บทที่ 2วิชาดาบผ่าฟืน
แครก!
ท่อนไม้แยกออกเป็สองซีกพร้อมเสียงคมชัดสะใจ
[ทักษะ:วิชาดาบผ่าฟืน (ขั้นชำนาญ)]
[แต้มประสบการณ์วิชาดาบผ่าฟืน+1]
[ความคืบหน้า:(0/300)]
‘ทะลวงจากระดับเริ่มต้นมาถึงขั้นชำนาญแล้ว!’
แต้มสุดท้ายที่เพิ่มเข้ามาไม่ได้เป็เพียงแค่ตัวเลขทว่ามันนำพาความรู้ ความเข้าใจและประสบการณ์ในการผ่าฟืนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของลู่เฟิงในพริบตา
มือที่กำมีดผ่าฟืนนิ่งสนิทและมั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ใบมีดเหล็กหนักอึ้งแต่เวลานี้กลับรู้สึกแนบสนิทกับฝ่ามือราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย
เขารู้แจ้งได้ด้วยสัญชาตญาณทันทีว่าควรออกแรงจากจุดใดต้องสะบัดข้อมืออย่างไร และจะส่งแรงผ่านหัวไหล่ลงสู่คมมีดแบบไหนจึงจะรีดเค้นพลังทำลายออกมาได้รุนแรงที่สุด โดยไม่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปโดยเปล่าประโยชน์
ความเร็ว ความแรงและความแม่นยำล้วนยกระดับขึ้นมาคนละชั้นอย่างสิ้นเชิง
ทว่าความตื่นเต้นดีใจอยู่ได้ไม่นานความอ่อนล้าอันมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่
ร่างกายอันซูบผอมสั่นสะท้านจนแทบยืนไม่ไหวลู่เฟิงอยากจะฝึกต่อเพื่อสะสมแต้มแต่สภาพร่างกายในตอนนี้บังคับให้เขาต้องวางมีดลงในที่สุด
‘สามร้อยแต้มคงใช้เวลาไม่นานปัญหาคือฟืนในลานบ้านเหลือไม่พอให้ผ่าแล้วนี่สิ’
ไม้ฟืนที่มีอยู่ถูกเขาผ่าจนกลายเป็ซีกเล็กซีกน้อยเกินกว่าจะนำมาผ่าซ้ำได้อีกประกอบกับท้องก็ร้องประท้วงไม่หยุดแขนขวาที่ฝืนใช้งานมานานสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้
‘ร่างกายอ่อนแอแถมยังขาดสารอาหารขนาดนี้มิน่าล่ะคนของพรรคเจ็ดดาราถึงไม่ชายตามอง’
ลู่เฟิงหอบฟืนจำนวนหนึ่งเข้าไปในห้องครัวตักน้ำเย็นดื่มอึกๆ ประทังความกระหายไปหนึ่งกระบวย ก่อนจะเร่งก่อไฟเพื่อต้มปลา
แผ่นแป้งสาลีแห้งแข็งที่ถูกทุบเป็ชิ้นๆค่อยๆ ละลายรวมกับเนื้อปลาจนกลายเป็โจ๊กข้นขลักที่มีกลิ่นคาวจัด
ทว่าสำหรับคนที่มีความหิวโซรสชาติจะแย่แค่ไหนก็ไม่ใช่เื่สำคัญ ขอเพียงแค่มีอาหารตกถึงท้องให้มีแรงก็พอ
เขากินโจ๊กในหม้อจนสะอาดเอี่ยมก่อนจะเดินกลับมานั่งพักบนม้านั่งตัวเล็กในลานบ้าน
โจ๊กร้อนๆที่เพิ่งกินเข้าไปช่วยสร้างความอบอุ่นทำให้สายลมหนาวที่พัดมากระทบใบหน้าไม่รู้สึกระคายผิวเหมือนก่อนหน้านี้
แต่แล้วคำถามใหม่ที่ชวนปวดหัวก็ผุดขึ้นมาแทน
ในเมื่อฟืนหมดลานบ้านแล้วเขาจะไปหาท่อนไม้จากที่ไหนมาผ่าเพื่อเก็บสามร้อยแต้ม?
ในวัยหนุ่มสิ่งที่ยากลำบากที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตคือการตัดสินใจเลือกว่าจะเดินไปในทิศทางใดลู่เฟิงในโลกก่อนก็เคยติดอยู่ในบ่วงความสับสนเช่นนั้น
ทว่าในโลกนี้เขาไม่จำเป็ต้องเลือกให้เสียเวลาอีกต่อไป
เมื่อมีภาพประหลาดสถิตอยู่ในหัว เส้นทางเดียวที่เขาจะเดินไปก็คือวิถียุทธ์!
ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงหรือความยากลำบากเพียงใดเขาก็ต้องฝึกยุทธ์ให้สำเร็จให้ได้!
แม้ตัวเขาจะไม่เคยเรียนวิชายุทธ์อย่างเป็ทางการมาก่อนแต่เขาก็เข้าใจตรรกะง่ายๆ ข้อหนึ่ง...
การผ่าฟืนกับการฟันคนต่างกันเพียงแค่เป้าหมายตรงหน้าเท่านั้นยิ่งระดับวิชาดาบผ่าฟืนสูงส่งขึ้นเท่าใด คมมีดในมือของเขาก็ยิ่งอันตราย และปลิดชีพศัตรูได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ลู่เฟิงลองหยิบท่อนไม้ซีกหนึ่งที่ยังพอผ่าได้มาตั้งขึ้นมองเพียงแวบเดียวแล้วตวัดมีดสับลงไปทันที
ฉับ!
ท่อนไม้แยกออกจากกันด้วยรอยตัดที่เรียบกริบราวกับกระจกพร้อมกับแต้มประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแต้ม
‘ถ้าข้าฝึกวิชานี้จนถึงขั้นสูงสุด...ข้าจะสามารถจัดการกับพวกหลิวต้าได้หรือไม่?’
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธความคิดนั้น
หลิวต้ากับพวกพ้องเคยฝึกฝนในสำนักยุทธ์มานานถึงครึ่งปีต่อให้สุดท้ายจะถูกไล่ออกมาเพราะนิสัยสันดานหยาบช้าและพร์ย่ำแย่แต่พละกำลังก็ยังเหนือล้ำกว่าคนทั่วไปมาก
ลู่เฟิงจำได้ดีว่าเขาเคยเห็นหลิวต้าชกแผ่นหินหนาๆแตกกระจายได้ด้วยหมัดเดียว
วิชาดาบผ่าฟืนอาจช่วยให้คมมีดของเขารวดเร็วดุดัน และแม่นยำขึ้นก็จริง ทว่ามันยังไม่ใช่วิชายุทธ์แท้จริงที่ใช้สำหรับต่อสู้
นักเล่านิทานในโรงน้ำชาเคยกล่าวไว้ว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงจะสามารถขับเคลื่อนปราณโลหิต ภายในร่างเพื่อใช้พลังนั้นทุบทำลายศิลาหรือกระแทกแท่นหินให้แหลกร้าวได้
หากลู่เฟิงยังไม่สามารถเข้าถึงและใช้พลังปราณชนิดนั้นได้เขาก็ไม่มีทางเอาชนะหลิวต้าได้อย่างเด็ดขาด
‘ถ้าข้าสามารถหาเรียนวิชายุทธ์อื่นได้ ภาพประหลาดก็น่าจะช่วยเพิ่มความชำนาญให้ได้เหมือนกัน’
เป้าหมายต่อไปของเขาคือต้องหาวิชายุทธ์ของจริงมาฝึกให้ได้
แต่เส้นทางของสำนักยุทธ์ถูกเขาตัดทิ้งไปเป็อันดับแรกเพราะต่อให้ยอมขายบ้านบรรพบุรุษทิ้งเงินที่ได้มาก็อาจจะไม่พอจ่ายแม้แต่ค่าแรกเข้าด้วยซ้ำ
เนื่องจากบ้านของเขาตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นนอกที่นับวันมีแต่จะทรุดโทรมลงราคาจึงถูกกดจนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หากบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นในมูลค่าของมันคงพุ่งสูงกว่านี้อีกเท่าตัว
ยิ่งไปกว่านั้นการฝึกยุทธ์ไม่ใช่การจ่ายเงินครั้งเดียวแล้วจบสิ้น ทุกๆหกเดือนจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนใหม่
ไหนจะค่ายาบำรุงค่าอาหาร และทรัพยากรอื่นๆ ที่ต้องใช้ร่วมด้วยซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็หลุมลึกไร้ก้นที่สูบเงินทองอย่างไม่มีวันเต็ม
‘แล้วข้าจะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนกัน?’
คิดไปคิดมาการหาทางเข้าเป็ศิษย์ของพรรคเจ็ดดารายังคงเป็ทางเลือกที่มีความเป็ไปได้มากที่สุด
ในอาณาเขตแปดร้อยลี้ของอำเภอฟงิเต็มไปด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน และมีแม่น้ำเฮยสุ่ยสายใหญ่ทอดตัวยาวกว่าสามพันลี้
บนผืนแผ่นดินอันกว้างขวางนี้มีสามพรรคใหญ่และสี่ตระกูลใหญ่หยั่งรากลึกมานานหลายร้อยปี อำนาจของพวกมันเกี่ยวพัน และแผ่ขยายจนวิถีชีวิตของชาวบ้านแทบทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของพวกมัน
แม้สี่ตระกูลใหญ่จะมีขุมกำลังและอำนาจด้อยกว่าสามพรรคใหญ่เล็กน้อยแต่พวกเขาก็ตั้งรกรากในเมืองโบราณฟงิมาหลายชั่วอายุคน
สำหรับลูกหลานคนยากจนและผู้ลี้ภัยาการยอมขายตัวเป็ทาสรับใช้ให้ตระกูลเ่าั้ถือเป็หนทางรอดตายที่ดีที่สุด
ผู้คนจำนวนมากยอมแย่งชิงกันขายศักดิ์ศรีเพียงเพื่อแลกกับการอิ่มท้องไปวันๆและไม่มีสิ่งใดรับประกันเลยว่าจะถูกเลือกตัวหรือไม่
แต่สำหรับลู่เฟิงแล้วต่อให้เขาต้องอดตายจนกลายเป็ขอทานย่อมดีกว่าการยอมก้มหัวเป็ทาสรับใช้คนอื่นไปตลอดชีวิต
ส่วนสามพรรคใหญ่แห่งอำเภอฟงิประกอบไปด้วย พรรคดาบโลหิต พรรคเจ็ดดารา และพรรคเกราะเหล็ก
เพียงแค่ได้ยินชื่อของพรรคดาบโลหิตความทรงจำดั้งเดิมของเ้าของร่างเก่าก็พลุ่งพล่านขึ้นมาพร้อมกับความเกลียดชังอันลึกล้ำ
หลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตลงเมื่อสองปีก่อนลู่เฟิงได้รวบรวมเงินทองแดงไม่กี่ตำลึงที่เหลืออยู่ไปกราบฝากตัวเป็ศิษย์กับชาวประมงเฒ่าเพื่อเรียนรู้วิธีการจับปลามาเลี้ยงชีพในแม่น้ำเฮยสุ่ย
ทว่าชาวประมงทุกคนในเมืองนี้ล้วนหนีไม่พ้นเงื้อมมือการกดขี่ของกิจการประมงประจำเมือง
หากคิดจะเช่าเรือหรืออุปกรณ์ทำมาหากินกิจการประมงแห่งนี้คือทางเลือกเดียวที่มี
ค่าเช่าอุปกรณ์ และเรือนั้นแพงมหาโหดคนยากจนจำนวนมากจำใจต้องยอมเซ็นสัญญาเช่าเพราะไม่มีทางเลือกอื่น และสุดท้ายก็โดนหนี้สินพอกพูนล่ามโซ่ไว้จนกลายเป็แรงงานทาสที่ไม่มีวันดิ้นหลุด
ชีวิตต้องจมปลักอยู่กับความทรมานต่อให้ล้มป่วยหรือตายไปก็ไม่มีใครเหลียวแล และผู้ที่คอยบงการ และควบคุมกิจการประมงหน้าเืนี้อยู่เื้ั...ก็คือพรรคดาบโลหิตนั่นเอง!