มือไวเท่าความคิดขุนเอามือตะปบปืนที่เอวทันที "เฮ้ย อย่า ถ้ากูจะยิงมึงคงยิงั้แ่มึงเดินผ่านต้นไม้นั่นมาแล้ว" ไอ้รินมันชูสองมือให้เห็นว่ามันมือเปล่า "มึงมาทำอะไรที่นี่" เขาถามมัน "กูมาดักรอไอ้คนที่มันทำกับเมียกู แล้วมึงมาทำอะไรที่นี่" มันตอบและถามกลับ "เื่ส่วนตัวของกูไม่เกี่ยวกับมึง" เขาตอบมันแบบไม่ค่อยจะเป็มิตรสักเท่าไหร่ "ที่เสม็ดมึงไปคุ้มกันคุณจุ๋ม หวังว่ามึงมาที่นี่ไม่ได้มาคุ้มกันไอ้บรรจงหรอกนะ" ขุนนึกออกทันทีว่านายบรรจง ไปทำอะไรเมียมันไว้ตามที่มันเคยเล่าให้ฟัง "ไอ้นั่นก็ไม่เกี่ยวกับกูเหมือนกัน ทำไมมึงไม่ไปดักรอมันที่ร้านวะ ที่จอดรถของมันก็อยู่มุมมืดด้วยจัดการง่ายกว่าที่นี่" เขาแนะมันมันก็ทำเหมือนจะเห็นด้วย "ขอบใจที่บอก แต่มันทำกับเมียกู" ขุนยกมือเหมือนห้าม "เมียมันคนไหนมึงก็ไม่ควรทำ เพราะเขาไม่รู้เื่ด้วย ถ้ามึงลูกผู้ชายจริงละก็ไปเล่นตัวไอ้คนทำสิวะ" มันยิ้มในคำบอกเล่าของขุน "เออ คนอย่างกูไม่เคยทำร้ายผู้หญิงอยู่แล้ว กูแค่มาดูเวลาเข้าออกของมัน กูไปหล่ะ" พูดจบมันก็เดินออกไปจากที่นั่นโดยไม่เหลี่ยวกลับมามอง แสดงว่านายบรรจงยังไม่เข้ามาถ้ามาคงโดนไอ้รินเป่าดิ้นไปแล้ว เขามองดูแล้วประตูทางเข้าต้องใช้คีย์การ์ด "ฮัลโหลค่ะ" ... "ให้ที่อยู่แต่มาถึงที่แล้วเข้าไม่ได้ เจอกันที่ร้านคงสะดวกกว่ามังครับ" อิ๋วจำได้ว่าเสียงใครเธอก็ยิ้ม "รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวอิ๋วลงไปเปิดให้ค่ะ" เธอลงมาเปิดประตูให้เขาเข้าไปในคอนโด นายบรรจงก็เลี้ยวรถเข้ามาพอดี "คุณบรรจงมา" ขุนมองไปตามที่เธอมอง "ไม่เป็ไรครับ ผมไปรอที่ห้องคุณดีกว่า" เขาบอกเธอแล้วหันไปกดลิฟท์ "ในห้องอิ๋วไม่มีที่ซ่อนนะคะ" เสียงรอสายของเธอก็ดังขึ้น "สวัสดีค่ะคุณบรรจง" ... "อิ๋ว คุณลงมาเะอากระเป๋าเอกสารที่ผมไปเก็บให้ที ผมจะไปธุระบ้านเ้านาย" เธอตอบรับทราบแล้วหันไปบอกเขา "คุณรออยู่ตรงนี้ก่อนค่ะ เดี๋ยวอิ๋วมา" เขาพยักหน้าเธอก็เดินออกไปที่รถของนายบรรจง "คุณเอากระเป๋าใบนี้วางไว้ที่โต๊ะทำงาน ส่วนในที่ซิลพลาสติกเอาไว้ในแทงค์น้ำหลังชักโครก คุณเข้าใจนะ" เธอพยักหน้าแล้วตอบ "ค่ะ ขับรถดีๆนะคะ" นายบรรจงขับรถออกไปเธอก็เดินเข้าไปในคอนโด ขุนยืนรออยู่ก็ยิ้มให้ก่อนที่ทั้งสองจะขึ้นลิฟท์ชั้นบนสุด พอเข้าไปในห้องขุนมองไปรอบๆห้องมันช่างหรูหราเสียจริง โชว์ฟาใหญ่มุมนั่งเล่นเป็กระจกตัดแสงบานใหญ่ มองเห็นวิวกรุงเทพฯยามค่ำคืนที่ระยิบระยับด้วยแสงไฟ ภายในห้องกว้างขวางเฟอร์นิเจอร์ครบครัน มีห้องครัวห้องทานอาหารและห้องนอนอีกสองห้อง หรูหราระดับซุปเปอร์ลักซ์ซัวรี่จริงๆ "ชั้นที่เท่าไร่ครับ มองวิวไปได้ไกลและสวยมาก" เขาถาม "ชั้นที่ 40 ค่ะ ชั้นบนสุด" เธอตอบพร้อมถือแก้วเบียร์มาสองแก้ว ยื่นส่งให้เขาแล้วทรุดตัวนั่งข้างๆ "นี่กระเป๋าอะไรครับ" เธอมองไปตามนิ้วที่เขาชี้ "ไม่รู้ค่ะ ใบนี้คงเป็เอกสารทั่วไป แต่ใบนี้สิคะเขาบอกให้เอาไว้ในถังน้ำชักโครก" ขุนมองกระเป๋าใบที่ซีลพลาสติก ทุกๆรอยที่ใช้เทปใสปะทาบจะมีลายเซ็นชื่อทับทุกรอย "อยากรู้ว่าเป็อะไรทำไมไม่แกะดูล่ะคะ" เธอถามเพราะเห็นเขาค่อนข้างสนใจ "ไม่ดีกว่าครับ เกิดเขารู้ว่ามีคนแกะดูแล้วเขาจะทำร้ายคุณอีก" ซีลมาอย่างดีแถมมีลายเซ็นทับด้วย แม้แต่จะเอามือไปหยิบมาดูก็ยังไม่ควร เพราะถ้าเช็คดูแล้วมีลายนิ้วมือแฝงที่นอกเหนือจากของนายบรรจงและอิ๋ว เธอคงจะโดนคาดคั้นหรือไม่ก็อาจโดนทำร้ายอย่างหนักแน่ๆ "ผมว่าคุณเอาไปไว้ตามที่เขาบอกมาเถอะครับ จะได้จบเื่ที่รับมอบหมายมา" เธอทำตามที่เขาบอกเอากระเป๋าทั้งสองใบไปเก็บ เธอเดินกลับมานั่งแล้วเอนกายไปซบกับอกเขา "คุณรังเกียจหรือเปล่าคะ ที่อิ๋วต้องเป็นางบำเรอของคุณบรรจง และยังต้องไปคอยสนองตัณหาให้กับพวกของนายอำนาจอีกด้วย" เธอถามเหมือนตัดพ้อในความอาภัพของตัวเอง "ไม่ครับ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ มันเป็การบังคับขู่เข็นคุณไม่ได้อยากเป็แบบนั้น ผมก็พอจะเข้าใจได้ครับ" คืนนี้ถ้าเขาไม่มาหาเธอนายบรรคงรลงนรกด้วยมือของไอ้รินไปแล้ว ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นเธอก็จู่โจมด้วยการประกบปากจูบ เขาก็จูบตอบแต่ในใจกลับคิดไปถึงหลวงตาแก่น พุทโธ ธัมโม สังโฆ ผมไม่ได้ผิดศิลนะครับหลวงตา เพราะเธฮไม่ได้เป็เมียใครอย่างแท้จริงเธอถูกบังคับขืนใจให้เป็ ทั้งสองคนจูบกันอย่างดูดดื่มอารมณ์กระเจิดกระเจิงไปแล้ว ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็คงจะไม่มีทางดึงเขาและเธอ ออกจากอารมณ์แห่งไฟตัณหาราคะไปได้ เพียงไม่กี่นาทีเสื้อผ้าทั้งสองก็กระจัดกระจายอยู่บนพื้นห้อง คงเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าของทั้งคู่ ที่กำลังนัวเนียกันอย่างแนบสนิทอยู่บนโชว์ฟาอันอ่อนนุ่ม สายฝนภายนอกโปรยปรายฟ้าแล่บแปลบปลาบเป็ระยะ ส่องสว่างผ่ากระจกบานใหญ่ทำให้เห็นร่างคนสองคน ที่กำลังขับเคี่ยวกันอยู่บนโชว์ฟาอย่างถึงพริกถึงขิง ไม่ว่าจะสลับหรือพลิกตัวกันไปแบบไหนก็สอดคล้อง ราวกับการร่ายรำที่ฝึกซ้อมร่วมกันมานาน เวลาผ่านไปพอสมควรศึกก็สงบลงร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองก็นอนทับกันแน่นิ่ง
ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น "คุณอาครับ" ... "เข้ามา" ชัยเปิดประตูเข้าไปยกมือไหว้ผู้การภาค6อย่างนอบน้อม "นั่งก่อนหลานชาย มีอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า" ผู้การภาค6ถามโดยไม่ได้หันหน้ามามอง "ผมพาผู้ช่วยมาด้วยหนึ่งคน อยากให้คุณอาทำเื่สั่งย้ายให้ด้วยครับ" ชัยรายงานสิ่งที่้าให้กับนายตำรวจใหญ่ผู้เป็อาแท้ๆของตน ผู้กานภาค6ก็เงยหน้าขึ้นละสายตาจากหนังที่อ่านอยู่ "อ้าวไอ้แช่ม เป็เอ็งหรือวะที่เ้าชัยมันเลือก" จ่าแช่มยกมือไหว้เ้านายเก่าสมัยที่อยู่สืบนครบาลด้วยกัน "ครับนาย" ผู้การภาค6มองลูกน้องเก่าแล้วยิ้ม "เอ็งยินยอมมาเองหรือว่าโดนบังคับมา ไม่ต้องเกรงใจข้าถ้าไม่อยากมาก็บอก" เขาบอกกับลูกน้องเก่าด้วยความเป็ห่วง เพราะใกล้เกษียณอายุราชการแล้ว "ผมสมัครใจมาเองครับนาย อยากไว้ลายก่อนเกษียณอีกครั้งครับ" จ่าแช่มยืดออกพูดอย่างจริงจัง "ถ้าเป็สมัยหนุ่มๆละก็ข้าเชื่อมือเอ็งสนิทใจ แต่ตอนนี้เอ็งไหวแน่นะ" ผู้การถามย้ำ "ไหวครับนาย ผมยังฟิตเปรี๊ยะ" จ่าแช่มยังยืนยันคำเดิม "ขอบคุณครับ อ่าจ่า" ชัยบอกขอบคุณจ่าแช่ม "โอเคจะให้ย้ายไปลงที่ไหนบอกมาเดี๋ยวอาจัดการให้ พรุ่งนี้ไปรายงานตัวเสร็จแล้วก็ยื่นใบลาออกเลยนะชัย" ผู้การสั่งหลานชายตัวเองให้ทำเื่ลาออก เพื่อปฏิบัติการนอกกฎหมายกับพวกค้ายาอย่างจริงจัง "รับทราบ ครับผม" ทั้งชายและจ่าแช่มก็ประสานเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน
เกือบหกโมงเช้าอิ๋วกับขุนนั่งดื่มกาแฟที่โต๊ะอาหาร "คืนนี้คุณจะมาหาอิ๋วมั้ย" เธอถามสายตาก็อ้อนอยากให้เขามานอนค้างกับเธออีก "ถ้าผมไม่ติดธุระนะครับ" หลังจากกินกาแฟเสร็จเรียบร้อย ขุนก็ออกจากคอนโดยืนเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่ร้านข้าวต้ม เอารถบิ๊กไบค์แล้วขับกลับไปยังบ้านริมคลองออเงิน เขาจอดรถแล้วเดินไปเปิดประตูรั้ว "คุณหายไปไหนมาคะทั้งคืน ไม่ส่งข่าวบอกโทรก็ไปก็ติดต่อไม่ได้ จุ๋มเป็ห่วงนะคะ" เสียงดังมาจากบ้านนักข่าวสาวที่อยู่ตรงข้าม เขาหันไปยิ้มให้ก่อนตอบ "พอดีเจอเพื่อนน่ะครับ เลยดื่มกันติดลมไปหน่อย จะโทรบอกแบ็ตก็หมด" เขากล่าวขอโทษเธอแต่มีอีกเสียงดังแว่วมา "อะไรมาปิดหูปิดตาแกอ้ะจุ๋มที่หาแฟนแบบนี้ แฟนเก่าแกที่เป็ตำรวจดีกว่าเป็ไหนๆ" นักข่าวสาวฉุนแทนเพื่อน "อ้าวคุณ อย่ามาพูดมั่วๆสิครับ พูดแบบนี้คุณจุ๋มเสียหายนะไม่ใช่ผม นี่แหละพวกนักข่าวก็ชอบปากเสียปั่นข่าวขายกันแบบนี้แหละ" ขุนพูดยังไม่ทันจะจบประโยค "นี่คุณว่าใครปากเสียปั่นข่าวขาย" นักข่าวสาวก็สวนกลับมาเสียงแหลมปรี๊ด "พอได้แล้วค่ะ ทั้งสองคนแหละเื่ไม่เป็เื่เลย" จุ๋มห้ามทัพก่อนจะเกิดศึก ขุนก็ยักคิ้วให้นักข่าวสาวอย่างกวนๆ ส่วนคนที่โดนยั่วโมโหก็ยังยืนท้าวเอวหายใจฟิดฟาดด้วยความโมโห "เอาน่ากระแตแกก็ใจเย็นๆเถอะ ชั้นกับเขาเป็เพื่อนกันจริงๆ ไม่เคยคิดอะไรเกินเลยแม้แต่นิดสาบานได้นะ" จุ๋มปลอบเพื่อนให้ใจเย็นลง "เครๆชั้นเชื่อแก แต่อยากเตะปากเพื่อนแกจังเลยว่ะ" กระแตนักข่าวสาวยังมีน้ำเสียงหงุดหงิด เมื่อเพื่อนใจเย็นลงแล้วจุ๋มก็กลับไปบ้านขุน เขากำลังอาบน้ำอยู่เธอก็ออกมายืนรอข้างนอกตรงระเบียงริมคลอง "มีเหตุการณ์อะไรหรือเปล่าครับ ตอนที่ผมไม่อยู่" เขาเดินออกมาที่ระเบียงริมคลองแล้วถามเธอที่ยินอยู่ก่อนแล้ว "ไม่มีอะไรค่ะ กระแต่ชวนจุ๋มไปทานอาหารทะเลที่บางปูตอนเย็นค่ะ คุณก็ไปด้วยกันนะคะ" เธอชวนแกมบังคับทั้งที่ไม่อยากไปเขาก็ตอบ "ครับ" เมื่อได้คำตอบแล้วเธอก็เดินเข้าไปในบ้าน เก็บเสื้อที่ขุนพาดกับเก้าอี้แล้วไม่ทันได้เก็บใส่ตะกร้า เธอเห็นรอยลิปติกติดอยู่ที่เสื้อของเขาเธอก็ยิ้มปนหัวเราะนิดๆ "เพื่อนชายคุณใช้ลิปสติกสีสวยดีนะคะ" ชายหนุ่มโดนแซวมาแบบนี้ทำหน้าไม่ถูก "ไม่ต้องคิดมากค่ะ มันเป็เื่ปกติของหนุ่มโสด" เธอเหน็บมาเบาๆทำเอาชายหนุ่มยิ้มแหยๆ "เย็นนี้ไปรถคันเดียวกันดีกว่ามั้ยคะ" เธอถาม "ไม่ดีกว่าครับ ผมคิดว่าจะขับบิ๊กไบค์กินลมตามไปเรื่อยๆดีกว่า" เขาพยายามเลี่ยงเพราะไม่อยากปะทะฝีปากกับนักข่าวสาวเพื่อนของเธอ "จุ๋มตั้งใจว่าจะเลยไปเอารถที่คาร์แคร์ และรบกวนให้คุณขับมาให้น่ะค่ะได้ไหมคะ" หมดทางเลี่ยงหากเลี่ยงไปจุ๋มต้องขับรถมาเองมันไม่เป้นผลดีสักเท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องยอมไปรถคันเดียวกัน "สุภาพบุรุษกรุณาขับสุภาพสตรีจะนั่งเบาะหลังกันค่ะ" กระแตนักข่าวสาวบอกเขาแล้วยื่นกุญแจรถส่งให้ เขาขับรถเก๋งคันเล็กๆซึ่งมีสองสาวนั่งเบาะหลังเคลื่อนออกไป เฮ้ออออ เขาแอบถอนหายใจเบาๆขับรถมุ่งไปบางปูตามที่สองสาวตกลงกันไว้
ทั้งสามกินอาหารกันเสร็จก็เรียกเช็คบิล แล้วก็ออกจากร้านมุ่งหน้าไปคาร์แคร์ที่จุ๋มฝากรถไว้ "ผมว่าคุณสองคนกลับไปก่อนเลยก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมเรียกแท็กซี่ไปส่งที่คาร์แคร์ คุณจุ๋มโทรบอกทางร้านไปด้วยว่าจะมีคนเข้าไปเอารับรถ เป็เทพบุตรรูปงามนามว่า ขุน" เขาบอกจุ๋มแล้วทำหน้ายียวนกวนบาทาของนักข่าวสาว "ชั้นจะอ้วกหรือจะถุยดียังแยกไม่ออกเล้ยจุ๋ม" เธอก็อดไม่ได้ที่จะยั่วกลับมา จุ๋มก็ขมวดคิ้วเหมือนรำคาญคู่กัดคู่นี้ "ได้ค่ะเดี๋ยวจุ๋มโทรบอกเลย" จุ๋มพูดจบก็ดึงมือถือออกมาโทรหาร้านคาร์แคร์เรียบร้อย เขาก็โบกรถแท็กซี่ให้ไปส่งตามจุดหมายที่บอก
เขาลงจากแท็กซี่เข้าไปเอารถเบนซ์ของจุ๋มขับออกไปจากที่นั่น พยายามมองกระจกหลังคิดว่าต้องมีคนสะกดรอยตาม ...ไม่มีใครตาม... เขารู้สึกผ่อนคลายที่ไม่มีวี่แววคนตามมา ขับไปได้สักพักก็ฉุกคิดในใจ ไม่ใช่สิ ไม่ถูก มันผิดวิสัยของพวกอาชญากรหรือว่า? เขาชะลอรถเลี้ยวกลับแล้วเปิดไฟเลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปโผล่อีกซอย วิ่งออกถนนไปสักพักก็เลี้ยวเข้าร้านบริการตกแต่งรถยนต์ เป็ร้านของเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เคยเรียนมัธยมด้วยกัน พอลงจากรถแล้วเขาก็รีบดึงแขนเพื่อนเข้าไปคุยในร้าน บอกให้เพื่อนช่วยตรวจสอบดูให้ละเอียดว่ามีใครติดจีพีเอสในรถหรือเปล่า และกำชับว่าจะไม่คุยอะไรเื่นี้ตอนอยู่ใกล้รถเพราะอาจมีเครื่องดักฟัง เพื่อนก็รับรู้และเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเดินไปที่รถพูดเสียงดังๆว่า "เฮีย รถวิ่งส่ายเพราะยางบวมครับ ดูตรงนี้สิ" ละครที่ไม่มีผู้กำกับก็เริ่มขึ้น "งั้นช่างช่วยตรวจดูทั้งสี่ล้อเลยนะ" เขาบอกเพื่อนเสียงดังพอได้ยินหากมีเครื่องดักฟังจริง "ครับ งั้นเฮียไปนั่งรอในร้านก่อนเลยครับ" จากนั้นเพื่อนของเขาก็ขับรถเข้าไปทางหลังร้านคาดว่าเป็ห้องอบสีรถ ไม่มีเสียงรบกวนจากข้างนอกเพราะปิดประตูห้องอบสนิท เพื่อนเปิดดูตามจุดที่สามารถติดตั้งจีพีเอสได้ ส่วนเขามุดดูใต้ท้องรถแล้วก็สบถในใจ เมื่อเห็นมือถือเครื่องหนึ่งมีสายไฟต่อเชื่อมการชาร์จแบ็ตตลอดเวลา และยังมีสายไฟเชื่อมไปยังกล่องสี่เหลี่ยมที่ยึดด้วยสกรูติดพื้นเก๋งระหว่างกลางเบาะหน้าทั้งสอง พอเปิดฝากล่องออกดูข้างในคล้ายๆดินน้ำมันสีเหลืองอัดไว้เต็มกล่อง กะดูด้วยสายตาก็ประมาณครึ่งกิโลกรัม มันคือ ซีโฟร์ หากเกิดการจุดะเิขึ้นมาด้วยน้ำหนักดังกล่าวมีหวังเละทั้งคัน เขาค่อยๆเอาปะแจไขควงไขสกรูเอากล่องที่อัดแน่นด้วยะเิซีโฟร์ออกให้พ้นจากรถ เรียบร้อยแล้วออกจากใต้ท้องรถเห็นเพื่อนเอานิ้วชี้จรดไว้ที่ปาก ชูของในมือให้ดูก่อนที่จะหย่อนลงกล่องเล็กๆปิดฝา "เครื่องดักฟังเอาออกแล้ว เหลือแต่จีพีเอสมึงจะให้กูทำยังไงว่ามา" เพื่อนถาม "มึงก็จัดการเอามาไว้ตรงที่กูดึงทิ้ง่ายๆ แต่ต่อไว้เหมือนเดิมอย่าให้พวกนั้นสงสัย" แล้วเขาก็เดินไปนั่งแยกชิ้นส่วนซีโฟร์ออกจากมือถือ เพื่อนเขาจัดการจีพีเอสให้เรียบร้อยแล้วก็เดินเข้ามาหา "อะไรของมึงวะนั่น" เขายิ้มก่อนตอบ "ะเิซีโฟร์ว่ะ มึงเห็นก้อนแค่นี้แหละ แต่ถ้ามันะเิขึ้นมาร้านมึงทั้งร้านไม่เหลือเลยนะโว้ย" เพื่อนถึงกับอ้าปากหวอ "โหย ไอ้เชรี้ยะ ทำไมมึงไม่บอกกูก่อนวะ" เพื่อนด่าแต่หน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด "ขืนบอกมึงก่อนมึงสั่นทำพลาดเดี๋ยวพวกมันก็รู้ตัวพอดีกัน" เพื่อนของเขานั่งเหงือแตกพลั่กๆพร้อมส่งกล่องเล็กๆหนักๆให้ "อะไรวะเนี่ย" เขาถามเพื่อนที่เป็เ้าของร้านประดับยนต์ "จีพีเอส กูเชื่อมต่อแบตเตอรี่ในกล่องให้แล้ว มันจะทำงานตลอดจนกว่าแบ็ตจะหมด มึงสามารถโยนทิ้งได้ทุกเวลา" เขาเข้าใจทันทีที่เพื่อนบอก "ขอบใจมากเพื่อน มึงคิดค่าแรงเท่าไหร่วะ" เพื่อนโบกมือ "แค่มึงเอาะเิไปให้ไกลจากร้านนั่นแหละค่าแรงกู มึงรีบๆไปเลย ไอ้ฟาย" เขาขำเพื่อนก่อนที่จะขับรถออกไป ทีแรกคิดจะย้อนกลับไปเอาเื่กับร้านคาร์แคร์แต่ก็เปลี่ยนใจ เขาขับรถกลับไปยังที่พักริมคลองเข้านอนโดยไม่ได้เรียกจุ๋มเพราะค่อนข้างดึกมากแล้ว
ตื่นมาตอนเช้าเขาก็ออกไปตลาดนั่งกินกาแฟที่ร้าน สังเกตุการณ์ว่ามีอะไรผิดปกติแถวนั้นหรือไม่ บ่ายๆกลับเข้าบ้านเห็นจุ๋มกับกระแตนั่งคุยกันที่ระเบียงริมคลองหน้าบ้านของกระแต "คุณจุ๋ม" เขาเรียกแล้วกวักมือเธอก็เดินจากบ้านเพื่อนมาหาเขา "มีอะไรหรือเปล่าคะ" เขาพยักหน้าแล้วเดินนำหน้าเข้าบ้านๆไป เธอก็เดินตามมาติดๆ ขุนเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้เธอฟังและบอกเธออย่าส่งเสียง ก่อนที่จะหยิบของทั้งหมดมาเปิดและวางเรียงให้ดู พอเธอดูหมดทุกอย่างแล้วเขาก็เก็บเข้าที่ทั้งหมด เพราะแค่ให้เธอดูโดยไม่อธิบายเธอก็คงไม่เข้าใจ แต่จะอธิบายตอนเปิดของให้ดูก็ไม่ได้เพราะเอาเครื่องดักฟังออกมาด้วย เมื่อเก็บของเรียบร้อยแล้ว "ผมเชื่อว่านายอำนาจไม่รู้เื่นี้ คืนก่อนผมเจอไอ้รินมันเล่าให้ผมฟังเื่ที่มันไปยิงคุณ มันบอกว่านายอำนวยเป็คนสั่ง ผมสงสัยว่าทำไมนายอำนวยถึง้าเก็บคุณด้วย" เธอส่ายหน้าเพราะเธอเองก็ไม่เคยรู้อะไรมาก่อนเหมือนกัน "เดี๋ยวคุณออกไปกับผมแป๊บนะครับ เอารถคุณไป" เธฮพยักหน้าแล้วทั้งสองก็พากันเดินไปที่รถเบนซ์คันงามนั่น "จุ๋มนั่นแกจะไปไหน" กระแตนักข่าวสาวะโถาม จุมหันมองหน้าขุนแล้วก็หันไปทางเพื่อนสาว "แกไปกับชั้นแป๊บสิ" ... "ไปไหน" นักข่าวสาวถามกลับ "ไปก่อนเดี๋ยวบอก เร็ว" กระแตทำหน้างงๆแต่ก็เดินไปขึ้นรถโดยดี ขุนขับรถไปจอดข้างทางเปิดประตูลงไปหยิบกล่องจีพีเอสที่ซ่อนไว้ แล้วขับต่อไปอีกไกลจากที่พักมากพอสมควร ถึงสะพานข้ามคลองเขาก็โยนจีพีเอสทิ้งลงน้ำแล้วขับต่อไป จอดอยู่ข้างถนนแล้วบอกว่าจะทำอะไรต่อไป กระแตซึ่งก็พอรู้คร่าวๆแล้วจากคำที่จุ๋มเล่าให้ฟังตลอดทาง เขาบอกให้ทุกคนเงียบถ้าเขาถามแล้วค่อยตอบ พอเขาเปิดเครื่องกล่องเครื่องดักฟังแล้ว ก็เอามือถือที่เคยเชื่อมติดกับซีโฟร์ออกมาด้วย "คุณจุ๋มหิวข้าวหรือยังครับ" ตามแผนคือถามแล้วค่อยตอบ "หิวแล้วค่ะ" สิ้นเสียงตอบของจุ๋มมือถือเครื่องนั้นก็ดังขึ้นขุนกดรับทันที "มึงโทรหาพ่อทำไมลูก" ต้นสายก็รีบวางหูทันทีที่ได้ยินเสียงตอบรับ คนทั้งสามที่อยู่ในรถก็หัวร่องอหายเหมือนไม่เคยขำอะไรแบบนี้มาก่อน ขุนพาสองสาวมาส่งบ้านแล้วบอกให้จุ๋มไปนอนบ้านของกระแต ส่วนเขาจะออกไปข้างนอกแต่ไม่ได้บอกว่าไปไหน และสั่งจุ๋มไว้ว่าห้ามโทรไปที่ร้านคาร์แคร์เด็ดขาด
เกือบๆสี่โมงเย็นเขาขับชิ๊กไบค์ออกไปเรื่อยๆแบบไม่รีบเร่ง รอเวลาให้ลูกค้าที่มาใช้บริการคาร์แคร์กลับหมดก่อน ขับมาถึงไฟแดงเขาก็เห็นรถเบนซ์สีขาวของนายบรรจงจอดติดไฟแดงอยู่ เขาเข้าไปจอดเทียบเอียงหน้าเหลือบตามองดูโดยไม่หันหน้าโดยตรงไปทางคนขับรถ ไอ้ริน พอไฟเขียงเขาก็ขับตามรถคันนั้นไปห่างๆ ยังไม่มือดเลยแล้วไอ้รินมันไปเอารถไอ้บรรจงมาได้ยังไง เพราะปกติแล้วไอ้บรรจงมันจะเข้าไปที่ร้านตอนมืดๆ เขาสงสัยแต่สายตาก็ไม่ละจากรถเบนซ์ที่วิ่งอยู่ข้างหน้า มันตบไปเลี้ยวลงทางใต้สะพานกลับรถแต่มันไม่ได้กลับรถ มันเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเล็กๆเลียบชายคลอง ขุนชะลอรถแล้วเอารถจอดเข้าพงหญ้าข้างทางถอดหมวกกันน็อควางไว้บนเบาะรถ เขาเดินไปเกือบถึงซอยข้างคลองแล้วย่ำเท้าบุกพงหญ้าเข้าไป ไม่กล้าที่จะเดินไปตามทางในซอยนั้นเดิมทีไม่เคยมีซอยมาก่อน แต่เป็คนที่ชอบตกปลาวิ่งเข้าออกบ่อยๆจึงเป็เหมือนซอยเล็กๆทั่วไป เดินบุกหญ้าที่สูงท่วมหัวไปได้สักพักก็เห็นรถเบนซ์สีขาวจอดนิ่งอยู่ เขาซุ่มดูอยู่นานก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง รถยังคงจอดนิ่งไม่มีการขยับอีกเสียงเครื่องก็ไม่ได้ยินคงดับเครื่องไปแล้ว เขาค่อยๆเดินเข้าไปทีละก้าวช้าๆ "มึงเป็ใคร ตามกูมาทำไม" เสียงไอ้รินดังอยู่ข้างหลังขุนยกมือขึ้นทั้งสองข้าง "กูก็แค่ตามมาดูมึงว่าเล่นอะไร" เป็เสียงที่มันคุ้นหู "กูบอกแล้วไงว่ามึงอย่ายุ่ง" ขุนค่อยๆหันหน้ามาทางมันโดยที่มันเองก็ไม่ขัดข้องที่เขาจะหันมา "กูเอามือลงได้หรือยัง กูก็ไม่ได้อยากยุ่งกับมึงหรอก" รินรู้ดีว่าขุนไม่ใช่ศัตรูก็เอาปืนเหน็บเข้าที่เอว "มันตายแล้วกูรอให้มืดสักหน่อย แล้วกูจะเผามันทั้งรถมึงแจ้งตำรวจกูก็ไม่ได้ว่า ถ้ามึงคิดจะเป็ศัตรูกับกู" ขุนส่ายหน้า "กูไม่อยากมีศัตรูเพิ่มแต่กูอยากรู้ว่ามันพกอะไรติดตัวบ้าง" เขาบอกมัน "ถ้ามึงอยากได้เงินของมันก็เอาไปกูยกให้" มันบอกโดยที่ไม่สนใจเงินเพราะมัน้าแค่ชีวิตของนายบรรจงเท่านั้น "ไม่ เงินสกปรกนั่นกูไม่สนแต่กูอยากรู้ว่ามันมีบัตรอะไรบ้างหรือเปล่า" ขุนตอบไปตามตรงรินเปิดกระเป๋านายบรรจง ที่ดึงออกมาก่อนหน้านี้มันดึงบัตรออกไปหนึ่งใบ "กูเอาบัตรเรือสำราญใบบเดียวพอ ที่เหลือมึงเอาไปเถอะแล้วรีบไปซะ" รินโยนกระเป๋าให้ขุน เขาเปิดดูแล้วดึงบัตรเรือสำราญอีกสี่ใบในกระเป๋าออกมาโยนกระเป๋าคืนให้ริน "กูขอแค่บัตรเรือก็พอที่เหลือแล้วแต่มึง" รินรับกระเป๋าแล้วมองหน้าขุนนิ่ง "กูไม่รู้ว่ามึงจะเอาบัตรเรือไปทำไม แต่ถ้ามึงขึ้นเรือก็ต่างคนต่างไปไม่เกี่ยวกัน" ขุนยักไหล่ไม่ตอบอะไรก่อนจะเดินกลับไปทางเดิม เขาขับบิ๊กไบค์ย้อนกลับไปขึ้นสะพาน ขับช้าๆแล้วมองลงไปตรงที่รถเบนซ์คันนั้นจอดอยู่ เห็นไฟลุกท่วมและเห็นเงาคนลางๆวิ่งเข้าพงหญ้าหายไป ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ทำมันไม่ถูกกฎหมาย แต่ตอนนี้เขาเองก็กำลังปฏิบัติการนอกกฎหมายอยู่ก็ต้องตัดใจ เพราะบางครั้งจะล้มโจรที่มีอิทธิพลมากๆ ก็ต้องใช้วิธีของโจรปล้นโจรมันถึงจะทำได้ดีกว่าทำตามกฎเกณฑ์
ทุ่มตรงเขาก็มาจอดรถบิก๊กไบค์ อยู่ที่หน้าร้านอาหารตามสั่งใกล้ๆคาร์แคร์ เขาสั่งอาหารแล้วก็น้ำอัดลมมาหวังกินฆ่าเวลาไปพลางๆ สายตาก็มองไปทางร้านคาร์แคร์เป็ระยะ นั่นมันไอ้ชัยนี่หว่า มันมาจากเหนือั้แ่เมื่อไหร่ทำไมไม่เห็นโทรบอกกันบ้างเลยไอ้เวร เมื่อสายตามองไปเห็นเพื่อนซี้เดินอยู่ในร้านคาร์แคร์ เขาก็ดึงมือถืออกจากกระเป๋ากางเกงกดโทร "ว่าไงวะขุน" ปรโยคที่คุ้นเคยกันดีเวลารับสาย "เออไม่มีไร มึงทำไรอยู่วะตอนนี้" เขาถามเพื่อน "กูเอารถมาล้างว่ะในกรุงเทพฯนี่แหละ ว่าจะโทรหามึงอยุ่เหมือนกัน" ขุนยิ้มที่เพื่อนไม่ปิดบังเขา "ดีนะที่มึงบอกตรงๆ ขืนถ้าโกหกมึงโดนกูกระทืบแน่" ชัยทำหน้างงเล็กน้อยมองออกไปนอกร้านไม่เห็นใคร ก็มองในร้านไปทั่วก็ไม่เห็นเพื่อนที่ดทรมาอีก "มึงอยู่ตรงไหนวะ" สมกับเป็เพื่อนที่รู้ใจกันแค่พูดอะไรสะกิดหูนิดเดียวก็เข้าใจได้ "มึงเดินออกมาเลี้ยวขวาที่หน้าร้านอาหารตามสั่ง เดินออกมาเลย" พูดจบก็วางหูโดยไม่รอรับฟังคำใดๆอีก ชัยก็เดินออกมาตามที่เพื่อนบอกแล้วเดินไปนั่งโต๊ะข้างๆที่ใกล้กัน เขาลงนั่งแล้วสั่งน้ำอัดลม "มึงขึ้นมาทำอะไรวะ แล้วที่นั่นล่ะ" ขุนถามก่อนที่น้ำอัดลมจะมาเสิร์ฟ "กูขึ้นมาลาออกจากตำรวจ" เป็คำตอบที่ขุนแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่่า คำๆนี้จะออกมาจากปากของเพื่อนที่รักอาชีพตำรวจที่สุด "มึงอย่ามาตลกกับกู" คำห้วนๆที่ไม่ใช่คำถามหรือคำตอบ "เื่มันยาว แล้วกูจะเล่าให้ฟังทีหลัง" น้ำอัดลมมาเสริ์ฟพร้อมน้ำแข็งเปล่าอีกหนึ่งแก้ว ขุนก็ลุกขึ้นควักเงินจ่ายค่าข้าวค่าน้ำ ก่อนเดินออกจากร้านก็บอกเพื่อนทิ้งท้าย "แล้วกูจะโทรหา ตอนนี้กูขอไปทำธุระก่อน" พูดจบขุนก็เดินไปขึ้นคร่อมบิ๊กไบค์ขับออกไป สักพักใหญ่ๆเขาก็ขับวกไปทางคาร์แคร์ เห็นว่าคาร์แคร์ปิดแล้วเขาก็ขับเลยไปจอดที่หน้าร้านสะดวกซื้อใกล้ๆบริเวณนั้น
ขุนซื้อเบียร์กระป๋องมานั่งกินรอเวลาสักพัก มองซ้ายมองขวาไม่มีใครสนใจใครแถวนั้น เขาก็สวมแมสแล้วเดินเลี่ยงๆไปยืนอยู่ที่หน้าร้านคาร์แคร์ เส้นลวดที่เตรียมไว้ก็ถูกดึงออกจากกระเป๋ากางเกง เขาจัดการกับแม่กุญแจประตูเหล็กออกอย่างง่ายดาย จะว่าเป็นักงัดแงะมืออาชีพก็คงจะไม่ผิดนัก เขาค่อยๆก้าวเดินเข้าไปในร้านอย่างระมัดระวัง "โอ๊ยยย ผมไม่รู้เื่ เขาแค่มาเอารถผมก็ให้กุญแจไปไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น" มีเสียงร้องออกมาจากอ๊อฟฟิซ ฟังไม่ค่อยชัดเท่าไหน่เพราะมีประตูกระจกปิดอยู่ ขุนรีบเข้าไปยืนชิดกับกำแพงผนังด้านนอกอ๊อฟฟิซ "มึงบอกอะไรกับไอ้คนที่มารับรถ ถ้ามึงไม่สารภาพมาดีๆ คืนนี้อีหมวยลูกสาวมึงจะต้องได้ผัวพร้อมกันในคืนเดียวแล้วว่ะ บอกมาตรงๆเดี๋ยวนี้" เสียงขู่คำรามของคนที่กำลังจับคอเสื้ออาเฮียเ้าของร้านคาร์แคร์ "ผมไม่ได้บอกอะไรเลยจริงๆ พอเขามารับรถผมก็แค่ส่งกุญแจรถให้แล้วเขาก็ขับออกไป" อาเฮียพยายามพูดความจริงแต่พวกนั้นไม่เชื่อ มันก็อัดหมัดเข้าชายโครงไปหนึ่งที อึ้ก "โอ้ย ผมกลัวแล้วอย่าทำอะไรผมเลย" ฉาด มันตบหน้าอาเฮียอีกที "มึงไปลากอีหมวยนั่นมา กูจะจับมันทำเมียต่อหน้าพ่อมันนี่แหละ" ไอ้ตัวหัวหน้าหนวดเฟิ้มหันไปสั่งลูกน้องมันเสียงดัง "ครับพี่" มันรับคำสั่งแล้วเดินออกจากอ๊อฟฟิซไปทางหลังบ้าน "อย่าทำลูกสาวผมเลยครับ อียังเด็กมาก จะเอาเงินเท่าไหร่ผมก็ยอม อย่าทำลูกผม" อั้ก เสียงหน้าแข้งกระทบสีข้างอาเฮียเต็มแรง ถึงกับร้องไม่ออกเพราะความจุกเสียงไปทั้งชายโครง ขุนย่องตามไป้คนที่เดินออกไปเพื่อจะพาอาหมวย มาให้ลูกพี่มันทำปู้ยี่ปู้ยำต่อหน้าพ่อของตัวเอง เขาตามไปแอบอยู่ที่มุมมืดใกล้ครัวที่อาหมวยและแม่ถูกคุมตัวอยู่ เขาเห็นอาหมวยและแม่ของเธอกำลังนั่งหงออย่างหวาดกลัว ไอ้คนที่คุมอยู่แสยะยิ้มเอามือลูบขาอาหมวยไปมา "เฮ้ย มึงคิดจะแดกก่อนลูกพี่หรือไงวะ เดี๋ยวเถอะมึง" ไอ้คนที่จะเข้าไปพาอาหมวยส่งให้ลูกพี่มันตวาดลั่น "กูก็ไม่รู้นี่หว่าว่าลูกพี่จะเอาคนไหน ถ้าเอาลูกกูจะได้เอาแม่มันทั้งหน้าตาทั้งหุ่นสุดยอดว่ะ" ไอ้คนที่จะมาพาอาหมวยไป "แม่มันก็ไม่ได้โว้ยลูกพี่บอกว่าจะเอาไปทำเมียสวยๆแบบนี้ลูกพี่ชอบ ส่วนอีหมวยนี่ลูกพี่ขอเปิดบริสุทธิ์ทีเดียว จากนั้นพวกเราเอาต่อ ฮ่าๆๆๆ" ทั้งอาหมวยและแม่ต่างก็ใกลัวในคำที่มันพูด ขุนสบถในลำคอ สัตว์นรก แล้วก็วิ่งเข้าไปะโถีบหลังไอ้คนที่จะเข้าไป จับแขนอาหมวยเต็มแรงสองตีน พลั่ก มันผวาหน้าพุ่งไปทางเพื่อนมันจนล้มลุกคลุกคลานไปทั้งคู่ ขุนไม่รอช้าก้าวขาเข้าไปเตะไอ้คนอยู่ใกล้สุดเต็มแรง พลั่ก มันไม่ทันได้ร้องก็หลับไปก่อน อีกคนที่คุมสองแม่ลูกอยู่ตอนแรกพยายามจะลุกขึ้นมาสู้ ปึ้ก เข่าลอยเข้าเต็มลิ้นปี่มันทรุดตัวลงอีกครั้งในท่าคุกเข่า ขุนเตะซ้ายเข้าห้ามันเหมือนนักฟุตบอลกำลังเตะแบบวอลเล่ย์ พลั่ก กร๊อบ เสียงกรามมันหักได้ยินได้อย่างชัดเจนหลับกลางอากาศทันที แล้วเขาก็หันไปทางแม่ของอาหมวย "ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมมาช่วยพวกคุณ" อาหมวยและแม่ของอาหมวยพยักหน้าพร้อมกัน "เดี๋ยวเจ๊วิ่งไปที่อ๊อฟฟิซ ไปะโบอกเฮียให้ไปช่วยอาหมวยที่ ไอ้สองคนนั่นมันกำลังจะข่มขืนอาหมวย ไปะโตามที่ผมบอกนะ" อีเจ๊แม่อาหมวยทำท่ากลัวเหมือนจะไม่กล้าไป "ถ้าเจ๊ไม่กล้า ผมก็ช่วยอะไรเจ๊ไม่ได้นะครับ อย่างนั้นเจ๊ก็ต้องทำใจปล่อยให้ผัวเจ๊ตายในนั้นไปเหอะ ผมไปละ" ขุนพูดเหมือนไม่เอาด้วยแล้วอีเจ๊กลัวว่าผัวจะตายก็รีบรับปากทันที "ไปจ้ะฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ" ขุนบอกให้อาหมวยไปหลบอีกที่เผื่อการผิดพลาด "เฮีย เฮีย ช่วยด้วยไอ้สองคนนั้นมันกำลังข่มขืนอาหมวย ช่วยอาหมวยด้วยฮือๆ" ะโเสร็จอีเจ๊ก็รีบวิ่งกลับโดยไม่หันไปมองว่าจะมีใครตามมาหรือเปล่า "ไอ้ระยำสองตัวนั่นบังอาจตัดหน้ากูรึ" ไอ้ตัวหัวหน้ามันโมโหจัดที่ลูกน้องคิดจะเปิดบริสุทธิ์อาหมวยก่อนมัน มันรีบเดินออกไปทันทีขุนซึ่งยืนรอจังหวะอยู่แล้ว เสียงฝีเท้าคนวิ่งมาทางที่เขายืนอยู่กอรปด้วยแสงไฟจากอ๊อฟฟิซ ยิ่งทำให้เห็นเงาคนด้วยความมั่นใจเต็มร้อยกะดอกเดียวหลับ พอเงาและเสียงมาถึงจุกที่ต้องพิฆาตเขาเหวี่ยงหน้าแข้งซัดเข้าเต็มแรง พลั่ก "โอ๊ยย กูเองขุน"
โปรดติดตามตอนต่อไป ( ตอนที่ 9 )
.