ภายในเมืองเล็กชายแดนแห่งนี้ ชื่อของเซียวหลงเยวี่ยนกับมู่ซูหลานถูกกล่าวถึงแทบทุกตรอกซอกซอย คนขายชาเล่าเื่กระบี่สีครามที่ฟันโจรล้มลงทีละคนอย่างกับผักปลา คนหาบน้ำเล่าเื่พิณสังหารที่เพียงขยับปลายนิ้วก็ทำให้คนร้ายกระอักเืล้มทั้งยืน เด็กหนุ่มจำนวนมากยกคนทั้งสองขึ้นเป็ภาพฝันในใจ ส่วนหญิงสาวหลายคนก็มองมู่ซูหลานด้วยความชื่นชมปนริษยาเบา ๆ เพราะนางทั้งงดงามทั้งอ่อนโยน ทั้งยังมีสามีผู้เก่งกาจหาใดเปรียบ
แต่ในเรือนพักไม้เล็กนอกเมือง บรรยากาศกลับสงบนิ่งราวกับโลกภายนอกไม่อาจเล็ดลอดเข้ามาได้
แสงแดดยามสายส่องผ่านช่องหน้าต่างตกลงบนพื้นไม้เป็ลายยาว มู่ซูหลานนั่งพิงหมอนอยู่ข้างโต๊ะเตี้ย ใบหน้างามสะอาดซีดกว่าปกติเล็กน้อย ทว่าแววตายังคงอ่อนโยนดังเดิม ข้างหน้าเป็หม้อดินใบเล็กกำลังเดือดส่งกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยอวลอยู่ทั่วห้อง
นางกำลังค่อย ๆ แยกสมุนไพรหลายชนิดลงเป็กองเล็ก เรียงตามสรรพคุณอย่างเป็ระเบียบ มือเรียวขาวเคลื่อนไหวช้าและมั่นคง แม้ท้องจะนูนชัดจนรู้ว่ากำลังใกล้คลอด แต่ท่าทางของนางกลับไม่เร่งร้อนหรือว้าวุ่นแม้แต่น้อย
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบา ๆ
เซียวหลงเยวี่ยนเดินเข้ามาจากลานด้านนอก ในมือเขาถือฟืนแห้งกำใหญ่กับเนื้ออสูรป่าชิ้นหนึ่งซึ่งเพิ่งชำแหละเสร็จ กลิ่นเืสดกับกลิ่นลมูเายังติดอยู่บนชายเสื้อ เขาวางของลงข้างเตาอย่างเงียบงัน ก่อนหันไปเห็นว่าสมุนไพรบนโต๊ะถูกจัดไว้เกือบเต็มแผงแล้ว จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าบอกให้เ้าพัก”
มู่ซูหลานไม่เงยหน้า เพียงยิ้มบาง ๆ
“ข้าเพียงเลือกสมุนไพร ไม่ได้ออกแรงมาก”
เซียวหลงเยวี่ยนเดินเข้ามาใกล้ สายตาคมกวาดผ่านสมุนไพรแต่ละกองอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้รู้ศาสตร์โอสถลึกซึ้งเท่านาง ทว่าติดตามกันมาหลายปีพอจะจดจำได้ว่าสิ่งใดใช้บำรุงครรภ์ สิ่งใดใช้ระงับเื และสิ่งใด...ใช้ถอนพิษร้ายแรง
ปลายนิ้วเขาชะงักลงบนสมุนไพรสีดำอมม่วงกองหนึ่ง
“เ้ากำลังเตรียมยาแก้พิษโลหิตชะงัก?”
คราวนี้มู่ซูหลานจึงเงยหน้าขึ้น ดวงตากระจ่างวาบหนึ่ง ก่อนจะหลุบลงอย่างเรียบเฉย
“ข้าเพียงหยิบเผื่อไว้”
เซียวหลงเยวี่ยนมองภรรยาไม่กะพริบ
เขาไม่ใช่คนช่างซักช่างถาม และมักไม่สนใจเื่เล็กน้อยที่ไม่จำเป็ แต่กับมู่ซูหลานแล้ว เขาแยกออกเสมอว่านางกำลังพูดความจริงทั้งหมดหรือไม่
หญิงผู้นี้คือคนที่เขาใช้ชีวิตร่วมมาหลายปี ผ่านทั้งเื ฝน ลม หิมะ และหุบเหวแห่งความตายมาด้วยกัน หากนางเปลี่ยนสีหน้าเพียงครึ่งส่วน เขาก็มองออก
“ซูหลาน” เขาเอ่ยช้า ๆ “เ้ารู้อะไร”
ภายในห้องเงียบลงชั่วครู่ มีเพียงเสียงน้ำเดือดจากหม้อดินดังปุดเบา ๆ ไม่ขาดระยะ
มู่ซูหลานถอนหายใจแ่ นางวางรากสมุนไพรในมือลง แล้วค่อย ๆ ประคองท้องตนเอง
“เมื่อคืนข้าทำนายชีพจรของเด็กอีกครั้ง”
“แล้ว?”
“ชีพจรแกว่งไม่เป็ปกติ”
คำตอบนั้นสั้นนัก แต่ทำให้ดวงตาของเซียวหลงเยวี่ยนเย็นลงในพริบตา
มู่ซูหลานรีบกล่าวต่อ
“ไม่ใช่ว่าเด็กอ่อนแอ ตรงกันข้าม...ลมปราณที่อยู่รอบครรภ์กลับเข้มข้นเกินไป ราวกับพลังฟ้าดินรอบด้านกำลังไหลมารวมอยู่ใกล้เรือนนี้ตลอดเวลา ข้าไม่เคยพบสิ่งเช่นนี้มาก่อน”
เซียวหลงเยวี่ยนนิ่งฟัง
“สองคืนมานี้ ข้าฝันซ้ำ ๆ”
นางกล่าวต่อเบากว่าเดิม
“ฝันเห็นเมฆดำปกคลุมทั่วฟ้า เห็นสายฟ้าสีม่วงดำตกลงมาไม่ขาดสาย แล้วในแสงนั้น...มีเสียงเด็กคนหนึ่งร้อง”
แม้มู่ซูหลานจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แต่ลึกลงไปในดวงตากลับมีความกังวลที่ปกปิดไว้ไม่มิด
“เป็เพียงความฝัน”
เซียวหลงเยวี่ยนกล่าว
“ข้าก็หวังให้เป็เช่นนั้น”
นางยิ้มบาง
“แต่ยามเช้าเมื่อข้าออกไปยืนรับลม ข้าพบว่านกป่าบนยอดไม้ทางทิศตะวันออกไม่มีตัวใดเกาะอยู่เลย ทั้งที่บริเวณนั้นมีรังนกอยู่หลายรัง เหมือนพวกมันััได้ถึงบางอย่างจึงพากันหนีไปก่อน”
เซียวหลงเยวี่ยนหันมองออกไปทางหน้าต่าง แสงแดดภายนอกยังสดใส ฟ้าสูงโปร่งไร้เมฆ แม้จะดูไม่ออกถึงสิ่งผิดปกติใด แต่คำพูดของมู่ซูหลานก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะฟังผ่านหูแล้วปล่อยไป
คนทั่วไปอาจมองความฝันเป็เพียงภาพสะท้อนของจิตใจ แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้าถึงจิติญญาและลมปราณระดับหนึ่งแล้ว บางคราวย่อมััลางร้ายที่ยังไม่เผยตัวได้ก่อนคนธรรมดา
ยิ่งมู่ซูหลานเชี่ยวชาญโอสถ ค่ายกล และศาสตร์ชีพจร นางยิ่งไม่ใช่คนแตกตื่นง่าย
ดังนั้นหากนางเอ่ยคำเหล่านี้ออกมา แปลว่าในใจย่อมมีเงาบางอย่างกดทับไว้อยู่จริง
เซียวหลงเยวี่ยนยื่นมือไปจับข้อมือนาง ก่อนถ่ายลมปราณบางส่วนเข้าไปตรวจดูชีพจรด้วยตนเอง
กระแสลมปราณไหลผ่านเส้นชีพจรของมู่ซูหลานอย่างช้า ๆ นุ่มนวล และมั่นคง พลังภายในนางยังคงแ่า เด็กในครรภ์เองก็มีชีพจรเต้นแข็งแรง ผิดเพียงอย่างเดียว...รอบครรภ์ของนางมีคลื่นพลังฟ้าดินบางเบาแฝงวนอยู่จริง ราวกับมีบางสิ่งกำลังค่อย ๆ ดึงดูดพลังจาก์และพิภพเข้ามาอย่างไม่รู้จบ
ดวงตาเขาหรี่ลงเล็กน้อย
สิ่งนี้ไม่ปกติ
แต่ก็ยังไม่อาจตีความได้ว่าเป็ภัยหรือเป็โชค
“ข้าจะเสริมค่ายกลป้องกันรอบเรือน”
เขากล่าวในที่สุด
“่นี้เ้าอย่าออกไปไกล และอย่าฝืนใช้ลมปราณโดยไม่จำเป็”
มู่ซูหลานพยักหน้าเบา ๆ
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านต้องพูดเช่นนี้”
เห็นรอยยิ้มบางบนริมฝีปากนาง ความเย็นบนใบหน้าเขาจึงคลายลงเล็กน้อย
“หิวหรือไม่”
“หิว”
นางตอบทันทีอย่างไม่อ้อมค้อม
“เด็กคนนี้ดูจะกินเก่งกว่าที่คิด”
มุมปากเซียวหลงเยวี่ยนขยับราง ๆ คล้ายจะยิ้ม เขาหยิบมีดสั้นออกมาหั่นเนื้ออสูรป่าเป็ชิ้นพอดีคำ ก่อนลงมือปรุงอาหารตรงเตาอย่างเงียบเชียบ
หากมีคนจากภายนอกมาเห็นภาพนี้ คงยากเชื่อว่าชายผู้ลงมือเด็ดหัวโจรได้โดยไม่กะพริบตาจะนั่งก้มหน้าหั่นเนื้อ ต้มซุป และปรับไฟด้วยความละเอียดเช่นนี้
ทว่ามู่ซูหลานมองสามีแล้วกลับไม่รู้สึกแปลกแม้แต่น้อย
ในสายตาคนอื่น เซียวหลงเยวี่ยนอาจเป็กระบี่ัท่องนภาผู้เ็า เด็ดขาด และอันตรายยิ่งกว่าดาบคม แต่ในสายตานาง เขาก็ยังเป็ชายที่กลางดึกจะลุกไปต้มน้ำอุ่นไว้ให้นางโดยไม่กล่าวอะไร เป็คนที่แม้พูดไม่เก่ง แต่กลับจำได้ว่านางไม่ชอบกลิ่นสมุนไพรชนิดใด และรู้ว่ายามใกล้คลอด นางต้องกินอะไรเพิ่มมากขึ้น
กลิ่นซุปร้อนหอมละมุนลอยขึ้นไม่นาน มู่ซูหลานจึงหยิบช้อนขึ้นชิมคำแรกอย่างช้า ๆ
“เค็มไปหรือไม่”
เซียวหลงเยวี่ยนถาม
“กำลังดี”
นางตอบ ก่อนเงยหน้ามองเขาแล้วพูดกลั้วหัวเราะ
“ถ้าผู้คนในยุทธภพรู้ว่ากระบี่ัท่องนภาปรุงซุปได้ดีเช่นนี้ คงมีสตรีอีกครึ่งแคว้นอยากแย่งข้ากันแล้ว”
“ไม่มีผู้ใดแย่งได้”
เขาตอบเรียบ ๆ
คำตอบนั้นตรงจนมู่ซูหลานชะงักไปชั่วลมหายใจ จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้างามจึงค่อย ๆ กว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นางก้มลงดื่มซุปต่อเพื่อซ่อนความเขินเล็ก ๆ เอาไว้
ความสงบในเรือนเล็กยืดอยู่ไม่นานนัก
พอตกบ่าย แสงแดดเริ่มอ่อนลง เสียงฝีเท้าควบม้าก็ดังมาจากถนนดินด้านนอกอย่างเร่งรีบ ก่อนจะหยุดลงหน้าลานเรือน
เซียวหลงเยวี่ยนวางกระบี่ที่กำลังเช็ดอยู่ข้างตัว แล้วลุกออกไปดู
ผู้มาคือคนสนิทของเ้าเมืองลั่วเทียนเซิง ชายวัยกลางคนในชุดองครักษ์ชั้นดีสีเขียวเข้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ เขาะโลงจากหลังม้า รีบประสานมือค้อมให้ทันที
“ท่านเซียว! ในที่สุดก็พบท่าน”
“เกิดเื่ใด”
“เ้าเมืองให้ข้ามาเชิญท่านโดยด่วน”
ชายผู้นั้นกล่าวรวดเดียว
“เช้าวันนี้ขบวนสินค้าที่ส่งไปยังเมืองหลินชวนถูกปล้นกลางทาง ผู้รอดชีวิตบอกว่าพบคนของ ‘เขามารทมิฬ’ ปะปนอยู่ด้วย เ้าเมืองเกรงว่าพวกมันจะลงมือซ้ำ จึงอยากเชิญท่านไปหารือและช่วยคุ้มกันเส้นทาง่สั้น ๆ”
เขามารทมิฬ
เพียงได้ยินชื่อนี้ ดวงตาของเซียวหลงเยวี่ยนก็วาวเย็นขึ้นเล็กน้อย
กลุ่มนี้ไม่ใช่โจรเร่ร่อนตามเขาธรรมดา หากเป็พวกที่ร้ายกาจกว่าเขาเืดำหลายส่วน ทั้งโหด ทั้งเ้าเล่ห์ และขึ้นชื่อเื่ไม่ปล่อยพยานมีชีวิต หากพวกมันเริ่มเข้ามาป้วนเปี้ยนใกล้ฉิงอวี้จริง สถานการณ์ย่อมไม่อาจมองเบา
ทว่าเขายังไม่ทันตอบ มู่ซูหลานก็เดินออกมาที่หน้าประตูเรือน
สายลมบ่ายพัดชายเสื้อสีอ่อนของนางปลิวไหว ใบหน้างดงามยังสงบดังเดิม แต่ั์ตาคล้ายมีคลื่นบางอย่างไหววาบเมื่อได้ยินชื่อ “เขามารทมิฬ”
“พวกมันโผล่มาถึงใกล้เมืองแล้วหรือ” นางถาม
องครักษ์ผู้นั้นเหลือบมองนางแล้วพยักหน้า
“ขอรับฮูหยิน เ้าเมืองเกรงว่าหากปล่อยไว้ อาจเกิดเื่ใหญ่”
เซียวหลงเยวี่ยนหันกลับมามองภรรยา ในความเงียบระหว่างทั้งสอง ไม่จำเป็ต้องมีคำพูดยืดยาว เขาก็รู้ว่านางกำลังคิดอะไร
เขามารทมิฬหาใช่กลุ่มที่ลงมือเพราะสินค้าสองขบวนหรือเงินทองไม่กี่หีบไม่ หากพวกมันขยับใกล้เมืองฉิงอวี้เกินไป ย่อมอาจกลายเป็ภัยแก่ผู้คนทั้งเมือง รวมถึงเรือนเ้าเมืองที่เพิ่งมีบุญคุณต่อพวกเขา
แต่ขณะเดียวกัน มู่ซูหลานก็กำลังใกล้คลอด และความรู้สึกไม่ชอบมาพากลภายในใจนางเองก็ยังไม่จางไป
หากเขาจากไปตอนนี้..
.
“ท่านไม่ต้องไปก็ได้”
มู่ซูหลานพูดขึ้นก่อน น้ำเสียงเบาแต่มั่นคง
“ข้ารู้ว่าในใจท่านลังเล”
เซียวหลงเยวี่ยนขมวดคิ้ว
“ข้าจะไม่ปล่อยเ้าไว้ตามลำพังใน่นี้”
มู่ซูหลานยิ้มอ่อน
“ข้าไม่ใช่คนอ่อนแอเสียหน่อย อีกอย่างที่นี่อยู่ไม่ไกลเมืองฉิงอวี้ หากมีเื่ผิดปกติ ข้าเพียงปล่อยสัญญาณ เ้าก็กลับมาได้ทัน”
“ไม่แน่”
“หลงเยวี่ยน”
นางเรียกชื่อเขาช้า ๆ แล้วเดินมาหยุดตรงหน้า
“ท่านไม่เคยหลบเลี่ยงเื่ที่ควรทำ ยามนี้หากเขามารทมิฬคิดยื่นมือเข้ามาจริง เมืองฉิงอวี้ย่อมมีคนบริสุทธิ์จำนวนมากเดือดร้อน ข้ารู้ว่าท่านไม่อาจนั่งดูเฉยได้”
เซียวหลงเยวี่ยนเงียบไป
นางรู้จักเขาดีเกินไป
รู้ดีว่าเขาอาจฆ่าคนอย่างไม่ลังเล แต่ไม่เคยเมินคนบริสุทธิ์ที่กำลังจะถูกเหยียบย่ำ
ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายคือเ้าเมืองลั่ว ผู้มีใจจริงและเพิ่งผูกวาสนากับพวกเขาไว้ เขายิ่งไม่อาจปล่อยให้เื่ร้ายลุกลามโดยไม่ขยับตัว
มู่ซูหลานเห็นสีหน้าเขา จึงยกมือขึ้นจัดปกเสื้อให้เบา ๆ ราวจะคลายความกังวลในใจเขาเองด้วย
“ท่านไปเถิด” นางกล่าว
“แต่สัญญากับข้า อย่าตามลึกเกินไป หากพบว่าพวกนั้นมีคนอยู่เื้ัมากกว่าที่คิด ให้รีบกลับมา”
“แล้วเ้าเล่า”
“ข้าจะรอท่าน”
รอยยิ้มบนริมฝีปากนางนุ่มละมุน แต่กลับทำให้ใจคนมองหนักอึ้งขึ้นอย่างประหลาด
“อีกทั้งข้ายังมีค่ายกลเล็กอยู่รอบเรือนนี้ หากเป็โจรทั่วไป มิอาจเข้ามาได้ง่าย”
องครักษ์ของเ้าเมืองยืนรออยู่ข้างลานอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าส่งเสียงเร่งแม้แต่น้อย
เซียวหลงเยวี่ยนหันมองฟ้าด้านตะวันตก แสงแดดยังเหลืออีกครึ่งค่อนวัน หากเขาไปเพียงสำรวจเส้นทางและช่วยจัดการกองปล้นกลุ่มเล็ก ยามค่ำย่อมกลับมาได้ทัน
แต่เงาแปลกบางอย่างในใจกลับยังไม่คลาย
เขาเงียบอยู่นาน ก่อนหยิบหยกสีครามทรงเรียวยาวชิ้นหนึ่งจากอกเสื้อส่งให้มู่ซูหลาน
“เก็บไว้”
นางรับมาดูเพียงแวบเดียว ดวงตาก็ไหวเล็กน้อย
“หยกเรียกิญญา?”
“อืม” เขาตอบ
“หากเกิดเื่ เพียงบดมัน ข้าไม่ว่ากำลังอยู่ที่ใดจะกลับมาให้เร็วที่สุด”
มู่ซูหลานกำหยกชิ้นนั้นแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นพยักเบา ๆ
เซียวหลงเยวี่ยนยังไม่ขยับ เขายืนมองนางอีกครู่หนึ่ง สายตาคมกวาดผ่านเรือนพัก ลานไม้ ทิวไม้รอบด้าน และท้องฟ้าอันสงบนิ่งเหนือศีรษะ คล้าย้าจดจำทุกสิ่งไว้ในใจให้ชัดเจนอีกครั้ง
จากนั้นเขาจึงยกมือขึ้นแตะท้องของนางแ่เบา
“รอข้ากลับมา”
ภายในครรภ์ เด็กน้อยขยับเบา ๆ ราวรับคำ
มู่ซูหลานยิ้ม “ท่านอย่ากลับมาพร้อมาแก็พอ”
มุมปากเขาขยับน้อย ๆ เป็คำตอบ ก่อนหมุนกายเดินไปคว้ากระบี่แล้วขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็ว
ไม่นาน เสียงฝีเท้าม้าก็ค่อย ๆ ห่างออกไปจากเรือนเล็ก ทอดยาวไปตามถนนดินมุ่งสู่เมืองฉิงอวี้
มู่ซูหลานยืนมองจนเงาหลังเขาหายลับไปจึงค่อยหมุนกลับ
ลมยามบ่ายพัดผ่านสวนหญ้าเตี้ยด้านหลังเรือน เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ ดังต่อเนื่อง ท้องฟ้ายังแจ่มใส ไม่มีแม้เมฆดำสักหย่อม แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หัวใจของนางกลับเต้นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา...ทีละน้อย...ทีละน้อย...
นางก้มมองหยกเรียกิญญาในมือ
ผิวหยกเย็นจัดกว่าปกติ
“เ้าตัวเล็ก...” นางลูบท้องช้า ๆ
“บิดาของเ้าคงกลับมาก่อนค่ำ อย่าดื้อกับแม่มากนักเล่า”
เด็กในครรภ์ดิ้นเบา ๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้แรงกว่าก่อนเล็กน้อย
มู่ซูหลานยิ้มบาง พลางหันหลังหมายกลับเข้าห้อง
ทว่าเพียงก้าวแรกที่ย่างออก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากยอดไม้ด้านทิศเหนือ
แกรก..!!
เสียงนั้นเบานัก หากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับนาง มันไม่ต่างจากหินก้อนใหญ่ตกลงพื้น
มู่ซูหลานหยุดนิ่ง ดวงตาอ่อนโยนเมื่อครู่หายไปสิ้น เหลือเพียงความเย็นสงบคมกล้าราวคมพิณ
“ออกมา” นางกล่าวเรียบ ๆ
ลมเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเงาสามสายก็ร่วงลงจากยอดไม้เบื้องนอกค่ายกลไม้ไผ่อย่างเงียบงัน ทุกคนสวมชุดสีดำรัดกุม ปิดหน้าเกือบมิด เหลือเพียงดวงตาคมเย็นเหมือนสัตว์ร้ายยามค่ำคืน
คนที่ยืนตรงกลางเป็ชายชราเคราขาวบาง ทว่าเรือนร่างยังตรงดังหอก ดวงตาแคบลึกจ้องมู่ซูหลานไม่วาง ราวมองเหยื่อที่ติดกับเรียบร้อยแล้ว
มู่ซูหลานไม่แสดงอาการแตกตื่น นางเพียงกวาดตามองทั้งสามช้า ๆ แล้วกล่าวว่า
“ผู้ใดใช้พวกเ้าให้มา”
ชายชราหัวเราะหึเบา ๆ
“ฮูหยินมู่ช่างใจเย็นกว่าที่ข้าคิด สมกับเป็พิณจันทราโปรยหิมะจริง ๆ”
“ถ้าอยากชม ข้ารับฟังจบแล้ว” นางตอบ
“บอกชื่อผู้ที่อยู่เื้ัมา”
“ผู้อยู่เื้ัหรือ?” ชายชราหรี่ตา
“เ้าเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือ ว่าเซียวหลงเยวี่ยนไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่ควรยุ่ง”
มู่ซูหลานกำหยกในแขนเสื้อแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย
นางเข้าใจแล้ว
คนพวกนี้ไม่ใช่โจรเขามารทมิฬที่บังเอิญผ่านมา และเื่ขบวนสินค้าถูกปล้นย่อมเป็เพียงเหยื่อล่อ
เป้าหมายที่แท้จริงั้แ่ต้น...คือการแยกเซียวหลงเยวี่ยนออกไปให้ไกลจากเรือนนี้
ชายชรายังคงเอ่ยต่ออย่างเ็า
“เ้าวางใจได้ ข้ายังไม่คิดฆ่าเ้าเดี๋ยวนี้ ตราบใดที่ของสิ่งนั้นยังไม่ตกอยู่ในมือข้า ชีวิตของเ้ากับเด็กในครรภ์ยังมีค่าอยู่บ้าง”
ลมยามบ่ายหนาวเย็นขึ้นมาทันใด
มู่ซูหลานยกมือขวาขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้วแตะสันพิณสีเงินที่แขวนอยู่ข้างเอว
แววตานางสงบนิ่งถึงขีดสุด
“ในเมื่อพวกเ้ามาแล้ว...ก็ลองดูเถิด ว่าจะออกไปจากที่นี่ได้กี่คน”
พูดจบ เสียงพิณเส้นแรกก็ดังขึ้น
ฟิ้งงง..!!
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง ไกลออกไปหลายสิบลี้ เซียวหลงเยวี่ยนซึ่งกำลังควบม้าฝ่าป่าเบญจพรรณพลันชักบังเหียนแรงจนม้าหนุ่มส่งเสียงร้องลั่น
หัวใจเขาเต้นกระตุกวูบอย่างไร้สาเหตุ
สายลมเย็นยามอาทิตย์คล้อยพัดผ่านใบหน้า ทว่าความเย็นนั้นกลับไม่อาจดับความรู้สึกหวิวลึกในอกของเขาได้แม้แต่น้อย
เขาหันกลับไปมองทิศทางเรือนพักของตนทันที
บนขอบฟ้าอันไกลลิบ มีเพียงผืนฟ้าสีครามสงบนิ่ง
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับรู้สึกราวกับใต้ความสงบนั้น กำลังมีบางสิ่งดำมืดแย้มเขี้ยวออกมาแล้ว
และมันกำลังพุ่งเข้าใส่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขา..!!