริงเรียกว่าไม่โดนลงโทษเลยจะเหมาะสมกว่า ซึ่งกรรมการที่มาจากเหล่านักยุทธ์นั้น มักตัดสินคนที่ลงมือก่อนว่าเป็ฝ่ายผิดเสมอ
ฟาลโก้นั้นนอกจากมีฝีมือด้านหมัดมวยแล้ว ยังชำนาญในการยั่วโทสะ จากประสบการณ์เท่าที่ผ่านมาการวิวาทอย่างเปิดเผยของเขานั้น ล้วนอ้างเหตุผลความชอบธรรมและเป็ฝ่ายลงมือทีหลัง แน่นอนว่านี่ไม่นับรวมการวิวาทในแก็งค์มาเฟียใต้ดิน
“ไอ้เปี๊ยกนี่คงเป็น้อยชายแกสินะ...มิน่าถึงรู้สึกหงุดหงิดั้แ่เห็นมันครั้งแรก” ฟาลโก้เริ่มใช้ทักษะยั่วโมโห
“อืม...นี่จอสส์ น้องชายฉันเอง” ฟิวท์ตอบเรียบง่ายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เดี๋ยวแกเจอกับฉัน รับรองเหลือแต่ซากแน่ ไอ้เด็กขี้แยไม่ยอมหย่านม...ฮ่าฮ่าฮ่า” ฟาลโก้หัวเราะแดกดัน พลางชี้นิ้วกลางใส่หน้าจอสส์
จอสส์ขมวดคิ้ว รู้สึกเหมือนโดนหาเื่ก่อน มันกำลังโดนดูถูกเหยียดหยาม ระหว่างคิดถ้อยคำจะตอบโต้ แต่เป็ฟิวท์ที่สวนกลับทันควัน
“ถ้าทำอย่างนั้น ฉันรับรองว่าจะทำให้แกไม่เหลือแม้แต่เศษซาก ไอ้สถุล...ฮ่าฮ่าฮ่า”
จากนั้นทั้ง4คนที่เหมือนจะจับคู่เป็คู่ปฏิปักษ์ก็หัวเราะออกมาคราหนึ่ง แล้วลดมาเป็การส่งรอยยิ้มให้กัน แต่มันออกมาจากความไม่จริงใจเป็เพียงฝืนเกร็งกล้ามเนื้อบนใบหน้าเพื่อปลุกเร้าไม่ให้รู้สึกตกเป็รอง
คนอื่นๆที่เพิ่งหันมาสนใจพวกเขา พลันรู้สึกว่าคนทั้ง4กำลังแยกเขี้ยวใส่กันมากกว่าการทักทายธรรมดา จึงทยอยพร้อมใจกันล้อมดูอยู่วงนอก ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวแม้เพียงปริปาก เพราะฟาลโก้ที่มีบูเทนโดชิหนุนหลังสร้างชื่อเสียไว้มิใช่น้อย แล้วคนที่กล้ามีเื่กับนักเลงใหญ่ ถ้าไม่ใช่คนเซ่อซ่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนก็ต้องมีดีไม่ธรรมดา
บรรยากาศอึมครึมของการเผชิญหน้าของคนแปลกหน้ากลุ่มนี้ เหมือน้าจะมีเื่กันได้ทันที ทำให้ปู่กับหลานสาวที่อยู่ใกล้พวกเขา ค่อยก้าวเท้าถอยห่างไปหลายระยะ
ถ้านับเพียง5คนที่กำลังเผชิญหน้ากัน จอสส์จะเป็คนเดียวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จู่ๆก็เหมือนตกอยู่กลางาเย็น เพราะพวกเขาไม่ใช่แค่เป็คนรู้จักกัน แต่ยังเคยมีเื่ขัดแย้งกันมาแล้วทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เพียงแต่แค่ปากเสียงยังไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือ อย่างไรก็ตามพวกเขาต่างคอยหาจังหวะเล่นงานอีกฝ่ายเมื่อสบโอกาส ซึ่งเื่พวกนี้จอสส์ไม่เคยรับรู้มาก่อน
แล้วจอสส์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า หากจะรู้จักกันมาก่อนก็ไม่ใช่เื่แปลก เพราะคนทั้ง4ต่างก็เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันแม้ต่างคณะกันก็เถอะ เพียงแต่เขาไม่เคยคิดเอาข้อมูลที่รู้มาปะติดปะต่อ เพียงแต่แปลกใจนิดหนึ่งที่ปกติฟิวท์เป็คนเหยาะแหยะแล้วก็ขี้แหยสมคำเยาะ ทำไมถึงกล้ามีเื่กับมาเฟียตัวพ่ออย่างฟาลโก้ แล้วยังรู้สึกว่าเขาต่อกรได้อย่างสูสี
ขณะกำลังต่อปากต่อคำ ฟิวท์สะดุดบางคำ รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง “เดี๋ยวก่อน !!! นายว่าไงนะฟาลโก้...นายจะขึ้นชกกับจอสส์” ยิงคำถามกับฟาลโก้ แต่ฟิวท์กลับหันไปมองอีกฝ่าย
ฟิวท์เพิ่งจะทบทวนคำพูดของฟาลโก้ และแปลความหมายก่อนหน้านี้ ซึ่งมันหมายความว่า จอสส์กับฟาลโก้จะได้ซัดกันบนเวที
“จอสส์ นาย...ทำไมนายมาชกกับรุ่นใหญ่ได้” ฟิวท์ถามกับน้องชายตัวดีแล้วรู้สึกร้อนรนขึ้นมา “พ่อกับแม่รู้เข้าต้องกลุ้มใจตายแน่”
ฟิวท์เพิ่งรู้ว่าจอสส์แอบมาชกข้ามรุ่น ที่จริงข้ามมาหลายรุ่น และไม่เข้าใจว่าทำไมกรรมการถึงอนุญาตให้จอสส์ลงแข่งซึ่งมันน่าจะผิดระเบียบ และทำไมจอสส์ถึงกล้าเสี่ยงขนาดนี้ เหมือนฆ่าตัวตายด้วยการมาเปรียบมวยกับไอ้อันธพาลฟาลโก้
“ก้อรุ่นของฉันไม่มีใครสู้ด้วยแล้ว”
เมื่อเห็นว่าความลับแตก จอสส์เลยตอบไปตรงๆ
นั่นจริงแต่คงไม่ทั้งหมด ฟิวท์รู้สึกได้ว่าจอสส์ยังมีเื่ปิดบังบางอย่าง
ถึงจอสส์จะเสพติดการต่อสู้ แต่ก็ไม่น่าโง่ขนาดพาตัวเองมาอยู่ในสภาพเสียเปรียบทุกกรณี สมควรไต่ลำดับไปเรื่อยๆตามวัย ตามฐานะอันควร
จู่ๆลูซี่ที่เงียบเสียงไปก็เข้ามากุมมือจอสส์ ทำเหมือนพวกโลเลหลายใจ เปลี่ยนฝ่ายกะทันหัน
“โค่นเขาให้ได้นะจอสส์ ฉันเชื่อมือเธอ” ลูซี่กล่าวคำนี้ออกมา ทำให้ฟาลโก้ถึงกับผงะหน้าเสีย!!!
มันมองหน้าหญิงสาวของตนจากซีกด้านข้าง อึ้งค้างเป็ใบ้ไปครึ่งค่อนวัน ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ จึงค่อยขยับปากอย่างยากลำบาก “เธอ...พูดอะไรออกมา...ลูซี่...”
ลูซี่ทำเป็ไม่ได้ยิน พยักหน้ายิ้มให้จอสส์ ก่อนกล่าวย้ำคำเดิม “โค่นเขาให้ได้...”
ฟาลโก้รู้ว่าสิ่งนั้นมันเป็ไปไม่ได้ มันไม่มีทางถูกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้โค่นล้มอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่หญิงสาวของมันกล่าวออกมา กลับทำให้มันะเืใจอย่างงงงัน
ก็คำพูดให้กำลังใจแนวนี้ลูซี่ไม่สมควรกล่าวกับผู้อื่น ยิ่งคนที่เธอหมายถึงว่าโค่นให้ได้คือเขา แล้วคนที่เธอสนับสนุนยังเป็คนของฝ่ายตรงข้าม
ฟาลโก้จ้องหน้าจอสส์เขม็ง พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ มานึกย้อนดู ฉายาที่ลูซี่ซื้อมา ยังจงใจตั้งให้คล้ายกับไอ้เด็กเวรนั่นด้วย...เพราะอะไร?
ฟาลโก้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างมันกับลูซี่ แต่รู้สึกได้อย่างรุนแรงว่าเป็ตัวมันเองต่างหากที่ถูกยั่วให้โกรธ