ตอนที่ 4 : กลิ่นโอสถกระตุ้นสัญชาตญาณรอยร้าวแห่งสนามประลอง
ภายใต้แสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านรอยรั่วของหลังคากระเบื้องเรือนซอมซ่ออวิ๋นเซียวััได้ถึงไอความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาจาก 'เตาหลอมสรรพสิ่ง'ภายในห้วงจิต เปลวเพลิงสีทองอมม่วงที่หลิงทงเรียกว่า‘เพลิงหลอมวิถี’ กำลังเต้นระบำอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในเจดีย์หมื่นวิถีหลอมภพ
กลิ่นอายความร้อนนี้มิได้แผดเผาเพียงตัวยาทว่ามันกำลังแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูกของเด็กหนุ่มกระชากเอาความเ็ปแสนสาหัสออกมาเพื่อคัดแยกพิษสลายปราณที่ตกค้างมานานหลายปีอวิ๋นเซียวขมวดคิ้วแน่นจนแทบห้อเื หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเผือดสมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับการควบคุมเปลวไฟให้สมดุล หากพลาดเพียงกระผีกเดียวผลลัพธ์มิใช่เพียงโอสถที่ล้มเหลว แต่เป็เส้นชีพจรที่ต้องแหลกสลายเป็ผุยผง
"ห้ามหยุดลมหายใจเด็ดขาด!เ้าต้องหลอมรวมไอพิษที่ยังเหลืออยู่ให้กลายเป็ตัวประสานยามิเช่นนั้นโอสถเม็ดนี้จะเป็เพียงกากเดน!"
เสียงแหลมเล็กของัจิ๋วดังขึ้นย้ำเตือนหลิงทงลอยตัวอยู่ข้างกายด้วยท่าทีระแวดระวังดวงตาสีชาดจ้องมองการเปลี่ยนแปลงของตัวยาไม่กะพริบ
อวิ๋นเซียวขบกรามแน่นจนได้กลิ่นคาวเืในโพรงปากเขาฝืนผนึกปราณเข้าที่ปลายนิ้ว วาดลวดลายค่ายกลจิ๋วลงบนปากเตาอย่างรวดเร็วทันใดนั้นกลิ่นหอมประหลาดที่เข้มข้นจนแทบััได้ด้วยปลายลิ้นก็โชยฟุ้งออกมาจากตัวเจดีย์กลิ่นหอมนั้นรุนแรงและเย้ายวนใจเกินกว่าโอสถระดับมนุษย์ทั่วไปมันตลบอบอวลไปทั่วทั้งเรือนซอมซ่อราวกับจะแหวกว่ายออกไปประกาศศักดาให้คนทั้งเมืองได้ล่วงรู้ถึงการกำเนิดของยอดโอสถ
ในยามนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆของกลุ่มคนหลายคนก็ดังกระชั้นเข้ามาใกล้บ่าวรับใช้ของตระกูลหลักที่ได้รับคำสั่งให้มาสอดแนมความเป็ไปของ 'นายน้อยขยะ' ได้กลิ่นหอมนี้เข้าอย่างจังแววตาของพวกมันวาวโรจน์ด้วยความละโมบ
"กลิ่นสมุนไพรล้ำค่าเช่นนี้... เ้าสวะนั่นไปเอาของวิเศษมาจากที่ใดกัน?"
พวกมันไม่รอช้า พุ่งเข้าถีบกระชากประตูเรือนจนหลุดกระเด็นบุกเข้ามาหมายจะรื้อค้นแย่งชิงทว่าสิ่งที่พวกมันพบกลับไม่ใช่ร่างของเด็กหนุ่มที่สิ้นแรงแต่เป็บุรุษที่นั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางวงล้อมของไอหมอกสีทองระยิบระยับแววตาของอวิ๋นเซียวในขณะนี้ไม่ได้เป็สีดำสนิทอีกต่อไปแต่ทอประกายทองอร่ามประดุจสัตว์ร้ายาที่กำลังตื่นจากนิทรา!
เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองผู้บุกรุกทว่าพลังปราณที่อัดแน่นจากการหลอมโอสถทะลักออกมาจากร่างเป็ระลอกคลื่นจิตสังหารอันเยือกเย็นและหนักอึ้งที่แฝงกลิ่นอายของัทมิฬกดทับลงบนร่างของบ่าวรับใช้เ่าั้ราวกับขุนเขาทั้งลูกกดทับไหล่พวกมันรู้สึกคล้ายถูกกรงเล็บที่มองไม่เห็นบีบคอจนหายใจไม่ออกขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวขีดสุดไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากร้องขอชีวิตทั้งหมดคลานตะเกียกตะกายหนีออกจากเรือนด้วยความขวัญเสีย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
ภายในเจดีย์หมื่นวิถีหลอมภพ อวิ๋นเซียวหยิบ 'โอสถิญญาั' สีทองเข้มขึ้นมากลิ่นหอมของมันทำให้ชีพจรในกายเต้นเร่า เขาตัดสินใจกลืนยอดโอสถลงคอทันที!
ตูม!
พลังปราณมหาศาลปะทุขึ้นประดุจเขื่อนแตกร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนโครงเตียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดปราณสายหลักที่เคยถูกสกัดกั้นด้วยพิษบัดนี้ถูกทะลวงอย่างป่าเถื่อนพื้นฐานลมปราณของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวะโ จากระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งทะลวงสู่ขั้นที่สอง และพุ่งชนระดับรวบรวมปราณขั้นที่สามอย่างดุดัน!
ทว่า์ย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการฝืนลิขิตฟ้าพลังโอสถที่รุนแรงเกินไปกระชากเส้นเอ็นบริเวณหัวไหล่ซ้ายของเขาจนปริแตก เืสดๆสาดกระเซ็นย้อมเสื้อคลุมสีซีดให้กลายเป็สีแดงฉาน ความเ็ปทะลวงลึกถึงิญญาทว่าอวิ๋นเซียวกลับเพียงแค่กัดฟันรับมันไว้โดยไม่ร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับเสียงกลองศึกที่รัวสนั่นไปทั่วเมืองเมฆาคล้อยสัญญาณของการเริ่มต้น ‘งานประลองตระกูลสาขา’ ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว
อวิ๋นเซียวลืมตาขึ้นั์ตาสีทองคืนกลับสู่สีรัตติกาลที่แฝงความเหี้ยมเกรียม เขาลุกขึ้นยืนปล่อยให้เืที่หัวไหล่ไหลซึมโดยไม่คิดจะพันแผลเขาเดินออกจากเรือนซอมซ่อตรงไปยังสนามประลองใจกลางเมืองสายตาจากผู้คนนับร้อยนับพันคู่ต่างจับจ้องมาที่ร่างของเขา บ้างหัวเราะเยาะบ้างเหยียดหยาม บ้างสมเพชเวทนาราวกับกำลังเฝ้ามองนักโทษปะาที่เดินเข้าสู่ลานปะา
ทว่าอวิ๋นเซียวกลับมิได้สะท้านะเืเขาก้าวเดินไปเบื้องหน้าด้วยแผ่นหลังที่ตรงแน่ว... สนามประลองแห่งนี้มิใช่หลุมศพของเขาแต่เป็เวทีที่จะประกาศให้ทั้งตระกูลอวิ๋นต้องจดจำชื่อของเขาไปตลอดกาล!
ทันทีที่สองเท้าของเขาก้าวล่วงเข้าสู่ลานศิลาเสียงปรามาสรอบด้านพลันเงียบงันลงเมื่อเงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานตัดหน้าปราณกระบี่ที่แหลมคมจ่อห่างจากลำคอของอวิ๋นเซียวเพียงครึ่งชุ่น!
"คนพิการที่ชีพจรขาดสะบั้นเช่นเ้า...มีสิทธิ์อันใดมาเหยียบย่ำลานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้!"