***จดหมายฉบับสุดท้ายของเฉ่าเหมย
พี่ใหญ่ที่รัก :
ฉันไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงออกมาอีกแล้ว ฉันนึกว่าฉันน่าจะรวมร่างสำเร็จแล้วซะอีก ตอนที่ฉันได้สติกลับมา ฉันถึงรู้ตัวว่าฉันกลับมาอีกแล้ว อาหม่านหลับอยู่ตลอด ส่วนพวกเราถูก ‘หมอ’ พามาที่ญี่ปุ่น
ที่นี่หนาวมาก มีคนอยู่น้อยนิด ฉันไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม บวกกับมีหมอคอยจับตามองตลอดเวลาจึงหาโอกาสหนีไม่ได้
หมอบอกว่าเขาจะไม่ทำร้ายพวกเรา แต่ฉันไม่เชื่อการรับรองของเขาหรอก ถึงยังไงเขาก็เคยปิดบังเื่ที่เขาเป็หนึ่งในพวกเรา ตบตาทุกคน
ฉันปลุกอาหม่านไม่ตื่น บางทีอาจเป็เพราะหมอจงใจไม่ให้อาหม่านตื่น ฉันไม่รู้ว่าหลังจากนี้หมอตั้งใจจะจัดการกับพวกเรายังไง ฉันเคยถามเขาหลายรอบแล้ว เขาเอาแต่บอกว่าการผสานร่างเป็วิธีเดียวที่มี
หวันหวั่น น้องสาวของอาหม่านก็อยู่ที่นี่ หมอหวงแหนหวันหวั่นมาก เขาไม่ยอมให้ฉันได้เจอหวันหวั่นตามลำพังเลยด้วยซ้ำ ฉันเดาว่าหมอต้องอยากยึดร่างกายที่พวกเราใช้ร่วมกันแน่ๆ เขาตั้งใจกำจัดพวกเราทั้งหมดทิ้ง ลบล้างการมีอยู่ของพวกเรา ฉันยังรู้สึกอีกว่าหมออาจจะรักหวันหวั่นเข้าแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางพูดกับหวันหวั่นเสียงอ่อนเสียงหวาน ทำดีด้วยจนฉันขนลุก ถ้าพวกเราหายไปกันหมด เขาก็จะได้อยู่กับหวันหวั่น
พี่ใหญ่ หวังว่าจดหมายนี้จะไปถึงมือพี่อย่างปลอดภัย ถ้าพวกเรากลับมาไม่ได้อีก พี่ต้องล้างแค้นให้พวกเราด้วยนะ
รวมถึงเว่ยเสียง พวกเราหวังว่าเขาจะไม่เสียใจนัก เขาเป็คนดี น่าเสียดายที่พวกเราช่วยเขากับอาหม่านไม่ได้ เว่ยเสียงกับอาหม่านควรได้อยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็อย่างไร
ข้อความสุดท้ายจากเฉ่าเหมย***
ญี่ปุ่น
หกโมงเช้า นาฬิกาปลุกยังไม่ทันดังก็มีคนมากดกริ่ง
เสียงแล้วเสียงเล่า ดังไม่หยุดหย่อนอย่างมีความอดทน ผมชะโงกหัวออกจากผ้าห่ม ถอนหายใจคล้ายครวญคราง แงะขาสั้นๆ ของไน่ไน่ลูกสาวออกจากตัว ดันตัวลุกขึ้นอย่างจนใจ บรรจงห่มผ้าห่มให้เธอ หยิบแว่นตาข้างเตียงมาสวม คลุมเสื้อนอกชั้นหนาแล้วรีบไปเปิดประตู
ผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้าประตูท่าทางกระปรี้กระเปร่า ดวงตาเป็ประกาย เส้นผมสีขาวม้วนเป็มวยเรียบร้อย ริมฝีปากเม้มหากันเหมือนไม่ยอมให้ใครขัดใจง่ายๆ
“แม่ครับ วันนี้มาเช้าจัง!” ผมหาว หลีกจากโถงทางเข้าให้เธอเข้ามาในบ้าน
“ไน่ไน่ล่ะ” เหลียงจื้อเดินตรงเข้าไปในครัว อุ่นอาหารเช้าที่นำมาด้วย
“ไน่ไน่ยังนอนอยู่ครับ” ผมหาวอีกครั้ง
“ไปปลุกเธอ นอนตื่นสายขนาดนี้ พระอาทิตย์ขึ้นแล้วยังไม่ตื่นใช้ได้ที่ไหน” เหลียงจื้อยกอาหารขึ้นโต๊ะพร้อมตำหนิลูกเขยของเธออย่างผม “ที่ไน่ไน่ใช้ชีวิตไม่มีแบบแผนขนาดนี้เพราะถูกแกตามใจจนเคยตัวนั่นแหละ”
“แม่ครับ ตอนนี้เพิ่งหกโมงกว่าเอง”
เหลียงจื้อเป็แม่ของหวันหวั่น ภรรยาผม ตอนที่หวันหวั่นยังมีชีวิตอยู่ เหลียงจื้อกับครอบครัวเราแทบไม่เคยข้องแวะ เหลียงจื้อไม่ชอบลูกเขยอย่างผมมาตลอด เธอไม่ชอบผมมาั้แ่เด็ก
สองปีก่อนหลังหวันหวั่นเสียไป เหลียงจื้อก็ทำทุกวิถีทางเพื่อพาลูกสาวคนเดียวของหวันหวั่นไปอยู่ข้างกายเธอ ผมทะเลาะกับเหลียงจื้อหลายครั้งเพราะเื่นี้ ถึงแม้ผู้ชายจะเลี้ยงลูกไม่ค่อยสะดวก บวกกับไน่ไน่เป็เด็กซุกซน แต่ผมคอยบอกเหลียงจื้อตลอดว่าผมทำหน้าที่นี้ได้ อีกอย่างตอนนี้ไน่ไน่ก็เติบโตอย่างปลอดภัยจนแปดขวบแล้ว
“ฮ้าว!” บิดี้เี หาวสักหวอด จากนั้นผมกลับห้องไปเขย่าปลุกลูกสาวสุดที่รัก
“หลินไน่” ผมใช้เท้าดันเธอ แต่เ้าตัวเล็กกลับขดตัวเข้าไปในผ้าห่ม
“อะไรเล่า...” ไน่ไน่บ่นอย่างไม่พอใจ
“แม่มดมาแล้วนะ ลูกยังไม่รีบตื่นอีก!” ผมดันเธออีกครั้ง แน่นอนว่าใช้เท้าเหมือนเดิม
“หนูจะนอน” ไน่ไน่ไม่อยากลุกสักนิด
ไม่แปลก ทั้งที่ปกติวันหยุดสุดสัปดาห์พวกเราจะนอนกันถึงสิบโมงเช้า แต่พอแม่เหลียงจื้อมา เป็ต้องทำลายตารางเดิมจนยุ่งเหยิง
“ไน่ไน่ ตื่นเร็ว” เหลียงจื้อะโออกจากห้องครัว
ไน่ไน่ในผ้าห่มใจนเด้งตัวขึ้นนั่ง หน้าตาซีดเผือด เธอไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน กลัวแต่อาม่าผู้เป็ดั่งมารร้ายคนนี้
“ไน่ไน่ที่น่าสงสาร” ผมลูบหัวลูกสาว อุ้มเธอมาที่ห้องรับแขก จับเธอนั่งบนเสื่อทาทามิ
เหลียงจื้อยกแตงกวาดองและข้าวเปล่ามาตั้งบนโต๊ะ แล้วยังต้มซุปมิโสะด้วย ไน่ไน่มองผมอย่างเศร้าหมอง ผมบีบแก้มแดงระเรื่อของเธอ แล้วหยิบหวีมาสางผมหยักศกธรรมชาติที่พันกันยุ่งเหยิง
ก่อนจะถักเปียให้เธอ
“ข้อเสนอของฉันก่อนหน้านี้ แกคิดเห็นยังไงบ้าง” เหลียงจื้อนั่งตัวตรงเรียบร้อย ท่าทางน่าเกรงขามไม่ยอมให้ใครล่วงเกิน
แม้เธอจะถือตัวขนาดนี้ แต่ผมก็ไม่เคยอ่อนข้อให้เธอ
“ผมถามไน่ไน่แล้วครับ ไน่ไน่บอกว่าอยากอยู่กับพ่อของเธอ” ผมเกาคางลูกสาว เธอจักจี้จนหัวเราะออกมา เผลอทำแตงกวาดองเปื้อนเสื้อ
เหลียงจื้อรีบเก็บแตงกวาดองบนเสื้อมาวางบนโต๊ะ ใช้ผ้าเปียกเช็ดรอยเปื้อนบนเสื้อไน่ไน่