“อยู่โรงเรียนเห็นเวลาว่างแอบเอาเกมไปลงในเครื่องคอมที่โรงเรียนเล่นกัน จนครูเคยจับได้ เขาเก่งคอมครับนะน้า ครูตั้งค่าอะไรไว้ในเครื่อง แว่นแก้ได้หมด ผมยังนึกเลยว่าอนาคตเขาน่าจะเรียนทางคอมพิวเตอร์”
แม่มองหน้าทุกคน แล้วพูด “ไม่นะ แม่เคยขอเข้าไป เห็นเขาไม่เปิดคอม มองแต่หน้าจอ
โทรศัพท์ แม่ยังกลัวจะบ้า ชวนคุยชวนไปเที่ยวชวนไปหาอะไรอร่อยๆ กินนอกบ้าน แต่แว่นไม่เอาเลยบางทีแม่แอบได้ยินมันพูดคนเดียวในห้อง แว่นมันชอบคุยคนเดียว นั่งพูดกับตัวเองค่ะครู” แม่บอกแล้วถอนใจเสียงดัง
พศินหันไปพูดกับอนุชิตและท็อป“เป็แบบนี้ที่ห้องที่โรงเรียนมั้ย”
“เป็พี่”อนุชิตกับท็อปพูดพร้อมกัน
นิอรเงียบมานาน เธอพูดขึ้นบ้าง“หนูเห็นกินก๋วยเตี๋ยวโต๊ะเดียวกับหนู แต่ไม่ได้คุยกันเลย จู่ๆ ไม่นานก็ตกจากตึก ไม่มีคนเห็นเข้าโรงเรียนด้วย”
“แว่นออกจากบ้านั้แ่เช้าแล้วหนู” แม่บอก
“มันมาถึงโรงเรียนแต่เช้า ผมยังคุยกับมันเลย” อนุชิตพูด
“คุยเื่ไร”พศินถาม
“พรีเมียร์ลีกเมื่อคืน”
“แล้วมันออกไปกินก๋วยเตี๋ยวตอนไหน ทำไมเข้าโรงเรียนเร็วจัง เหมือนหายตัวได้” นิอร
สงสัย
พศินเห็นเป็โอกาสรีบพูด “เื่นี้แหละที่พวกเราสงสัยครับแม่” พศินขยับตัว “คืออย่างนี้ครับ
น้า มีคนเห็นแว่นโบกมือให้ในเวลาเดียวกันเพื่อนอีกคนก็นั่งกินก๋วยเตี๋ยวโต๊ะเดียวกันกับแว่น”
“หนูนั่งกินก๋วยเตี๋ยวกับแว่น” นิอรยกมือ
“ผมกับท็อปโบกมือตอบกับแว่น” อนุชิตยกมือแสดงตัว
พศินพูด“ผมเช็คเวลาดูแล้ว คลาดไปก็คงไม่กี่นาที แล้วถ้าห่างกันมากๆ ก็ยังไม่มีคน
เห็นแว่นเดินเข้าโรงเรียน ถ้ากินก๋วยเตี๋ยวเสร็จนะแม่ เพราะเวลานั้นตอนเย็นแล้ว ประตูเปิดเหลือแต่หน้าโรงเรียนประตูเดียว กลุ่มอื่นทยอยกลับกันหมดไปแล้ว กินก๋วยตี๋ยวแล้ววิ่งไปบนตึก ยังไงก็ไม่น่าทันและต้องมีคนเห็นแน่ๆ แต่นี่ไม่”
“สินเธอสงสัยอะไร” อาจารย์ชื่นจิตถามในที่สุด “เอาให้ตรงประเด็น”
“ผมยังตอบครูไม่ถูก แต่ผมรู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้” พศินพูด“มันเหมือนมีแว่นสองคนในเวลา
เดียวกัน”
่เวลาเดียวกันที่นักเรียนชั้นมัธยมสี่ของโรงเรียนนี้คนหนึ่งชื่อ 'เน็ต' กำลังเดินในตลาดนัด พ่อของเด็กไปด้วยเห็นลูกชายซึ่งขอแยกไปเดินดูของกำลังเลือกซื้อแผ่นซีดีเกมรู้สึกโกรธทั้งๆ ที่ตนเองห้ามแล้วห้ามอีก แต่ตอนนั้นตนเองกำลังเลือกปลาและส่งรอให้แม่ค้าชำแหละจึงเดินไปต่อว่าลูกชายไม่ได้ เมื่อได้ปลามาหิ้วในมือ หันไปดูลูกชายตนก็หายไปจากแผงซีดีเกมแล้ว
จนกระทั่งลูกชายเดินเข้ามาถาม“หาอะไรหรือพ่อ”
คนเป็พ่อใ “ ใหมดเลย หาเอ็งน่ะสิพ่อบอกแล้วไง เล่นแต่เกม หัดอ่านหนังสือมั่ง หน้าที่ของเอ็งตอนนี้คือเรียนหนังสือ”
“อะไรพ่อหนูไม่เข้าใจ จู่ๆ พ่อก็มาว่าหนูแบบนี้”
“ก็ตะกี้พ่อเห็นเอ็งยืนเลือกแผ่นซีดีเกมไอ้ร้านที่เอ็งเคยซื้อบ่อยๆ น่ะ” พ่อเท้าสะเอวพูด
“ผมไม่ได้ไปนะพ่อตะกี้ผมไปซื้อกุ๋ยช่ายฝากพ่อนี่ไง ของชอบของพ่อไม่ใช่หรือ”พูดพลางยกถุงหิ้วแสดงให้พ่อดู
“เอ็งอย่ามาทำเป็โกหกพ่อพ่ออาบน้ำร้อนมาก่อนเอ็ง” คนเป็พ่อไม่พอใจ
“โธ่พ่อผมจะโกหกพ่อไปทำไม” เด็กหนุ่มพูด “ไม่เชื่อไปถามที่ร้านขายกุยช่ายได้เลยผมยืนรอคิวเค้าตั้งนาน คนมันเยอะ สิบห้านาทีมั้งนี่ถ้าไม่คิดว่าพ่อชอบผมไม่รอหรอกนะ”
พ่ออ่อนลง“แล้วถ้าไม่ใช่แกที่พ่อเห็นที่ร้านแผ่นเกม แล้วหมาที่ไหน”
“ผีมั้ง”
“ตลกผีกลางวันแสกๆ นี่นะ”
จากนั้นตอนค่ำเด็กหนุ่มกำลังเดินข้ามถนนไปหาเพื่อนที่บ้านอยู่อีกฝั่งถนน ระหว่างเดินสวนข้ามถนนบนทางม้าลาย แม้ในความเร่งรีบนั้น เด็กหนุ่มเห็นตัวเองหรืออย่างน้อยก็คนหน้าตาคล้ายตัวเองกำลังเดินสวนมา ไม่พอ! เด็กคนนั้นยังยิ้มให้อย่างยียวนอีกด้วย ตอนแรกนึกว่าตัวเองตาฝาดไป แต่เมื่อหันหลังก็ยังเห็นคนที่หน้าตาเหมือนตนเองยักคิ้วให้
กลับมาที่บ้านรีบเล่าให้พ่อที่กำลังสนใจข่าวในโทรทัศน์ฟัง “พ่อ ผมเห็นคนหน้าตาเหมือนผมยังกะปั้มล่ะ ตะกี้นี้เอง”
“อะไรของแกดูหนังมากไปหรือเปล่า”
“เปล่าพ่อจริงๆ นะ มันยังทำหน้ากวนๆ ใส่ผมอีก”
พ่อทำหน้าไม่เชื่อแล้วสนใจโทรทัศน์ตรงหน้าต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้นในห้องเรียน เด็กหนุ่มคนนี้ที่ชื่อเน็ต ได้เล่าเื่นี้ให้เพื่อนร่วมห้องฟัง อนุชิตกับท็อปสนใจเื่นี้มาก
“แกว่าเื่มันคล้ายๆกับเื่ของไอ้แว่นมั้ย” ท็อปว่า
“กูไม่แน่ใจนะไอ้เน็ตมันเห็นคนที่เหมือนมัน มันเห็นคนเดียว แต่ไอ้แว่นนี่เราเห็นกันหลายคนมาก” อนุชิตตอบ
เวลานั้นเองที่เน็ตเดินเข้ามาอนุชิตจึงถามเื่นี้อีกครั้ง
ดูเหมือนเน็ตจะไม่ค่อยพอใจ “จริงนะกูไม่ได้โม้” เน็ตเสียงดังจนคนอื่นในห้องหันมามอง
“พูดเบาๆก็ได้” อนุชิตพูดเสียงอ่อยๆ “ใจเย็นๆกูไม่ได้ว่ามึงโม้เลย กูสนใจเื่นี้ต่างหากถึงได้ถามมึง”
เน็ตพูดเสียงยานคาง “เอ่อๆๆกูก็ไม่ได้ว่าอะไร ว่าแต่ไอ้แว่นก่อนตาย พวกมึงเห็นมันโบกมือให้จริงๆ หรือ”
“จริงสิพี่นิอรก็เห็น แต่แกเห็นว่านั่งกินก๋วยเตี๋ยวโต๊ะเดียวกับแกด้วยซ้ำ”
“เห็นมั้ยเื่นี้พูดไป คนก็ไม่ค่อยเชื่อ มึงเข้าใจกูไหม”
“เข้าใจ”อนุชิตลากเสียงยายคาง
“แต่เื่กูก็แค่หนุกๆพอคนไม่เชื่อ กูชักไม่เชื่อเข้าไปแล้วสิ” เน็ตหัวเราะ “มึงทำไมสนใจเื่กูนัก”
“ไม่มีอะไรอาจจะเพราะว่าบังเอิญมั้ง” ท็อปตอบ “มันคล้ายๆ กัน”
“ไม่คล้ายล่ะที่กูเห็นเหมือนยังกะเป็แฝดกูเลย” เน็ตโบกมือ
“เอ่อ ใช่แฝด อย่างไอ้แว่นต้องเรียกแฝดผี ฮ่าฮ่าฮ่า” ท็อปที่ฟังเพื่อนสองคนพูดมานานหัวเราะ
ท็อปขัดเพื่อน “ทำเป็หัวเราะไปมึงไม่กลัวผีหรือ”
“ใครไม่กลัวมั่งเื่ผีๆ ไม่ใช่กูล่ะ” อนุชิตทำหน้าเบ้
ท่ามกลางความสงสัยนั้น ในร้านฟาสต์ฟู้ดที่ทั้งสองนัดพบกัน รวิวารพูดกับพศิน “ทำไมเธอถึงสนใจเื่แว่นนัก”
“เราอยากช่วยน้าเค้า สงสาร”
“พวกเราจะช่วยอะไรเค้าได้”
“ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย”
“มันไม่ใช่เื่ของพวกเรานะ วิหมายถึงเราเด็กๆ จะไปทำอะไรได้”
“ก็ไม่เห็นผู้ใหญ่กว่าพวกเราจะทำอะไร”
“ตำรวจคงทำอยู่มั้ง แต่เราไม่รู้”
“พ่อของแว่นไปตามเื่ที่โรงพัก ตำรวจก็บอกว่ารอหมอสรุปมา กลายเป็อย่างนั้นไป” พศินเริ่มเสียงแข็ง
รวิวารทำหน้าไม่ค่อยพอใจนัก “แล้วสินจะให้ตำรวจเขาทำอะไรล่ะ”
“อย่างน้อยก็ไม่นิ่งเฉย ไม่ทำอะไรแบบนี้”
“ก็เขารอหมอไงอาจจะเป็ว่าแว่นพลัดตกลงมาเอง ไม่มีใครทำ หรือไม่ก็ฆ่าตัวตาย” รวิวารสรุป
“แล้วเมื่อไหร่”
“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ตำรวจเขาก็มีงานอื่นของเขา หมอเขาก็มีงานอื่นของเขา”
“วิพยายามพูดมาทั้งหมดให้เราเลิกยุ่งเื่นี้ใช่ไหม” พสินเริ่มหมดความอดทนเขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนั้แ่คบกับเธอ
รวิวารยืนขึ้นพูด “ยุ่งแล้วจะมีอะไรดีขึ้น”
พศินไม่ตอบในทีแรก ถอนใจและมองเข้าไปในดวงตาของรวิวาร ก่อนจะเอ่ยขณะค่อยๆยืนขึ้น “เราเห็นแว่นมาั้แ่เล็ก เราสงสารพ่อแม่แว่น เราอยากตอบคำถามของครูชื่นจิตด้วย ที่สำคัญเรารู้ว่าเราคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไร”พศินอธิบาย
รวิวารมีท่าทีปฏิเสธคำพูดของพศิน
พศินยังอยากพูดต่อ “ถูกของวิ แว่นอาจจะพลัดตกมาเอง หรือตั้งใจฆ่าตัวตายเสียด้วยซ้ำ แต่อย่างที่บอกมันก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไร” พศินย้ำในตอนท้ายอีกครั้ง
รวิวารนั่งลง แต่ไม่พูด เบือนหน้าไปทางอื่น
พศินเหมือนพูดกับตัวเอง “มีแว่นสองคนในเวลานั้นหรือ” พศินถามกับตัวเองกับคำถามที่ครูชื่นจิตเคยถาม
เวลานั้นเองที่มีสายเรียกเข้าจากอนุชิต
“พี่สินมีเื่คล้ายๆ กับแว่นล่ะพี่” อนุชิตพูดขึ้นทันทีในสาย
“เป็ยังไง”
“เพื่อนห้องเดียวกับผมชื่อเน็ต มันบอกว่ามันเห็นคนหน้าตารูปร่างเหมือนมันเปี๊ยบตอนเดินข้ามถนนสวนกัน”
“มีเื่แบบนี้ด้วยหรือ”
“ผมไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเื่ของแว่นด้วยหรือเปล่า ผมหมายถึง”
“ชิตกำลังบอกพี่ว่าแว่นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวกับแว่นบนตึกเป็คนละคนกัน”
“ประมาณนั้นพี่”
“พี่นิอรบอกพี่หรือยังว่า ไอ้แว่นมันก็เคยพูดเื่เห็นคนหน้าตาเหมือนตัวมันเองกับแม่มันหนหนึ่ง”
“อ้าวเหรอ ทำไมน้าเค้าไม่บอกพี่”
“อันนี้ผมไม่รู้แต่น้าของพี่บอกว่า ไม่เชื่อที่แว่นพูด คิดว่ามันพูดเพ้อเจ้อ เพราะไอ้ความที่มันมุมานะเรียนมากเกินไป”
“พี่นิอรโทรพอดีแป๊ปนะพี่ เดี๋ยวผมโทรกลับ” อนุชิตว่า
สักครู่อนุชิตก็โทรกลับ เขาพูดในสายทันทีว่า “พี่นิอรบอกว่า แว่นมันเคยพูดเื่เจอคนหน้าตาเหมือนมันกับเพื่อนห้องอื่นด้วย แต่ไม่มีใครเชื่อมัน”
“พวกนายก็สนใจเื่แว่นมากขนาดนี้เลยหรือ”
“ผมอยากรู้น่ะพี่พี่อรเขาก็คงเหมือนกัน”
“อืมม์” พศินรับคำ จากนั้นทั้งสองก็วางสาย พศินแปลกใจที่ทำไมนิอรสนใจเื่นี้ด้วย
หลายวันล่วงไป เื่ราวเหมือนจะเงียบไปราวกับไม่เกิดมาก่อน แต่นิอรเองกลับเจอแต่เื่แปลกๆ
เอ๊ะ.. ใครมาเดินตามหลังนะ
เธอรู้สึกเหมือนมีคนเดินตามมาข้างหลังในระยะประชิดแต่เมื่อหันไปมองเต็มๆ ตาก็ไม่เจอใคร
เอ๊ะ...เสียงอะไรนั่น
บางทีตอนเดินอยู่คนเดียวเธอจะได้ยินเสียงก้าวเท้าที่เหลื่อมกับจังหวะการก้าวของตัวเองอยู่นิดหน่อยตามมาด้านหลัง
หลายครั้งทำให้เธอคิดว่าเพื่อนบางคนแอบเดินตามมาเพื่อจะแกล้งให้เธอใ แต่ทุกครั้งที่หันไปก็พบเพียงความว่างเปล่า
นิอรเริ่มกังวล เริ่มกลัวเธอไม่ได้บอกอนุชิต พศินหรือใครๆ เธออยากหาคำตอบด้วยตัวเอง เมื่อเื่ราวของแว่นและเน็ตที่เธอได้ยิน ทำให้เธอยิ่งสนใจเื่นี้มากขึ้น
จะมีฉันอีกคนหรือเปล่านะ นิอรอดถามตัวเองไม่ได้
เพราะในบางครั้งหางตาของเธอจะเห็นใครบางคนนั่งอยู่ใกล้ๆ หรือแม้แต่เสียงพูดพึมพำบางอย่าง แต่ก็ไม่มีใครอีกเช่นกัน
พูดไปใครจะเชื่อเดี๋ยวหาว่าเราเพี้ยน มองเราเป็ตัวตลกอีก เื่แบบนี้หากเป็คนที่เชื่อเื่ผีสางอาจนึกกลัวจนเตลิดเปิดเปิงไปแล้ว
แต่นิอรเป็คนที่เชื่อในเื่เหตุผลมากกว่า อย่างน้อยเธอก็พยายามบอกตัวเองอย่างนั้นใช่