เสียงกริ่งยังคงดังก้องราวกับสะท้อนมาจากทุกทิศทุกทาง ธันวารู้สึกเหมือนร่างกายของเขาหนักขึ้นทุกที ความหนาวเยือกแทรกซึมเข้ามาในกระดูก หัวใจของเขาเต้นช้าลง ราวกับบางสิ่งกำลังควบคุมมัน
กรณ์กับแพรไหมยืนอยู่ข้าง ๆ แต่ทั้งสองดูเหมือนจะเริ่มหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ กรณ์ยังคงกำหมัดแน่น จ้องกระจกบานใหญ่ราวกับมันเป็สัตว์ประหลาดที่กำลังจะกลืนกินพวกเขา
"นี่มันบ้าไปแล้ว…" กรณ์พูดเสียงสั่น "นายจะให้พวกเราะโเข้าไปในกระจกเนี่ยนะ?"
แพรไหมกัดริมฝีปาก "แต่เราลองทุกทางแล้วกรณ์… แล้วเราก็กลับมาที่เดิมตลอด"
ธันวาหลับตาแน่นก่อนจะลืมขึ้นมาใหม่ เขาเห็นภาพบางอย่างในหัว เสียงกรีดร้องของเด็กนักเรียนที่เคยติดอยู่ที่นี่มาก่อน เงาที่เดินตามเขาไปทุกที่ และกระจกบานนี้—ที่ไม่ใช่แค่กระจกธรรมดา
มันเป็ประตู
"พวกเรามีแค่สองทางเลือก" ธันวากล่าวเสียงเรียบ "หนึ่ง… เราจะติดอยู่ที่นี่ตลอดไป สับสน วนเวียน ไม่รู้ว่าอะไรคือความจริง"
"สอง…" เขาเงยหน้ามองเงาของตัวเองในกระจก "เราต้องก้าวผ่านมันไป"
กรณ์ขบกรามแน่น "แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงว่ามันจะพาเราออกไปจริง ๆ?"
"เราไม่มีทางมั่นใจ" ธันวากล่าวเสียงเบา "แต่ถ้าเรายืนอยู่ที่นี่… เราจะไม่ไปไหนเลย"
แพรไหมสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจ "ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว"
กรณ์กำมือแน่น แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจ "ให้ตายสิ… ก็ได้"
ธันวาไม่พูดอะไรอีก เขาหันกลับไปมองเงาของตัวเองในกระจก มันยังคงจ้องเขาไม่วางตา ก่อนจะค่อย ๆ ยื่นมือออกมา
"นายพร้อมจะกลับบ้านแล้วหรือยัง?"
เสียงนั้นดังขึ้นในหัวของเขา ธันวากลืนน้ำลายลงคอแห้งผาก เขารู้ว่าถ้าเขาทำพลาด มันอาจหมายถึงการติดอยู่ที่นี่ตลอดกาล แต่ถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย… พวกเขาจะไม่มีวันได้ออกไป
เขาต้องเลือก
ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะที่กระจก
ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาััพื้นผิวเย็นเฉียบ ทุกอย่างรอบตัวก็หมุนคว้าง!
ความรู้สึกเย็นะเืก็พุ่งเข้าโจมตีร่างกายของเขา มันไม่ใช่แค่ความหนาวแบบปกติ แต่เป็ความเย็นที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก ราวกับว่าเขากำลังจะหลอมรวมเข้ากับบางสิ่งที่อยู่อีกด้าน
กรณ์และแพรไหมมองเขาด้วยสายตาหวาดหวั่น แต่ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกแล้ว พวกเขาทั้งสามต้องเลือก—จะข้ามผ่านมันไป หรือจะติดอยู่ที่นี่ตลอดกาล
"ไปกันเถอะ!" ธันวาะโ ก่อนจะออกแรงดันฝ่ามือไปที่พื้นผิวของกระจก
สิ่งที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้น เกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้
ฟึ่บ!
แรงดูดมหาศาลพุ่งออกมาจากกระจก มันไม่ได้แค่เปิดรับพวกเขาเข้าไป แต่มัน ฉุดกระชากพวกเขาเข้าไปอย่างรุนแรง!
"โอ๊ย!" กรณ์ร้องเสียงดังเมื่อร่างของเขาถูกแรงลึกลับดึงเข้าไปในความมืดมิด
แพรไหมกรีดร้อง มือของเธอพยายามคว้าอากาศแต่ไม่สามารถยึดเกาะอะไรได้ ร่างของเธอหายไปในเงาดำ
ธันวารู้สึกเหมือนร่างกายของเขากำลังแหลกสลาย ทุกสิ่งรอบตัวบิดเบี้ยว หูของเขาอื้อไปหมด และในวินาทีสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติ เขาได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ ข้างหู…
"ขอต้อนรับกลับมา"
ธันวาสะดุ้งตื่นสุดตัว เขาหายใจหอบหนัก เหงื่อเย็นไหลท่วมร่าง
เขากำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องเรียน… แต่ไม่ใช่ห้องเรียนหมายเลข 206
เขากวาดสายตามองรอบตัว—นี่มันห้องเรียนปกติ ทุกอย่างดูสะอาดสะอ้าน ไม่มีร่องรอยของความสยองขวัญที่เขาเจอมา ไม่มีเสียงกริ่ง ไม่มีเงาประหลาด ทุกอย่างดู…ปกติ
กรณ์และแพรไหมก็นอนอยู่ข้าง ๆ เขา ทั้งสองค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและขยับตัวด้วยความมึนงง
"เกิดอะไรขึ้น…" กรณ์พึมพำ ดวงตาเต็มไปด้วยความงุนงง
แพรไหมมองไปรอบ ๆ "พวกเรา…กลับมาแล้วเหรอ?"
ธันวาไม่แน่ใจ เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนและเดินไปที่หน้าต่าง ดวงอาทิตย์กำลังขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกเข้ามา ทุกอย่างดูเป็ปกติ
ราวกับว่า… สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เคยมีอยู่จริง
แต่ทันใดนั้นเอง สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับบางสิ่ง—สมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะเรียนของเขา
มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมา บนปกมีชื่อเขียนไว้เป็ตัวหนังสือซีดจาง
"วีรัช"
ธันวาตัวแข็งทื่อ ลมหายใจขาดห้วง
กรณ์และแพรไหมเดินเข้ามาข้างหลังเขา พวกเขาเห็นสมุดเล่มนั้น สีหน้าของทั้งสองซีดเผือดทันที
"นาย…นายเห็นมันด้วยใช่ไหม?" แพรไหมกระซิบ
ธันวาพยักหน้า อะไรบางอย่างกำลังบอกเขาว่าเื่นี้ยังไม่จบ
เขากลืนน้ำลายลงคอแห้งผาก ก่อนจะค่อย ๆ เปิดสมุดบันทึกออก…
หน้าแรกว่างเปล่า
แต่พอเขาพลิกไปหน้าถัดไป มีข้อความหนึ่งเขียนอยู่ด้วยลายมือสั่น ๆ
"โรงเรียนไม่เคยปล่อยใครออกไปจริง ๆ"
ทันใดนั้นเอง…
เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้ง
ติ๊ง…ติ๊ง…ติ๊ง…
ธันวาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก เขาหันขวับไปมองกรณ์และแพรไหมที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดพอ ๆ กัน
"เป็ไปไม่ได้…" กรณ์พึมพำ เขากระชากสมุดบันทึกจากมือธันวา เปิดไล่หน้ากระดาษไปอย่างรวดเร็ว แต่ทุกหน้าว่างเปล่า มีเพียงข้อความเดียวนั้นที่ปรากฏอยู่
"โรงเรียนไม่เคยปล่อยใครออกไปจริง ๆ"
แพรไหมส่ายหน้าแรง ๆ "มันต้องเป็แค่เื่บังเอิญ! พวกเราออกมาแล้ว นี่มันเป็แค่เศษซากของฝันร้าย!"
"งั้นก็ลองออกไปจากที่นี่สิ" ธันวาพูดเสียงเบา แต่หนักแน่น
พวกเขามองหน้ากัน ก่อนที่กรณ์จะตัดสินใจกระชากประตูห้องเรียนเปิดออก มันไม่ได้ล็อก เขาพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีธันวาและแพรไหมตามไปติด ๆ
ทางเดินยาวโล่ง มันดูเป็โรงเรียนธรรมดา แต่... มันเงียบเกินไป
ไม่มีเสียงของนักเรียน ไม่มีเสียงรองเท้ากระทบพื้น ไม่มีเสียงพูดคุย ทุกอย่างเงียบสนิท เหมือนที่มันเคยเป็ตอนที่พวกเขาติดอยู่ในโรงเรียนต้องสาป
"นี่มัน...ไม่ใช่โรงเรียนของเรา" แพรไหมกระซิบ เสียงของเธอสั่นเครือ
กรณ์หยุดเดิน ดวงตาของเขาหันไปมองรอบตัวช้า ๆ "ไม่นะ… ไม่…"
ธันวาเดินนำไปที่หน้าต่าง ภาพที่เขาเห็นทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก
ข้างนอกหน้าต่างมีเพียง… ความว่างเปล่า
ไม่มีถนน ไม่มีต้นไม้ ไม่มีท้องฟ้า มีเพียงความมืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกสิ่งที่ควรจะอยู่นอกโรงเรียนได้หายไปหมด
"พวกเรา… ไม่เคยออกไปได้จริง ๆ" ธันวาพูดเสียงเบาหวิว
กรณ์ส่ายหน้า "ไม่จริง! นายกำลังพูดอะไร!?"
แพรไหมเริ่มร้องไห้ "แล้วเราจะทำยังไง!? เราจะติดอยู่ที่นี่ตลอดไปเหรอ!?"
ทันใดนั้นเอง เสียงกริ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง—แต่คราวนี้มันดังขึ้นอย่างรวดเร็วรัว ๆ ราวกับสัญญาณเตือนภัย
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากปลายทางเดิน รัวและเร็วเหมือนมีใครกำลังวิ่งเข้ามาหาพวกเขา
"กลับไปที่ห้อง!" ธันวาะโ
พวกเขาพุ่งกลับไปในห้องเรียนปิดประตูลงอย่างแรง กรณ์รีบเอาร่างพิงกับประตูไว้เพื่อกันไม่ให้มันเปิดออก
ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าห้องเรียน
เงาของบางสิ่งทอดยาวผ่านช่องว่างใต้ประตู แพรไหมเอามือปิดปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา
จากนั้น…
เสียงกระซิบดังขึ้นจากอีกฟากของประตู
"ขอต้อนรับนักเรียนใหม่…"
ประตูห้องเรียนสั่นไหว ราวกับบางสิ่งกำลังพยายามจะเปิดมัน
วัฏจักรของโรงเรียนคืนิญญา… ยังไม่สิ้นสุด