“จะบุกไปคนเดียว?”เยว่เฟยหลิงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเฟิงหลันจะไปคนเดียว
องค์ชายรองกับองครักษ์กลับไปกันหมดแล้วตอนนี้เหลือเพียงเยว่เฟยหลิงกับเฟิงหลันแค่สองคนแล้วเฟิงหลันบอกว่าเขาไปคนเดียวจะง่ายกว่า
“บุกที่ไหนลอบเข้าไปต่างหาก” ร่างสูงไม่ได้คิดจะเอาตัวเองไปปะทะซึ่งๆหน้าหากเื่นี้เกี่ยวข้องกับประมุขน้อยเขาก็ลงแรงได้อยู่แต่นี่ต้องไปช่วยใครที่ไหนก็ไม่รู้เขาไม่อยากจะลงแรงมากถึงขนาดนั้น
จริงๆแล้วเขาอยากเป็คนวางแผนแล้วให้องครักษ์ของหรงเทียนเป็คนลงมือมากกว่าแต่ในเมื่อรับปากไปแล้วว่าจะช่วยเขาก็ต้องเป็ฝ่ายลงแรงบ้าง
“อย่าลืมของที่ข้าบอกนะ”เยว่เฟยหลิงทวง ร่างสูงถอนหายใจประมุขน้อยจะเอาของแบบนั้นมาทำอะไรกัน
“หลิงเอ๋อร์จะเอาของแบบนั้นมาทำอะไรกัน....”ให้เอามาตั้งสามอัน
“นั่นเป็เบาะแสสำคัญเชียวตอนเอาออกมาต้องระวังด้วย มิเช่นนั้นมันจะคลาดเคลื่อน” ร่างโปร่งย้ำเฟิงหลันจึงหาโหลแก้วขนาดพอดีสามอันมาเตรียมใส่กระเป๋าเอาไว้ระหว่างนั้นเองที่สายตาเหลือบไปเห็นกระบี่จันทร์เสี้ยวที่ถูกย่อส่วนเอาไว้ซ่อนอยู่ด้านใน
“ถึงจะไม่เท่าไหร่แต่ข้าไม่ได้จับอาวุธคู่ใจมาสักพักแล้ว”เพราะไม่มีกระบี่จันทร์เสี้ยวเวลาที่ลงมือเฟิงหลันจึงยั้งแรงไม่ค่อยอยู่ โดยเฉพาะยามที่เขาลงมือมือเปล่าการยั้งแรงให้พอดีแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
คิดถึงกระบี่คู่ใจเสียจริง
“คงจะไม่ได้จับไปอีกนาน”เยว่เฟยหลิงเองก็ไม่ได้ปลดหน้าไม้ออกมาดูเลยสักครั้งไม่ได้ทำความสะอาดมาหลายวันแล้วด้วยหน้าไม้ที่พี่ลี่อินสร้างให้เขาไม่ได้ใช้มันในแคว้นจ้าวนี่เลย
แล้วยังต่อยตีออกแรงกับใครไม่ได้ด้วย
“ใช้เวลานานแค่ไหน”
“หากองครักษ์ขององค์ชายรองทำงานดีย่อมไม่เกินสองชั่วยาม”
“เ้าคิดว่าหรงอี้จะหมายตาเราหรือเปล่า”แม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่ถิ่นของพวกเขาแต่เยว่เฟยหลิงก็เรียกชื่อฮ่องเต้ของแคว้นจ้าวห้วนๆชนิดที่ว่าหากใครได้ยินคงวิ่งโร่ไปฟ้องทางการแน่
“ขึ้นอยู่กับความสามารถของหรงเทียนแล้วว่าเขาจะปกป้องเราได้หรือเปล่า”
“หากปกป้องไม่ได้....”
“ก็กอบโกยผลประโยชน์ให้เต็มที่”
ที่ชายป่านอกเมืองหลวงร่างสูงยืนอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งในความมืดที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์สาดส่อง อากาศวันนี้ไม่ค่อยดีนักฟ้าปิดจนมองไม่เห็นดวงดาวแต่ก็เป็สภาพอากาศที่ดีเพราะมันจะช่วยปกปิดร่องรอยของพวกเขา
เฟิงหลันลองดูวิธีที่หรงเทียนเคยใช้แล้วส่วนใหญ่เป็การลอบเข้าไปด้วยคนจำนวนมาก ดังนั้นอีกฝ่ายจึงจับได้เพราะการเคลื่อนไหวที่มากเกินไปคราวนี้ร่างสูงจึงใช้แผนที่ต่างออกไป
เขาส่งสัญญาณให้องครักษ์ของหรงเทียนที่แยกตัวออกเป็สองฝั่งส่วนตัวเขาก็ลอบเข้าไปภายในค่ายที่พักของศัตรูเพราะการตั้งค่ายของศัตรูค่อนข้างเปิดโล่งการที่จะลอบเข้าไปจึงเป็เื่ยากเพราะมองเห็นได้ง่ายแต่สำหรับเฟิงหลันแล้วเื่นี้ง่ายดายนักไม่ต่างอะไรกับเดินเข้าไปตรงๆ
เพราะการเคลื่อนไหวขององครักษ์ทำให้คนที่เฝ้ายามอยู่ละสายตาจากสิ่งที่เฝ้าอยู่ชั่วขณะภายในกระโจมที่พักหลังใหญ่มีหญิงสาวนางหนึ่งอยู่ภายในนั้น นางไม่ได้ถูกมัดหรือถูกทำร้ายแต่อย่างไรแต่กระนั้นแววตาของนางมีแต่ความกลัวและดูสิ้นหวังราวกับว่าอีกไม่นานนางจะต้องตาย
แต่สุดท้ายก็มีคนฉุดนางออกมาจากความคิดด้านลบนั้น
ร่างสูงในชุดสีดำสนิทปิดบังใบหน้าเห็นแต่ดวงตาปรากฏตัวอยู่ภายในกระโจมที่พักมือหนาใช้เพียงสันฝ่ามือฟาดเข้าที่ท้ายทอยของคนที่เฝ้าอยู่พร้อมทั้งทำสัญญาณให้องค์หญิงว่าอย่าเสียงดังไป
พอรู้ว่ามีคนมาช่วยหรงหยวนก็ให้ความร่วมมือเป็อย่างดีเสียงด้านนอกเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆแล้ว เฟิงหลันจึงอุ้มหญิงสาวพุ่งตัวออกมาจากกระโจมที่พักหายลับไปทางด้านหลังกระโจมที่เป็ป่าทึบ
“ข้าจะส่งท่านให้องครักษ์”ร่างสูงพูดกับหญิงสาวก่อนจะไหวกายไปตามต้นไม้ในป่า เสียงฝีเท้าเริ่มดังไล่หลังมาเรื่อยๆแต่เฟิงหลันก็เร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าะโไปตามต้นไม้ต้นนั้นบ้างต้นนี้บ้างเพื่อขยายร่องรอยจนฝีเท้าอีกฝ่ายห่างออกไปเรื่อยๆเฟิงหลันลดฝีเท้าลงเมื่อมาถึงจุดนัดพบกับองครักษ์ของหรงเทียน
“องค์หญิง!” องครักษ์คนสนิทของหรงหยวนเอ่ยอย่างดีใจเมื่อเห็นว่านายของตนยังปลอดภัยดีรีบเข้ามารับตัวองค์หญิงจากร่างสูงที่อุ้มอยู่
“พวกเ้ากลับไปกันก่อนทางนี้ข้ากับพวกที่เหลือจะล่อเอาไว้เอง” องครักษ์พยักหน้ารับคำก่อนจะรีบพาองค์หญิงขึ้นม้าไปสำหรับเฟิงหลันเื่แค่นี้เป็งานง่ายและเท่าที่ดูเื่ในคราวนี้คงจะง่ายเกินไปเสียด้วยซ้ำ จนรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
จากที่องครักษ์ของหลงเทียนบอกพวกที่ลักพาตัวหรงหยวนไปมีจำนวนไม่น้อยกว่าห้าสิบคนแล้วยังมีการเฝ้ายามตลอดสิบสองชั่วยามไม่มีช่องว่างแต่ที่เขาเห็นวันนี้มีแค่ประมาณยี่สิบคนเท่านั้นแผนที่วางเอาไว้หลายอย่างก็ไม่จำเป็ต้องใช้ด้วย
เขารู้สึกได้ว่าการลักพาตัวครั้งนี้มีอย่างอื่นแอบแฝง
ถึงองค์หญิงหรงหยวนจะถูกลักพาตัวมาสองวันแล้วแต่นางไม่ได้ดูมอมแมม เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ไม่มีความอ่อนล้าเหมือนคนอดนอนโดยรวมแล้วเหมือนนางแค่ออกมาเที่ยวตั้งค่ายค้างแรมในป่าเท่านั้นแต่ท่าทางร้อนรนของหรงเทียนก็ไม่ใช่เื่โกหก อาการหวาดกลัวของหรงหยวนก็เป็ของจริง
เช่นนั้นคนที่น่าสงสัยก็คือพวกคนที่ลักพาตัวหรงหยวนมา
เมื่อเฟิงหลันกลับมาที่ค่ายพักก็พบว่าคนของศัตรูส่วนหนึ่งถูกจัดการไปแล้วบางส่วนหนีไปได้ พวกที่ตามร่องรอยขององครักษ์ไปก็ถอนตัวหายไปแล้วที่เหลืออยู่ตอนนี้จึงมีเพียงร่างไร้ิญญาที่นอนอยู่สามสี่คน
อย่างน้อยก็มีอยู่สี่คน
“นั่นเ้าจะทำอะไร?”องครักษ์คนหนึ่งเอ่ยถามเมื่อเห็นเฟิงหลันหยิบมีดสั้นออกมาเดินไปสำรวจด้อมๆมองๆคนที่ตายแล้วก่อนจะยกมือขึ้นราวกับกำลังคารวะอีกฝ่าย
“พอดีภรรยาข้าย้ำนักย้ำหนาว่าต้องเอาสิ่งนี้กลับไปด้วย”หลังจากทำความเคารพคนตายแล้วเฟิงหลันก็จัดการเอาของฝากที่เยว่เฟยหลิง้าไปด้วยใส่โหลแก้วอย่างดีก่อนจะเก็บลงกระเป๋าและเตรียมตัวกลับ
“นี่เ้ากล้า....”องครักษ์ที่มองอยู่เมื่อเห็นว่าเฟิงหลันทำอะไรก็แตกกระจายจับจองต้นไม้กันคนละต้นเลยทีเดียวร่างสูงยักไหล่แม้ว่าในใจจริงเขาจะแอบขนลุกขนชันอยู่บ้างก็ตาม
“ของที่เมียอยากได้ฝืนใจยังไงก็ต้องเอากลับไป”
“ภรรยาคนงามของเ้าจะเอาเ้านั่นไปทำอะไรกัน...”องครักษ์ชี้มือสั่นๆของตัวเองไปยังกระเป๋าที่เฟิงหลันเก็บสิ่งนั้นเอาไว้ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน
“พวกเ้าอยากได้บ้างไหม?”
“ไม่!!”
เมื่อช่วยองค์หญิงได้แล้วเฟิงหลันก็ปล่อยเื่เก็บกวาดให้องครักษ์ของหรงเทียนจัดการสืบร่องรอยต่อส่วนเขาตามรอยองครักษ์ที่พาองค์หญิงกลับมาจึงทำให้เขามาถึงตำหนักของหรงเทียนพร้อมกับพวกองครักษ์
“น้องหญิง!” หรงเทียนพุ่งเข้าไปกอดน้องสาวที่กำลังร้องไห้เพราะความกลัวส่วนเฟิงหลันเดินไปทางเยว่เฟยหลิงที่เดินมาหาเขาพร้อมทั้งแบมือขอของที่ร่างโปร่งฝากให้เอามาด้วย
“ของของข้าล่ะ?”ใบหน้าน่ารักนั้นทำตาเป็ประกายยามเมื่อมือหนาวางโหลแก้วสามใบลงในมือเรียวเฟิงหลันได้รอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้งของเยว่เฟยหลิงเป็ของตอบแทนก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับของที่เยว่เฟยหลิงให้เขาเอามา
ไยประมุขน้อยน่ารักถึงเพียงนี้
“ขอบคุณนะ สามี”ตบท้ายด้วยคำพูดหวานๆก่อนจะหันไปสนใจของที่อยู่ในมือซึ่งองครักษ์ที่มองอยู่ก็คิดว่าป่านนี้ร่างสูงคงจะปลื้มใจจนลืมหายใจไปแล้วกระมัง
“แล้วท่านอวี้เยว่หลิงได้สิ่งใดมา....”ยังไม่ทันที่จะถามจบหรงเทียนก็ลากน้องสาวไปยืนห่างๆสองสามีภรรยาที่กำลังดูบางอย่างในโหลแก้ว
“องค์ชาย กระหม่อมว่าเื่นี้ปล่อยให้เป็เื่ของพวกเขาเถอะพ่ะย่ะค่ะ”องครักษ์ที่อยู่ในเหตุการณ์หาของฝากของเฟิงหลันเอ่ยสมทบและแนะนำให้นายของตนอย่าไปยุ่งกับเื่นี้จะดีกว่า
“อันนี้น้ำตาลอันนี้สีดำ ส่วนอันนี้น้ำตาลอ่อน” เยว่เฟยหลิงพินิจวิเคราะห์สีของสิ่งที่อยู่ในโหลแก้วส่วนองค์หญิงหรงหยวนนั้นเป็ลมหมดสติไปแล้ว
“พวกเขาเอามันมาทำอะไร...”หรงเทียนประคองน้องสาวที่เป็ลมหมดสติไปหลังจากเห็นของที่อยู่ในมือของร่างโปร่งไม่ใช่แค่น้องสาวของเขา องครักษ์ของเขาก็หน้าซีดแล้วเหมือนกัน
อวี้เยว่หลิงเอาดวงตามาทำไม!
สิ่งที่อยู่ในโหลแก้วที่เฟิงหลันนำมามอบให้เยว่เฟยหลิงตามคำขอคือดวงตาสามดวงซึ่งร่างสูงควักมันออกจากมาเบ้าอย่างเบามือชนิดที่ว่าไม่มีเส้นเืเส้นไหนแตกเลยแม้แต่น้อยพร้อมกับเก็บใส่กระเป๋ามาเป็อย่างดี
“แล้วหลิงเอ๋อร์เอาเ้านี่มาทำอะไรรึ”ประมุขน้อยไม่น่าจะมีรสนิยมชอบสะสมดวงตาคนตายให้เขาควักลูกตาของศัตรูมาทำไม
“ศึกษา”
“ศึกษา?” ร่างสูงทวนคำ ศึกษาดวงตานี่น่ะรึ?
“องค์ชายรองสนใจมาศึกษาสิ่งนี้กับกระหม่อมไหมพ่ะย่ะค่ะ” เยว่เฟยหลิงชูโหลแก้วให้ดูซึ่งคนที่ถูกชวนก็ยิ้มรับแต่ทว่าส่ายหน้าปฏิเสธ
“เชิญท่านอวี้เยว่หลิงตามสบายเถอะหาก้าสิ่งใดเพิ่มข้าจะสั่งคนหามาให้” ยกเว้นให้ข้าไปศึกษามัน....
“อย่างนั้นหรอกรึ”เยว่เฟยหลิงเก็บโหลแก้วไว้ในอกเสื้อเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจช่วยเหลือองค์หญิงแล้ว ทั้งสองก็จะกลับไปที่โรงเตี้ยมตามเดิมแน่นอนพวกเขาลอบเข้ามา พวกเขาก็จะต้องลอบออกไปเพื่อไม่ให้ใครรู้
ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของพวกเขา
“เช่นนั้นองค์ชายโปรดรักษาตัว”เฟิงหลันอุ้มร่างโปร่งแนบอกก่อนจะลอบออกไปจากตำหนักของหรงเทียนอย่างเงียบเชียบดวงตาสีเทาของเยว่เฟยหลิงเรืองรองขึ้นเล็กน้อยในความมืด
นอกจากชิงหลงยังมีอีกแคว้นที่ส่งคนเข้ามาเพื่อสืบบางอย่างจากแคว้นจ้าว
“เป็ความจริงรึ?”
“ข้าดูหลายหนแล้วเป็เช่นนั้นจริงๆ” ใน่เช้าทั้งสองนั่งกินข้าวอยู่ภายในห้องเยว่เฟยหลิงมองไปยังดวงตาทั้งสามที่วางค้างเอาไว้บนโต๊ะเมื่อคืนเขาศึกษาลักษณะของพวกมันดูแล้ว แล้วก็ไม่คาดคิดว่าผลที่ออกมาจะเป็แบบนี้
ถังเหมินเรียนรู้วิธีและศึกษาเื่ร่างกายของมนุษย์มาอย่างชำนาญเพื่อค้นหาศัตรูว่าอีกฝ่ายเป็ใครมาจากไหนโดยการดูลักษณะรูปร่างและดวงตาแต่ละแคว้นก็ล้วนมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง รวมถึงดวงตาที่แตกต่างกันผู้ที่มาจากชิงหลงจะมีรูปร่างของดวงตาค่อนข้างเล็กอีกทั้งยังมีสีของดวงตาที่เป็เอกลักษณ์ชนิดที่ว่าไม่ต้องตรวจสอบก็รู้ว่าเป็ใครมาจากไหนเขาไม่ได้ควักดวงตาคนของแคว้นจ้าวมาดูก็จริง แต่ก็รู้ได้ว่ามีลักษณะเรียวรีต่างจากดวงตาของผู้ที่มาจากชิงหลง
ส่วนดวงตาที่เยว่เฟยหลิงให้เฟิงหลันเอากลับมานั้นมีรูปร่างกลมแป้นเช่นมะนาวลูกเล็กๆแล้วยังมีั์ตาที่สะท้อนประกายจางๆแม้ว่าจะตายไปแล้ว
และลักษณะดวงตาแบบนี้บนแผ่นดินก็มีอยู่เพียงแค่ที่เดียวเท่านั้น
เยว่เฟยหลิงไม่อยากจะคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้ามายุ่งกับแคว้นจ้าวจริงๆ
แล้วยังส่งคนมาไม่น้อยมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
“แคว้นจ้าวนับว่าเจอศึกหนักแล้ว”ชิงหลงก็ยังนับว่าส่งคนมาแค่สองคนแต่กับอีกฝ่ายนั้นเฟิงหลันไม่อยากจะคิดเลยว่าเอาคนมามากแค่ไหนเพราะแค่จำนวนที่เขาสังหารไปก็ใช่ว่าจะน้อยเสียเมื่อไหร่
และหากเป็อย่างที่เยว่เฟยหลิงพูดก็นับว่ามีคนรู้ตัวตนของพวกเขาเป็ที่แน่นอนแล้วต่างจากพวกเขาที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร
ประมุขแห่งถังเหมินผู้เป็ถึงมือสังหารประจำพระองค์ขององค์จักรพรรดิแห่งชิงหลงกับผู้รักษาการแทนเหนือหัวผู้ที่มีประวัติการสังหารศัตรูไม่น้อยมายังแคว้นเล็กๆแบบนี้หากอีกฝ่ายจะสืบให้รู้ย่อมไม่ใช่เื่ยากโดยเฉพาะกำลังคนที่อีกฝ่ายมีมากกว่าพวกเขา
หลังจากนี้อีกฝ่ายคิดจะทำอะไรต่อพวกเขาก็ยังเดาไม่ได้
แต่ที่แน่นอนอีกฝ่ายจะต้องปรากฏตัวอีกเร็วๆนี้
“เราจะพยายามไม่ให้ปะทะกับพวกเขา”
“แต่เราปะทะกับทางนั้นมาถึงสามครั้งแล้วหากมีครั้งต่อไปเราคงต้องไปเจออีกฝ่ายซึ่งๆหน้าแล้ว” หากจะมีศัตรูสักคนขัดขวางพวกเขานั่นย่อมไม่ใช่เื่แปลกแต่ต้องไม่ใช่อีกฝ่ายที่มีทั้งอำนาจและขุมกำลังทัดเทียมกัน
ต่อไปนี้จะทำอะไรย่อมต้องระวังขึ้นให้มากแค่ไม่กี่วันพวกเขาก็โดนอีกฝ่ายปั่นป่วนจนแผนของพวกเขารวนไปหมดแล้ว
“หรือเราจะลองเสี่ยงดวงดู?”เยว่เฟยหลิงแนะ ทำสีหน้าครุ่นคิดละมือออกจากชามข้าวร่างสูงจึงคีบของกินไปไว้ในชามข้าวของอีกฝ่ายพร้อมทั้งรอฟัง
“เราจะทำเป็ว่าเราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใครแล้วลองเดินไปตามทางที่อีกฝ่ายวางเอาไว้ดีไหม?” บางทีนี่อาจจะเป็โอกาสให้พวกเขาได้ใช้แผนของอีกฝ่ายในการทำภารกิจให้สำเร็จก็ได้แล้วอีกฝ่ายยังมีกำลังคนเยอะกว่าพวกเขาอาจไม่ต้องลงแรงเลยหากหาทางใช้ประโยชน์จากอีกฝ่ายได้
“คิดใช้แผนของอีกฝ่ายปูทางให้เรารึ”
“เราจะวิ่งอยู่บนทางของอีกฝ่ายจนถึงวันที่ภารกิจของเราสำเร็จลุล่วงเลยทีเดียว”
ตู้ม!!
เสียงดังสั่นะเืดังมาจากที่ไหนสักที่พร้อมกับเสียงกรีดร้องทำให้ทั้งสองคนพุ่งตัวไปที่หน้าต่างกลุ่มควันดำลอยโขมงขึ้นบนท้องฟ้าที่เป็ผลมาจากแรงะเิของดินปืนทหารกลุ่มหนึ่งวิ่งไปยังจุดเกิดเหตุแต่ไม่นานอีกฝั่งของเมืองหลวงก็เกิดะเิขึ้นอีกเช่นกันเยว่เฟยหลิงมองตามจุดที่เริ่มเกิดะเิขึ้นเรื่อยๆ
หรือว่า....
ยังไม่ทันที่พวกเขาทั้งสองจะพุ่งตัวออกไปจากห้องคนกลุ่มหนึ่งก็เข้ามาเสียก่อน เฟิงหลันมองคนที่เข้ามาด้วยสายตานิ่งๆ
“นายกองมิ่งคัง?”
“ทั้งสองท่านได้โปรดตามพวกข้ามา” มิ่งคังนำทหารจำนวนหนึ่งเข้ามาในห้องของพวกเขาพร้อมอาวุธครบมือเมื่อมองดูดีๆแล้วในจำนวนคนกลุ่มนั้นมีองครักษ์ของหรงเทียนอยู่ด้วย
“มันเกิดอะไรขึ้น”พวกทหารเข้าไปเก็บของในที่พักของทั้งสองแล้วเตรียมตัวที่จะพาพวกเขาออกไป
“เื่เกิดขึ้นกะทันหันองค์ชายรองจะเล่าให้พวกท่านฟัง มากับข้าก่อนเถอะ” ไม่รั้งรอให้ทั้งสองเอ่ยสิ่งใดอีกองครักษ์ฉุดตัวทั้งสองให้เดินตามมาและพาพวกเขาหลบไปยังเส้นทางใต้ดินที่เชื่อมต่อไปถึงยังตำหนักขององค์ชายรอง
ถึงกับให้พวกเขาที่เป็คนนอกใช้เส้นทางใต้ดินที่เป็ทางลับไว้สำหรับลี้ภัยของตัวเองแบบนี้องค์ชายรองคงจะไว้ใจพวกเขามากทีเดียว
หรือเป็เพราะคำแนะนำของคนสนิทที่แนะนำให้หรงเทียนทำเช่นนี้กัน
พวกเขาต้องหาโอกาสสืบเื่ของคนสนิทคนนี้สักครั้งและพวกเขาเชื่อว่ามันไม่ใช่เื่บังเอิญที่คนสนิทคนนั้นบอกให้หรงเทียนมาปรึกษามิ่งคังเื่การหาคนช่วยน้องสาวจนเื่มันมาถึงพวกเขา
ประมาทไม่ได้
“ท่านอวี้เฟิงท่านอวี้เยว่หลิง” เมื่อพวกเขาออกมาจากทางใต้ดินพวกเขาก็ขึ้นมายังสวนหินที่อยู่หลังตำหนักองครักษ์เลื่อนแผ่นหินปิดเส้นทางใต้ดินเอาไว้ เยว่เฟยหลิงมองไปรอบๆ ไม่ใช่แค่หรงเทียนแม้แต่องค์หญิงหรงหยวนก็อยู่
“หรือว่าเพราะะเิที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง?”เฟิงหลันเอ่ยถาม หรงเทียนพยักหน้าก่อนจะเชิญทั้งสองเข้าไปนั่งในตำหนักทหารองครักษ์ปิดตำหนักจนภายในเกือบมืดไปทั้งหมด
“ก่อจลาจล” หรงเทียนเอ่ยขึ้น แต่คนฟังมีสีหน้างุนงงหากไม่นับเื่ที่ฮ่องเต้เพิ่มกำลังทางการทหารจนผิดสังเกตก็นับว่าฮ่องเต้ปกครองแผ่นดินจนผาสุขร่มเย็นเป็อย่างดีประชาชนอยู่ดีกินดีมีฐานะมั่นคงและหากจะบอกว่าคนที่เป็ปรปักกับฮ่องเต้เป็คนก่อจลาจลก็นับว่าคงจะเร็วเกินไปสำหรับหนึ่งปีที่ฮ่องเต้เพิ่งขึ้นครองราชษ์ การรวบรวมกำลังคนรวมถึงหลักฐานพฤติกรรมของฮ่องเต้ไม่สามารถทำได้เพียงแค่ปีเดียวดังนั้นจึงเป็ไปไม่ได้ที่จะเป็ฝีมือของคนใน
เท่าที่พวกเขาคิดได้ คงไม่มีใครอื่นที่คิดทำแบบนี้
คนที่พวกเขาเพิ่งค้นพบการมีตัวตนอยู่เมื่อคืน
“มีเค้าลางมาก่อนหรือเปล่า”หากมีสัญญาณที่จะก่อจลาจล จะเป็ไปได้อย่างไรที่ทหารจะตั้งรับไม่ทัน
“เปล่า ข้าก็เพิ่งได้รับรายงานว่าเกิดจลาจลในเมืองหลวงตอนนี้ฝ่าากำลังสั่งคนไปปราบจลาจล” เกิดขึ้นทันทีทันใดอย่างนั้นรึจะเป็ไปได้อย่างไร
“แล้วสาเหตุที่ทำให้เกิดจลาจลล่ะ”
“เื่นั้นยังสืบหาสาเหตุไม่ได้จนกว่าจะจับตัวคนกระทำผิดได้เพราะไม่มีสัญญาณที่จะเกิดจลาจลมาก่อนจึงเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ไม่ทัน แต่คิดว่าไม่เกินหนึ่งชั่วยามก็จะควบคุมสถานการณ์ได้”หรงเทียนคาดการณ์ว่าไม่ถึงหนึ่งชั่วยามสถานการณ์จะสงบลงและคงหาตัวคนกระทำผิดได้ แต่ปัญหาใหญ่จะตามมาหลังจากนั้น
่นี้เป็งานเทศกาลใหญ่ของเมืองหลวงผู้คนมากหน้าหลายตาแขกบ้านแขกเมืองต่างหลั่งไหลเข้ามาในแคว้นเพื่อชมงานเทศกาลนี้โดยเฉพาะงานเทศกาลขอพรคู่รักที่ขึ้นชื่อของแคว้นตอนนี้แม้แต่ต้นไม้ขอพรก็ถูกเผาไปด้วย ชาวเมืองต่างโกรธแค้นมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมื่อวันก่อนมีคู่รักที่เพิ่งได้กำไลด้ายแดงเส้นพิเศษไปอีกทั้งยังเป็ห่วงผู้ที่ได้กำไลด้ายแดงไปว่าจะเป็อะไรหรือเปล่า
“พวกทหารถูกส่งไปดูแลแขกที่อยู่ภายในเมืองหลวงแล้วหลังจากที่เหตุการณ์สงบเราจะส่งพวกเขาออกนอกเมือง” ถ้าพวกทหารถูกส่งไปดูแลแขกที่มาเมืองหลวงแล้วทำไมหรงเทียนจะต้องส่งองครักษ์ไปรับพวกเขามาที่นี่ด้วย
“หากเป็เช่นนั้นไยองค์ชายต้องให้องครักษ์ไปรับพวกเรามาถึงที่ตำหนัก” นอกจากนั้นยังให้ใช้เส้นทางลับใต้ดินที่มีไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวเองในการเดินทางเข้ามาแล้วยังเป็สถานการณ์ที่เกิดจลาจลเช่นนี้ หรงเทียนไม่ได้ประมาทเกินไปหรอกรึ
“กับเื่นั้นข้าจำเป็ต้องทำ”
“จำเป็?”
“เื่นี้เป็ข้าที่ผิดเองเ้าค่ะ” สองสามีภรรยาหันไปมององค์หญิงหรงหยวนที่เอ่ยขึ้น นางมีสีหน้าที่เป็กังวลเป็เพราะนางผู้มีพระคุณของนางถึงต้องมาถูกหมายตาเช่นนี้
“ฝ่าาทรงทราบเื่ที่มีคนช่วยน้องหญิงออกมากับองครักษ์ของข้ายังไม่สามารถช่วยน้องหญิงออกมาได้ แต่เมื่อข้าหาคนอื่นไปช่วยแทนกลับช่วยออกมาได้ข้ากลัวว่าอีกไม่นานฝ่าาจะต้องตามหาพวกท่านข้าจึงให้พวกท่านมาหลบอยู่ที่นี่ก่อนจนกว่าฝ่าาจะเลิกสนพระทัย”
“หมายความว่าอย่างไร?”คิดจะขังพวกเขาเอาไว้ในตำหนักขององค์ชายรองอย่างนั้นรึ
“ข้าเกรงว่า...ด้วยความสามารถของท่านอวี้เฟิงฝ่าาจะต้องรั้งตัวท่านเอาไว้เมื่อเป็เช่นนั้นทั้งท่านอวี้เฟิงและท่านอวี้เยว่หลิงจะไม่ปลอดภัย” หรงเทียนรู้ดีว่าหากเสด็จพี่้าอะไร เขาจะต้องได้มาด้วยฝีมือของอวี้เฟิงแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเสด็จพี่ย่อมไม่มีทางปล่อยไป โดยเฉพาะคนที่หรงเทียนเป็คนไปขอร้องด้วยตัวเอง
หากไม่ใช่คนยอดฝีมือจริงใครที่ไหนจะกล้าเอาชีวิตของน้องสาวไปใส่ไว้ในกำมืออีกฝ่าย
แน่นอนว่าข่าวการถูกคนซุ่มจู่โจมของนายกองมิ่งคังก็ต้องรู้ถึงฝ่าาแล้วเช่นกันแล้วคนที่ช่วยชีวิตมิ่งคังรวมถึงช่วยน้องสาวของฮ่องเต้จนรอดปลอดภัยยังเป็คนคนเดียวกันฮ่องเต้จะปล่อยผ่านคนผู้นี้ไปได้อย่างไร
ไม่คิดว่าการได้คนผู้นี้มาไว้ข้างกายจะเป็ประโยชน์ต่อตัวเองหรอกรึ
“ไม่ปลอดภัยอย่างนั้นรึ”
“ผู้ที่ฝ่าาทรงหมายตาไม่มีใครหนีรอดไปจากพระหัตถ์ของฝ่าาได้หลังจากจบเื่จลาจลวันนี้ฝ่าาคงมีราชโองการให้ตามหาพวกท่าน และข้าคิดว่าราชโองการให้ตามหาคงไม่ใช่แค่เพื่อมอบรางวัลให้พวกท่านอย่างแน่นอน”ทั้งสองคนนิ่งเงียบแต่ก็ไม่ได้มีท่าทีที่เป็กังวลหรือว่าหวาดกลัวแต่อย่างใด
“องค์ชายรองจะบอกว่าการที่ฝ่าาหมายตาพวกเราไม่ใช่เื่ที่ดี?”
“อย่างน้อยข้าก็คิดเช่นนั้น”เฟิงหลันกับเยว่เฟยหลิงมองหน้ากันก่อนจะเหลือบมองไปทางมิ่งคังที่เป็ต้นเหตุหรือจะบอกว่าเป็จุดเริ่มต้นที่พวกเขาเลือกเพื่อใช้เป็ใบเบิกทางมาที่เมืองหลวงดี
ช่างเป็คนที่ดึงดูดเื่วุ่นวายเก่งเสียจริง
“เช่นนั้นพวกเราต้องรบกวนองค์ชายรองแล้วหวังว่าพวกเราจะไม่ต้องรั้งอยู่ที่นี่นานเกินไป” เฟิงหลันตอบรับที่จะอยู่ที่นี่ซึ่งเยว่เฟยหลิงก็ไม่ได้คัดค้านอะไรทางหรงเทียนเองก็รับปากว่าจะดูแลพวกเขาเป็อย่างดี
แต่เฟิงหลันและเยว่เฟยหลิงรู้ว่าการรับปากแบบนี้ไม่ว่าจะมิ่งคังหรือหรงเทียน ย่อมต้องผิดคำของตัวเองแน่นอนในอนาคต
ก็มิ่งคังทำมาแล้วนี่เื่มันถึงได้วุ่นวายมาจนถึงตอนนี้อย่างไรเล่า