ย้อนอดีตกลับมารักเธอ

    ตอนที่18 ฟาดไปสองพันเหนาะๆ

    “นี่ค่ะ ขอบคุณค่ะ แล้วครั้งหน้าอย่าลืมเเวะมานะคะ” น้ำเป็นคนพูดเพราะ ด้วยเสียงใสหวานๆช่วยเรียกลูกค้าหนุ่มๆได้อย่างดีส่วนเมย์น่ะเหรอ เธอกำลังช่วยพ่อรุ้งย่างปลาดุกขาย วันนี้บาสไม่มาด้วยหน้าที่นี้จึงตกเป็นของสองพี่น้อง เมย์เป็นสาวห้าว ถึงแม้ใบหน้าจะเปื้อนควันแต่เธอกลับไม่บ่นสักคำ การย่างปลาดุกต้องอยู่หน้าเตา มันไม่ใช่อะไรที่ง่ายๆ เพราะเราต้องคอยระวังไม่งั้นเดี๋ยวปลาจะไหม้ได้ พ่อรุ้งเหลือบมองลูกค้าที่เข้ามา วันนี้เป็นลูกค้าชายเสียส่วนใหญ่ ชายฉกรรจ์เหล่านั้นล้วนมีหน้าตาขึงขลัง แต่เมื่อมองมายังน้ำกลับเชื่องดั่งลูกแมว นี่ทำให้พ่อรุ้งเกิดหวงลูกสาวไม่น้อย“พี่น้ำปลาดุกย่างเสร็จแล้ว เตรียมพื้นที่ไว้เลย” เมย์บอกเมื่อเห็นปลาเหลืองได้ที่แล้ว พร้อมที่จะวางไว้บนถาดขาย “จ้าๆ รู้แล้วน่า” น้ำหลบออกมาเล็กน้อยให้เมย์เอาปลามาวาง ทันทีที่ปลาวางลูกค้าก็เข้ามาอีกราย คราวนี้เป็นหญิงสาวกับผู้ชาย แต่งชุดข้าราชการเหมือนกัน ดูเหมือนทั้งสองจะเป็นครู“อ้าวหนูเมย์หนูน้ำ นึกว่ากลับบ้านไปแล้วซะอีก” ครูผู้หญิงทัก เธอมีอายุราวสามสิบกว่าปี ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม“อาจารย์แม่ สวัสดีค่ะ” น้ำยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะอาจารย์” เมย์เองก็เหมือนกัน “พวกหนูยังไม่ได้กลับเลยค่ะ พอดีพ่อมาขายปลาพวกหนูเลยต้องมาช่วยย่าง”“อย่างนี้นี่เอง เป็นเด็กดีจริงนะ” ครูผู้หญิงมองปลาดุกที่ส่งกลิ่นหอมก่อนจะขอสองไม้ ครูผู้ชายที่อยู่ด้านข้างเองก็ซื้อไปสองไม้เหมือนกัน พวกเขาเป็นครูโรงเรียนโนนเหล็กที่ทั้งสองสาวเรียนอยู่“นี่หนูน้ำ เเล้วเรื่องเรียนต่อล่ะว่าไง คิดได้หรือยังว่าจะต่อที่ไหน” น้ำคิดสักพักก่อนจะตอบ “คือว่าเรื่องนั้น...หนูยังไม่ได้ตัดสินใจเลยค่ะ เพราะตอนนี้หนูเองก็อยู่แค่ม.5”“ก็ใช่ แต่ปีนึงมันก็ผ่านไปเร็วนะ ครูว่าหนูควรที่จะตัดสินใจได้แล้วว่าจะต่อที่ไหน เรื่องทุนเดี๋ยวครูจัดการเอง” “ขอบคุณค่ะอาจารย์แม่” น้ำเป็นคนเรียนเก่ง ไม่แปลกที่เธอจะได้ทุนเรียนฟรี ซึ่งหากมองดูตรงจุดนี้ช่างต่างกับน้องชายที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ครูพูดคุยกับทั้งสองแล้วทักทายพ่อรุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปเลือกซื้ออย่างอื่น
    วันนี้ขายดีกว่าทุกวัน อากาศเองก็เริ่มครึ้มทำให้ทุกคนรีบมาซื้อของ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นฝนก็เทลงมาดังจ๊าก ตลาดไม่มีหลังคา เรียกได้ว่าเป็นการตั้งแผงลอยในถนนปิด เมื่อฝนตกพวกเขาก็วิ่งจ้าละวัน รีบเก็บของใส่รถเข็นกลับบ้าน เมย์และน้ำรีบหาถุงพลาสติกมาคลุมปลาดุกที่ย่างไว้แล้วยกขึ้นรถ พ่อรุ้งจัดการเตาปิ้งย่างแล้วขึ้นรถตาม โชคดีที่รถสามล้อมีหลังคา ไม่งั้นทั้งสามคนได้เป็นหวัดแน่ปลาดุกย่างแล้วเหลือแค่ 3 ไม้ ซึ่งถือว่าโชคดีที่มันเหลือแค่นี้ ไม่งั้นถือว่าขาดทุน“หน้าฝนนี่...ไม่เหมาะกับตลาดเลยนะคะ” น้ำพูด ถึงแม้จะนั่งอยู่ในรถแต่ฝนก็สาดเข้ามาอยู่ดี“นั่นสิ ดูแม่ค้าพ่อค้าเก็บของเมย์ละเหนื่อยแทน” เมย์ถอนหายใจเมื่อมองคนเหล่านั้น “นี่แหละชีวิต หากไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไป” พ่อรุ้งสตาร์ทรถมอเตอร์ไซด์เสียงดังปักปักปักอย่างกับรถไถนา “นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกขึ้นรถสามล้อใช่มั้ย”“ใช่ค่ะ”“งั้นจับไว้ให้แน่นๆนะ เดี๋ยวพ่อจะพาซิ่งผ่านสายฝน” พ่อรุ้งว่างั้นแล้วเบิ้ลเครื่องดังๆขับออกไป“วัยรุ่นจริงนะพ่อ” เมย์อดแซวไม่ได้ “ก็วัยรุ่นน่ะสิ ใครว่าพ่อแก่ล่ะ”“ใช่พ่อยังหนุ่มและแข็งแรง แถมยังหล่อด้วยนะ” น้ำชม พ่อรุ้งถึงกับหลุดขำ“ฮ่าฮ่า ไม่ต้องมาชมพ่อเลย รู้น่าว่าอยากได้อะไรใช่มั้ย”“พ่อนี่รู้ตลอด” รถสามล้อขับด้วยความเร็ว 40 ผ่านสายฝนที่โปรยลงมา หยาดน้ำหยดเล็กๆสาดซัดใบหน้าให้ชุ่มฉ่ำ เม็ดฝนหนักตกกระทบลงบนใบหน้าจนแสบผิว แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสามคนกลับมีความสุข พวกเขาไม่สนใจเลยถึงแม้จะเปียกปอนเป็นลูกแมวตกน้ำ ขอแค่ได้อยู่แบบนี้ก็มีความสุขแล้ว วิถีชีวิตเรียบง่ายของคนบ้านอก ใช่นี่แหละคือชีวิต....... บาสยืนอยู่หน้าบ้าน ในมือมีร่มสีฟ้าคันใหญ่ นี่คือร่มของครูอักษร รอยฝ่ามือที่เธอฝากไว้ยังเด่นชัดอยู่บนแก้ม แต่เขาไม่ได้สนใจมัน ในใจเพียงคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านมา ทำไมครูอักษรถึงบอกชื่อนะ? เธอเกลียดเขามากใช่นั่นคือสิ่งที่รู้ แต่จากคำพูดในวันนี้คืออะไรกัน? อะไรดลใจให้เธอเปิดใจบอกชื่อเล่น“ยืนทำอะไรน่ะลูก ทำไมไม่เข้าบ้านล่ะ” แม่หน่อยยืนอยู่ใต้ถุนบ้าน แกยืนรอพ่อรุ้งกลับบ้านและลูกสาว วันนี้ฝนตกหนักและการขับมอเตอร์ไซค์ในช่วงฝนตกก็อันตรายไม่น้อย แม่หน่อยได้แต่ภาวนาอย่าให้เป็นไร“แค่ยืนคิดอะไรนิดหน่อยน่ะครับ” บาสเข้าบ้านแล้ว สะบัดร่มเล็กน้อยแล้วแขวนไว้ที่เสาใต้ถุนบ้าน“แล้วทำไมไม่ยืนคิดในบ้านล่ะ แล้วนี่...รอยมือนี่คืออะไร?” รอยมือช้ำบวมเป่งแน่นอนว่าไม่สามารถรอดพ้นไปจากสายตาแม่หน่อยได้ “ก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่เกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อย” “อุบัติเหตุ? อุบัติเหตุอะไรล่ะถึงได้มีรอยมือแบบนี้ นี่มันรอยตบชัดๆใช่มั้ยลูก! บอกแม่มานะว่าเกิดอะไรขึ้น!” แม่หน่อยเป็นห่วงลูกชายคนเล็กยิ่ง และแกไม่ยอมแน่หากใครมาทำร้ายลูกชาย บาสได้แต่โกหกไปว่า “เอ่อ...คือว่าเมื่อกี้ไงครับ ช่วงที่ฝนตกแล้วไฟดับ บาสกำลังกินข้าวกับครูอักษรอยู่พอดี เธอตกใจแล้วทำแว่นหล่น บาสจึงช่วยหาแต่...แต่เจ้ามือตัวดีดันไป...ดันไป จับซาลาเปาสองลูกเข้า แหะๆ ก็เลยเป็นอย่างที่เห็นแหละครับ”แม่หน่อยคิดเกี่ยวกับซาลาเปาก่อนจะหัวเราะ “อ๋อแม่ก็นึกว่าอะไร เฮ้อแต่ครูอักษรนี่ก็หนักมือเกินไปหน่อยนะ” “ไม่เป็นไรครับ เพราะถึงยังไงบาสก็ได้กำไรแล้ว” “ฮึ ร้ายนะเรา!” แม่หน่อยมองเจ้าลูกชายอย่างหวั่นๆ ไม่คิดเลยว่าจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่ก็ดีแล้วที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่งั้นคงต้องหาสินสอดไปขอเจ้าสาวอายุมากกว่า
    หลังจากที่บาสมาถึงบ้านพ่อรุ้งกับพี่น้ำพี่เมย์ก็มาถึง พวกเขาลงจากรถด้วยเนื้อตัวเปียกซกไม่ต่างจากบาส แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้ายังมีรอยยิ้มทุกคนถูกแม่หน่อยดุ ด้วยความเป็นห่วงแกรีบบอกให้ไปอาบน้ำสระผมเพราะกลัวเป็นหวัด คืนนั้นไฟยังไม่มา ทุกคนนั่งล้อมวงใต้เเสงเทียนพี่น้ำพี่เมย์ พ่อรุ้งได้ฟังเรื่องราวของบาสจากปากแม่หน่อยแล้ว ทั้งสามพากันขำใหญ่ “ก็ดีนะที่ครูที่โรงเรียนชวนไปกินข้าว แต่อย่าลืมสาวที่ตลาดล่ะ” พ่อรุ้งบอก แกกำลังจัดการกับปลาดุกย่างที่เหลือจากตลาด“ใครเหรอครับ?” บาสทำหน้าสงสัยไม่ต้องรอให้พ่อรุ้งตอบ พี่เมย์ชิงตอบแทน “ก็พี่บีสไง วันนี้พี่มาหาแกด้วยแหละบาส เห็นว่าอยากกินหมูปิ้ง”“ตายแล้ว!” บาสได้แต่ร่ำร้องในใจ พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติแล้วถามว่า “แล้วพี่บีสโกรธหรือเปล่าครับ” “บีสไม่ใช่คนแบบนั้น ยายผงซักฟอกเป็นคนที่มีเหตุผลพอน่า เพราะงั้นบาสไม่ต้องกังวลไปหรอก” บีสเป็นเพื่อนกับพี่น้ำ ทั้งสองอยู่ห้องเดียวกันย่อมสนิทและรู้นิสัยกันเป็นธรรมดา บาสถอนหายใจโล่งอก“แล้วเลือกได้ยังล่ะบาส” พี่เมย์ถาม“เลือกอะไร?”พี่เมย์หัวเราะคิกคักก่อนจะพูดต่อ “ก็เลือกสาวไง ระหว่างครูอักษรกับพี่บีส แกจะเลือกใครวะ”“เรื่องนั้น....” บาสหลบตา เรื่องแบบนี้ยังต้องคิดเหรอ“เวลากินข้าวอย่าคุยกันสิ!” แม่หน่อยเอ็ด “ว่าแต่บีสที่พูดถึงนี่คือ?”“อ๋อ เพื่อนน้ำเองค่ะแม่ วันนี้เธอมาหาบาสที่ร้าน ก็เลยคิดว่าทั้งสองคน...ปิ๊งกัน” “จริงเหรอลูก?” แม่หน่อยหันมามองบาสอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง แกรู้ว่าลูกชายมีนิสัยยังไงดี ปกติไม่ค่อยกล้าคุยกับผู้หญิง แต่การที่มีผู้หญิงมาหาถึงร้านเพียงขายไม่กี่วันนี่มัน...เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้“ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะครับ วันนี้ขายได้เท่าไหร่เหรอ พ่อเพิ่มปลาไปขนาดนั้นอย่างน้อยก็น่าจะได้พันกว่าใช่มั้ยครับ” บาสถาม“ขายได้เยอะเลยแหละลูก น่าจะสองพันกว่าได้” พูดถึงตรงนี้พ่อรุ้งก็ตบกระเป๋ากางเกง ในนั้นคงมีตังค์อยู่ไม่น้อย“สองพันจริงเหรอพ่อ!” แม่หน่อยทวน แกกลัวว่าจะฟังผิดเพราะเงินสองพัน ขายแค่วันเดียวเป็นอะไรที่บ้ามาก “แม่ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ วันนี้ขายได้สองพันจริงๆเห็นมั้ยเนี่ยหนูย่างปลาดุกจนดำหมดแล้ว ขอค่าเหนื่อยสักร้อยนึงสิคะ” พี่เมย์พูดแล้วก็เอาผ้ามาซับหน้า ซึ่งไม่มีเเล้วคราบดำๆในตอนย่าง “ฮ่าฮ่า เดี๋ยวพ่อจะให้ไปคนละร้อยเลย” พ่อรุ้งใจปล้ำจริงๆ “นี่พูดตามตรงนะ พ่อเองก็ไม่คิดว่ามันจะขายได้ดีขนาดนี้ นี่มันได้กำไรยิ่งกว่าทำนาซะอีก แต่เรื่องนี้ต้องยกให้น้ำและเมย์ ถ้าหากไม่ได้ลูกสองคนวันนี้พ่อคงขายไม่หมด”การทำนาก็อย่างที่รู้ ผลผลิตแค่ปีละครั้ง รายได้โดยเฉลี่ยคืนเงินสองแสน แต่หากดีหน่อยก็สองแสนกว่าๆ แต่ถ้าหากโชคไม่ดีเกิดภัยแล้งขึ้น ถือเป็นปีที่ขาดทุนชาวนาจะต้องกู้ยืมเงินสหกรณ์มาใช้จ่าย เป็นวัฏจักรหนี้สินไม่จบไม่สิ้น“ก็อย่างที่บาสบอกไปไงครับ ปลาพวกเนี้ยขายได้ และหากยังขายได้แบบนี้เรื่อยๆนะ เพียงแค่สิบวันพ่อก็มีเงิน...สองหมื่นแล้ว แต่นั่นคือจำนวนเงินที่ยังไม่หักค่าใช่จ่ายนะครับ แต่ก็ถือว่าได้กำไรดีแล้ว”พ่อรุ้งถึงกับมือไม้สั่น แม่หน่อยเองก็เช่นกัน ใช้เวลาสิบวันในการหาเงินสองหมื่น นี่มันบ้าชัดๆ หากพูดให้ใครฟังใครเขาจะเชื่อ“นี่พ่อได้ซื้อเนื้อหมูมามั้ย”“ได้สิ พ่อซื้อมาให้สองโล”“ขอบคุณครับ แล้วพ่อพอจะรู้ราคาตับไก่มั้ยว่าราคาเท่าไหร่” “รู้นะ ทำไมเหรอ ลูกจะเอาตับไก่ไปทำอะไร?” พ่อรุ้งมองลูกชายตัวดี ถึงแม้มันจะเป็นไอเดียแปลกๆ แต่เเกจะสนับสนุนเต็มที่ นั่นเพราะรู้ถึงผลกำไรที่ได้จากเจ้าลูกชาย“บาสจะใช้ตับ...”