การกวาดมูลสัตว์ลากของใน่เช้ามืดไม่ใช่งานที่เอื้อต่อการฟื้นฟูร่างกายนัก
หลงเทียนใช้สองมือพยุงด้ามไม้กวาดหยาบ ยัดเศษฟางชื้นและขี้ก้อนโตของเหล่าบรรดาสัตว์อสูรขนส่งทั้งหลาย ลงในถังไม้ ทุกครั้งที่ต้องก้มตัวลงยกถังขยับไปตามแนวคอก ความร้อนลึกใต้กระดูกอกจะแล่นขึ้นมาจนลิ้นชื้นด้วยรสฝาดเค็มของเื แผลที่ไหล่ซ้ายและต้นแขนซึ่งควรจะสมานตัวยังคงส่งแรงดึงรั้งผิวเนื้อทุกครั้งที่เขาออกแรงผลัก
หากเปรียบเทียบกับชีวิตเก่าที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งปั่นงานกราฟิกส่งลูกค้าจนถึงตีสาม งานนี้ก็คล้ายกับการถูกย้ายจากแผนกออกแบบไปอยู่แผนกยกของในคลังสินค้า โดยไม่มีโบนัส ไม่มีน้ำยาปรับผ้านุ่ม และไม่มีกาแฟกระป๋องให้กดจากตู้หยอดเหรียญ
“เ้ายังกวาดไม่ถึงครึ่งทางเลย” เสียงของเป่าดังขึ้นจากด้านหลังคอกไม้ ชายหนุ่มยกถังใส่น้ำหนักอึ้งวางลงบนชั้นรางป้อนอาหาร ก่อนจะปัดเศษขนสัตว์ออกจากหน้าตัก “ศิษย์สายนอกอย่างข้าส่งยาเสร็จก็ควรไปฝึกปราณแท้จริง แต่กลับต้องมาดูคนไร้ปราณยืนเกาะไม้กวาดที่ท่าทางเหมือนคนแก่ใกล้สิ้นลม”
หลงเทียนสูดลมหายใจเข้าช้าๆ กดความรู้สึกจุกในอกลงไป “ถ้าข้าล้มลงตรงนี้ เ้าจะช่วยกวาด หรือจะช่วยจดบันทึกว่าข้าอู้งาน?”
“ข้าจะช่วยเรียกเสมียนมาหักค่าจ้างเ้า” เป่าหัวเราะพลางเอามือล้วงห่อผ้าข้างเอว หยิบถาดไม้แบนๆ ที่แบ่งเป็สามช่องออกวางบนแท่นหิน ช่องแรกบรรจุฟางแห้งเนื้อสาก ช่องที่สองมีเมล็ดธัญพืชสีน้ำตาลอมแดงที่ส่งกลิ่นหอมสะอาดจางๆ ส่วนช่องสุดท้ายมีผงสีดำสลับทองละเอียดขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย
“นี่คืออาหารเลี้ยงสัตว์สามระดับของสำนักเรา” เป่าชี้ช่องแรก “ฟางธรรมดาสำหรับสัตว์ลากของทั่วไป สำนักออกค่าใช้จ่ายให้ฟรี ช่องสองคือเมล็ดข้าวสาลีผสมปราณ สำหรับสัตว์เดินทางที่ใช้พลังเยอะหรือสัตว์เฝ้าประตูระดับต่ำ สรรพคุณช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้นเล็กน้อย และช่องสุดท้าย..”
เป่าแตะผงสีดำทอง “ผงแก่นอสูร บดละเอียด สำหรับสัตว์ต่อสู้หรือสัตว์อัญเชิญสายรบโดยเฉพาะ สัตว์พวกนี้ไม่กินหญ้าแห้ง พวกมัน้าพลังธาตุบริสุทธิ์เพื่อคงสภาพร่างเนื้อและฟื้นฟูาแ”
หลงเทียนมองผงทองคำขนาดเล็กนั้น “แล้วของเหราคือช่องไหน?”
“หากเ้าอยากให้มันเป็เพียงสัตว์แบกฟาง ช่องแรกก็พอ” เป่าตอบพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “แต่ถ้าเ้าอยากพิสูจน์ตามเงื่อนไขของาุโโม่ เ้าต้องใช้ช่องที่สาม สัตว์อัญเชิญนอกตำราของเ้าเพิ่งรับแรงชนจากกระทิงเหล็กจนเกล็ดสั่น หากไม่ได้รับพลังธาตุบริสุทธิ์เข้าไปชดเชย การเรียกครั้งหน้ามันอาจจะไม่ยอมตอบรับ หรืออาจจะอ่อนแอจนรับแรงชนแม้กระทั่งของเด็กทารกก็ยังไม่ได้”
“ผงนั่น ราคาเท่าไหร่?” หลงเทียนถามคำถามที่สำคัญที่สุดทันที
“ผงหนึ่งซองขนาดหนึ่งตำลึง ราคาห้าเหรียญเงิน” เป่าลากนิ้วผ่านขอบถาด “ข้าวต้มของเ้ามื้อละไม่กี่เหรียญทองแดง เงินเดือนศิษย์รับใช้ทั้งหมดรวมค่าเบี้ยเลี้ยงงานเสริมยังไม่ถึงครึ่งตำลึงด้วยซ้ำ าุโโม่อนุญาตให้เ้าเบิกซองนี้ไปใช้ก่อนได้ แต่..”
“แต่จะถูกบันทึกเป็หนี้ และหักจากค่าจ้างกวาดคอกของข้าในอนาคต” เทียนต่อประโยคให้เสร็จพลางถอนหายใจยาว ความรู้สึกเหมือนตอนเซ็นสัญญาผ่อนโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกย้อนกลับมาทันที ต่างกันตรงที่ตอนนั้นเขายังได้เครื่องมาถือเล่น แต่ตอนนี้เขาต้องเอาเงินไปซื้อผงฝุ่นให้งูโบราณที่มีขากิน
“เข้าใจง่ายดี” เป่าส่งซองหนังขนาดเล็กให้ “เ้าจะเก็บไว้ใช้เมื่อไหร่?”
“วันนี้” หลงเทียนยัดซองหนังเข้าใต้สาบเสื้อสีเทาหยาบ “ข้าต้องออกไปทุ่งสมุนไพร ถ้าไม่มีเหราช่วย ข้าคงลากตะกร้ากลับมาไม่ถึงสำนักแน่”
ยังไม่ทันที่เป่าจะเตือนเื่ความเสี่ยง เสียงรองเท้าผ้าใบกดลงบนพื้นทรายหน้าโรงเลี้ยงสัตว์ก็ดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาวในชุดศิษย์สีน้ำเงินสะอาดก้าวเข้ามาในขอบเขตแสงแดด ผมยาวของนางถูกรวบขึ้นอย่างมีระเบียบ แผ่นอกมีตราสัญลักษณ์หอสมุนไพรสลักอยู่ ใบหน้าของหลินเยว่เรียบตึงเมื่อกวาดสายตามองกองมูลสัตว์และสภาพของหลงเทียน
“เ้าคือผู้ช่วยที่ผู้ดูแลกวนส่งมา?” หลินเยว่ถาม น้ำเสียงไม่มีความล้อเล่น “ข้า้าคนแบกตะกร้าสองคน แต่กวนเซิงบอกว่าส่งคนใหม่มาช่วยทำแทน ข้าดูสภาพเ้าแล้ว... สีหน้าค่อนข้างซีดเซียว จะมีแรงแบกของขึ้นเขาจริงหรือ?”
หลงเทียนค้อมตัวลงเล็กน้อย พยายามรักษามารยาท “ข้าหลงเทียน ขอรับ ร่างกายเพียงล้าเล็กน้อย.. แต่ทำงานได้แน่นอน”
หลินเยว่มองไปที่แขนซ้ายของเขาซึ่งมีร่องรอยาแฉกรรจ์จากการต่อสู้เมื่อวาน ทว่านางต้องแปลกใจเมื่อพบว่าปากแผลสมานตัวแห้งสนิทจนแทบไม่เหลือคราบเืใหม่ มีเพียงรอยแผลเป็สีจางที่เพิ่งก่อตัวขึ้นราวกับผ่านการรักษามาเป็สัปดาห์ แต่นางก็ยังขมวดคิ้ว “ต่อให้แผลหายดีแล้ว แต่งานเก็บหญ้าหยาดน้ำมีเวลาจำกัด ถ้าตะกร้าหนักเกินไปจนเ้าทำสมุนไพรช้ำ หรือเดินเหยียบต้นอ่อน ข้าจะหักส่วนแบ่งค่าจ้างของเ้าส่งคืนคลังกลางทันที”
“ข้าจะไม่ทำลายสิ่งใด” หลงเทียนตอบน้ำเสียงเรียบ “และข้ามีวิธีช่วยขนส่ง”
---
เส้นทางไปยังทุ่งสมุนไพรทอดยาวเลียบแนวลำธารท้ายสำนัก ฝนที่ตกเมื่อสองวันก่อนทิ้งรอยเลนลึกและแอ่งน้ำขังตลอดทาง รถเข็นไม้ของศิษย์ร่วมทีมอีกสามคนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดล้อจมลงในดินโคลนทุกๆ สิบก้าว ศิษย์รับใช้คนอื่นเริ่มบ่นอุบอิบขณะที่ต้องออกแรงดันตัวรถอย่างยากลำบาก
หลงเทียนสะพายตะกร้าไม้ไผ่ขนาดใหญ่สองใบไว้บนบ่า แม้แผลที่แขนจะแห้งสนิทแล้ว แต่น้ำหนักของตะกร้าบวกกับระยะทางที่ลาดชันก็ยังทำให้กล้ามเนื้อล้าได้ง่ายเมื่อข้ามเนินหินแรก
“หยุดก่อน” หลงเทียนเอ่ยทำลายความเงียบ เขาหันไปหาหลินเยว่ซึ่งเดินนำขบวน “ข้าขออนุญาตเรียกสัตว์อัญเชิญออกมาช่วยขนตะกร้าพวกนี้”
ศิษย์รับใช้ชายอีกคนหัวเราะขัดขึ้นมา “สัตว์เลื้อยคลานมีขาตัวนั้นน่ะหรือ? ทางโคลนแบบนี้ แม้แต่เกวียนยังจม สัตว์ที่ขาไม่สมประกอบของเ้าจะเดินอย่างไรไม่ให้หัวทิ่มล้อเลน”
หลงเทียนไม่ได้หันไปมองคนพูด เขาจ้องตาหลินเยว่แทน “มันกระจายน้ำหนักได้ดีกว่าคน และหากข้าเป็คนลากเอง ความเร็วของทีมจะช้าลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง”
หลินเยว่นิ่งคิด สายตามองดูโคลนชื้นที่ลึกถึงข้อเท้า ก่อนจะพยักหน้าแกนๆ “ห้ามเกิดวงแสงปะทุรุนแรงจนดินกระจาย และหากเ้าเริ่มกระอักเื ข้าจะสั่งให้เ้าส่งมันกลับทันที”
หลงเทียนสูดหายใจลึก ยื่นมือขวาเข้าไปในสาบเสื้อ แกะซองหนังแล้วโรยผงแก่นอสูรสีดำทองลงบนพื้นโคลนตรงหน้า นิ้วหัวแม่มือขวากดลงที่กึ่งกลางหน้าอกตรงรอยอุ่นจางๆ ของพลังนาคา
ความร้อนใต้ิัเริ่มขยับตัว มันแล่นผ่านชีพจรขึ้นมาถึงคอหอย รสคาวเืจางๆ ปรากฏในปากทันทีที่กระแสพลังดึงรั้งแผลในทรวงอก หลงเทียนกัดฟันแน่น พยายามประคองสมาธิไม่ให้กระจัดกระจาย วงแสงสีแดงอมทองเปิดออกบนพื้นโคลนอย่างไร้เสียง ฝุ่นแก่นอสูรถูกดูดซับหายไปในพริบตา
ร่างสีทองหม่นของเหราก้าวออกมาจากแสงสว่าง เกล็ดหนาตามลำตัวของมันมีรอยเปื้อนดินแห้งจากลานสอบเมื่อวาน ดวงตากลมโตสีเข้มจับจ้องมาที่หลงเทียนทันที มันขยับหัวต่ำ คางเกือบแตะพื้นโคลน
“ขากล้ามเนื้อหนา แต่ลำตัวกลับยาวรุงรังเหมือนงู” ศิษย์ร่วมทีมคนเดิมพึมพำ “คนประเมินพูดถูก สัตว์อสูรเลย์เอาต์ประหลาดเช่นนี้จะเดินในแปลงได้อย่างไรโดยไม่ลากหางทับรากไม้”
หลงเทียนละเลยเสียงวิจารณ์ เขาเดินเข้าไปหาเหรา ยื่นมือลูบเกล็ดข้างแก้มมันเบาๆ ความสากและเย็นของเกล็ดช่วยเหนี่ยวนำความร้อนใต้หน้าอกให้ไหลเวียนอีกครั้ง อาการจุกเสียดแน่นอกและรสคาวเืที่เพิ่งพุ่งขึ้นมาเมื่อครู่พลันมลายหายไปอย่างรวดเร็ว ปอดของเขากลับมาสูดลมหายใจได้ลึกเต็มที่เกือบจะเป็ปกติในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ เขารู้สึกทึ่งกับความเร็วในการฟื้นตัวของร่างกายตนเอง ก่อนจะหยิบตะกร้าไม้สองใบแขวนเข้ากับโครงไม้กระชับตัวที่เป่าช่วยเตรียมให้ก่อนออกเดินทาง
เหราส่งเสียงครางต่ำในคอ ตัวมันสั่นเล็กน้อยเมื่อรับน้ำหนักตะกร้า แต่กรงเล็บทั้งสี่กดลึกลงในโคลนอย่างมั่นคง
“เหรา” หลงเทียนเรียกชื่อมันและพยายามออกคำสั่งยาว “เดินตามข้า เลี่ยงทางลาดชัน คอยระวังตะกร้าไม่ให้กระแทกหินด้วย”
เหรานิ่งเฉย ดวงตาของมันมองไปทางลำธารสลับกับหางของตนเอง มันไม่เข้าใจคำสั่งยาวๆ เ่าั้เลย
เทียนนึกถึงคำเตือนของาุโโม่ที่ลานสอบ เขาถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ยกเท้าขวาขึ้นแล้วเคาะส้นเท้าลงบนพื้นดินแข็งข้างแนวโคลนสองครั้งดัง *ตึก.. ตึก..*
หัวของเหราหันขวับมาทันที มันขยับตัวก้าวตามเสียงเคาะนั้นช้าๆ เทียนทดลองต่อ เขาเดินไปข้างหน้าแล้วเคาะส้นเท้าหนึ่งครั้งหนักๆ *ตึก!* เหราหยุดก้าว ขาหน้าทั้งสองข้างเกร็งรับน้ำหนักตะกร้าทันที จากนั้นเขาใช้เท้าขวาลากโคลนถอยหลังแล้วเคาะหนึ่งครั้ง เหราส่งเสียงฟู่เบาๆ ก่อนจะถอยหลังตามรอยเท้าของตนเองไปสองก้าว
“การสื่อสารด้วยแรงสั่น..” หลินเยว่เฝ้ามองอยู่นานเดินเข้ามาใกล้ “เ้าใช้การสั่นะเืของดินแทนคำสั่ง?”
“มันไม่ได้ยินคำสั่งซับซ้อน หรืออาจจะเข้าใจภาษาคนละแบบ” หลงเทียนประเมินพลางปรับตำแหน่งสายสะพายของเหรา “แต่การเคาะพื้นทำให้มันจับทิศทางได้ง่ายกว่า”
“ช้าอยู่ทำไม รีบเดินต่อได้แล้ว ตะวันจะตรงหัวก่อนที่เราจะถึงทุ่ง” หลินเยว่สั่งการและออกเดินนำอีกครั้ง
เหราเดินตามหลงเทียนไปอย่างเงียบเชียบ ทุกครั้งที่เท้าของมันััพื้นโคลนชื้น หลงเทียนสังเกตเห็นว่ามันไม่ได้เหยียบลงไปตรงๆ เหมือนควายลากไถ กรงเล็บแบนกว้างของมันจะกางออกเล็กน้อยเพื่อกระจายแรงกด ลำตัวที่ยาวคล้ายนาคช่วยเฉลี่ยน้ำหนักทำให้ตัวมันจมลงในโคลนน้อยกว่ารถเข็นไม้ของศิษย์คนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่กรงเล็บหน้าของมันจะแตะลงใกล้กับยอดอ่อนของหญ้าป่า เหราจะเบี่ยงข้อเท้าหรือยืดก้าวข้ามไปราวกับรู้ล่วงหน้าว่าตรงนั้นมีต้นไม้ขึ้นอยู่ ทั้งที่โคลนหนาบดบังทัศนวิสัยจนหมด
หลงเทียนมองภาพนั้นแล้วเก็บคำถามไว้ในใจ บางทีสิ่งที่เหราจับได้อาจไม่ใช่แค่แรงเคาะส้นเท้าของเขา
---
ทุ่งสมุนไพรท้ายสำนักตั้งอยู่บนลานลาดชันที่มีสายน้ำซึมจากหน้าผาหิน ดินบริเวณนี้ชุ่มน้ำและดำขลับ เต็มไปด้วยกอหญ้าหยาดน้ำที่มีใบเรียวแหลมสีเขียวเข้ม ปลายใบมีหยดน้ำใสค้างอยู่ตลอดเวลาแม้ในยามสาย
“หญ้าหยาดน้ำที่ใช้ได้ต้องมีหยดน้ำแข็งตัวเป็ก้อนมนเหนียวและไม่ร่วงหล่นเมื่อโดนลม” หลินเยว่สาธิตการเก็บช้าๆ นางใช้มีดสั้นเซาะดินห่างจากโคนต้นหนึ่งนิ้ว ค่อยๆ แซะรากฝอยสีขาวขึ้นมาทีละเส้น “หากรากหลักขาด ยางสมุนไพรจะรั่วไหลและสูญเสียฤทธิ์ยาภายในครึ่งชั่วยาม”
ศิษย์รับใช้ต่างแยกย้ายกันไปตามแปลงดินเพื่อเริ่มงาน หลงเทียนสั่งให้เหราหมอบลงข้างโขดหินใหญ่เพื่อพักผ่อน เขาใช้เวลา่แรกช่วยลากตะกร้าเก็บรวบรวมสมุนไพรส่งให้หลินเยว่ตรวจรับรองคุณภาพ
“เ้าตัวยาวนั่นหมอบนิ่งดี” ศิษย์คนหนึ่งที่เคยหัวเราะเยาะหันมามอง “แต่ระวังหางมันกวาดโดนสมุนไพรใบหักก็แล้วกัน ถ้าหญ้าหยาดน้ำช้ำแม้แต่ต้นเดียว คะแนนทีมเราโดนหักทั้งหมดแน่”
หลงเทียนเลือกที่จะไม่ตอบโต้ เขาเดินกลับมาหาเหรา สังเกตลมหายใจที่สม่ำเสมอของมัน ท้องของมันแนบชิดกับผิวดินเปียกชื้น รอยเกล็ดสีแดงทองสะท้อนแสงแดดจางๆ
เทียนย่อตัวลงข้างๆ ลองเอามือวางลงบนแผ่นดินโคลนข้างตัวเหรา ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงกระแสความร้อนจางๆ ใต้อกเต้นตอบรับสอดคล้องกับชีพจรของสัตว์อัญเชิญ ในโสตประสาทของเขาไม่มีเสียงพูด แต่มีความรู้สึกแปลกประหลาดส่งผ่านมา เป็ความรู้สึกสั่นพริ้วที่แล่นผ่านผิวดินเปียกชื้นใต้ฝ่ามือ
มันคล้ายกับเครื่องรับสัญญาณที่จับแรงกระเพื่อมรอบตัว
เหราลุกขึ้นยืนช้าๆ โดยที่เทียนยังไม่ได้เคาะพื้นเรียก มันก้าวเดินออกไปนอกแปลงสมุนไพรที่พวกเขากำลังเก็บเกี่ยว ตรงไปยังลานดินว่างเปล่าซึ่งอยู่ใต้เงาหน้าผาชัน ดินตรงนั้นแห้งกว่าและไม่มีหญ้าหยาดน้ำขึ้นเลยแม้แต่ต้นเดียว
“เหรา หยุด!” หลงเทียนรีบเดินตาม พยายามเคาะส้นเท้าหนึ่งครั้งหนักๆ *ตึก!*
เหราหยุดก้าวตามสัญญาณ แต่มันไม่ยอมหันกลับ ดวงตากลมโตจ้องเขม็งลงบนพื้นดินว่างเปล่าเบื้องหน้า มันยกกรงเล็บขวาขึ้น แตะลงบนพื้นดินแห้งเบาๆ สามครั้งซ้ำกัน จากนั้นใช้ปลายเล็บคมขีดเป็วงกลมล้อมรอบพื้นที่ขนาดเท่าฝ่ามือหนึ่งวง
“เ้าสัตว์นั่นทำอะไรของมัน?” หลินเยว่เดินเข้ามาสมทบ คิ้วของนางขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นเหราก้มหน้าเอาจมูกดมดินตรงกลางวงที่มันขีดไว้
“มันกำลังชี้จุด” หลงเทียนกล่าว สมมติฐานในหัวของเขาเริ่มชัดเจนขึ้น “ข้าคิดว่ามันตรวจพบโครงสร้างบางอย่างใต้ดินตรงนี้”
“ไม่มีทาง” หลินเยว่ค้านเสียงแข็ง “หญ้าหยาดน้ำชอบดินชื้นแฉะที่มีร่มเงาไม้ ดินใต้ผาตรงนี้แห้งเกินไปและไม่มีต้นอ่อนขึ้นบนผิวเลยสักนิด หากขุดลงไปแล้วว่างเปล่า เ้าหน้าที่จะนับว่าเราทำลายระบบดินของแปลงงานและจะปรับคะแนนรวมของทีม”
ศิษย์รับใช้คนอื่นเริ่มมายืนดู บางคนส่ายหน้าอย่างระอา “ศิษย์รับใช้ใหม่คิดจะอวดอุตริเลียนแบบสัตว์ค้นหาของมีค่าหรืออย่างไร? สัตว์วิเศษสายรบกวนดินของเ้าเพิ่งเคยมาทุ่งนี้ครั้งแรก จะรู้ดีกว่าระบบสมุนไพรที่สำนักเพาะเลี้ยงมาเป็สิบปีได้อย่างไร”
หลงเทียนมองวงกลมบนพื้นดินแห้ง เหรายังคงใช้เท้าหน้าแตะเบาๆ อยู่ที่ขอบวงไม่ยอมขยับไปไหน ดวงตาของมันเงยขึ้นสบตาเขาราวกับจะย้ำเตือนสมมติฐานที่ส่งผ่านความร้อนในอก
เขารู้ดีว่าหากขุดพลาด หนี้ค่าจ้างของเขาจะเพิ่มขึ้น และโอกาสที่หลินเยว่จะช่วยรับรองผลงานให้เขาก็จะหลุดลอยไปด้วย แต่ความลังเลนั้นคงอยู่เพียงอึดใจเดียว ท่าทางมั่นคงและการวางเท้าหลบหลีกต้นอ่อนตลอดทางทำให้เขาเลือกที่จะเชื่อใจสัญชาตญาณของมันมากกว่ามาตรวัดของคนอื่น
“ข้าจะขุดเอง” หลงเทียนเอ่ยขัดเสียงซุบซิบ “หากโดนหักคะแนนหรือเสียค่าปรับ ข้าจะรับผิดชอบหนี้ส่วนนั้นคนเดียวทั้งหมด”
เขาย่อตัวลง ค่อยๆ ฝังมีดสั้นลงบนขอบวงกลมที่เหราขีดไว้ ความร้อนในอกเต้นรัวสอดรับกับแรงสะท้อนจากพื้นดินที่ส่งผ่านคมมีดขึ้นมาให้เขาเริ่มััได้จางๆ
---