
พวกเขานำร่างของหญิงสาวมาฝังไว้ที่ศาลเ้าแห่งหนึ่งใกล้กับแม่น้ำคันดะบรรยากาศของศาลเ้าเงียบสงัดและศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางแสงไฟจากโคมที่ส่องสว่างเป็แสงสีส้มอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศดูเศร้าและลึกลับเสาโทริขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ตรงทางเข้าประดับด้วยตะเกียงที่ส่องแสงสะท้อนกับพื้นหินที่เปียกชื้นจากหมอกยามค่ำคืน
ผู้คนที่ถูกช่วยไว้ต่างยืนอยู่รอบ ๆศาลเ้า บ้างยืนนิ่ง บ้างนั่งคุกเข่าด้วยความเคารพบรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงันที่ซ้อนทับด้วยความเศร้าโศก ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใด ๆมีเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านและเสียงน้ำที่ไหลเอื่อย ๆ จากแม่น้ำใกล้เคียง
“ถึงจะไม่รู้ชื่อแต่เราจะสวดภาวนาให้เธอได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี”
หนึ่งในชายที่เรย์ได้ช่วยไว้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจปนเศร้าหมองเขายกมือขึ้นพนม พร้อมกับสายตาของคนรอบข้างที่มองไปยังร่างของหญิงสาวซึ่งถูกวางไว้อย่างเรียบง่ายบนผืนดินที่เตรียมไว้เพื่อฝังร่างของเธอ
คนจำนวนมากที่ถูกช่วยไว้ต่างยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับหญิงสาวผู้จากไป
เรย์มองดูภาพนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายเขาไม่เคยรู้จักหญิงสาวคนนี้ แต่ความตายของเธอเป็สิ่งที่กระทบใจเขาอย่างมากดวงตาของเขาหม่นหมอง ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นพนมและหลับตาสวดภาวนาเงียบ ๆ ในใจขอให้ิญญาของเธอได้พบกับความสงบสุข และได้ไปสู่สถานที่ที่ดีกว่า
“แล้วพวกคุณจะทำยังไงกันต่อครับ”
เรย์ถามขึ้นหลังจากเสร็จพิธีศพซึ่งจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายคนจำนวนมากที่ถูกช่วยไว้ต่างยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับหญิงสาวผู้จากไป
“พวกเราจะเดินทางไปยังบรอดเวย์กันต่อเลยน่ะเดิมทีถ้าไม่ถูกจับตัวมาก่อน พวกเรามีแผนตั้งใจเดินทางไปที่นั่นกันอยู่แล้ว”
ชายคนที่เป็ผู้นำสวดตอบกลับ
“มันมีอะไรที่ย่านการค้านั่นเหรอครับ?”
เขาถามด้วยความสงสัย
“เราได้ข่าวมาว่ามีคนตั้งศูนย์อพยพไว้พวกเธอยังไม่เคยได้ยินเื่นี้กันเลยรึ”
ชายคนดังกล่าวพูดขึ้นด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ไม่ครับพวกเราไม่ค่อยได้พบเจอผู้คนสักเท่าไหร่”
“อืมเท่าที่ได้ยินมา พวกเขากำลังรวบรวมคน และเปลี่ยนย่านการค้านั่นให้เป็ป้อมปราการมีพร้อมทั้งอาหารและที่พักพิงปลอดภัยแถมได้ยินข่าวลือว่าพวกเขามีวิธีออกไปจากที่นี่ด้วย”
เรย์กับเคนจิต่างสบตากันทั้งคู่รู้สึกได้ถึงความน่าสงสัยและความสำคัญของข้อมูลนี้
‘มิน่า... รอบ ๆ เขตของพวกเขาถึงไม่ค่อยได้พบเห็นผู้คนสักเท่าไหร่’
คำบอกเล่าของชายคนดังกล่าวช่วยคลายข้อสงสัยให้กับพวกเขา แต่ก็มีข้อสงสัยใหม่เกิดขึ้นตามมา
“ออกไปจากที่นี่งั้นหรือครับหมายความว่าไง?”
“เอ่อ...ส่วนนี้ฉันก็ไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน ถ้ายังไงทำไมพวกเธอไม่มาพร้อมกับพวกเราเลยล่ะ”
เรย์ส่ายหน้าเป็เชิงปฏิเสธ
“พวกเรายังมีอีกหลายเื่ที่ต้องจัดการน่ะครับคงไปตอนนี้พร้อมพวกคุณไม่ได้”
เพื่อความปลอดภัยเขาหลีกเลี่ยงการพูดถึงที่ซ่อนและสมาชิกคนที่เหลือ
“งั้นเหรอน่าเสียดายนะแต่ยังไงฉันขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าพวกเธออย่าข้ามไปที่เขตชินจูกุหลังจากนี้เป็อันขาด”
“ชินจูกุ...ที่นั่นเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ?”
ชายที่ถูกถามนึกย้อนกลับไปภาพความทรงจำยังคงติดตา เหตุนองเืใจกลางเมืองกลิ่นคาวเืลอยอวลแสบจมูกในอากาศ บางคนถูกกินทั้งที่ยังมีชีวิต กรีดร้องจนสิ้นใจจำนวนผู้รอดชีวิตที่ลดลงเรื่อย ๆ ในค่ำคืนที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้าและน่าหวาดผวา
“ทั้งฉันและกลุ่มคนพวกเหล่านี้อีกหลายคนกว่าจะหนีเอาตัวรอดออกมาจากที่นั่นได้ก็สูญเสียไปหลายอย่างตอนนี้ชิจุกุเลวร้ายยิ่งกว่าขุมนรกเสียอีกฉันเห็นกับตาตัวเองเลยว่ามีซุ้มประตูโทริอิขนาดใหญ่ั์หน้าตาแปลก ๆโผล่ขึ้นมาใจกลางเมือง... และเ้าซามูไรพวกนั้นมันโผล่ออกมาจากประตูนั่นเป็กองทัพ”
เมืองนี้ เมืองของพวกเขาทุกคนย่อยยับแล้ว... โตเกียวกลายเป็เมืองที่์สาปส่ง ความรู้ซึ้งนั้นชัดเจนและกระแทกจิตใจของทุกคน
ชายคนดังกล่าวเล่าด้วยใบหน้าหมองคล้ำเมื่อต้องระลึกถึงเื่ที่ตนต้องเผชิญ
“เอ่อ...ประตูงั้นเหรอครับ!?”
เรย์คิดว่าคงไม่น่ามีอะไรทำให้เขาแปลกใจได้มากกว่านี้อีกแล้วแท้ๆ
“ใช่ตรงตามความหมายนั่นแหละ ทุกคนในที่นี้เป็พยานได้ว่ามันมีอยู่จริง ๆแถมมีเ้าพวกซามูไรนั่นออกมาเพ่นพ่านกันเต็มไปหมด แถวเขตนี้ยังถือว่าโชคดีนัก ที่จำนวนของพวกมันยังมีไม่มาก”
“เข้าใจแล้วครับขอบคุณสำหรับข้อมูลมากครับ”
เขาคิดว่าข้อมูลที่ได้รับมามีประโยชน์ต่อการตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างมาก
“เช่นกันขอบใจพวกเธออีกครั้ง ที่ช่วยพวกเราไว้ และต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถตอบแทนอะไรพวกเธอได้”
ชายคนดังกล่าวเอ่ยขอบคุณจากใจจริงโดยตัวเขาไม่เสียมารยาทคาดคั้นถามหาเหตุผลที่เด็กหนุ่มปฏิเสธแค่นี้ก็ถูกช่วยไว้มากแล้ว พวกเขาซึ่งเป็ผู้ใหญ่กว่ามีความละอายใจเกินกว่าจะรบกวนอะไรไปมากกว่านี้
เขายื่นมือออกมาให้เด็กหนุ่มทั้งคู่ประสานมือกันแน่น
“ไม่รบกวนพวกเธอแล้วระวังตัวด้วยล่ะ”
“พวกคุณก็เช่นกันรักษาตัวด้วยครับ”

“แกแน่ใจนะว่ารังของพวกมันซ่อนอยู่ที่นี่”
เสียงของชายที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้ากลุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเขายืนอยู่ท่ามกลางความมืด ล้อมรอบด้วยลูกน้องหลายคนทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเข้มเพื่อกลมกลืนกับบรรยากาศยามค่ำคืนใบหน้าของพวกเขามีแววแห่งความมุ่งมั่นและการเตรียมพร้อมเต็มที่
“แน่นอนสิครับลูกพี่ผมลาดตระเวนอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้พอดีเลยใช้แมลงของผมสะกดรอยพวกมันได้พอดีตอนกลุ่มของคุณอาม่อนแจ้งเื่มาแถมในกลุ่มพวกมันมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งออกรายการโทรทัศน์เมื่อไม่นานมานี้ด้วยนะครับเห็นว่าเป็นักแสดงดาวรุ่งหน้าใหม่ไฟแรงซะด้วย”
ชายที่ถูกถามตอบอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องขณะที่เขากำลังรายงาน เขาดูภาคภูมิใจที่ได้รับการยอมรับความสามารถในด้านการสะกดรอย
“งี้สิ...ค่อยน่าสนใจหน่อย ความผิดพลาดของอาม่อนที่ดันปล่อยให้พวกเชลยหลุดมือไปได้คงทำให้ท่านเกนโดไม่พอใจอย่างมาก”
“แน่นอนสิครับแต่ถ้ากลุ่มพวกเราจับเ้าพวกตัวการมาลงโทษได้ผลงานนี้คงทำให้ลูกพี่ได้รับความไว้วางใจมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย”
ชายที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้ากลุ่มเลียริมฝีปากอย่างชอบใจเมื่อได้ยิน ดวงตาของเขาแสดงออกถึงความคาดหวังที่จะกู้หน้าจากความล้มเหลวของผู้อื่นก่อนเขาจะหันไปสั่งลูกน้องให้ไปตามคนอื่น ๆ มาสมทบเพิ่ม
“ไปเรียกพวกเราทั้งหมดมาล้อมไว้เตรียมลงมืออย่างเงียบเฉียบ ฉันไม่อยากให้ไก่ตื่น เดียวเหยื่อดี ๆ จะหลุดมือไปได้หึหึ”
หลังจากชำระร่างกายด้วยการนอนแช่อ่างอาบน้ำจนพอใจเรย์ตัดสินใจลงไปยังชั้นสามแต่ตอนลงบันไดผ่านชั้นห้าซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็พื้นที่เก็บเสบียง เขาเห็นรุ่นพี่สาวกำลังแยกอาหารลงกล่องกระดาษซึ่งบรรจุเนื้อรมควันที่เธอแปรรูปโดยมีเคนจิซึ่งกำลังพยายามตามง้อเธอที่กำลังทำหูทวนลมไม่สนใจเขา
เนื้อถูกบรรจุในถุงปิดผนึกโดยใช้เครื่องแพ็คสุญญากาศที่พวกเขาพบจากในครัวของชั้นหนึ่งถุงพลาสติกบรรจุเนื้อกำลังถูกรุ่นพี่สาวห่อด้วยหนังสือพิมพ์เตรียมนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นของโฮมออฟฟิศส่วนพวกเนื้อดิบกับผักสดและผลไม้พวกเขาแยกเก็บไว้ในส่วนตู้แช่แข็งหลายตู้ที่ช่วยกันขนย้ายขึ้นมาไว้บนชั้นสี่เพื่อกักตุนอาหาร
“นี่อย่าโกรธกันเลยนะสัญญาก็ได้ว่าหลังจากนี้จะคิดให้มาก ๆ ยอมให้เธอหวดก้นเลยพรีส!”
“…”
รุ่นพี่สาวส่งสายตาเ็าให้เคนจิที่พยายามกลบเกลื่อนด้วยคำพูดล้อเล่นโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับงานของตนต่อ
เคนจิได้แต่เดินคอตกกลับออกมาราวกับตัดสินใจแล้วว่าหลังจากนี้ค่อยกลับมาลองใหม่เพราะดูเหมือนตอนนี้หญิงสาวยังคงมีอารมณ์คุกรุ่นอยู่
“ไง... ไม่ได้ผลเหรอ”
เรย์ที่เดินผ่านหน้าห้องเห็นเคนจิเดินออกมาจึงเอ่ยทัก
“เฮ้อฉันคิดว่ารอให้เธอใจเย็นลงกว่านี้หน่อยดีกว่า”
เคนจิหยักไหล่ถอนหายใจบาง ๆ อย่างไรก็ตามเคนจิยังไม่สบายใจอยู่เล็กน้อยที่เธอไม่ระบายอาการโกรธออกมาบ้าง
“แล้วนี่นายกำลังจะไปไหนน่ะ”
เคนจิถามเมื่อเห็นเขากำลังจะเดินผ่านไป
“ฉันว่าจะลงไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ชั้นล่างสักหน่อยพอดีกับดักเตือนที่วางไว้เมื่อวานยังติดตั้งไม่เรียบร้อยดี”
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นยังคิดมากเื่ตอนนั้นอยู่เหรอ”
เคนจิเอ่ยทักขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของเขาผิดปกติ
“ปิดนายไม่เคยได้เลยสินะ...เป็ใครจะไม่คิดกันล่ะพวกมันผลักผู้หญิงคนหนึ่งลงไปในขุมนรกให้เจอกับชะตากรรมอันโหดร้ายแบบนั้น”
เรย์จินตานาการตามแล้วรู้สึกอยากอาเจียนออกมาการกระทำของพวกมันนั้นยิ่งกว่าวิปลาสมันคือการเหยียบย่ำและทำลายศักดิ์ศรีความเป็มนุษย์จนถึงสุด
“แล้วพวกมันต้องชดใช้อย่างสาสมเชื่อฉันสิ”
ทันทีที่เท้าเหยียบบันไดขั้นสุดท้ายของชั้นสามระหว่างทางที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้นศีรษะของพวกเขาถูกปากกระบอกปืนยื่นจ่อขมับจากทั้งสองด้าน
“โอ๊ะโอ ชดใช้งั้นรึ—ถูกต้องแล้ว พวกแกต้องชดใช้ให้ฉันซะก่อน!วางดาบแล้วคุกเข่าลง เอามือวางไว้บนหัวให้ฉันเห็นทำตามที่สั่งถ้าไม่อยากให้หัวเป็รู”
ชายคนหนึ่งกระซิบด้วยน้ำเสียงเหี้ยม
เรย์จำต้องคุกเข่าทำตามที่อีกฝ่ายสั่งเคนจิที่เห็นเช่นนั้นจึงต้องทำตามก่อนจะมีชายปริศนาอีกคนเข้ามาที่ด้านหลังกดเคนจิลงพื้น เพราะคิดว่าประตูทุกทางถูกกั้นเอาไว้อย่างแ่าแล้วพวกเขาจึงไม่ทันได้ระวังตัวนับเป็ความสะเพร่าอย่างร้ายแรง
“พวกคุณเข้ามาได้ยังไงมันเป็ไปไม่ได้ที่จะฝ่าประตูซึ่งถูกปิดกั้นไว้อย่างแ่าเข้ามาโดยไม่ให้เกิดเสียง”
ชายปริศนาด้านหลังเคนจิหัวเราะเบา ๆก่อนจะช่วยคลายความสงสัยให้พวกเขา
“ไอ้หนู นี่แกคิดเหรอว่าของแค่นั้นจะหยุดความสามารถในการทะลุสิ่งกีดขวางของลูกพี่ฉันได้น่ะ”
ความสามารถของชายที่ถูกเรียกว่าลูกพี่นั้นเป็การทำให้ตัวเองหรือคนอื่นที่ถูกััสามารถเดินทะลุสิ่งกีดขวางได้ทุกอย่างแต่ก็ไม่สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ จึงต้องให้คนอื่นๆเตรียมพร้อมอยู่นอกอาคารรอคำสั่งจากเขา
“หุบปากแกไม่ต้องพูดมาก... บอกฉันมาว่าพวกเด็กผู้หญิงในกลุ่มของแกอยู่ที่ไหนแล้วฉันจะไว้ชีวิตให้เป็กรณีพิเศษ”
“คุณ...จะไว้ชีวิตผมจริงๆ ใช่ไหมครับ ถ้าผมบอกว่าพวกเธอยู่ที่ไหน”
เรย์เอ่ยถามอย่างตะกุกตะกักร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
“นายอย่าบอกมันนะถึงบอกไปพวกมันก็ฆ่าเราอยู่ดี!”
เคนจิจ้องไปที่หน้าของเรย์ด้วยสีหน้าเดือดดาล
“แต่นายจะยอมตายแทนพวกผู้หญิงหรือไงส่งพวกนั้นให้คนพวกนี้ไปซะเื่จะได้จบอย่างน้อยพวกเราก็ยังมีชีวิตรอดกันทั้งหมดนะ”
“บัดซบ...แกมันเห็นแก่ตัวที่สุด! ฉันจะฆ่าแก”
เคนจิโพร่งออกมาแทบจะเป็ตะคอก
“ว้าว มิตรภาพอันสวยงามแต่ไม่ต้องทะเลาะกันเด็ก ๆ ถึงแม้จะเล่นคนของพวกฉันไว้เยอะก็ตามทีแต่ขอรับรองความปลอดภัยให้พวกเธอเป็พิเศษ สัญญาเลย ๆ”
คนที่ดูเหมือนเป็หัวหน้าจะหัวเราะชอบใจพลางยิ้มกว้าง เป็วันที่ล่าได้เหยื่อชิ้นงามได้อย่างง่ายดายจริง ๆจากนี้อาม่อนคงไม่กล้าดูถูกเขาอีกแล้ว
“แกไปตามคนอื่น ๆเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา บอกพวกมันว่าฉัน— อ๊อก!”
ในขณะที่กำลังย่ามใจแล้วหันไปสั่งลูกน้องชั่วพริบตานั้นเอง เรย์เป็ฝ่าย่ชิงจังหวะจู่โจมเขาหันหลังยกศอกกระแทกใส่แขนอีกฝ่าย จนปืนลั่นใส่เพดานหนึ่งนัด
โดยปกติแล้วคนเราไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้เวลาพูดนั่นจึงเป็ที่มาของสำนวนที่ว่ากลั้นหายใจรวบรวมสมาธินี่คือสิ่งที่ครูฝึกอย่างพ่อของเขาย้ำเตือนอยู่เสมอหาก้าหลบหนีหรือโจมตีศัตรูในขณะที่ไม่ทันได้ป้องกันตัวก็ให้ทำตอนที่อีกฝ่ายกำลังพูดดีที่สุด
เขาหยิบดาบขึ้นหมุนตัวแตะรวบขาอีกฝ่ายที่ยืนช้อนอยู่ด้านหลังจนล้มลงตามด้วยชักดาบเฉือนไปยังข้อมือข้างที่ถือปืนจนมันร้องโอดโอยออกมาด้วยความเ็ป
เรย์แตะปืนที่เพิ่งร่วงหล่นให้ไถลไปกับพื้น
ทางฝั่งเคนจิอาศัย่ชุลมุนคว้าข้อมือศัตรูข้างที่ถือมีดออกแรงบีบจนอีกฝ่ายต้องคลายนิ้ว
เขาดีดตัวยืนขึ้นจับแขนอีกฝ่ายไว้พร้อมกับใช้ท่าทุ่มข้ามหัวไหล่ฟาดลงกับพื้นเสียงดังตึงแสดงออกถึงความรุนแรงในพละกำลังยามแผ่นหลังศัตรูััพื้น
ไม่นานหลังจากเสียงการต่อสู้เริ่มดังขึ้นมันได้เรียกความสนใจจากกลุ่มผู้บุกรุกที่เตรียมพร้อมอยู่ชั้นล่างเสียงฝีเท้ากำลังเคลื่อนไหวดังขึ้นอยู่ชัดเจนบางส่วนกำลังพยายามพังประตูชั้นล่างเข้ามา
“เล่นละครเนียนดีนี่หว่า”
เคนจิชมเพื่อนยิ้ม ๆ ก่อนจะชนหมัดกัน
“เหอะนายก็ตีบทแตกเหมือนกันแหละน่าถึงแม้ประโยคท้ายจะใส่อารมณ์จนเกินพอดีไปสักหน่อยก็เถอะ”
ไม่จำเป็ต้องมีคำพูดใด ๆ ระหว่างพวกเขาทั้งสองเพียงแค่มองตากันก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่าย
“แล้วเอาไงต่อดีทำไมพวกมันต้องโจมตีพวกเราด้วย”
เรย์คิดว่าคำตอบนี้หาได้ไม่ยากเลยสักนิด
“จากคำพูดของพวกมันฉันคิดว่าก็คงไม่พ้นเรื่องที่พวกเราเพิ่งไปก่อไว้นั่นแหละ”
“เฮ้! พวกนายเกิดอะไรขึ้นน่ะ เสียงดังไปถึงชั้นบนเลย”
ชิโฮะชะโงกหน้าโผล่มาถามด้วยอาการแตกตื่น
“มีคนบุกรุกน่ะ แต่ไม่มีเวลาอธิบายรายละเอียดแล้วเธอรีบเก็บของใช้เท่าที่จำเป็ พวกเราต้องเพ่นออกจากที่นี่ด่วนเลย”
เคนจิสั่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“อะไรนะ! แล้วพวกเสบียงที่เราอุตส่าห์เก็บสะสมมาทั้งหมดล่ะจะทำยังไง?”
ชิโฮะกล่าวขึ้นอย่างความใเมื่อต้องสละที่แห่งนี้ทิ้งไปแต่เมื่อนึกขึ้นได้ก็ต้องรีบเอามือสองข้างปิดปากเพราะเพิ่งตระหนักถึงอันตรายจากการเผลอส่งเสียงดัง
“ช่างหัวของพวกนั้นก่อนเถอะน่าไม่ตายก็หาใหม่ได้ ไม่ได้ยินเสียงข้างล่างนั่นหรือไงว่าตอนนี้พวกเราตกอยู่ในวิกฤตแค่ไหน”
เพื่อนสาวยังคงนิ่วหน้าลังเล
“เคนจิพูดถูกพวกมันรู้ที่อยู่เราแล้ว มีแต่ต้องออกไปเท่านั้น ไม่มีเวลามัวโอ้เอ้แล้วฉันกับเคนจิจะไปเตรียมเส้นทางหลบหนีฉุกเฉินตามที่พวกเราเคยซ้อมกันไว้ ฝากเธอรีบไปแจ้งกับรุ่นพี่และฮารุโตะด้วย”
ชีวิตที่ต้องอยู่กับการย้ายถิ่นฐานนั้นว่ากันว่ามันคือชีวิตที่ต้องคอยทิ้งของที่ไม่จำเป็
“ขะ...เข้าใจแล้วถ้าเรย์ว่าอย่างงั้นล่ะก็”
เด็กสาวรู้ดีว่าด้วยการตัดสินใจของเรย์ทำให้ทุกคนผ่านสถานการณ์อันยากลำบากด้วยกันมาได้จนถึงวันนี้เธอจึงไม่กังขาหากนี่เป็การตัดสินใจจากอีกฝ่าย
หลังจากชิโฮะหมุนตัวจากไปไม่นานเสียงปืนดังขึ้นถี่ยิบ ทว่าทิศทางของเสียงนั่นกลับไม่ได้มุ่งมายังอาคารที่เขาอยู่
เสียงร้องะโโหวกเหวกโวยวายถามกลางเสียงปืนตามมา แสดงถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นด้านล่าง
ทั้งเขาและเคนจิรีบวิ่งไปชะโงกหน้าสังเกตการณ์ดูบริเวณช่องหน้าต่าง
“ข้างล่างเกิดอะไรขึ้นฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม!?สถานการณ์เป็ยังไงกันแน่เนี่ยชักตามไม่ทันแล้วนะเฟ้ย”
เคนจิลดเสียงลงถามพยายามไม่โผล่หน้าออกไปมาก สภาพการณ์ด้านล่างเป็อะไรที่เหนือจินตการมาก พวกเขาเห็นมนุษย์ร่างกายเหวอะหวะจำนวนมาก กำลังโถมเข้าใส่กลุ่มกองกำลังที่รวมตัวกันอยู่ด้านล่าง
ขณะเดียวกัน กลุ่มคนพวกนั้นเริ่มโจมตีตอบโต้การต่อสู้ดุเดือดและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีแสงสีเสียงจากทั้งปืนและะเิบ้างใช้อาวุธระยะประชิดวิ่งเข้าใส่อย่างไม่กลัวตาย
“เละเทะไปหมดอย่างกับากลางเมืองเลยว่ะ”
“ในเมื่อสถานการณ์เป็แบบนี้ก็ช่วยพวกเราได้มากรีบไปสมทบกับคนอื่น ๆ ก่อนละกัน”
เรย์คิดว่าสถานการณ์ความวุ่นวายคงพอช่วยถ่วงเวลาให้พวกเขาเตรียมตัวได้บ้าง
“จะเรียกว่าโชคดีฉันคงพูดได้ไม่เต็มปากแต่ยังไงก็ถือว่านี่ช่วยสร้างโอกาสให้พวกเราได้ไม่มากก็น้อยล่ะนะ”