นับว่าสมแล้วที่เป็คณะแสดงการดนตรีที่รองประมุขแห่งฉางเก๋อประทับใจ หลังจากที่เริ่มการแสดงไปได้ไม่เท่าไหร่พวกเขาก็วางตะเกียบลงแล้วตั้งใจดูการแสดงที่อยู่เบื้องหน้า เป็โชคดีของพวกเขาที่ได้ที่นั่งดีๆสามารถเห็นเวทีและนักแสดงดนตรีได้อย่างชัดเจน ท่วงทำนองของดนตรีนั้นมีทั้งนุ่มนวลอ่อนโยนไปจนถึงรุนแรงดุดัน ท่วงทำนองที่ดุดันราวกับอกจะทะลุออกมานี้อวิ้นหยางก็เพิ่งจะเคยได้ยินเป็ครั้งแรกฟังแล้วสนุกสนาน ผู้คนที่อยู่ด้านล่างกำลังโยกตัวไปมาเสียด้วยซ้ำแม่ทัพใหญ่มองรองประมุขที่โยกตัวไปมา จังหวะของดนตรีนี้สนุกมากจริงๆ ชวนให้รู้สึกถึงร่างกายที่กำลังสนุกสนานยิ่งกับคนที่อยู่ข้างล่างยิ่งมีอารมณ์ร่วม เห็นแล้วปลื้มใจแทนคณะแสดงดนตรีนัก
เพราะลี่ฮุ่ยซิ่วเห็นว่ารองประมุขดูสนุกสนานแต่ก็ยังสงวนท่าทางเอาไว้ ทำให้เขาตัดสินใจลุกขึ้นเดินอ้อมไปยังฝั่งที่อวิ้นหยางนั่งอยู่ก่อนจะเอื้อมมือไปหาเขา
“เราหลบไปตรงมุมนั้นเสียหน่อยก็ไม่มีใครเห็นแล้ว”
“เอ๊ะ?” ร่างโปร่งถูกมือหนาดึงให้ลุกขึ้นก่อนที่แม่ทัพใหญ่จะพารองประมุขขยับเข้ามาด้านในทำให้คนที่อยู่ภายนอกบริเวณเวทีมองไม่เห็นจากนั้นก็หมุนตัวรองประมุขเบาๆด้วยจังหวะที่ลี่ฮุ่ยซิ่วเคยร้องรำทำเพลงในกองทัพ
“อ๊ะ! แม่ทัพใหญ่”
“เมื่อก่อนข้ากับผู้าุโหลิวต้องถูกฮูหยินลากตัวไปร้องรำทำเพลงรอบกองไฟอยู่บ่อยๆท่านไม่ต้องเขินอาย เื่พวกนี้ปกติมากสำหรับข้า” แม่ทัพใหญเอ่ยค่อยๆขยับตัวตามจังหวะของดนตรีที่อยู่ด้านล่างพร้อมๆกับพาคนที่อยู่ตรงหน้าขยับร่างกายไปพร้อมกันอวิ้นหยางอึ้งไปอยู่เล็กน้อย เพราะเห็นว่าเขากำลังสนุกแต่ก็ต้องสงวนท่าทีเอาไว้จึงได้เป็ฝ่ายชวนเขาเคลื่อนไหวร่างกายก่อนอย่างนั้นรึ
ไยเป็คนช่างสังเกตถึงเพียงนี้
อวิ้นหยางหมุนตัวตามจังหวะที่แม่ทัพใหญ่ส่งมาก่อนจะหัวเราะการที่จะทำเช่นนี้ได้รองประมุขจะต้องอยู่เพียงลำพังหรืออย่างน้อยก็ต้องอยู่กับคนที่ไว้ใจได้เขาถึงจะยอมปล่อยตัวปล่อยใจเช่นนี้
แม่ทัพใหญ่ทำให้คนวางใจในตัวเขาได้มากถึงเพียงนี้เชียว แม้แต่ผู้ดูแลหอตำราอย่างอวิ้นหยางยังต้องปล่อยตัวปล่อยใจไปพร้อมกับเขาขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลงพร้อมกับเขา แม้ในตอนนี้จะดูไม่เรียบร้อยอยู่บ้างแต่การได้ทำเช่นนี้ก็ทำให้สนุกมากโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆเลย
“เหวอ!”
“ระวัง!”
พลั่ก!
เพราะพวกเขาสนุกสนานกับการเต้นระบำกันมากเกินไปในจังหวะหมุนตัวจังหวะหนึ่งทำให้อวิ้นหยางทรงตัวไม่อยู่จนเกือบที่จะล้มแต่แม่ทัพใหญ่เคลื่อนไหวได้เร็วกว่า ก่อนที่จะล้มลี่ฮุ่ยซิ่วพลิกตัวเองไปอยู่ด้านล่างเอาร่างรองรับอวิ้นหยางเอาไว้ทำให้เมื่อพวกเขาล้มลงจึงกลายเป็ว่ารองประมุขล้มทับแม่ทัพใหญ่อยู่
“โอ๊ย...แม่ทัพใหญ่!” อวิ้นหยางร้องโอ๊ยออกมาก็จริงแต่ไม่ได้รู้สึกเจ็บเท่าไหร่นักดวงตาสีเขียวใเล็กน้อยเมื่อพบว่าตัวเองกำลังนอนทับแม่ทัพใหญ่อยู่
ทั้งๆที่ตอนนี้กำลังมีรองประมุขนอนทับอยู่บนตัวแต่ลี่ฮุ่ยซิ่วกลับหัวเราะนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นด้วยท่าทางสบายๆราวกับได้ปลดปล่อยความเครียดอย่างไรอย่างนั้น
“แม่ทัพใหญ่?” อวิ้นหยางรู้สึกงุนงงเล็กน้อยเพราะจู่ๆลี่ฮุ่ยซิ่วก็หัวเราะขึ้นมาหรือว่าศีรษะกระทบกับพื้นอย่างนั้นรึ
“ไม่มีอะไร ข้าไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้มานานแล้ว จึงเผลอตัวมากไปรองประมุขอย่าใส่ใจเลย” คนพูดค่อยๆลุกขึ้นทำให้อวิ้นหยางที่นอนทับเขาอยู่ถูกประคองให้ลุกขึ้นนั่งด้วยเพราะเมื่อครู่แม่ทัพใหญ่หัวเราะออกมาทำให้เขารู้สึกงุนงงจนลืมไปว่าเขาต้องรีบลุกจากตัวคนที่เขานอนทับอยู่
“ต้องทำให้รองประมุขเห็นภาพที่น่าอายเสียแล้ว” เมื่อครู่หัวเราะดังมากไปหน่อย รองประมุขคงใแย่แล้ว
“ก็ไม่ได้น่าอายเท่าไหร่...” เรียกว่าใมากกว่าปกติแล้วแม่ทัพใหญ่จะแสดงท่าทางที่สุภาพและรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองนี่เป็ครั้งแรกที่อวิ้นหยางได้เห็นเขาหัวเราะเสียงดังจนตาปิดเช่นนี้
หรือว่าเขาพอใจกับเื่ในวันนี้มากอย่างนั้นรึ
“ใรึ?”
“ก็...ข้าไม่เคยเห็นท่านเป็แบบนี้ เพิ่งรู้ว่าท่านก็หัวเราะได้ด้วย”อวิ้นหยางเอ่ยออกไปตามตรงจริงอยู่ที่ฉางหวั่นไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ให้เรียบร้อยหรือว่าต้องทำตัวสุภาพอ่อนหวานอย่างที่ฉางเก๋อเป็แต่การหัวเราะเสียงดังจนตัวสั่นเช่นนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อนปกติแม่ทัพใหญ่จะมีรอยยิ้มบางๆประดับอยู่บนใบหน้ามากกว่าแต่นี่เป็ครั้งแรกที่อวิ้นหยางเห็นเขาหัวเราะ
แล้วมันก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดด้วย
“น่าเกลียดมากเลยรึ?”
“ไม่ๆ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” อวิ้นหยางรีบโบกมือปฏิเสธ แค่หัวเราะจะไปน่าเกลียดได้อย่างไร
“อย่างนั้นเองรึ” คนพูดค่อยๆเก็บท่าทางของตัวเองให้กลับมานิ่งเช่นเดิมไม่รู้ทำไมอวิ้นหยางชอบเวลาที่แม่ทัพใหญ่เขายิ้มน้อยๆ ซึ่งปกติแม่ทัพใหญ่ก็มักจะมีรอยยิ้มน้อยๆเช่นนี้ทุกครั้งยามที่พูดคุยกับคนอื่นราวกับว่าเขาไม่เคยคิดร้ายกับใครหรือมองเห็นใครเป็ศัตรู
“ท่านเองก็ทำให้ข้าแปลกใจเช่นกัน” หลังจากที่พวกเขาดึงสติของตัวเองกลับมาได้จนเก็บท่าทางให้กลับมาเรียบร้อยดั่งเช่นก่อนหน้านี้แล้วลี่ฮุ่ยซิ่วก็เอ่ยขึ้นไม่รู้ทำไมวันนี้เขาถึงได้อารมณ์ดีนัก
“ข้ารึ?”
“ข้าเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าท่านจะยิ้มแล้วก็หัวเราะเป็ในคราวแรกข้ายังคิดว่าตัวเองมองผิดไป แต่แท้จริงแล้วคนที่กำลังยิ้มให้กับขนมหวานพวกนั้นเป็ท่านจริงๆ”ในตอนนั้นลี่ฮุ่ยซิ่วยังคิดว่าตัวเองมองผิดไป ทั้งยิ้มกว้าง ทั้งทำสีหน้าน่ารักยามที่กำลังมองขนมที่อยู่ตรงหน้านอกจากนั้นยังะโโลดเต้นเหมือนเด็กๆอีก
น่ารักมากๆ
“ข้าคงจะดูแปลกมาก”
“ไม่เลย ท่านไม่ได้ดูแปลกเลย” แม่ทัพใหญ่ส่ายหน้าเขาก็อยากจะบอกออกไปว่าอวิ้นหยางนั้นน่ารักแค่ไหนในยามที่กำลังมองขนมพวกนั้นแต่แบบนั้นคงจะไม่สุภาพเกินไปแล้วทำให้อวิ้นหยางรู้สึกกระอักกระอวนลี่ฮุ่ยซิ่วจึงเลือกบอกเพียงแค่ว่ารองประมุขนั้นไม่ได้ดูแปลกอะไรเลย
พวกเขาเงียบกันอยู่สักพักเหมือนจะกำลังคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นไม่แปลกอย่างไรแต่ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าไม่แปลกเช่นนั้นก็คิดว่าตัวเองไม่แปลกก็แล้วกัน
“ดูเหมือนการแสดงดนตรีจะจบแล้ว” แม่ทัพใหญ่เอ่ยทักเมื่อได้ยินเสียงปรบมือที่ดังสนั่นร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนจะยื่นมือมาให้รองประมุขที่ยังนั่งอยู่มือเรียวเอื้อมมาจับมือนั้นเอาไว้ก่อนที่แม่ทัพใหญ่จะดึงรองประมุขให้ลุกขึ้น
“ตอนนี้เรากินอาหารกันอิ่มแล้ว ดูเหมือนจะถึงเวลาของหวานของท่านแล้วล่ะ”่เวลาที่รองประมุขรอคอยนั้นได้มาถึงแล้ว
“จริงด้วย” ดวงตาสีเขียวนั้นเป็ประกายเมื่อรู้ว่าของหวานหลังอาหารมาถึงแล้วพวกเขาเดินกลับไปที่นั่งโต๊ะ รองประมุขพุ่งเป้าไปที่กล่องขนมอย่างรวดเร็ว ให้เสี่ยวเอ้อร์ชงชามาหนึ่งกาเพื่อนั่งกินขนมหลังอาหารแก้มแดงๆนั้นมองขนมอย่างมีความสุข เลือกชิ้นที่สวยที่สุดให้กับแม่ทัพใหญ่ก่อนที่จะกวาดสายตามองดูขนมที่อยู่ในกล่องมือหนาคว้าจอกสุราแทนถ้วยชาแล้วลอบมองปฏิกิริยาของรองประมุขว่าจะเลือกขนมชิ้นไหนกับให้ตัวเองเพราะขนมที่รองประมุขเลือกให้เขานั้นเป็ขนมที่สาวใช้เป็คนเตรียม
มุมปากหนายกขึ้นเป็รอยยิ้มเล็กน้อยเมื่ออวิ้นหยางหยิบขนมชิ้นที่ลี่ฮุ่ยซิ่วเป็คนทำให้กับตัวเองจากนั้นก็หยิบเข้าปากทำหน้ามีความสุขแม่ทัพใหญ่ไม่ได้เอ่ยขัดอะไร ยามที่รองประมุขกินขนมหวานเขาคงจะคุมตัวเองไม่ค่อยได้กระมังทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พูดว่าตัวเองคงจะดูแปลกที่ทำท่าทางเช่นนี้แต่ตอนนี้ก็ยังทำอยู่
ดูเหมือนขนมที่เขาทำจะถูกใจรองประมุขมาก แก้มป่องเชียว
“อร่อยหรือไม่”
“อร่อยมากๆ ข้าไม่เคยกินขนมที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อนท่านทำให้ข้าอยากจะไปเยือนที่ฉางหวั่นเร็วๆเสียแล้ว” คนพูดทำหน้าตามีความสุขร้านนี้จะต้องขายดีมากแน่ๆ เขาอยากจะให้มาเปิดที่เมืองหลวงจัง
“อร่อยถึงเพียงนั้นเชียว?” ร่างสูงเลิกคิ้วพยายามที่จะไม่ยิ้มมากเกินไป คนที่กำลังนั่งกินขนมพยักหน้ารัวๆ
“อื้อ ท่านลองชิมดูสิแต่ข้ารู้สึกว่ามีอะไรที่แตกต่างกันนิดหน่อย” อวิ้นหยางวิเคราะห์มองมายังขนมที่ตัวเองกำลังถืออยู่กับขนมที่วางอยู่บนจานของแม่ทัพใหญ่ ทั้งๆที่เอาออกมาจากกล่องเดียวกันเป็ขนมประเภทเดียวกัน แต่กลับให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันอย่างแปลกประหลาด
“อะไรที่แตกต่างรึ” สังเกตด้วยรึ
“ข้าก็บอกไม่ถูกว่าแตกต่างอย่างไร ข้าบอกได้แค่ว่าขนมที่อยู่ในจานของท่านกับขนมที่อยู่ในมือข้าเป็คนละคนทำ ััไม่เหมือนกันรสชาติคงจะไม่เหมือนกันด้วยกระมัง” อวิ้นหยางรู้สึกว่าขนมทั้งสองอันนี้มีบางอย่างที่ไม่เหมือนกันแค่ได้มองเขาก็รู้สึกว่าขนมสองอันนี้เป็คนละคนทำ แล้วอันที่เขาอยากกินก็เป็อันที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้ส่วนที่อยู่ในจานของแม่ทัพใหญ่นั้นอวิ้นหยางยอมรับว่าตัวเองไม่อยากกินก็เลยยกให้แม่ทัพใหญ่
เขานี่ทำตัวเหมือนเด็กๆเลย
“สายตาของท่านดีเสียจริง ขนมภายในกล่องนั้นมีสองคนที่เป็คนทำที่ผ่านมาข้านำขนมจากร้านเดิมมาให้ท่านตลอด ข้ากลัวว่าท่านจะเบื่อจึงได้ซื้อขนมจากร้านอื่นใส่มาด้วย”
“เป็เช่นนั้นนี่เอง” อวิ้นหยางทำหน้าร้องอ๋องั้นที่ผ่านมาเขากินขนมจากร้านเดิมมาตลอดอย่างนั้นเอง
“แต่ข้าชอบขนมจากร้านเดิมมากกว่าคราวหน้าแม่ทัพใหญ่อย่าลำบากซื้อขนมจากร้านอื่นมาให้ข้าเลย” รองประมุขตัดสินใจแล้วว่าจะให้ร้านขนมนี้เป็ร้านเ้าประจำของเขาหากได้ไปกินที่ร้านเขาจะเหมาขนมทุกชนิดที่อยู่ในร้านมาให้หมดเสีย
“ท่านชอบขนมของร้านนี้มากเลยรึ” แม่ทัพใหญ่เอ่ยถามตอนนี้เ้าของร้านกำลังจะยิ้มหน้าบานแล้ว
“ชอบสิ ข้ายกให้ร้านนี้เป็เ้าโปรดของข้าแล้ว ข้าจะไปเหมาร้านหากข้าได้ไปที่ฉางหวั่นแบ่งให้ท่านครึ่งหนึ่ง” ขนมอร่อยเช่นนี้ต้องแบ่งกันทานถึงจะอร่อยยิ่งขึ้นไปอีกจากนั้นไปนั่งดื่มชากินขนมในที่สงบๆ พักผ่อนอย่างสบายใจ
“หากรองประมุขชอบก็พอแล้ว ไม่ต้องเผื่อข้าหรอกแต่ขอบคุณมาก” อีกอย่างแม่ทัพใหญ่ไม่สันทัดกินขนมหวานกับน้ำชาแต่หากเป็สุรานั้นไม่ปฏิเสธ
ลี่ฮุ่ยซิ่วถึงจะดูเป็คนที่สุภาพเรียบร้อยในสายตาของคนอื่นแต่เขาก็เป็คนที่ดื่มสุราเก่งคนหนึ่ง ถึงจะไม่ได้คอทองแดงเหมือนฮูหยินหลิว แต่คอแข็งมากกว่าาุโหลิวอย่างแน่นอนทักษะนี้ได้มาจากการรับมือฮูหยินหลิวครั้งที่ยังตามเกี้ยวผู้าุโหลิวั้แ่เมื่อก่อนลี่ฮุ่ยซิ่วต้องคอยไปดื่มแทนผู้าุโหลิว ต้องคอยกันฮูหยินให้ออกห่างจากผู้าุโพอคิดถึงภาพตอนนั้นกับตอนนี้เทียบกันแล้ว ราวกับบันทึกคนละม้วนทีเดียว
เพราะาุโหลิวไม่ให้ใครเข้าใกล้ฮูหยินเลยไม่ว่าจะหน้าที่อะไรผู้าุโหลิวล้วนทำเองทั้งหมดแม้แต่สาวใช้ยังไม่มีโอกาสได้รับใช้ฮูหยิน
“ขนมอร่อยต้องกินด้วยกันถึงจะทำให้รสชาติดีขึ้นไปอีก”
“ข้าไม่สันทัดการกินขนมดื่มชา แต่หากกินคู่กับสุราข้าไม่ปฏิเสธ”รองประมุขควรจะได้ลองสักครั้ง
“สุรากับขนมรึ?” เข้ากันด้วยรึ
“เข้ากันได้ดีกว่าที่คิดเชียว รองประมุขลองหรือไม่?”อร่อยนะ
อวิ้นหยางมองจอกสุราของแม่ทัพใหญ่กับขนมที่วางอยู่ ขนมหวานกับสุราขมๆเข้ากันด้วยรึอีกอย่างรองประมุขของฉางเก๋อถึงจะห้าวหาญชอบออกท่องเที่ยวอย่างไรเขาก็ดื่มสุราแค่ไม่กี่ครั้งและดื่มเฉพาะในวันสำคัญเช่นวันแต่งงานหรือวันพบปะของประมุขแต่หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยงเพราะสุรานั้นไม่ใช่รสชาติที่เขาชอบเอาเสียเลย เขาลองมาเยอะมากถึงได้รู้ว่าไม่ชอบและถึงจะเป็สุราที่ว่ากันว่ารสเลิศแค่ไหนเขาก็จิบไปเพียงน้อยนิดเท่านั้น
แม่ทัพใหญ่พยายามเก็บสีหน้าให้นิ่งเข้าไว้เพื่อหลอกล่อรองประมุขให้ลองดื่มสุรากับขนมปกติแล้วหากดื่มสุราและกินของหวานร่วมกันจะทำให้เมาเร็วขึ้นหลายเท่า ถึงขนาดคอพับคออ่อนกันเลยทีเดียว
“คณะแสดงดนตรีของเรานั้นมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาั้แ่ที่พวกเราได้เริ่มออกเดินทางเพื่อเปิดทำการแสดง.....”แต่ระหว่างที่รองประมุขกำลังตัดสินใจว่าจะลองดีหรือไม่นั้นเสียงจากเวทีที่อยู่ด้านล่างก็ดึงความสนใจของอวิ้นหยางไปเสียก่อนแม่ทัพใหญ่แอบเสียดายเล็กน้อย ล้มเหลวหรอกหรือนี่
“ธรรมเนียมอย่างหนึ่ง? มีด้วยหรอกรึ” อวิ้นหยางจำได้ว่าที่เคยไปดูก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้วไม่มีธรรมเนียมที่ว่าเลยมีมาั้แ่เมื่อไหร่กัน
“เพราะออกแสดงมาหลายที่คงจะเริ่มมีธรรมเนียมหลังจากที่ท่านไปดูมาแล้วกระมัง” ทำหน้าสงสัยเสียดายได้น่ารักเสียจริงไม่น่าเชื่อว่าคนคนนี้อายุมากกว่าลี่ฮุ่ยซิ่วถึงสามปี
“ธรรมเนียมอะไรกันนะ” ระหว่างที่พูดก็กัดขนมเข้าไปคำหนึ่งสงสัยเื่มอมเหล้ารองประมุขลี่ฮุ่ยซิ่วค่อยลองวันอื่นก็แล้วกัน
ถึงความคิดนี้จะไม่ดี แต่แม่ทัพใหญ่ไม่ได้มีเจตนาที่จะล่วงเกินหรือทำให้อวิ้นหยางเสื่อมเสียแต่อย่างใดกลับกันเขาจะดูแลอีกฝ่ายเป็อย่างดีจนกว่าจะสร่างเมาเขาเพียงแค่อยากรู้เท่านั้นว่าหากอวิ้นหยางเมาแล้วจะเป็อย่างไร
หลังจากที่ได้เห็นท่าทางน่ารักยามที่ได้มองขนมหวานของรองประมุข ลี่ฮุ่ยซิ่วก็เหมือนถูกกระตุ้นความสนใจต่อบางอย่างขึ้นเขาเคยเห็นคนที่แสดงออกอีกอย่างแต่ภายในเป็อีกอย่างมาก็มาก แต่ส่วนใหญ่เป็แบบที่ภายนอกอ่อนโยนแต่ภายในแข็งกระด้างต่างกับอวิ้นหยางที่ภายนอกสุขุมนุ่มลึกแต่ภายในไร้เดียงสาคนแบบอวิ้นหยางลี่ฮุ่ยซิ่วยังไม่เคยเห็น จึงทำให้เขารู้สึกสนใจมากคนส่วนใหญ่จะพยายามทำให้ตัวเองดูอ่อนแอบอบบางเพื่อซ่อนความแข็งแกร่งหรือความลับบางอย่างเอาไว้ภายในแต่อวิ้นหยางนั้นกลับทำให้ตัวเองดูแข็งแกร่งที่ภายนอกและซ่อนความไร้เดียงสาเอาไว้ภายใน
นี่คงจะเป็การป้องกันตัวเองอีกแบบหนึ่งกระมังหากแสดงความไร้เดียงสาที่เป็นิสัยที่แท้จริงจะทำให้อวิ้นหยางเป็อันตรายได้
“นับั้แ่ที่พวกเราออกเดินทางเพื่อทำการแสดงพวกเราจะเฟ้นหาผู้ที่เป็เลิศทางดนตรีหนึ่งคนเพื่อมาร่วมแลกเปลี่ยนทักษะทางดนตรีและร่วมแสดงในบทเพลงสุดท้ายกับเรา” เสียงฮือฮาดังขึ้นไปทั่วบริเวณเมื่อผู้ที่ยืนอยู่บนเวทีกล่าวเช่นนั้น คณะแสดงดนตรีนี้นับว่ามีชื่อเสียงแม้แต่ฝ่าายังต้องเรียกให้ไปแสดงที่เบื้องหน้าพระพักตร์ดังนั้นหากผู้ใดที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปแลกเปลี่ยนทักษะและร่วมบรรเลงบทเพลงสุดท้ายกับคณะการแสดงดนตรีนี้จะเท่ากับว่าได้รับการยอมรับว่าเป็ผู้ที่มีฝีมือในการบรรเลงดนตรีนั่นเอง
“ผู้ใดที่มีความสามารถเป็เลิศทางดนตรีนั้นขอให้ข้าได้ใช้เวลาเฟ้นหาสักหน่อย หวังว่าทุกท่านจะอดใจรอ” ผู้ที่ยืนอยู่บนเวทีกล่าวด้วยความสุภาพผู้คนที่กำลังชมการแสดงอยู่นั้นต่างยกไม้ยกมือเพื่อเสนอตัวเองให้ได้เป็ผู้ที่รับเลือกอวิ้นหยางมองด้วยความสนใจที่ปะปนอยู่กับฝูงชนข้างล่างนั่นก็มีคนของฉางเก๋อรวมอยู่ด้วยไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่บนเวทีนั้นจะตาถึงหรือเปล่าคนของฉางเก๋อก็นับว่าเป็ผู้ที่มีความสามารถเป็เลิศทางดนตรี แม้พวกเขาจะเล่นกู่ฉินเป็หลักแต่ทักษะความสามารถก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ที่เล่นดนตรีมาหลากหลายประเภทดังนั้นพวกเขาดึงความสนใจจากผู้ที่อยู่บนเวทีได้อย่างแน่นอน
“เฟ้นหาผู้ที่เป็เลิศทางดนตรีอย่างนั้นรึ?” ลี่ฮุ่ยซิ่วเปรยขึ้นเบาๆ แน่นอนว่าคนที่นั่งกินขนมอยู่ตรงหน้าเขานี้ก็เป็อีกคนที่มีความสามารถเป็เลิศทางดนตรีหากผู้ที่อยู่บนเวทีไม่เลือกอวิ้นหยางเช่นนั้นความสามารถของคณะดนตรีก็ไม่ได้โดดเด่นหรือเก่งกาจอะไร
แม่ทัพใหญ่ไม่ได้สบประมาทแต่เพื่อแสดงความสามารถของตัวเองให้เป็ที่ประจักษ์ก็จำเป็ต้องเลือกคนที่เหมาะสมแม้ว่าคนคนนั้นจะอยู่ในที่ลับก็ตามลี่ฮุ่ยซิ่วจะคอยดูว่าชายผู้นั้นจะเก่งกาจสักแค่ไหน
ราวกับผู้ที่อยู่บนเวทีรับรู้ได้ถึงความคิดของแม่ทัพใหญ่ดวงตาคมปลาบมองมายังชั้นสามของโรงเตี๊ยมก่อนจะผายมือมาทางรองประมุขของฉางเก๋อที่เพิ่งจะหยิบขนมเข้าปากจนแก้มพองลี่ฮุ่ยซิ่วเกือบขำพรืด กลายเป็กระรอกน้อยไปเสียแล้ว
รองประมุขคงไม่คิดที่จะรักษาภาพลักษณ์ของราชครูที่สุขุมนุ่มลึกนั้นต่อหน้าของลี่ฮุ่ยซิ่วแล้วกระมัง
“คุณชายน้อยท่านนั้น” มือหนารีบยื่นถ้วยน้ำชาไปให้ถึงอวิ้นหยางจะไม่รักษาภาพลักษณ์ของราชครูกับเขาแล้วแต่กับคนอื่นยังจำเป็ต้องทำอยู่ โชคดีที่พวกเขาอยู่ชั้นสามคนจึงเห็นไม่ค่อยชัดว่าตอนนี้รองประมุขของฉางเก๋อกำลังแก้มป่องเพราะยัดขนมเข้าไปจนเต็มแก้ม
เป็กระรอกน้อยที่กำลังกักตุนเสบียงในฤดูจำศีล
“ดูเหมือนคณะดนตรีจะตาถึงมากทีเดียว” ลี่ฮุ่ยซิ่วมองคนที่กำลังดื่มชาเพื่อกลืนขนมที่ยัดเข้าไปกินเช่นนี้บ่อยน่าแปลกมากที่แก้มไม่แตก
“คุณชายน้อยท่านนั้น ยินดีที่จะมาแลกเปลี่ยนทักษะและร่วมบรรเลงดนตรีในบทเพลงสุดท้ายกับเราหรือไม่”ผู้ที่อยู่บนเวทีกล่าวอย่างสุภาพ คนที่อยู่ด้านล่างต่างมองขึ้นมายังชั้นสามของโรงเตี๊ยมผู้ที่อยู่ห้องข้างๆต่างส่งเสียงด้วยความสงสัยว่าคนที่อยู่ข้างห้องพวกเขานั้นเป็ใคร
“กำลังเชิญข้าอย่างนั้นรึ” อวิ้นหยางเลิกคิ้วทั้งๆที่เขาอยู่ไกลขนาดนี้ยังมองเห็นเขาอีก
“สมแล้วที่ท่านชื่นชมคณะดนตรีนี้ ตาถึงมากจริงๆ” แม่ทัพใหญ่พยักหน้า ดูเหมือนความสามารถนี้จะเป็ของจริง
“นับว่าสมแล้วที่ทำให้ท่านประทับใจ” นับว่าไม่เสียหน้าที่เชิญแม่ทัพใหญ่มาชมการแสดงถึงที่เมืองหลวง
“แต่คนของฉางเก๋อสามารถบรรเลงเพลงต่อหน้าสาธารณะชนได้ด้วยรึ”คนที่นี่มีจำนวนไม่น้อย แม่ทัพใหญ่เองก็ไม่รู้ว่าคนของฉางเก๋อได้รับอนุญาตให้บรรเลงพิณต่อหน้าคนเยอะแยะเช่นนี้หรือเปล่าทักษะของฉางเก๋อน่าจะเป็ศาสตร์ทางดนตรีชั้นสูงยิ่งกว่าการแสดงดนตรีโดยทั่วไป ไม่รู้ว่าสามารถบรรเลงศาสตร์นั้นให้สาธารณะชนรับรู้ได้หรือเปล่า
“ได้ ขอแค่ไม่เปิดเผยบทเพลงที่เป็ศาสตร์เฉพาะของฉางเก๋อก็พอ”ดวงตาสีเขียวหันไปมองยังผู้ที่อยู่บนเวทีซึ่งเขาก็รอคอยคำตอบจากอวิ้นหยางอย่างไม่เร่งรีบเมื่อเห็นว่าคนที่ตัวเองกำลังเชิญนั้นกำลังปรึกษาหารืออยู่กับผู้ที่มาด้วยกันจากลักษณะท่าทางของคุณชายผู้นั้นผนวกกับสถานที่ที่เขานั่งอยู่ในตอนนี้ทำให้รู้ว่าเขาเป็คุณชายที่มีฐานะมากคนหนึ่งการปรากฏตัวของเขาต่อหน้าสาธารณะชนอาจจะต้องมีการตระเตรียมอะไรสักเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัย
ในฐานะหัวหน้าคณะแสดงดนตรี เขาเดินทางมามากย่อมรู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรหรือแสดงออกอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเมื่อผู้ที่เขากำลังเชิญอยู่นั้นไม่ใช่บุคคลธรรมดาเขาก็ต้องรอคอยด้วยความสุภาพและไม่เกรี้ยวกราด อีกทั้งเขายังมองเห็นพร์ที่หาได้ยากจากตัวคุณชายผู้นั้นการแลกเปลี่ยนทักษะทางดนตรีครั้งนี้จะต้องเป็ประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน
“แม่ทัพใหญ่” รองประมุขหันมามองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคิ้วหนาเลิกขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะถามว่าเรียกเขาทำไมริมฝีปากบางโค้งขึ้นเป็รอยยิ้ม
“ท่านอยากเห็นข้าบรรเลงพิณหรือเปล่า” ดวงตาสีเขียวเปล่งประกายสดใส แม่ทัพใหญ่ตอบรับประกายนั้นด้วยรอยยิ้มนุ่มละมุน
“นั่นย่อมแน่นอน” รองประมุขของฉางเก๋อจะให้เกียรติเล่นดนตรีให้ฟังเช่นนี้มีหรือจะพลาดได้ นับว่าเป็โชคดีของลี่ฮุ่ยซิ่วแล้วที่มีโอกาสได้ฟังการบรรเลงพิณของอวิ้นหยาง
“เช่นนั้นข้าจะตอบรับคำเชิญของเขา” มือเรียวคว้ากู่ฉินเจ็ดสายของตัวเองมาคืนขนาดเดิมก่อนจะพลิ้วกายลงไปจากชั้นสามของโรงเตี๊ยมมุ่งสู่เวทีด้านล่างราวกับเทพเซียนที่กำลังย่างกรายลงมาจาก์ชุดสีฟ้าอ่อนพลิ้วไปตามการเคลื่อนไหวดูราวกับมีสายหมอกช่วยขับความงดงามของรองประมุขให้เด่นชัดขึ้นมาอีก
“ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านต้องคอยนาน” ร่างระหงส์ของรองประมุขแห่งฉางเก๋อพลิ้วกายลงบนเวทีด้วยท่วงท่าที่สง่างาม หัวหน้าคณะแสดงดนตรีประสานมือคำนับให้แก่เขามองไปยังกู่ฉินเจ็ดสายที่อยู่ในมือของคุณชายน้อย
“เครื่องดนตรีดี”ผู้ที่ยืนอยู่บนเวทีเอ่ยชม เครื่องดนตรีดีมักจะคู่กับเ้าของที่มีทักษะที่ดีความเปล่งประกายของกู่ฉินนี้สะท้อนความสามารถของผู้เป็เ้าของได้เป็อย่างดี
“ขอบคุณ นี่เป็สหายคู่ใจของข้า หวังว่าข้าจะเป็ผู้แลกเปลี่ยนทักษะที่ดี” อวิ้นหยางนั้นมั่นใจในความสามารถของตัวเองทั้งยังมั่นใจว่าการแลกเปลี่ยนทักษะครั้งนี้จะต้องราบรื่นอย่างแน่นอนหัวหน้าคณะดนตรีส่งยิ้มให้กับเขา
“ข้าเลือกคนไม่ผิดอย่างแน่นอน....ข้าขออนุญาตเรียนถามสักเื่ได้หรือไม่?”รองประมุขเลิกคิ้ว อยากจะถามอะไรอย่างนั้นรึ
“เื่อะไรรึ?” ดวงตาคมมองขึ้นไปยังชั้นสามของโรงเตี๊ยมที่อวิ้นหยางเพิ่งจะพลิ้วกายลงมาบนนั้นมีร่างสูงสง่ากำลังมองมาที่เวทีการแสดงพร้อมทั้งยกจอกสุราขึ้นจิบ ท่วงนั้นช่างสง่างามและมีความองอาจดุจนักรบผู้เก่งกล้าเมื่อหันกลับมามองยังคุณชายน้อยที่อยู่ตรงหน้า ความนิ่งสงบที่กำลังปกปิดความไร้เดียงสาทว่าก็ยังมีความสุขุมน่าเคารพ ใบหน้าของหัวหน้าคณะแสดงดนตรีแสดงออกอย่างยิ้มๆ
ช่างเป็คู่ที่เหมาะสมอย่างลงตัว
“คุณชายน้อยกับท่านผู้นั้น...เป็สามีภรรยากันรึ”
ตึง!
แขนเรียวที่กำลังอุ้มกู่ฉินอยู่พลันอ่อนแรงขึ้นมาเล็กน้อยจนเกือบทำสหายคู่ใจหลุดมือใบหน้านั้นมีริ้วสีแดงวิ่งผ่านบนใบหน้าทำให้แก้มที่เพิ่งกินขนมมานั้นดูเหมือนซาลาเปาที่แต่งแต้มด้วยสีแดงหัวหน้าคณะแสดงดนตรีรู้สึกเอ็นดูเขานัก
หากสามีจะหึงหวงก็ไม่ใช่เื่แปลกเลย มีภรรยาที่แสนน่ารักและไร้เดียงสาแบบนี้
“ระ เื่นั้น...” ดวงตาสีเขียวหันไปมองคนที่อยู่้าเขาคล้ายจะเห็นดวงตาสีทองนั้นวาวโรจน์ขึ้นมาเล็กน้อยแต่น่าจะเป็เพราะเห็นเขาใจึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนั้น
“ต้องขออภัย ดูเหมือนข้าจะทำให้สามีของท่านโกรธเสียแล้วข้าไม่ได้เจตนาจะทำให้ใ เห็นว่าพวกท่านเหมาะสมกันมากจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยทัก”หัวหน้าคณะแสดงดนตรีเอ่ยอย่างนอบน้อมที่คน้ามีปฏิกิริยาเหมือนโกรธขึ้นมานั้นคงจะเพราะเห็นภรรยาใกระมัง
อวิ้นหยางได้แต่หัวเราะแห้งๆ หากแม่ทัพใหญ่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่เขาเดาไม่ออกจริงๆว่าจะได้เห็นสีหน้าแบบไหนจากแม่ทัพใหญ่
อย่างแย่ที่สุดเขาก็ต้องบอกลาขนมที่แสนอร่อยจากฉางหวั่นเพราะหลังจากนี้แม่ทัพใหญ่คงจะไม่ส่งมาให้เขาอีกแล้ว