*เจ้าหยางน้อย* หรือก็คือท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางยังคงตื่นตะลึง..ตาโต..เหงื่อกาฬไหลอาบไปทั่วทั้งร่างกาย
แต่ยังไม่ทันที่ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางจะได้คิดสิ่งใด ร่างกายของเขาก็คุกเข่าลงทั้ง 2 ข้าง แล้วก้มศีรษะลงจรดพื้นไปโดยอัตโนมัติตามสัญชาตญาณ นี่เป็นลักษณะของการทำความเคารพแบบที่ขุนนางถวายบังคมองค์จักรพรรดิในซีรี่ย์ที่จูหงเฟยเคยดูมา
"เอ้า..ลุกขึ้นมาได้แล้ว ไม่ต้องมากพิธี" จูหงเฟยพูดตามที่ลุงเฉินของเขาพูดออกมาในจิตสำนึก
เมื่อท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางตั้งสติได้แล้ว เขาก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวกับจูหงเฟย หรือก็คือท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคด้วยความตื่นเต้นว่า "ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติขอรับ ในตอนนี้ประตูมิติทั้ง 7 ประตูมีพวกของข้าน้อย 14 คนคอยเฝ้าป้องกันการบุกของพวกอสูรอยู่ประตูละ 2 คนขอรับ"
"ส่วนตัวของข้าน้อยและพวกอีก 5 คนจะคอยเป็นกำลังเสริมและคอยประสานงานกับพวกผู้นำของมนุษย์บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ขอรับ" ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางกล่าวรายงาน
"อืม..ดีแล้ว แล้วแผนการรบของพวกมนุษย์บนโลกสีน้ำเงินนี้มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง" ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคถามออกมาผ่านจูหงเฟย
"ในตอนแรกนี้พวกมนุษย์บนโลกสีน้ำเงินจะทำการโจมตีเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของพวกอสูรก่อนขอรับ"
"เพราะพวกมนุษย์บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ไม่เคยได้พบกับเผ่าพันธุ์อสูรจากโลกวิถีปราณมาก่อนขอรับ"
"แม้ว่าพวกเราจะให้ข้อมูลความแข็งแกร่งและจุดอ่อน รวมถึงแสดงภาพของอสูรแต่ละสายพันธุ์ให้กับมนุษย์บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ได้เอาไปศึกษาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่มั่นใจว่าศักยภาพของอาวุธที่พวกเขามีอยู่บนโลกสีน้ำเงินใบนี้จะสามารถสังหารหรือสร้างอาการบาดเจ็บให้กับพวกอสูรที่บุกข้ามประตูมิติมาได้ถึงขนาดไหนขอรับ" ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางอธิบาย
"แล้วในการบุกระลอกแรกของพวกอสูรครั้งนี้ พวกมนุษย์บนโลกสีน้ำเงินคิดที่จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์หรือไม่" ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคกล่าวถามอีก
"พวกเขาจะใช้อาวุธนิวเคลียร์อย่างแน่นอนขอรับ เพื่อเป็นการทดสอบว่าอาวุธนิวเคลียร์ของพวกเขาจะสามารถทำลายกองทัพอสูรลงได้หรือไม่ขอรับ"
"และเป้าหมายสูงสุดของพวกเขาก็คือ พวกเขาต้องการทดสอบว่าอาวุธนิวเคลียร์จะสามารถทำลายหรือปิดประตูมิติทั้ง 7 ประตูลงได้หรือไม่ขอรับ เพื่อเป็นการจบสงครามลงโดยเร็วที่สุดขอรับ"
"อืม..ก็เป็นความคิดที่ดี ถ้าอย่างนั้นให้เจ้าบอกกับพวกผู้นำของมนุษย์โลกสีน้ำเงินนี้ไปว่าจากความเสถียรของคลื่นความผันผวนของประตูมิติระหว่าง 2 โลกที่ข้าตรวจสอบได้ในตอนนี้ พวกอสูรจะสามารถส่งอสูรแรงค์ E ข้ามประตูมิติมาได้ประมาณประตูละ 2,500,000 ตัว ถึง 3,000,000 ตัว"
"แต่เจ้าหยางน้อย เรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเจ้าปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คนก็คือการปกป้องชีวิตของเจ้าหนูจูคนนี้ด้วยชีวิตและด้วยทุกวิถีทางของพวกเจ้า"
"เจ้าหนูจูคนนี้เป็นกุญแจสำคัญในการกอบกู้โลกวิถีปราณของพวกเราและเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องโลกสีน้ำเงินใบนี้ อย่าให้เจ้าหนูนี่ต้องตกตายลงไปเป็นอันขาด"
"แล้วพวกเจ้าก็จงสนับสนุนทรัพยากรพลังปราณด้านมิติให้กับเจ้าหนูจูอย่างเต็มที่"
"ข้าและเทพยุทธ์อีก 6 ท่านได้เตรียมแผนการเอาไว้แล้ว นี่คือคำสั่งสูงสุดของข้า พวกเจ้าจงทำให้ได้และห้ามผิดพลาดเป็นอันขาด"
แกร๊งๆๆๆ...!!! แกร๊งๆๆๆ...!!! แกร๊งๆๆๆ...!!! แกร๊งๆๆๆ...!!!
เสียงระฆังยักษ์ดังขึ้นมาอีกครั้งเป็นสัญญาณว่าท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคได้ปิดจิตพักผ่อนเพื่อรักษาตัวเองลงไปแล้ว
"อ้อ..อย่างนี้ก็ดี ยังไงเราก็มีหลักประกันในชีวิต เรามีปรมาจารย์ยุทธ์แรงค์ A เป็นบอดี้การ์ดให้ตั้ง 20 คน ใหญ่คับโลกเลยเรา ฮ่าๆๆๆๆ.." จูหงเฟยคิด แล้วหัวเราะออกมาอย่างสุดปลื้ม
"เอ่อ..ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติขอรับ แล้วจะให้ข้าน้อยเรียกพวกปรมาจารย์ยุทธ์อีก 19 คน มาพบกับท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเมื่อไหร่ดีขอรับ" ลุงอัคคีหลินของจูหงเฟย ซึ่งในขณะนี้ยังไม่รู้ว่าท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคได้ปิดจิตจากไปแล้ว จึงได้กล่าวถามขึ้นมาอีกครั้ง
จูหงเฟยทำท่ายักไหล่แล้วแบมือออกทั้ง 2 ข้าง จากนั้นก็พูดว่า "ลุงเฉินปิดจิตหลับไปแล้วครับลุงอัคคีหลิน แต่ลุงเฉินเคยบอกกับผมเอาไว้ว่าลุงเฉินได้แบ่งเศษเสี้ยวปราณจิตบางส่วนเอาไว้คอยติดตามสถานการณ์ของสงครามผ่านตัวของผมอยู่ครับ"
"ถ้ามีอะไรสำคัญ..เดี๋ยวลุงเฉินก็คงจะโผล่ออกมาเองครับ"
ตอนนี้ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางชินเสียแล้วในการที่จูหงเฟยเรียกท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคว่าลุงเฉิน และพูดถึงลุงเฉินด้วยคำพูดแบบธรรมดาๆทั่วๆไป
ก็จูหงเฟยเป็นถึงลูกศิษย์ของท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคนี่เนอะ..เป็นประเภทที่ว่า อยู่ต่ำกว่าคนๆเดียว แต่ยิ่งใหญ่กว่าคนทั้งใต้หล้า แล้วใครจะกล้าไปสั่งสอน
ท่านปรมาจารย์ยุทธ์แห่งอัคคีหลินหยางได้รีบทำการติดต่อไปยังท่านผู้นำและท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศต่างๆเพื่อแจ้งจำนวนของพวกอสูรที่จะข้ามประตูมิติทั้ง 7 ประตูออกมา ตามที่ท่านจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคได้บอกเอาไว้
"อืม..ประตูมิติมีอยู่ 7 ประตู ถ้าตีเป็นว่าพวกอสูรมันจะข้ามมาประตูละ 3,000,000 ตัว ถ้างันในระลอกแรกนี้พวกมันก็จะบุกข้ามมารวมเป็นจำนวน 21,000,0000 ตัว ไม่ใช่น้อยๆเลยนะนั่น แถมพวกมันแต่ละตัวก็ยังอยู่ในแรงค์ E อีก มันต้องกลายเป็นสงครามโลกขนาดใหญ่อย่างแน่นอน" จูหงเฟยคิดในใจ
"อ้อ..แล้วทหารบนโลกของเรามีทั้งหมดรวมกันกี่นายนะ เดี๋ยวลองไปถามท่านนายพลจางดูดีกว่า"
แล้วเครื่องบินสุดหรูก็พาจูหงเฟยและครอบครัวมาถึงนครหลวงปักกิ่งแห่งประเทศจีนา จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังศูนย์บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งใช้เป็นสถานที่บัญชาการในการรบกับพวกอสูรของประเทศจีนา
ภายในห้องวอร์รูมของอาคารสำนักงานศูนย์บัญชาการทหารสูงสุดแห่งนี้ จูหงเฟยได้พบกับท่านผู้นำของประเทศจีนาเเบบตัวเป็นๆ..ตัวจริงเสียงจริง..จนจูหงเฟยถึงกับต้องตกใจจนเกือบที่จะหัวใจวาย
ก็จูหงเฟยเคยเห็นท่านผู้นำแค่ในทีวีนี่นา..ไม่นึกเลยว่าในชีวิตนี้จูหงเฟยจะได้มีโอกาศมาอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นำและได้ยืนหายใจใกล้ชิดกันแบบนี้..