เช้าวันต่อมา
กงโม่เหอตื่นขึ้นมาั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง แท้จริงแล้วชายหนุ่มแทบจะไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำ เพราะเมื่อเขาเคลิ้มหลับไปคราวใดหากไม่ฝันว่าพี่สาวกำลังถูกเฉินจู่เหวินทำร้ายอยู่ ก็จะฝันว่าตนกำลังต่อสู้กับทหารมากมายที่มาชิงตัวจ้าวเฉียงอี้กลับไปส่งคืนที่วังหลวง
ร่างสูงลุกออกจากกองฟางช้าๆ ก่อนจะเดินไปหยุดยืนมองภรรยาตัวเล็กที่นอนหลับใหลอยู่เงียบๆ บนเตียงนอนขาวสะอาด สายตาอันเฉียบคมของอดีตแม่ทัพใหญ่มองเห็นคราบน้ำตาบนผ้าที่เปียกชื้นอยู่อย่างชัดเจน ชวนให้หัวใจของเขาอ่อนยวบลงมาทันใด
“ข้าไม่ได้โกรธเคืองเ้า แต่ข้าเกรงว่าจะตัดใจจากเ้าไปไม่ได้ต่างหาก เ้าไม่รู้หรอกว่าข้าเป็ห่วงเ้ามากเพียงใด”
ร่างสูงโน้มตัวลงมากระซิบข้างใบหูของหญิงสาวแ่เบา ริมฝีปากหนาเผยอขึ้นเล็กน้อยก่อนจะงับไปที่ติ่งหูบอบบางนุ่มนิ่มของหญิงสาวและรีบถอนออกมาไม่ให้นางรู้สึกตัว
คนตัวเล็กขยับขนตาเล็กน้อย นางรู้สึกตัวแล้วแต่ยังรู้สึกค้างคาใจกับการกระทำของสามีเมื่อคืนจึงแสร้งทำเป็หลับต่อไป
กงโม่เหอบอกว่าจะไปทำธุระในเมืองแต่เช้าแล้วเขาจะรีบกลับมา เช่นนั้นนางก็ควรรอดูอยู่เฉยๆ ว่าเขาจะกลับมาในอารมณ์ไหน จะดีกับนางหรือจะปั้นหน้าเป็พญามัจจุราช นางเดาไม่ถูกและไม่อยากคาดหวังสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว
……….
กงโม่เหอกลับเข้ามาตรวจสอบความเคลื่อนไหวภายในเมืองฉงซิ่งอย่างเงียบๆ เขาใช้ตัวตนของจางเจียวจิ้นเข้าไปลงชื่อเป็อาสาสมัครร่วมรบ และเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดสงสัยในตัวของชายหนุ่มกำพร้าแซ่จางผู้นี้ เขาจึงได้เริ่มจัดการกับแผนการที่เตรียมเอาไว้ก่อนหน้า
อดีตแม่ทัพหนุ่มกลับมาถึงกระท่อมกลางป่าอีกครั้งเอาในยามเย็น ใบหน้าอมยิ้มละไมของเขาทำให้จ้าวเฉียงอี้รู้สึกหวาดระแวงและไม่มั่นคงยิ่งกว่าเก่า
“มานี่สิ ข้าซื้อของมาฝากเ้าด้วย” ชายหนุ่มกวักมือเรียกหญิงสาวให้เดินไปหา
“สิ่งนี้คือ?…” หญิงสาวเอียงคอถามท่าทางน่าเอ็นดูพร้อมกับยื่นมือไปรับห่อผ้าจากอีกฝ่ายมาถือไว้
“เปิดดูสิ ข้าตั้งใจเลือกตั้งนานกว่าจะพบชิ้นที่ถูกใจ เ้าต้องชอบมันแน่ๆ”
จ้าวเฉียงอี้คลายห่อผ้าในมือออก เปิดเผยให้เห็นผ้าคลุมไหล่ขนกระต่ายสีขาวสะอาดตา และยังมีถุงมือถุงเท้า รวมทั้งหมวกขนกระต่ายเข้าชุดกันอยู่อีกด้วย
“สวยจังเลยเ้าค่ะ!” หญิงสาวอุทานเสียงดังเบิกตากว้างด้วยความดีใจ แต่เพียงครู่เดียวนางก็ปรับสีหน้าใหม่
“เหตุใดท่านต้องสิ้นเปลืองด้วย..เสื้อผ้าที่ท่านซื้อไว้ให้ข้าก็ยังมีอีกมาก ระยะนี้ข้าไม่เห็นท่านออกไปล่าสัตว์ออกไปขายเลย ท่านสมควรเก็บเงินไว้ใช้จ่ายระหว่างการเดินทางนะเ้าคะ”
“อากาศเริ่มเย็นแล้ว ข้าเดาว่าอีกไม่นานหิมะก็จะตก ข้าอยากเห็นเ้าสวมใส่มันก่อนที่ข้าจะจากไป เื่เงินไม่ต้องเป็ห่วงหรอก ข้าเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วขอเพียงเ้าพอใจก็พอ”
จ้าวเฉียงอี้ยังคงหวาดระแวงว่าอีกประเดี๋ยวสามีนางจะเปลี่ยนอารมณ์อีกหรือไม่ นางลูบเสื้อขนกระต่ายในมือเบาๆ ด้วยความพึงพอใจแล้วพับมันเก็บมันใส่ห่อผ้าไว้ตามเดิมเพราะเกรงว่าเสื้อจะสกปรกไปเสียก่อน
“ไม่ชอบหรือ? เหตุใดเ้าไม่ลองสวมมันดูก่อนเล่าว่าพอดีตัวหรือไม่”
“อากาศยังไม่เย็นเสียหน่อยเ้าค่ะ ข้าจะเก็บเอาไว้ใส่ในวันที่อากาศหนาวจัด” หญิงสาวกล่าวพลางเก็บห่อผ้าใส่ลงไปในหีบไม้ โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของสามี
“เหลือเวลาอีกเพียงสองวันข้าก็ต้องไปแล้ว” เสียงของกงโม่เหอเข้มขึ้นเล็กน้อย เขาเพิ่งจะบอกกับภรรยาว่าเขาอยากเห็นนางสวมใส่มันก่อนที่จะเข้าร่วมกับกองทัพ แต่นางกลับเพิกเฉยกับคำพูดของตน! จ้าวเฉียงอี้ทำเช่นนี้คิดอะไรอยู่กันแน่!
“ท่านยายจางเคยบอกกับข้าว่ากว่าหิมะจะตกก็คงอีกราวหนึ่งเดือนข้างหน้า เอาไว้ยามนั้นข้าค่อยหยิบออกมาใส่ก็ได้เ้าค่ะ” จ้าวเฉียงอี้ยังคงใช้มือตบลงบนห่อผ้านุ่มนิ่มเบาๆ ดวงตาคู่งามจ้องมองลงไปที่ห่อผ้าก้นหีบด้วยความหวงแหน
ยามนี้นางเพิ่งจะเข้าใจว่ากระต่ายเ่าั้บางทีกงโม่เหออาจไม่ได้จับมาเพื่อเอามาเลี้ยง แต่เขาคิดจะเอาขนของพวกมันมาทำเสื้อคลุมให้ตนต่างหาก! ดังนั้นของชิ้นนี้ก็เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าที่สามีตั้งใจมอบให้นางไว้ดูต่างหน้า นางจะทำให้มันเสียหายไม่ได้เด็ดขาด
“ถ้าเ้าไม่ชอบก็ไม่จำเป็ต้องบ่ายเบี่ยง โยกโย้!”
ร่างสูงก้มตัวลงไปฉวยเอาห่อผ้าจากในหีบมาถือไว้ ใบหน้าไม่สบอารมณ์ น้ำเสียงก็แข็งกระด้างแสดงอาการโกรธเคืองออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านพี่!…ท่านจะเอามันไปไหนเ้าคะ” จ้าวเฉียงอี้ผุดลุกเดินตามคนตัวโตแทบไม่ทัน
ยามนี้กงโม่เหอสติขาดผึง เมื่อคืนเขามีเื่ให้คิดมากเกินไป วันนี้ตั้งใจจะเอาใจจ้าวเฉียงอี้ที่ตนทำตัวไร้เหตุผลแต่นางกลับปฏิเสธน้ำใจ
ชายหนุ่มก้าวยาวๆ ออกจากเรือนมุ่งหน้าไปทางหลุมดักสัตว์ห่างออกจากกระท่อมไปไกลพอสมควร พอไปถึงก็โยนห่อผ้าทั้งห่อลงไปในก้นหลุม โดยไม่สนใจจ้าวเฉียงอี้ที่วิ่งตามมาห้ามปรามไม่ขาดปาก
“ไม่ใส่ก็ไม่ต้องใส่ เดี๋ยวท่านยายจางกับพี่ชายจางของเ้าก็คงจะหาเสื้อผ้าอบอุ่นมาให้เ้าเองกระมัง รอใช้ของที่พวกเขานำมามอบให้เ้าก็ได้”
จ้าวเฉียงอี้อ้าปากค้าง ตกตะลึงกับคำพูดประชดประชันที่ออกมาจากปากของสามี
“ที่แท้ท่านก็ยังไม่เชื่อใจข้า..”
กงโม่เหอรู้สึกหน้าชาไปเล็กน้อยที่เผลอเปิดเผยความหึงหวงในใจออกมา ไม่ใช่เขาไม่เชื่อใจคนทั้งคู่ แต่ยิ่งใกล้เวลาที่ต้องจากภรรยาไปเขายิ่งรู้สึกสับสนและหงุดหงิดมากกับการตัดสินใจของตนเองั้แ่ต้นจนมาถึงตอนนี้
ภาพขององค์หญิงสิบสามมักจะซ้อนทับกับภาพความทรงจำถึงกงอวี้หลินผู้เป็พี่สาว จนบางครั้งเขารู้สึกดีเมื่อได้เห็นนางทุกข์ใจด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่านางไม่ได้ผิด
ชายหนุ่มกลั้นใจเดินกลับไปที่กระท่อม ปล่อยให้จ้าวเฉียงอี้ยืนค้างแน่นิ่งอยู่ตรงที่เดิม เพราะไม่รู้จะอธิบายความคิดที่วุ่นวายภายในใจของตนให้อีกฝ่ายฟังอย่างไรดี
หากเขาเสียชีวิตไปในสนามรบ หรือหากนางมีโอกาสกลับเข้าวังอีกครั้งและได้รับรู้ความจริงทั้งหมดอย่างไรนางก็คงจะเกลียดชังตน เช่นนั้นก็อย่าให้นางผูกพันกับตนมากไปกว่านี้จะดีกว่า…
จ้าวเฉียงอี้มองตามแผ่นหลังเขาที่จากไปอย่างโดดเดี่ยว หยาดน้ำตายังคงร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสายจากดวงหน้างาม หัวใจของนางแหลกสลายเป็หมื่นชิ้นด้วยความสิ้นหวังท้อใจกับท่าทีของกงโม่เหอที่นางไม่มีวันเข้าใจ และคิดว่าตนคงจะไม่มีวันเข้าใจความคิดของเขาตลอดไป
อีกด้านหนึ่งกงโม่เหอก็กลับมาที่กระท่อมเพียงลำพัง ใบหน้าของชายหนุ่มแลดูหดหู่และเปล่าเปลี่ยวจนถึงที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังล้มตัวลงนอนบนกองฟางแห้ง พยายามข่มใจนอนหลับตาแน่นิ่งทั้งๆที่หัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
เขาจะทำเป็ว่าตนเองหลับไปแล้ว เพราะหากหญิงสาวกลับมาตนจะได้ไม่ต้องตอบคำถามที่ตนไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จนกระทั่งเขาเผลอหลับไปจริงๆ ด้วยความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ
……….
เช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมา กงโม่เหอก็หันไปมองบนเตียงนอนตามความเคยชิน “นางหายไปไหนแต่เช้า?”
ร่างสูงลุกขึ้นจากกองฟาง และเดินออกไปมองหาภรรยารอบกระท่อมแต่กลับไม่พบร่างของจ้าวเฉียงอี้แต่อย่างใด
เขาตัดสินใจกลับเข้ามาล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วลุกขึ้นไปเตรียมอาหารเองเมื่อเห็นว่าเตาไฟยังคงไม่ได้ถูกจุดขึ้นมา คาดเดาว่าหญิงสาวอาจจะไปอาบน้ำที่ลำธารและจะกลับมาในไม่ช้า
ผ่านไปเกือบชั่วยาม อาหารที่ชายหนุ่มจัดเตรียมขึ้นมาเองถูกจัดวางไว้บนโต๊ะ แต่จ้าวเฉียงอี้ก็ยังไม่กลับมาจนเขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
“นางคงจะโกรธข้า..” ภาพจ้าวเฉียงอี้ที่น้ำตาไหลอาบแก้มผุดขึ้นมาในโสตประสาทของเขาแผดเผาหัวใจจนเจ็บแสบราวกับดื่มยาพิษ
ริมฝีหนาขบเม้มแน่น กัดฟันตัดใจไม่ยอมคว้าบังเหียนม้าออกไปตามหานาง
“สุดท้ายข้าก็ต้องจากไปอยู่ดี!!” เขาสบถออกมาคำหนึ่งก่อนจะก้มหน้าก้มตาฝืนกินอาหารบนโต๊ะ แสร้งทำเหมือนว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
หลังจากกินอาหารจนเสร็จรวมทั้งให้อาหารม้าและกระต่ายแล้ว สายตาของเขาจับจ้องไปยังบริเวณทางเดินไปที่ลำธารอยู่ตลอดเวลา แต่จนแล้วจนรอดจ้าวเฉียงอี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะปรากฏตัว