“อ้า...ออกมาเดินแล้วหรอ...ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงพ่อ
ยิ้ม......หานอี๋เริ่มยอมรับในครอบครัวใหม่โดยไม่รู้ตัว แม้ก่อนหน้านี้
ตัวเขาจะผิดหวัง กับเื่บนูเาแต่พอมาคิดดีๆแล้วมันก็เื่ปกติ
ของคนยุคนี้ ตัวหานอู๋เองก็คงจะเติบโตมาแบบนั้น
ทั้งห้าคนอยู่คุยหน้าบ้าน
....่เย็นใกล้ค่ำเวลารับประทานอาหาร....
“วันนี้ลูกๆทำได้ดี ผลงานครอบครัวเรานายท่านพอใจอย่างมาก...ฮ่าฮ่าฮ่า...
หานอู๋พูดด้วยความภาคภูมิใจ
“ที่จริงข้ายังสู้ได้อีก” หานถงกล่าว...แล้วกัดน่องไก่ป่ามากินต่อ
“เ้าสู้ยังไงไหนลองเหล่าให้พี่ฟังหน่อย” หานอี้เริ่มสนใจว่าเื่นี้ไม่ควรมองข้าม
“วันนี้ข้าเอาชนะการปะลองได้สี่รอบติดถ้าไม่หิวน้ำข้าคงต่อรอบที่ห้าแล้ว
คราวหน้าจะพาน้ำไปให้มาก” พูดเสร็จก็กินต่อ
หานอี้พยายามนึกคิดระหว่างทานอาหารว่าเ้าของร่างเดิมเคยไปมีส่วนร่วมอะไรบ้างไหม...............เหมือนจะเคยไป...หรือ...ไม่เคย
“แปลกความรู้สึกแบบนี้ั้แ่เกิดมาไม่เคยเป็” คิดในใจ
คิดไปคิดมาเริ่มไม่อยากอาหาร อยากไปนอนเอนกายบนเตียง
“ทำไมไม่ทานอาหาร”
“ข้าอิ่มแล้วท่านแม่” จึงขอตัวไปห้องนอนก่อน
ไม่เข้าใจตัวเอง ทานข้าวอยู่ดีๆ แล้วอยากนอนมันแปลกจริงด้วยแฮะ
จุดไฟตะเกียง ล้มตัวนอนบนเตียง
.....การปะลอง....การต่อสู้....การปะลอง....การต่อสู้...คิดวนอยู่ซ้ำๆหลายชั่วยามไม่หลับไม่นอน แลเห็นเสื้อเก่าๆตัวหนึ่งที่แควนติดผนังบ้าน.................
เริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำ........
ณ ป่าแห่งหนึ่ง ในวันที่ฝนตกหนักมีการซ้อมต่อสู้แบบกลุ่มละสี่คนฝึกเคลื่อนที่ไปมาโดยไม่แตกกลุ่ม ขึ้นเขา ลงเขา ั้แ่เช้ายันบ่ายโดยไม่มีการพักหรือทานอาหารนึกถึงเื่นี้ร่างกายหานอี้รู้สึกหนาวถึงกระดูก ปวดเมื่อย เหนื่อยล้า
ทรมานภายในจิตใจ เหมือนไม่อยากพบเจออะไรเช่นนี้อีกแล้ว
ปะติดปะต่อเื่ราวจากความทรงจำ..............
จนแน่ใจแล้วว่า หานอี้คนเก่าไปฝึกซ้อมการต่อสู้พร้อมครอบครัวแต่ต้องแยกไปฝึกกับกลุ่มอื่น เขาคัดคนตามความสูงให้หนึ่งกลุ่มมี เตี้ย ปานกลาง สูงเฉลี่ยกันฝึกโดยตากฝนทั้งวัน
“เ้าตัวเริ่มหนาวถึงกระดูกนั้นก็หมายความว่ามีไข้อยู่แล้วแต่ไม่รู้ตัว”
หานอี๋พูดกับเสื้อตัวที่แควนติดกับผนังบ้าน
ไข้ตัวร้อนไข้สูงของคนยุคนี้ที่ขาดความรู้ทางการแพทย์ย่อมอันตรายถึงชีวิตได้
“หานอี้...ที่ผมจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็เพราะนายอยากจะลืมซินะ
เงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“ในเมื่อเื่มันเป็แบบนี้ไปแล้ว....”
“ก็...ขอให้นายหมดห่วงผมจะดูแลครอบครัวแทนนายเอง”
“และ...จะใช้ความรู้ที่มี...ยกระดับครอบครัวให้สุขสบายกว่าที่เป็อยู่”
“นายหลับให้สบายนะเพื่อน”
หานอี้ตื่นแต่เช้ามืดตั้งใจจะขอให้แม่พาเข้าเมืองด้วยเนื่องจากถึงเวลาที่แม่จะเข้าเมืองเพื่อซื้อของใช้ในบ้าน และยังนำไม้ฟื้นหนังสัตว์ เข้าไปขายด้วย
วันนี้พ่อจะไปล่าสัตว์คนเดียว
“ออกเดินทางได้...” เสียงหานอี้ตื่นเต้น เมืองจะคล้ายในหนัง ซีรีย์จีนไหมเพราะในความทรงจำคนก่อนเลื่อนลางและมีน้อยเกินไป
..............ประตูเข้าเมืองปักเป๋ง.............
ตรงด่านประตูเมืองมีทหารเฝ้าประตูอยู่หกคน
ค่อยสอดส่องดัวยสายตาสร้างความกดดันให้หานอี้ได้ไม่น้อย
เดินเข้ามาภายในตัวเมือง มีบ้าน มีร้านหลากหลายขนาด ตลาดอยู่ไม่ไกลจากประตูเข้าเมือง ทั้งสีคนแวะขายไม่ฝืนที่โรงเตี๊ยมขาประจำก่อน
หานอี้สังเกตเห็นวิธีชีวิตชาวเมืองจะนิยมขี่ม้าบริโภคเนื้อแพะ
มาถึงตลาดก็เริ่มวางหนังสัตว์ขายทั้งสีคนทราบดีว่าหนังสัตว์นั้นขายออกยากมาก ครอบครัวที่ทำอาชีพเดียวกันกับตระกูลหานนั้นมีมากมาย
สินค้าหนังสัตว์จึงล้นตลาดแต่ก็มีหนังสัตว์บางประเภทที่จะขายดี
จำพวกสัตว์หายาก เฉดเช่น หมี เสือหมาป่า จระเข้ รวมไปถึงงูตัวใหญ่
จะเป็ที่โปรดปรานของพวกขุนนางที่เอาไปประดับบารมี หรือ
นำไปทำเป็ชุดเกราะตั้งร้านขายอยู่ครึ่งวันก็ยังขายไม่ได้
แม่จึงขอตัวไปซื้อของใช้ในบ้านก่อน หานอี้รีบลุกเพื่อจะตามแม่ไป
“ข้าขอไปด้วยท่านแม่”
ทั้งสองเดินหาร้านเครื่องเทศที่ราคาถูก แต่ละร้านราคาไม่ต่างกันมาก
เป้าหมายของแม่จริงๆเป็พวกเครื่องเทศเก่าที่ทางร้านลดราคา
“เครื่องเทศมีแต่คนรวยที่ซื้อได้ซินะ ไม้ฝืนที่แบกมาตั้งหกลี้ซื้อเกลือได้แค่หนึ่งกำมือเด็กเอง”
อย่างสุดท้ายที่ต้องซื้อและสำคัญที่สุด ข้าวสาร
มาถึงร้านขายข้าวข้าวยุคนี้มีขายอยู่สองประเภท แบบข้าวเปลือกกับ
แบบข้าวสาร ที่ราคาจะแพงกว่าข้าวสารนั้นจะมีอีกสองราคา
คือที่เป็เม็ดข้าวสวยราคาแพงที่สุดกับเม็ดข้าวแตกหักไม่สวยราคาจะถูกกว่า
เม็ดข้าวแตกถ้าเป็บนโลกเดิมคือของที่ใช้เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่
หานอี้ยืนอยู่หน้าร้านข้าว ด้วยความรู้สึกราวกับว่า
ข้าวในร้านเป็รถซูปเปอร์คาร์ที่ตนไม่สามารถซื้อมาได้
วันนี้ไม่มีปัญญาจะกินข้าวเป็ดไก่ด้วยซ้ำชีวิตตนนี้มันน่าอนาถขนาดนี้เลยหรือ
คิดถึงชีวิตเก่าที่ฟุ่มเฟือย
ข้าวคางคืนที่อยู่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้ายังไม่เสียแต่ตนนำไปทึ้งเพราะอยากกินข้าวที่พึ่งหุงมาใหม่ๆ
บ่อยครั้งกินข้าวไม่หมด ตักมาเยอะไป ไม่เคยจำไม่ใส่ใจ
หรือบางทีซื้อข้าวมาจากนอกบ้านแล้วไม่อร่อยก็โยนทึ้งถังขยะ
หานอี้หันไปมองหมาสีน้ำตาลแดงตัวอ้วนที่นอนอยู่ข้างประตูร้าน
คนกับหมาจ้องตากัน
“ขนาดหมายังส่งสายตาสงสารให้ตูเลยได้ความเห็นใจจากหมาด้วยเรา”