เช้าตรู่ของวันใหม่ที่เมืองซางเฉิน เมืองระดับเล็กตั้งอยู่บนเนินเขาสูง รายล้อมรอบด้วยูเานับร้อยลูกกระจายกันออกไป มองไกลสุดลูกหูลูกตา หลายแห่งสูงเสียดฟ้า มีแม่น้ำหลายสายไหลมาจากเทือกเขารวมเป็ สามสายใหญ่ผ่านเมือง ไหลสู่ทะเลใหญ่ เมืองซางเฉินถือเป็เมืองขนาดเล็กค่อนข้างใหญ่ในแคว้น มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งสัตว์ป่า สัตว์น้ำที่มีให้เลือกตลอดปีไม่มีขาดแคลน
เช่นเดียวกับวันอื่น ๆ เจิ้งตี้ตื่นขึ้นมาแต่เช้า เตรียมตัวพร้อม เพื่อช่วยปู่เตรียมเปิดร้านขายยาโบราณสมุนไพรและรักษาโรค ตำรายาตระกูลหยาง ถือเป็วิชาที่มีชื่อเสียงโด่งดังสืบทอดมายาวนานหลายชั่วอายุคน เจิ้งตี้ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากปู่และพ่อบุญธรรมมาั้แ่เด็ก เรียนรู้ด้วยความตั้งใจอย่างไม่ลดละ ความสามารถทางการแพทย์พัฒนาอย่างรวดเร็ว แม้จะเริ่มเรียนตอนสามขวบ ดูเหลือเชื่อ แต่เจิ้งตี้เองกลับจดจำ เข้าใจ และสามารถรักษาคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปีหน้า เจิ้งตี้จะอายุ 6 ขวบ ถึงเวลาทดสอบพลังยุทธ์เพื่อเข้าสู่สำนักยุทธ์ทั้ง 3 ในแคว้น แม้จะไม่มีพ่อแม่ แต่ปู่และพ่อบุญธรรมก็ดูแลเขาอย่างดี สั่งสอนวิชาการแพทย์และยุทธ์อย่างทุ่มเท
เช้าวันนี้ หลังจากเจิ้งตี้จัดร้านและเปิดร้านตามปกติ สักพักเด็กหญิงวัย 6 ปีนามจูลี่อิง เดินเข้ามาพร้อมคนแก่ ปู่ของเธอไม่สบายจากการรับพลังธาตุน้ำมากเกินไป ต้องเข้ามารักษาเป็ประจำ ปู่ของเจิ้งตี้มักเป็คนรักษาให้ แต่เช้าวันนี้ติดลูกค้าอีกคน เจิ้งตี้จึงก้าวเข้ามาคารวะและบอกกล่าวเพื่อเตรียมให้การรักษา
จูลี่อิงมองเจิ้งตี้ด้วยแววตาไม่พอใจ เพราะไม่อยากให้เจิ้งตี้เป็คนรักษา จูลี่อิงพูดจาดูถูกเจิ้งตี้ ปู่ของเธอรีบตำหนิจูลี่อิงและขอโทษเจิ้งตี้
"ไม่เป็ไร ขอรับท่านปู่ ข้าไม่สนใจ ให้ข้าดูแลท่านก่อน ถ้าไม่ดีหรือไม่แน่ใจ ค่อยให้ท่านปู่ของข้ามาตรวจดูอีกครั้งก็ได้ขอรับ" เจิ้งตี้กล่าวอย่างสุภาพ เจิ้งตี้ตรวจชีพจรและฝังเข็มลงในจุดที่เ็ป แต่เนื่องจากเขายังเด็ก พลังปราณในตัวยังมีน้อย ทำให้ใช้เวลารักษานาน จูลี่อิงไม่พอใจและตำหนิเจิ้งตี้อีกครั้ง
"ดูเหมือนว่า จูลี่อิง จะไม่ชอบข้าเลย ไม่รู้ข้าไปทำอะไรมานะ เ้าถึงไม่ชอบข้าเช่นนี้" เจิ้งตี้คิดในใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
สักพักปู่ของเจิ้งตี้เดินมาตรวจดูอาการของปู่จูลี่อิง ปู่จูลี่อิงบอกว่าอาการดีขึ้น แต่พลังปราณของเจิ้งตี้ยังอ่อนแอ ถึงใช้เวลารักษานาน ปู่ของเจิ้งตี้บอกว่า พลังปราณของเจิ้งตี้หยุดนิ่งไม่เพิ่มพูนมาประมาณ 1 ปีแล้ว ยังหาสาเหตุไม่ได้
หลังจากปู่จูลี่อิงกลับไป ปู่ของเจิ้งตี้บอกเจิ้งตี้ว่า ไม่ต้องกังวล พิษไอเย็นน้ำแข็งในร่างกายปู่จูลี่อิงถูกขับออกมาแล้ว ทานยาที่เจิ้งตี้จัดให้แล้วมาอีกสองสามครั้งน่าจะหายขาดแล้ว
ในขณะที่เจิ้งตี้กำลังเดินกลับไปพักที่ห้อง สายตาของ หยางหยุน ลูกพี่ลูกน้องของเขา มองมาด้วยความเกลียดชัง หยางหยุนอายุ 14 ปี ฝีมือจัดอยู่ในเกณฑ์ไม่น่าอาย เตรียมพร้อมจะเข้าสอบวัดฐานยุทธ์ในรอบปีนี้
"ข้าไม่เข้าใจเลย ทำไมท่านปูถึงรักเจิ้งตี้ ทำไมสอนตำราทักษะแพทย์ตระกูลหยางให้เจิ้งตี้มากมาย แต่กับข้า ท่านปู่ไม่สนใจสอนให้ข้ามากเช่นนั้นเลย ฐานยุทธ์ของเจิ้งตี้ก็ไม่ก้าวหน้า อีกทั้งยังเป็คนนอกที่ตระกูลเราเก็บมาเลี้ยงดูอีก" หยางหยุนบ่นกับพ่อ
หยางไห่ บิดาของหยางหยุนกล่าวขึ้นมาว่า "เ้าไม่ต้องพูดไป ถึงเวลา เจิ้งตี้ก็จะต้องไปแน่นอน ตอนนี้เ้าเตรียมเข้าทดสอบให้ดีก่อน"
ในขณะที่หยางหยุนบ่นกับพ่อ เจิ้งตี้ก็ได้ยินเสียงพูดคุยนั้น เขารู้สึกเสียใจและสับสน ไม่เข้าใจว่าทำไมตระกูลหยางถึงไม่ชอบเขา เขาพยายามอย่างหนัก ฝึกฝนวิชาการแพทย์และยุทธ์อย่างทุ่มเท แต่ก็ยังถูกดูถูกและรังเกียจ เจิ้งตี้เงียบไม่พูดอะไร เดินกลับไปที่ห้องของเขา
เมื่อกลับถึงห้อง เจิ้งตี้มองไปที่รอยปานรอบข้อมือของเขา รอยปานนี้ปรากฏขึ้นเมื่อ 1 ปีก่อน ตอนแรกมันแค่จางๆ แต่ตอนนี้เริ่มชัดเจนขึ้นจนเหมือนรอยไหม้ เจิ้งตี้ไม่เคยเห็นรอยปานแบบนี้มาก่อน เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร เป็โรคหรือปาน เขาพยายามหาคำตอบ แต่ก็ไม่พบ
เจิ้งตี้กังวลใจกับรอยปานนี้ เขากลัวว่ามันจะเป็โรคที่รักษาไม่หาย กลัวว่ามันจะเป็อุปสรรคต่อการสอบเข้าสำนักยุทธ์ เขานั่งนิ่งๆ คิดหาทางออก แต่ก็คิดไม่ออก
ในที่สุด เจิ้งตี้ก็ตัดสินใจไปหาปู่ ปู่ของเขาเป็หมอที่มีความรู้มาก อาจจะรู้จักรอยปานนี้
เจิ้งตี้เดินไปหาปู่ที่ห้องทำงาน เขาก้าวเข้าไปและก้มหัวคารวะ
"ท่านปู่ มีอะไรให้ข้าช่วยไหม" เจิ้งตี้ถาม
"เปล่า เจิ้งตี้ มีอะไรหรือเปล่า?" ปู่ของเจิ้งตี้ถาม
"ท่านปู่ ข้ามีเื่อยากถามปู่" เจิ้งตี้พูด
"ว่ามาเลยลูก" ปู่ของเจิ้งตี้ยิ้ม
"รอยปานนี้มันคืออะไรขอรับ?" เจิ้งตี้ถามพลางชี้ไปที่รอยปานบนข้อมือของเขา
ปู่ของเจิ้งตี้มองไปที่รอยปานบนข้อมือของเจิ้งตี้อย่างตั้งใจ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
"เจิ้งตี้ ปู่ขอโทษนะ แต่ปู่ไม่รู้ว่ารอยปานนี้คืออะไร ปู่ไม่เคยเห็นรอยปานแบบนี้มาก่อน" ปู่ของเจิ้งตี้พูด
"แล้วมันเป็โรคหรือเปล่าขอรับ?" เจิ้งตี้ถามด้วยความกังวล
"ปู่ไม่แน่ใจ แต่ปู่คิดว่ามันไม่น่าจะเป็โรค เพราะว่ามันไม่เคยทำให้เจิ้งตี้รู้สึกเ็ปหรือไม่สบายเลย" ปู่ของเจิ้งตี้ตอบ
"แล้วมันคืออะไรขอรับ?" เจิ้งตี้ถามอีกครั้ง
"ปู่ก็ไม่รู้ลูก ปู่ต้องหาเวลาศึกษาเพิ่มเติมก่อน" ปู่ของเจิ้งตี้พูด
เจิ้งตี้รู้สึกผิดหวัง แต่เขาก็เข้าใจว่าปู่ของเขาพยายามหาคำตอบให้เขาแล้ว
"ขอบคุณขอรับท่านปู่" เจิ้งตี้พูด
"ไม่เป็ไรลูก" ปู่ของเจิ้งตี้ยิ้ม
เจิ้งตี้เดินออกจากห้องทำงานของปู่ เขายังคงกังวลใจกับรอยปานนี้ แต่เขารู้ว่าเขาต้องอดทนรอจนกว่าปู่จะหาคำตอบได้ ในขณะเดียวกัน ข่าวคราวเื่พลังงานที่หดหายก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่ว ผู้คนต่างหวาดกลัว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป หลายคนเริ่มกักตุนอาหารและน้ำ เผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์ที่เลวร้าย
เจิ้งตี้ได้ยินข่าวคราวเื่พลังงานที่หดหาย เขาก็ยิ่งกังวลใจมากขึ้น เขาไม่รู้ว่าพลังงานที่หดหายนี้เกี่ยวข้องกับรอยปานของเขาหรือไม่ เขากลัวว่ามันจะเป็ลางร้าย
เจิ้งตี้ตัดสินใจว่าเขาต้องหาคำตอบให้เร็วที่สุด เขาต้องรู้ว่ารอยปานนี้คืออะไร และมันเกี่ยวข้องกับพลังงานที่หดหายหรือไม่ เขาต้องหาทางหยุดยั้งพลังงานที่หดหายก่อนที่จะสายเกินไป
ในขณะที่เจิ้งตี้กำลังค้นหาคำตอบ จูลี่อิงก็มีความคิดของเธอเอง จูลี่อิงเป็เด็กหญิงวัย 4 ปีที่มีความสามารถทางยุทธ์และทะเยอทะยานอย่างมาก เธอเชื่อว่าด้วยความสามารถของเธอ เธอจะสามารถก้าวไปได้สูงกว่านี้และกลายเป็ดวงแห่งแคว้นโดยไม่ยาก
แต่เพราะความเปลี่ยนแปลงทางปราณยุทธ์ ทำให้เธอเริ่มไม่ชอบเจิ้งตี้ เธอไม่้าที่จะหมั้นหมายตามที่สองสกุลตกลงกัน และความเกลียดชังของเธอก็ลงไปที่เจิ้งตี้ เธอเชื่อว่าถ้าไม่มีเจิ้งตี้ เธอจะสามารถก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม
จูลี่อิงจึงพยายามหาทางเลี่ยงการหมั้นหมายกับเจิ้งตี้ เธอเริ่มแสดงความเกลียดชังและต่อต้านการแต่งงานอย่างเปิดเผย
"ข้าไม่อยากแต่งงานกับเจิ้งตี้! เขาไม่มีค่าพอสำหรับข้า ข้าสามารถก้าวไปได้ไกลกว่าเดิมโดยไม่ต้องมีเขา" จูลี่อิงพูดกับปู่ของเธอ
"จูลี่อิง ลูกต้องเข้าใจว่าการแต่งงานนี้เป็การเชื่อมโยงสองสกุลเพื่อความแข็งแกร่งของแคว้น" ปู่ของจูลี่อิงพยายามอธิบาย
"ข้าไม่สนใจ! ข้าไม่้าเขา ข้าจะหาทางเป็ดวงแห่งแคว้นด้วยตัวของข้าเอง!" จูลี่อิงยืนยัน
ในขณะเดียวกัน หยางหยุน ลูกพี่ลูกน้องของเจิ้งตี้ก็มีความรู้สึกพิเศษต่อจูลี่อิง เขาชอบเธอและพยายามแสดงความเอาอกเอาใจเธออย่างออกหน้าออกตา
"จูลี่อิง เ้าอยากได้อะไรหรือเปล่า ข้าสามารถหามาให้เ้าได้ทุกอย่าง" หยางหยุนพูดด้วยความเอาใจ
"ข้าไม่้าอะไรจากเ้า ข้าสามารถทำทุกอย่างด้วยตัวของข้าเอง" จูลี่อิงตอบอย่างเ็า
หยางหยุนรู้สึกเสียใจ แต่เขาไม่ยอมแพ้ เขายังคงพยายามใกล้ชิดจูลี่อิงและช่วยเหลือเธอทุกทางที่ทำได้
"เ้าอยากฝึกยุทธ์เพิ่มเติมไหม ข้าสามารถช่วยเ้าได้" หยางหยุนเสนอ
"ข้าจะฝึกด้วยตัวของข้า ข้าไม่้าความช่วยเหลือจากเ้า" จูลี่อิงพูดอย่างเด็ดขาด
หยางหยุนรู้สึกเศร้า แต่เขายังไม่ยอมแพ้ เขายังคงพยายามเอาใจจูลี่อิงต่อไป
วันหนึ่ง ขณะที่เจิ้งตี้กำลังฝึกยุทธ์ที่สวนหลังบ้าน จูลี่อิงเดินเข้ามาหาเขา
"เจิ้งตี้ ข้ามีเื่อยากพูดกับเ้า" จูลี่อิงพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"มีอะไรหรือ จูลี่อิง" เจิ้งตี้ถาม
"ข้าไม่้าแต่งงานกับเ้า ข้าเชื่อว่าข้าไม่จำเป็ต้องมีเ้าเพื่อก้าวไปข้างหน้า ข้าจะเป็ดาวแห่งแคว้นด้วยตัวของข้าเอง" จูลี่อิงพูดอย่างชัดเจน
เจิ้งตี้รู้สึกเสียใจ แต่เขาก็เข้าใจความรู้สึกของจูลี่อิง
"ข้าเข้าใจจูลี่อิง ข้าไม่้าบังคับเ้าให้ทำในสิ่งที่เ้าไม่้า แต่ข้าอยากให้เ้ารู้ว่าข้าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อเป็คนที่เ้าเชื่อมั่น" เจิ้งตี้พูดด้วยความตั้งใจ
จูลี่อิงมองเจิ้งตี้ด้วยสายตาที่เ็า "ข้าไม่้าความเชื่อมั่นจากเ้า ข้าจะหาทางของข้าเอง"
เจิ้งตี้รู้สึกเ็ป หากแต่ไม่ใช่การเ็ปที่เกิดจากการที่ถูกนางปฏิเสธ แต่เขารู้สึกเกลียดตัวเองที่อ่อนแอ แก้ไขปัญหาไม่ได้ โดนดูถูกสารพัด แม้ว่าเขาไม่ยอมแพ้ หากแต่ก็อดคิดไม่ได้ ว่าทำไม มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาจะพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับรอยปานและพลังงานที่หดหาย เพื่อพิสูจน์ให้จูลี่อิงเห็นว่าเขามีค่าพอสำหรับเธอ มากพอที่จะลบคำสบประมาท ลบคำดูถูกเ่าั้และสำหรับการเป็ส่วนหนึ่งของแคว้น