
ณ บริเวณเขตเชื่อมต่อ ทวาณพกับเมตารสผู้เป็ภรรยา นั่งพิจารณาถึงไอสีดำำ ที่เล็ดลอดเข้ามา นางกำลังชั่งน้ำหนักถึงเหตุผล ว่าเป็การไม่สมควรแล้วจะคาดคั้นเอาความจริงกับธุลีดาบถ จอมคาถามนต์ดำที่อยู่ในการปกครองของชิษณุวายุให้รู้ดำรู้แดงกันไปเสีย
" ท่านพี่ ท่านคิดเห็นเป็เช่นไร" เมตารสเอ่ยถามสามี
" ต้องรอมติ คำสรุปจากการประชุมเสียก่อน บัดนี้เสร็จสิ้นแล้ว เดี๋ยวก็คงเดินทางมา เ้าใจเย็นไว้เสียก่อน" ทวาณพ

นกทัณฑิมา (เป็ชื่อนกในพวกสัตว์หิมพานต์ มีรูปเป็ครุฑยืนถือกระบอง หัวมีหงอน มีจงอยปากใหญ่และงองุ้ม มีเขี้ยว ๑ คู่ หูแบบหูหัว ตาแบบตาจระเข้ คือเรียวยาว. แขนเหมือนคน แต่มีแผงขนใต้ท้องแขน มือมี ๕ นิ้ว กลางหลังมีปีก มีหางแบบหางไก่ ขาทั้ง ๒ เรียวเป็ขานก และมีแผงขนที่น่อง. นกทัณฑิมายืนถือกระบองอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ เหมือนทหารยืนรักษาสถานที่อยู่. คำว่า ทัณฑิมา แปลตามรูปศัพท์ว่า ผู้ถือกระบอง)
นกทัณฑิมา ได้เดินทางมาถึงทางเชื่อมดินแดน ได้เอ่ยต่อทวาณพ
" สารนี้ ข้ามิทวน จะเอ่ยให้เ้าเข้าใจเพียงหนึ่งครั้ง
เนื่องจากฝ่ายตรงข้าม ยังมิได้แสดงสัญลักษณ์แห่งธงรบ จึงมิอาจก่อศึกได้ก่อน อีก 2 ราตรี สัตว์ธรรมดาน้อยใหญ่ จะมารวมตัวกันตรงนี้จำนวนหนึ่ง เพื่อพลีชีพและปกป้องตามแผน"
ทวาณพประหลาดใจยิ่ง สวนวาจากล่าวออกมาโดยไม่ยั้งคิดว่าควรฟังให้จบเสียก่อน
" ทำไมเล่า พวกผู้นำเสียสติกันไปแล้วหรือ ทำไมให้สัตว์ปกติ มาตรงนี้ มิสูญเปล่าหรือ ฤทธิ์ใดก็ไม่มี ข้าเห็นทีจะไม่เห็นด้วยกับแผนอย่างนี้ " ทวาณพ
" ฟังต่อเถิด ถ้าเ้าสงสัยอันใด ให้ไปสอบถามกับพวกเขาเองเถิด ข้าเพียงส่งสารในป่านี้ " ทัณฑิมา
.....
" ด้วยเหตุอันเปราะบาง จะทำการใดให้เห็นถึงการปะทะไม่ได้เด็ดขาด พวกครุฑจะนำไปเป็ข้ออ้างในการตอแย รังแกเราได้
เพียงฝ่ายเรานำสัตว์ธรรมดามากางกั้นไว้เสีย พวกครุฑก็ลำบากใจในการโจมตียิ่งนัก " ทัณฑิมา
สิ้นเสียงบอกกล่าวยังไม่เสร็จ ทวาณพร้อนรนทนไม่ไหว จึงจะไปสอบถามถึงเหตุผลด้วยตนเองกับเหล่าผู้นำำ แต่เมตารสยั้งไว้ก่อน พร้อมอาสาเดินทางไปสอบถามแทนสามีตน
เพราะนางก็สุดคิดถึงบุตรบุญธรรมของตน อยากกอดอยาก เข้าไปพบ จึงถือโอกาสนี้จะไปแสดงความคิดถึงต่อไตรยวายุด้วยเช่นกัน
+++++++++++++
เมื่อไตรยวายุเล่าถึงเหตุผลเท่าที่จะเอ่ยกับนางได้ จึงได้หันหลังกลับ เรากับแผ่นหลัง แฃะปีกคู่นั้นของเขา จะบอกกับนางว่า เมื่อถึงเวลาที่เขาแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องนางได้ เขาจะหันหน้ามาหานางอีกครั้งด้วยความภาคภูมิใจ
ไตรยหยุด แล้วเอ่ยกับนางโดยยังหันหน้าไปเบื้องหน้า มีแค่แผ่นหลังที่นางได้ประทับไว้แล้วที่ดวงตา
" เ้าเป็โรคที่รักษาไม่หายใช่หรือไม่" ไตรย
.....
" ข้าไม่เคยเรียกว่ามันคือโรค ข้าเรียกมันว่าโขคชะตา" เสมอแข
" เ้าทรมานหรือไม่ เ็ปหรือไม่..." ไตรย
นางก้มลงเล็กน้อยด้วยดวงตาเศร้า
....
" ข้าจะหาทาง และจะไม่ให่เ้าต้องเ็ปอีกต่อไป เพียงเป็ลมใต้ปีกให้ข้าอย่างแ่เบา
พอให้ข้าได้ได้แรงใจ
แล้วข้าจะปกป้อง แล้วจะรับความเ็ปนั้นเอง "
ไตรยวายุเอ่ยกับนางอย่างหนักแน่น แล้วทะยานขึ้นไปบนฟ้าหายไปจากสายตานาง เสมอแขมิกล้ามองภาพที่ค่อยๆจางหาย ไกลตัวไปเรื่อยๆ ได้แต่ทำสีหน้านิ่งเฉยเหมือนจะรับคำไตรยวายุเเอาไว้แล้ว
เสียงที่เอ่ยกับนางทางด้านข้าง
" ท่านบัญชิณบถคงมอบหมายอะไรสักอย่าง ให้เขา.. แม้ข้ากับเ้าจะรู้ไม่หมดสิ้นถึงภารกิจ แต่เห็นสายตาของเขาที่มีต่อเ้าแล้ว ข้าคิดว่าคงได้เำียงเชื่อมั่นในตีตัวเขา" ปรางค์นารี
" บุรุษครุฑเขาพูดจา ตรงๆ และรู้สึกได้เร็วเพียงนี้หรือ" เสมอแข
...
" เผ่าพันธุ์และ สัญชาตญาณย่อมต่างกัน เขาอาจจะไม่ได้กำเนิดจากไข่ ไม่ได้กำเนิดจากครรภ์ ซึ่งข้าก็ไม่รู้ว่าเขากำเนิดเช่นไร ทำให้เขาอาจจะยังเรียนรู้สังคม ของแต่พื้นที่ไม่หมดสิ้น
ข้าสนใจเพียงเขาไม่พูดเท็จ และหวังดีกับน้องสาวข้า เพียงเท่านี้ข้าก็หมดห่วงนี้แล้ว" ปรางค์
...
++++++++++
เหล่าสรรพสัตว์ในป่าส่วนหนึ่งเริ่มออกเดินทาง มายังบริเวณที่ถูกกำหนด
++++++++++
ชิษณุวายุผู้เป็ใหญ่ ได้เอ่ยถามถึงการแสดงสีหน้าไม่สู้ดีของธุลีดาบถ (ฤาษีมนต์ดำำ)
" กำจัดมันโดยเร็วได้หรือไม่ "
.....
" ยังก่อน บัดนี้ดวงตาทิพย์ของข้า ได้สอดส่องใคร่ครวญแผนการพวกมันให้ดีก่อน" ธุลีดาบถ
" แผนอันใด" ชิษณุวายุ
" พวกนั้นใช้วิธีสันติ ใช้สัตว์ปกติมาเป็โล่ หากเราให้ทหารครุฑไปโจมตีก่อน ล่วงรู้ถึงพระพรหม หรือองค์นารายณ์ จะกลายเป็ว่าฝ่ายเราเดินเข้ากับดักของพวกมัน " ธุลีดาบถ
" องค์นารายณ์มิยุ่งเกี่ยวความเป็ไปเหล่าสิ่งมีชีวิตตามวิถี ไม่ใช่รึ" ชิษณุวายุสงสัยมากขึ้น
.....
" อืมมมม... ท่านผู้เป็ใหญ่บนเวหา พิจารณาเอาเถิด ข้าได้ยินจากดาบถทั้งหลาย ในอดีต และปัจจุบันนี้ ล้วนกล่าวว่า ป่าหิมพานต์นี้ เป็ที่โปรดปรานขององค์พรหมนัก พระพรหมท่านมักจะใช้สถานที่นี้ พักผ่อนและแลดู เนื่องด้วยนานมาสถานที่นี้ก็ล้วนมีแต่สันติและธรรมชาติอันน่าภิรมย์นัก
ดีไม่ดี ข้าเกรงว่าหากทำอะไรไม่ดีเข้าตาร่างอวตารมหาพรหมเข้า พวกเราจะเดือดร้อนหนัก " ธุบีดาบถ
" เฮอะ.. เป็ถึงมหาเทพ ใยมายุ่งเื่พรรค์นี้ แล้วยามนี้มีแผนการใด " ชิษณุ
" ท่านมีร่างอันเป็ะ ตราบใดพวกนั้นยังไม่รู้ถึงวิธีกำจัดท่าน พวกนั้นย่อมไม่ผลีผลาม
ข้าได้ปล่อยไอมนต์ดำแทรกผ่านเข้าไปยังป่าหิมพานต์แล้ว แต่ยังกำเนิดเป็อสูรไม่ได้ ให้สำเร็จเเมื่อใด กระแสแห่งาชอบธรรมย่ิมเอนมาฝั่งเรา
" เพราะเหตุใดเล่า..." ชิษณุวายุ
" เหล่าอสูรมนต์ดำำเป็เพียงสิ่งชั่วร้าย มันทำการใดย่อมไม่อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายใด เมื่อเหล่าอสูรทำลายหิมพานต์ไปเรื่อยๆ ฝ่ายนั้นย่อมไม่อยู่เฉยแน่ แต่มันก็จะไม่สามารถเอาผิดกับฝ่ายเราได้ " ธุบีดาบถ
" แล้วจะเป็า จะให้ข้าอัญเชิญธงรบครุฑได้อย่างไรเล่า " ชิษณุ
.....
" อย่าเป็ห่วงไปเลยท่าน ข้าตระเตรียมแผนสำหรับเื่นี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
เหล่าอสูรมนต์ดำำ จะมีตัวลวงตาอยู่จำนวนหนึ่งที่เป็ครุฑจริง ลวงตาได้แม้แต่ทวาณพผู้เฝ้าประตู
หากมันพลาดโจมตีครุฑ ที่หวังนำผลไม้ไปถวายท่าน นั่นจะเ้าสู่ทางของเราโดยทันที" ธุลีดาบถอธิบายแผนแยบยลอันปนไปด้วยความชั่วร้าย
+++++++++++
หน้าถ้ำำ ที่อยู่หลังม่านน้ำตก อนันตานาคี ได้นำร่างของวานรน้อยลง(มณฑีี) เหล่าผู้นำได้ให้อนันตาผู้มีฤทธิ์ป้องกันสูงเป็อันดับสองในที่นั้น เป็ผู้มีหน้าที่ เฝ้าวานรน้อย จนกว่าจะฟื้นตัวตื่นขึ้นมา เหล่าผู้นำร่ายมนต์ผนึกปากถ้ำเอาไว้ด้วยมหามนต์ที่ทุกตนหวังให้เป็ไพ่ตายสำหรับศึกในวันหน้า
บัดนี้ คนทีีกุมชะตาป่าหิมพานต์นี้อีกตน ก็เดินทางสู่ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ใต้บาดาลด้วยคาถาของบัญชิณบถ เพื่อบำเพ็ญรับบารมีเต็มขีดความสามารถ ร่างประกายสีรุ้งห่อหุ้มครุฑหนุ่ม ลงสู้ผืนน้ำทะลวงลงใต้บาดาลเข้าสู่ร่างไร้ิญญาของมหาครุฑผู้บำเพ็ญอยู่ในถ้ำ
ปรากฏแสงสีรุ้งเปล่งประกายทั่วทั้งถ้ำำ นำพาความรู้สึกบองเหล่านาคทักตนให้รับรู้ และเชื่ออย่างสนิทใจ ว่าพวกเขามิได้ถูกหลอกลวงตบตา แต่ผู้มีบารมีได้อยํ่ในถ้ำนั้น ทำให่เหบ่านาคพากันส่งคลื่นสัญญาณแสดงความดีใจไปทั้งเมืองบาดาล
+++++++++++++++
( ติดตามตอน 18 )