ระหว่างทางไป่เจ๋อกำลังคิดอยู่ว่าจะหาเงินยังไงดี เพราะงานรับจ้างนั้นค่อนข้างใช้เวลาและได้เงินเพียงแค่พอใช้จ่ายไปวัน ๆ เท่านั้น
ไม่ใช่ว่าเขาดูถูกอาชีพรับจ้าง เพราะอาชีพนี้หากใช้จ่ายอย่างประหยัดก็พอจะมีเงินเก็บบ้าง แต่มันจะดีกว่านี้หากเขามีเงินมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะในอนาคตอันใกล้เขาอาจต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งไปกับสมุนไพรธรรมดา เพื่อปรุงโอสถเสริมลมปราณขึ้นมาก่อน ถึงแม้เขาจะมีของเก็บไว้ในจิติญญา แต่ก็ยังเอาออกมาไม่ได้ จนกว่าจะมีพลังปราณถึงขั้นปราณจิตเสียก่อน
หลังจากคิดได้ครู่หนึ่ง ไป่เจ๋อก็ตัดสินใจที่จะเขียนต้นฉบับนิยายแนวกำลังภายในขึ้นมา เพราะเขานั้นมีประสบการณ์ในยุทธภพมานาน มีเื่ให้เขียนได้เยอะแยะ
‘หากเป็ซูเปอร์สตาร์ที่โด่งดังไม่ได้ อย่างน้อยเงินจากค่าต้นฉบับนิยายก็น่าจะพอให้ใช้จ่ายได้มากขึ้น’ไป่เจ๋อคิดก่อนจะะโลงมาจากหลังคาบ้านที่อยู่ติดกับอาคารที่เป็ห้องเช่าของเขากับครอบครัวเ้าของร่าง
โรงพยาบาลเอกชนที่อี้หานเข้ารับการรักษา
อี้หานถูกมัดแขนขา ตามข้อมือกับข้อเท้ามีรอยแดงที่เกิดจากผ้าที่ใช้มัดเขาไว้ อีกทั้งเขายังดิ้นไปมาไม่หยุด แม้เสียงจะแหบแห้ง แต่ก็ยังร้องออกมาด้วยความเ็ป
ด้านนอก พ่อของอี้หานที่เป็นักการเมืองในเมืองหลวง กำลังโมโหอย่างมาก เขาตวาดใส่หมอที่ทำการวินิจฉัยโรค
“คุณจะบอกว่าทุกอย่างปกติดีงั้นเหรอ คุณจะบอกว่าลูกผมแกล้งป่วยรึไง คนที่แกล้งมันจะแกล้งเจ็บได้หลายชั่วโมงขนาดนี้เหรอ”อี้ซานผู้เป็พ่อของอี้หานชี้ไปที่ลูกชายของตนที่กำลังดิ้นไปมาบนเตียงผู้ป่วย
“แต่เราตรวจอย่างละเอียดแล้วนะครับ ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรเลย หากเป็โรคใหม่ที่ไม่เคยพบ เราก็ต้องเจอความผิดปกติบ้าง แต่นี่ไม่มีเลย ขนาดเราฉีดยาที่ทำให้หลับแล้วก็ยังไม่ได้ผล นี่เป็โรคที่พวกเราไม่เคยเจอมาก่อน”หมอที่รับผิดชอบกล่าว
ขณะที่อี้ซานกำลังจะเอ่ยปากว่าหมอไปอีกรอบ เสียงของอี้หานก็เงียบลง ทำให้อี้ซานกับหมอหันไปมองที่อี้หาน เมื่อเห็นเด็กหนุ่มนิ่งไป หมอรีบเข้าไปดูอาการทันที
“แฮกๆ ๆ” อี้หานหอบหายใจหนักมาก แผงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง ตามใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เสื้อผ้าก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเช่นกัน ส่วนสาเหตุที่อาการเ็ปทรมานหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เป็เพราะผลของอักขระลมปราณได้หมดลงแล้ว
“ลูกเป็ยังไงบ้าง”อี้ซานถาม
“ผะ....ผม...ไม่เจ็บแล้ว ตะ....แต่หะ...หิวน้ำ” อี้หานตอบพ่อของเขา ตาของเขาหนักอึ้งราวกับจะปิดลงเสียให้ได้ เขารู้สึกเหนื่อย และเมื่อยไปทั้งตัวแล้วตอนนี้
“เดี๋ยวพ่อให้พยาบาลมาเช็ดตัวกับเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ จากนั้นลูกก็ดื่มน้ำกับกินอะไรสักหน่อยแล้วก็พักผ่อนซะนะ” อี้ซานกล่าว
“พ่อ”อี้หานเรียกผู้เป็พ่อเพื่อ้าบางสิ่ง
“มีอะไรรึเปล่า”อี้ซานถาม
“ผมอยากย้ายโรงเรียน” อี้หานตอบ เขานึกถึงสภาพตัวเองที่ดิ้นไปมาบนพื้น โดยมีเพื่อน ๆ และนักเรียนในโรงเรียนเห็นสภาพอนาถของเขา ทำให้เขารู้สึกอับอายมาก จึงได้คิดที่จะย้ายโรงเรียน
“ได้ เดี๋ยวพ่อจะช่วยหาโรงเรียนให้” อี้ซานกล่าว แต่ยังไม่ทันไร สมาร์ทโฟนของอี้ซานก็ดังขึ้น
“ขอบคุณครับพ่อ พ่อไปรับสายเถอะ” อี้หานกล่าว
แน่นอนว่าหลังจากรับสายและคุยกับคู่สายเรียบร้อยแล้ว อี้ซานก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว ก่อนจะตบอี้หานที่หน้าไปครั้งหนึ่ง
เพี้ยะ
“พ่อ ตบผมทำไมเนี่ย” อี้หานเอามือมาจับแก้มข้างซ้ายที่ถูกพ่อตบ
“แกใช้ชื่อฉันแอบอ้างเพื่อเบิกยาเสพติดไปเสพเรอะ”อี้ซานถาม
“นิดหน่อยเอง”อี้หานตอบ
“นิดหน่อยบ้านแกสิ ยาไอซ์ตั้ง ครึ่งกิโลกรัมเนี่ยนะน้อย บอกมาว่าของที่เหลืออยู่ไหน ไม่งั้นอนาคตทางการเมืองพ่อจบแน่” อี้ซานกล่าว
อี้หานที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบบอกทันที อีกทั้งยังกล่าวขอโทษที่ตนก่อปัญหาและทำให้เขารู้ว่าเพื่อนในกลุ่มของเขาทั้งหมดถูกคุมตัวไปที่สถานบำบัดผู้ติดยาเสพติดแล้ว แน่นอนว่าอี้ซานเองก็จะส่งอี้หานไปเข้ารับการบำบัดเช่นกัน
ที่ห้องเช่าของครอบครัวไป่เจ๋อ
ไป่เจ๋อที่กลับมาถึงบ้าน เขานำกระเป๋าไปวางไว้ตรงมุมห้อง ก่อนจะหยิบเอาอุปกรณ์และวัสดุทำตุ๊กตาออกมา ซึ่งเขาทำการร้อยด้ายเข้ากับเข็มอย่างรวดเร็ว
“ฟู่”ไป่เจ๋อหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และผ่อนออก
เมื่อไป่เจ๋อลืมตาขึ้น เข็มในมือของเขาก็เริ่มขยับอย่างลื่นไหล ชิ้นส่วนผ้าสำหรับนำมาประกอบเป็ตุ๊กตา ถูกไป่เจ๋อใช้มือเย็บอย่างชำนาญ เส้นด้ายนั้นเรียบร้อยราวกับใช้จักรเย็บผ้าไม่มีผิด
‘บัดซบ ข้ามิคิดเลยว่าเคล็ดวิชากระบี่ทะลวงหมื่นบุปผาของสำนักง้อไบ๊จะต้องเอามาใช้เย็บตุ๊กตาเช่นนี้ หากพวกเจี่ยเจียรู้เข้า พวกนางต้องตีก้นข้าแน่’ ไป่เจ๋อคิดและกัดฟันทำการเย็บตุ๊กตาต่อไป
ไป่เจ๋อมีหยุดพักกินข้าวกับครอบครัวและกลับมาเย็บต่อ จนถึงตี 3 ตุ๊กตาถึงถูกเย็บและยัดนุ่นจนครบ พร้อมกับไป่เจ๋อถอนหายใจและมองมือที่กำลังสั่นไม่หยุดของเขา
‘ฝืนใช้เคล็ดวิชามากเกินกว่าร่างกายตอนนี้จะรับไหว ข้าจะไม่รับงานแบบนี้มาทำอีกแล้ว ยังเหลือการบ้านที่ต้องทำอีก คืนนี้คงไม่ได้ฝึกเป็แน่’ ไป่เจ๋อมองไปทางกระเป๋านักเรียนที่ถูกวางกองไว้ั้แ่่เย็น ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นเก็บกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อยและเริ่มนำกระเป๋ามาเปิด เพื่อทำการบ้าน
ด้วยเพราะเข้าใจวิชาต่างๆ ที่เรียนในวันนี้ การบ้านจึงไม่ได้เป็ปัญหาสำหรับเขาเหมือนเช่นวันแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาในร่างของไป่เจ๋อ
‘ไปอาบน้ำสักหน่อย อีกไม่นานจะได้เวลาที่แม่จะตื่นแล้ว’ไป่เจ๋อรีบเข้าไปอาบน้ำ และแต่งตัว ส่วนเสื้อกับกางเกงนักเรียนนั้น เขาใช้อักขระลมปราณทำให้มันฟื้นสภาพกลับมาเหมือนของใหม่
ไป่เจ๋อหันไปมองที่กองหนังสือที่วางไว้มุมห้อง ซึ่งเป็หนังสือนิยายที่ไป่เจ๋อเ้าของร่างซื้อมาเก็บไว้ โดยเลือกดูเล่มที่สภาพเยินที่สุด เพราะน่าจะใช้งานบ่อย แต่เมื่อเปิดออกมาก็พบว่ามันคือหนังสือยัดไส้ที่ภายในมีรูปนางแบบไร้เสื้อผ้าใดๆ ปกปิดส่วนสงวนทั้งสิ้น ก่อนที่ความทรงจำตอนไป่เจ๋อเ้าของร่างช่วยตัวเองจะแล่นเข้ามาในหัว
‘บัดซบ นี่เ้าเก็บกดถึงกับต้องใช้รูปพวกนี้ช่วยตัวเองงั้นหรือ’ ไป่เจ๋อสบถในใจ
หลังทำใจได้ เขาปิดหนังสือเล่มนั้นลงและซุกมันไว้ด้านล่างสุดของกองหนังสือ แล้วค้นหาหนังสือนิยายที่เป็นิยายจริง ๆมาอ่าน
ไม่นานเสียงประตูห้องนอนของพ่อกับแม่ก็ถูกเปิดออก ไป่เหลียนฮวาผู้เป็แม่เดินออกมาจากในห้อง พอเห็นว่าลูกชายกำลังอ่านหนังสือก็อดที่จะถามไม่ได้
“นี่ลูกไม่ได้นอนทั้งคืนเลยใช่ไหม แม่ได้ยินเสียงกุกกักทั้งคืนเลย”ไป่เหลียนฮวาถาม
“ครับ พอดีงานเย็บตุ๊กตาที่รับไว้ต้องส่งวันนี้น่ะครับ กว่าจะทำเสร็จก็ตี 3 แล้ว แต่ผมอาบน้ำกับทำการบ้านเรียบร้อยแล้ว แค่กินข้าวเช้าก็ออกไปโรงเรียนได้แล้วครับ”ไป่เจ๋อตอบ เขาไม่ลืมทำตาแป๋วใส่ด้วย เพราะในต้าเซียนไม่มีใครกล้าโกรธ เมื่อเขาทำดวงตาเช่นนี้ใส่
“เฮ้อ เดี๋ยวแม่ทำข้าวเช้าให้ ระหว่างนี้ลูกนอนสักหน่อย ถ้าข้าวเสร็จแล้วแม่จะเรียก” ไป่เหลียนฮวารู้สึกเหนื่อยใจกับลูกชาย ลูกชายของเธอยอมที่จะ่หาเงินมาแบ่งเบาภาระรายจ่ายมากกว่าเรียนหนังสือเสียอีก เกรดของไป่เจ๋อั้แ่ขึ้นมัธยมต้นก็ร่วงลงเหวแบบฉุดไม่อยู่ ถึงเธอจะพูดหลายครั้งแล้วว่ารายได้ยังพอใช้จ่ายอยู่ แต่ลูกชายเธอก็ไม่ยอมฟังเธอเลย
“ครับ”ไป่เจ๋อปิดหนังสือนิยายลงและนำมันไปเก็บที่เดิม ก่อนจะขยับมือส่งปราณไปทำความสะอาดพื้นทั้งหมดและหยิบหมอนมาใช้หนุนนอนทันที
“ลูกคนนี้นี่ พื้นสกปรกขนาดนั้นเดี๋ยวชุดนักเรียนก็...”ไป่เหลียนฮวาที่กำลังจะบ่นลูกชายของเธอหยุดคำพูดไว้ เพราะเธอเห็นเสื้อกับกางเกงนักเรียนของไป่เจ๋อนั้นดูใหม่เหมือนของที่เพิ่งซื้อมา
“ผมเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อซื้อมัน พอครบก็เลยซื้อมาครับ เสื้อเชิ้ตสีขาวนี่คงใช้ได้อีกหลายปี”ไป่เจ๋อโกหกไปเพื่อไม่ให้ถูกสงสัย
“ดีแล้ว แม่เคยบอกแล้วว่าชุดลูกน่ะมันเหมือนผ้าขี้ริ้วไปทุกที ว่าแต่งานเย็บตุ๊กตานี่ของป้าเฉินใช่ไหม”ไป่เหลียนฮวาถาม
“ใช่ครับ เดี๋ยวผมว่าจะเอาไปให้ป้าเฉินตอนเดินไปโรงเรียน” ไป่เจ๋อตอบ
“ไม่ต้องหรอก ไปตอนเช้าแบบนี้รบกวนป้าเขา วันนี้แม่ออกสายหน่อยเดี๋ยวแม่จะเอาตุ๊กตาไปให้ป้าเฉินเอง”ไป่เหลียนฮวากล่าว
“ครับแม่”ไป่เจ๋อที่หัวถึงหมอนก็หลับตาลงทันที
เขาเริ่มโคจรลมปราณ โดยการชักนำเอาพลังปราณรอบตัวเข้ามาที่ตันเถียนและไม่ลืมทำให้พลังปราณนั้นบริสุทธิ์ก่อนที่จะดูดซับเข้าสู่ร่างกาย ส่วนปราณที่ได้เขาก็นำมาเสริมสร้างร่างกายของไป่เจ๋อ ไม่ว่าจะเป็การเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกระดูก เส้นเื เส้นเอ็น เส้นประสาท รวมถึงมัดกล้ามเนื้อต่าง ๆ เพราะร่างกายของไป่เจ๋อนั้นไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ภายในจึงเปราะบางกว่าที่เห็นจากภายนอกมากนัก
ไม่นานไป่เหลียนฮวาก็มาปลุกให้เขาไปกินข้าวเช้า พร้อมกับพ่อของไป่เจ๋อเปิดประตูห้องนอนออกมา พ่อของไป่เจ๋อหาวหวอดใหญ่ แถมยังเอามือล้วงไปในกางเกงเพื่อเกา........ ดูอย่างไรก็เหมือนนิสัยตาลุงที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่ที่ขัดแย้งกับบุคลิกคือความฟิตของร่างกายที่เหมือนกับพวกทหารที่ผ่านการฝึกร่างกายมาอย่างหนัก ทั่วทั้งตัวเห็นกล้ามเนื้อชัดเจน บ่งบอกได้ว่าร่างกายมีไขมันสะสมไม่น่าจะเกิน12%
ไป่ชิงหยุนที่เป็พ่อของไป่เจ๋อนั้น แม้จะไว้หนวดเครา ใบหน้าจริงจังออกไปทางพวกหน้าดุ ก็ยังมีเค้าโครงความหล่อเหลาออกมาให้เห็น นอกจากนี้มีรูปร่างที่ผู้ชายหลายคนอิจฉา แต่นั่นทำให้ไป่เจ๋ออดสงสัยไม่ได้ว่า ทั้งที่อาหารการกินในบ้านแย่มากขนาดนี้ จะไปเอาอะไรมาบำรุงกล้ามเนื้อพวกนี้กัน มันไม่ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ที่เขาได้เรียนรู้มาหลังจากมาที่โลกนี้เลยสักนิด
‘ไม่แน่ว่าชายคนนี้อาจเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ไว้ค่อยตรวจสอบอีกที’ ไป่เจ๋อคิด
“มองอะไรไอ้ลูกชาย ถ้าอยากมีหุ่นแบบฉัน แกต้องกินให้เยอะ ๆ” ไป่ชิงหยุนกล่าว
“ผัดผักกับหินต้มเกลือมันไม่ได้ช่วยให้ผมสร้างกล้ามเนื้อได้หรอกนะ”ไป่เจ๋อพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ขอโทษน้า เดี๋ยวเย็นนี้แม่ซื้อเนื้อสัตว์มาทำอาหารให้ดีไหม”ไป่เหลียนฮวาคิดว่าไป่เจ๋ออาจจะอยากกินเนื้อสัตว์บ้าง เพราะเดือนที่แล้วก็กินแค่ผักกับหินต้มเกลือคู่กับข้าวต้มเท่านั้น
“ใช้เงินที่ป้าเฉินให้เป็ค่าจ้างเย็บตุ๊กตาไปจ่ายนะครับ ผมไม่อยากให้พ่อกับแม่จ่ายเพิ่ม เพียงเพราะผมอยากกินเนื้อ” ไป่เจ๋อกล่าว
“เป็ลูกผู้ชายมันต้องอย่างงี้สิ พ่อไปอาบน้ำก่อน แกก็รีบกินข้าวซะ จะได้ไม่ไปเรียนสาย แล้วก็ตั้งใจเรียนด้วยล่ะ จบมาจะได้ไม่ต้องมาทำงานใช้แรงงานแบบพ่อกับแม่”ไป่ชิงหยุนกล่าวก่อนจะเดินไปหยิบผ้าขนหนูพาดบ่าและเข้าห้องน้ำไป
“ว่าแต่ลูกจะรับงานอะไรมาทำอีกไหม”ไป่เหลียนฮวาถามลูกชาย
“คงเป็งานก่อสร้างที่เดิมครับ แค่ไปเฝ้าของให้เขาตอน่กลางคืน อีกอย่างผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีคนที่อยู่ทำงานนี้อีกตั้ง 10 กว่าคน แม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ แค่เดินตรวจเป็เวลา ตอนที่ไม่ได้เดินตรวจก็อ่านหนังสือ ทำการบ้านได้” ไป่เจ๋อตอบ
“อืม แต่อย่าทำบ่อยล่ะ จะไม่มีเวลาพักผ่อนเอานะ”ไป่เหลียนฮวาเตือนด้วยความเป็ห่วงก่อนจะลูบผมลูกชายด้วยความเอ็นดู
“ครับแม่”ไป่เจ๋อรับคำ ตอนที่มือของไป่เหลียนฮวาัักลุ่มผมของเขา เขารู้สึกอบอุ่น ราวกับได้อยู่กับเหล่าอาจารย์ที่เลี้ยงดูเขามาั้แ่เล็กตอนอยู่ต้าเซียน ก่อนจะเริ่มใช้ตะเกียบคีบกับเข้ามาวางในถ้วยข้าวและพุ้ยข้าวกับกับข้าวเข้าปากตัวเอง เหมือนที่ไป่เจ๋อทำเป็ประจำ เพื่อเอาใจแม่ของไป่เจ๋อ
“ค่อยๆ กินก็ได้ อ้อ จริงสิ หลังเลิกเรียนแล้วลูกแวะไปหาลุงฝูด้วย ตอนแม่กำลังเดินกลับบ้าน ลุงฝูบอกว่าจะให้ไปส่งของให้ลูกค้า พอดีพนักงานส่งของที่ร้านรถคว่ำ นอนอยู่โรงพยาบาล แกยังหาคนมาแทนไม่ได้ แถมของที่จะให้ไปส่งก็มีราคาสูง แกไม่ไว้ใจใครนอกจากครอบครัวเรา แต่แม่กับพ่อติดงาน่เวลานั้นพอดี เลยจะให้ลูกรับงานนี้ งานไม่ต้องใช้แรงมาก ลูกว่างไหม ถ้าไม่ว่างก็บอกนะ แม่จะได้บอกลุงฝูให้หาคนอื่นแทน”ไป่เหลียนฮวากล่าว
“ว่างครับ ผมไปได้” ไป่เจ๋อตอบ
“อืม เดี๋ยวแม่จะโทรบอกลุงฝูให้” ไป่เหลียนฮวากล่าว
หลังมื้อเช้า ไป่เจ๋อใช้วิธีเดิมในการเดินทางไปโรงเรียน แต่เพียงแค่เขาเดินเจอนักเรียนที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับเขา ทุกคนต่างเว้นระยะห่าง 2 เมตรทันที
‘นี่ อยู่ให้ห่าง ๆ หมอนั่นไว้นะ เมื่อวานอี้หานไปหาเื่หมอนั่นถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล แถมพวกเพื่อนของอี้หานที่ไปหาเื่เขาต่อก็ถูกหมอนั่นแฉเื่เสพยาจนต้องถูกพักการเรียนและส่งไปสถานบำบัดผู้ติดตาเสพติด เพื่อนห้องเดียวกันกับเขาเล่าว่าเขาอาจจะเป็พวกเล่นของ’เสียงซุบซิบแม้จะเบา แต่สำหรับไป่เจ๋อนั้น เขาได้ยินชัดทุกคำ
‘แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จากความทรงจำของไป่เจ๋อ นักเรียนที่นี่ก็ไม่ได้สร้างความประทับใจอะไรให้’ ไป่เจ๋อคิด
ขณะที่ไป่เจ๋อกำลังเดินผ่านประตูโรงเรียนเข้าไป กลับมีรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลวิ่งเข้ามาที่โรงเรียน จากนั้นเ้าหน้าที่ในรถฉุกเฉินก็รีบเข้าไปในอาคารเรียน ท่ามกลางเหล่านักเรียนที่มาถึงโรงเรียนในตอนเช้า แน่นอนว่านักเรียนทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น มีใครเป็อะไร
ไม่นานเ้าหน้าที่ก็นำตัวนักเรียนชายคนหนึ่งลงมา โดยนักเรียนชายคนนั้นร้องออกมาด้วยความเ็ป มือกับขาถูกมัดเพื่อไม่ให้ดิ้นระหว่างเคลื่อนย้ายลงมา
ทุกคนที่เห็นต่างนึกถึงสภาพอี้หานเมื่อวานขึ้นมาทันที ราวกับเป็เดจาวู พวกเขามองไปยังนักเรียนชายคนนั้นที่ถูกนำขึ้นรถฉุกเฉิน และหันกลับมามองไป่เจ๋อ พร้อมกับขยับตัวถอยห่าง เว้นระยะออกไปอีก
‘เชี่ย หมอนั่นมองฉันด้วย’นักเรียนชายคนหนึ่งสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นไป่เจ๋อมองมาทางตน
ไป่เจ๋อที่หันไปมองดูปฏิกิริยาของนักเรียนที่อยู่รอบๆ เขาเห็นทุกคนต่างหลบสายตาและรีบหนีไปจากตรงนั้นกันหมด เขายักไหล่หนึ่งครั้งและไม่ได้สนใจสายตาคนรอบข้างและเดินเข้าอาคารเรียนไป
เมื่อมาถึงห้องเรียน ไป่เจ๋อพบว่าโต๊ะของเขาที่เคยมีรอยขีดเขียนของพวกที่ชอบแกล้งเ้าของร่างหายไป ไม่สิ ต้องเรียกว่าโต๊ะของเขาถูกเปลี่ยนใหม่ จากที่เขาลองฟังเสียงพูดคุยที่เบาแสนเบาของเพื่อนในห้อง ทำให้เขารู้ว่าตอนนี้โต๊ะที่เขาลงอักขระลมปราณไว้ ถูกเคลื่อนย้ายด้วยวิธีพิเศษไปยังเตาเผาขยะของโรงเรียน เพื่อทำการเผาทำลายเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยเชื่อว่าโต๊ะนี้ถูกทำคุณไสย มนตร์ดำ ซึ่งนักเรียนชายที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อเช้านั้นพยายามจะเขียนโต๊ะของไป่เจ๋อเล่นนั่นเอง จึงทำให้โดนอักขระลมปราณที่โต๊ะเช่นเดียวกับอี้หาน
อีกทั้งรอบโต๊ะของไป่เจ๋อยังถูกแยกเดี่ยว ห่างกับโต๊ะอื่นร่วม 2 เมตร ไป่เจ๋อที่เห็นแบบนั้นเขาไม่ได้คิดอะไร เท้าของเขาก้าวเดินไปยังโต๊ะ พร้อมกับแขวนกระเป๋าไว้ที่ตะขอสำหรับแขวนกระเป๋าข้างโต๊ะ ก่อนจะหยิบเอาหนังสือออกมาวางบนโต๊ะและเริ่มอ่านมัน
ไม่นานเสียงออดก็ดังขึ้น อาจารย์ที่ปรึกษาเดินเข้ามาเพื่อพูดคุยกับนักเรียน แต่เห็นได้ชัดว่าอาจารย์ที่ปรึกษาดูจะเกร็ง ๆเมื่อเห็นไป่เจ๋อจ้องมาที่ตน
หลังหมดคาบโฮมรูม อาจารย์ที่ปรึกษารีบเดินออกจากห้อง และประมาณ 5นาทีให้หลัง อาจารย์สอนคาบแรกที่เป็คาบของวิชาภาษารูนก็เดินเข้ามา
เธอเป็อาจารย์สาววัยสามสิบกว่า ชื่อของเธอคือ ซูเหริน ผมสั้นสีน้ำตาลดัดเป็ลอนเล็กน้อย เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัว กระโปรงพลีสสีน้ำเงิน ยิ่งส่งผลให้เรียวขาวของเธอดูน่ามองมากขึ้น แม้จะใส่แว่น แต่ก็เป็แว่นตาที่ดูมีสไตล์ ไม่ดูจืดชืด เมื่อบวกกับเครื่องหน้าสวยคม เธอจึงจัดเป็ผู้หญิงสวยคนหนึ่ง นักเรียนชายแทบทุกคนต่างตั้งใจเรียนวิชาของเธอกันทั้งนั้น
“คาบนี้เราจะมาเรียนกันต่อจากคราวที่แล้ว ทุกคนเปิดหน้า 29” ซูเหรินเริ่มการสอนทันที
จากนั้นซูเหรินก็เริ่มพูดภาษารูนที่เป็ภาษาสากลของโลกใบนี้ตลอดคาบ ไป่เจ๋อที่ตอนแรกพยายามอย่างมากในการจดจำเรียนรู้ทุกอย่างให้ได้มากที่สุด แต่เพียงไม่นานเขาก็พบว่าภาษารูนนั้นเหมือนกับภาษาของคนที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรทางทิศตะวันตกของทวีปต้าเซียนไม่มีผิด ทำให้เขาเข้าใจภาษารูนนี้ได้ในเวลาไม่นาน
ด้านซูเหรินเองแม้จะเกร็งๆ เพราะข่าวลือเกี่ยวกับไป่เจ๋อ แต่ด้วยความที่เธอเป็ครู เธอจึงเรียกไป่เจ๋อให้ตอบคำถาม หรือสนทนากับเธอเป็ภาษารูนและทำให้เธอพบว่าวันนี้ไป่เจ๋อสามารถพูดตอบโต้กับเธอได้อย่างคล่องปาก แม้ศัพท์บางคำที่ใช้จะดูโบราณไปบ้างก็ตาม แต่ก็ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีแบบก้าวะโเลยทีเดียว
“ดีมากไป่เจ๋อ นั่งลงได้ ตอนนี้ผ่านไปครึ่งคาบแล้ว ครูก็มีอะไรมาทำให้ทุกคนแปลกใจด้วย”ซูเหรินหยิบเอาถุงกระดาษของสินค้าเบรนด์เนมหนึ่งขึ้นมา แววตาซุกซนปรากฎให้ทุกคนได้เห็น
“ว้าว อาจารย์จะแจกของแบรนด์เนมเหรอคะ”นักเรียนหญิงคนหนึ่งตาลุกวาวทันที
“บูบู ไม่ใช่จ้ะ แต่เป็สอบย่อยโดยไม่บอกล่วงหน้าต่างหาก”ซูเหรินมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับหยิบปึกกระดาษข้อสอบออกมา ผิดกับเหล่านักเรียนที่พอได้ยินว่า “สอบ”สีหน้าก็บิดเบี้ยวราวกับกลืนยาขมทันที
ไป่เจ๋อทำข้อสอบได้ อย่างน้อยก็ 9 ใน 10 ส่วนของข้อสอบ เขาสามารถตอบได้อย่างไม่มีปัญหาและนี่เป็สิ่งแรกที่เขาจะทำให้กับชีวิตของตัวเองตอนนี้ นั่นคือการมีผลการเรียนที่ดี ซึ่งจะทำให้เขาสามารถสอบเขาในโรงเรียนมัธยมปลายดี ๆ ได้ในอนาคตอันใกล้นี้
หลังการสอบ คาบเรียนภาษารูนก็จบลง พร้อมกับเหล่านักเรียนที่ฟุบตัวลงกับโต๊ะบ้าง ทิ้งตัวลงบนพนักพิงของเก้าอี้บ้าง ราวกับว่าพวกเขาใช้พลังงานทั้งหมดไปกับการสอบในครั้งนี้
การเรียนในวิชาอื่นของไป่เจ๋อผ่านไปด้วยดี เขาสามารเรียนรู้ทุกอย่างที่อาจารย์ประจำวิชาสอนได้อย่างรวดเร็ว เพราะแต่เดิมเขาก็มีพร์ในด้านการเรียนรู้อยู่แล้ว
เมื่อออดเลิกเรียนดังขึ้น ไป่เจ๋อรีบเก็บสมุดจดกับหนังสือเข้ากระเป๋าและนำมาสะพายหลัง ก่อนจะรีบเดินออกจากโรงเรียนทันที เพราะเขาต้องไปหาลุงฝูที่ร้านขายของเก่า ซึ่งใกล้ถึงเวลานัดที่แม่ของเขานัดอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว
ไป่เจ๋อะโไปตามหลังคาบ้านและะโลงตรงตรอกที่ไม่มีคน ก่อนจะเดินต่อไปยังร้านขายของเก่าของเถ้าแก่ฝูหรือลุงฝูตามความทรงจำของเ้าของร่าง