ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 20. ตอนที่ 1. ม่านหมอกเวียงสรวง

    “ไอ้อินทร์สรงแม้นมีโทษก็น้องกู เหตุใดพวกมึงดูแลมันเยี่ยงนี้ ไป…พวกมึงจงไปเอาตัวน้องกูไปอาบน้ำอาบท่า ผมเผ้าเสียแล้วก็ตัดทิ้งเสีย อย่าปล่อยให้จับก้อนรุงรังเช่นนั้น แลไปตามคนมาเก็บกวาดขี้เยี่ยวให้สะอาดเรียบร้อย ด้านนอกก็ตัดหญ้าตัดแต่งกิ่งไม้แห้งออกทิ้งเสีย ยามนี้หน้าแล้งจงเร่งไปจัดการ ยามลมฝนมาจักได้ไม่หักร่วงลงเรือนให้เสียหาย จงเร่งทำบัดเดี๋ยวนี้ กูจักยืนเฝ้าดูพวกมึงจนกว่าจักแล้วงาน” คำสั่งของเจ้ามหาชีวิตดังประกาศิต มิมีผู้ใดกล้าขัดขวาง พระองค์ราวกับมองเห็นใบหน้ามอมแมมเปอะเปื้อนนั้น หันมาแย้มยิ้มให้กับพระองค์ด้วยความดีใจ

    ขุนหลวงอินทร์ถวายทรงมองดูบ่าวไพร่ช่วยกันอาบน้ำให้คนบ้าด้วยความทุลักทุเล แต่ที่เห็นอยู่ในเพลานี้คงนับว่าดีมากแล้วเมื่อเทียบกับทุกวันที่ผ่านมา

    “ไอ้แสนเมืองสิงห์ วันจันทร์ดับที่จักมาถึง มึงจงจัดเตรียมเครื่องเซ่นสังเวยบัดพลีให้กู กูจักส่งผีจำหัวน้องออกร่างมันไปเสีย ปล่อยไว้เช่นนี้นานเกินไปแล้ว จักตามหาเอาดวงจิตมันไม่เจอ แม่เขาคงทุกข์ใจนักพาลจักโกรธเคืองมาถึงกู”

    “พระองค์มิได้ทำอันใด เจ้านางจันทร์แดงก็หาได้พอใจไม่ ที่เจ้าอินทร์สรงต้องเป็นเช่นนี้ ผลก็มาจากการเลี้ยงดูมิใช่ฤา ขุนหลวงพรหมเสกแลราชบุตรธิดาพระองค์อื่น ก็มิเห็นมีผู้ใดเป็นเยี่ยงมัน ที่คิดฝักใฝ่ทำร้ายพระองค์ให้ถึงตาย พระองค์ทรงพระเมตตาต่อมันแม่ลูกยิ่งแล้ว ที่คิดจักล้างอาถรรพ์แก้คุณของให้แก่มัน เจ้ามหาชีวิตฝนแสนห่าก็ทรงสั่งเสียแล้วมิใช่ฤา ว่าหากมันเลวร้ายนัก ก็ส่งมันไปสู่ความตาย เหตุใดพระองค์ถึงต้องเก็บมันไว้อีกเล่า"

    “ไอ้เมืองสิงห์ นี่มันก็น้องกูนา หากกูช่วยมันได้ บุญใหญ่ยิ่งกว่าปล่อยวัวปล่อยควายเชียวหนามึง ลองดูเถิด หากบุญมันยังมี กูก็ขอให้มันจงพ้นจากทุกข์คืนความเป็นคนดั่งเดิม แต่หากวาสนามีมาเพียงเท่านี้ ความตายคงเป็นหนทางสุดท้ายที่กูจักเลือกให้มัน”

     

    แสงแดดสุดท้ายของวันลาลับเหลี่ยมเขา ทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าสีแดงชาดราวกองเพลิงที่ค่อย ๆ ดับมอดลง บรรยากาศรอบคุ้มร้างท้ายเวียงแก้วเปลี่ยนจากความวังเวงเยือกเย็น กลายเป็นความคึกคักไปด้วยผู้คนหนาตา ข้าราชบริพารและเหล่าขุนนางแห่งสุวรรณโคมคำ ต่างเข้ามานั่งสงบนิ่งล้อมรอบลานพิธี ที่ถูกจัดเตรียมอย่างประณีตโดยเจ้าแสนเมืองสิงห์

    กระถางเพลิงถูกจุดบูชาด้วยแก่นไม้หอม ตั้งไว้สี่ทิศเพื่อบูชาผีท้าวคุมทิศ ตรงกลางลาน แหย่งไม้สักหนาถูกปูด้วยผ้าขาวสะอาด ร่างของเจ้าอินทร์สรงที่บัดนี้ถูกตัดผมเผ้าและผลัดเปลี่ยนผ้าผ่อนผืนใหม่ นอนสงบนิ่งอยู่บนนั้น มันถูกมัดแขนขาตรึงไว้กับขาแหย่งเพื่อมิให้ดิ้นรนวุ่นวาย หากแต่ดวงตาที่ยังเบิกโพลงกลับแดงก่ำ และกลิ้งกลอกไปมาอย่างน่าสยดสยอง ปากที่แห้งกรังพึมพำภาษามนุษย์ที่ฟังไม่ได้ศัพท์ สลับกับเสียงขู่คำรามในลำคอราวกับสัตว์ป่าดุร้าย น้ำลายเหนียวไหลย้อยบ้างหัวล่อบ้างบ่นพึมพำชวนเวทนา

    เจ้ามหาชีวิตขุนอินทร์ถวาย ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์ เกล้ามวยรัดเกล้าด้วยประคำไม้หอมทัดเหน็บดอกไม้ขาว สวมคล้องสร้อยประคำอวโลหะ พระหัตถ์หนึ่งทรงถือดวงแก้วนาคินทร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งสุวรรณโคมคำ ดวงแก้วโบราณแห่งพญานาคินทร์ผู้ปกปักรักษาเมือง อีกหัตถ์หนึ่งถือด้ายฝ้ายสายสิญจน์ที่โยงมาจากองค์พระประติมา เพื่ออาศัยใช้อำนาจแห่งพุทธะแลนาคินทร์ นำพาใจคนให้กลับมาคืนสู่กาย พระพักตร์ที่เคยนิ่งสงบบัดนี้เคร่งขรึมและเต็มไปด้วยตบะบารมี ก่อนถึงวันพิธีใหญ่ องค์อินทร์ถวายต้องละเว้นเนื้อสัตว์ แลถือศีลเคร่งครัด เพื่อสร้างฐานบารมีต่อสู้กับมนต์ดำแฝงกายไอ้อินทร์สรง

    "สะมุหะก๊ะติ สะมุหะก๊ะต๋า สะมุหะสีมา สะมุหะนัยยะ ยะถอน ยะถอน ยุรุตตะมานัยยะ สัยยะทินธิ หุรุ หุรุ สวาหาย "

    สุรเสียงกังวานของเจ้ามหาชีวิต ที่เริ่มสวดบทขับไล่เสนียดจัญไร ทันทีที่บทสวดถอนเริ่มขึ้น ลมหัวกุดก็พัดกระโชกเข้าใส่ลานพิธีจนเปลวเพลิงวูบไหว เสียงกรีดร้องลึกลับดังขึ้นจากยอดไม้แห้งรอบคุ้ม ราวกับสัมภเวสีแลผีร้ายที่เจ้าอินทร์สรงเคยเลี้ยงดูไว้เพื่อหมายเอาชีวิตพี่ชาย กำลังดิ้นรนเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังกลิ่นอายแห่งพุทธะแลพระเวทย์คาถา

    เหล่าขุนนางแลเจ้านายที่มาเฝ้ารอดูพิธีกรรม บ้างมองหาต้นเสียง บ้างขยับเข้าสวมกอดกัน เจ้านางจันทร์แดงที่ประทับอยู่ไม่ไกล ทรงกำพระหัตถ์แน่น น้ำพระเนตรคลอเบ้า ด้วยทรงมองเห็นบุตรชายของตนตัวสั่นเทิ้ม ผิวหนังใต้ร่มผ้าของเจ้าอินทร์สรงเริ่มปูดโปน คล้ายดั่งก้อนเนื้อขยับเขยื่อนเคลื่อนกาย ลื่นไหลไปมาเหมือนสิ่งมีชีวิตบางอย่างเลื้อยคลานอยู่ภายใต้เนื้อหนังคน

    เจ้าอินทร์สรงจากที่สงบ ก็เริ่มเปล่งเสียงร้องโหยหวนทรมาน

    “ลูกแม่…” นางตะโกนเรียกบุตรแห่งตน แลทำท่าจะลุกกระโจนเข้าหาลูกชาย จนนางกำนัลใกล้ชิดต้องรีบยื้นจับรั้งร่างของนางเอาไว้ ไม่ให้เข้าก่อกวนพิธีกรรมที่กำลังเริ่มขึ้น

    "ออกมา! ไอ้ผีร้าย…มึงจงออกมาจากร่างน้องกูเสีย หยุดกัดกินดวงจิตน้องกู แลออกมาเผชิญหน้ากับกูอย่างผู้กล้าหาญ หาใช่คุมใจคุมร่างผู้อื่นเช่นที่มึงกำลังทำอยู่!"

    เจ้ามหาชีวิตตวาดก้องพร้อมซัดน้ำมนต์เข้าใส่ร่างที่ดิ้นพล่าน ร่างของเจ้าอินทร์สรงแอ่นโค้งขึ้นจากแหย่ง แล้วทิ้งร่างกระแทกลงอย่างแรง จนกระอักออกมาเป็นมูกเมือกสีดำคล้ำ กลิ่นคาวจัดรุนแรงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ขุนนางบางคนถึงกับต้องรีบยกมือปิดจมูกแลปาก ด้วยความคลื่นเหียนปั่นปวนในท้องไส้ เจ้านายฝ่ายในบางคนทนดูต่อไปไม่ไหว ก็รีบกราบทูลลาเจ้ามหาชีวิตลุกหนีหายออกไปโอกอากอยู่นอกเขตมนต์พิธี

    เมื่อเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืน บรรยากาศกดดันจนถึงขีดสุด สายลมยังพัดโหมประลำพิธีตั้งแต่เริ่มมิหยุดหย่อน เสียงกระซิบด่าทอด้วยเพลตง (มนต์ดำ) ดังระงมออกมาจากปากเจ้าอินทร์สรง เป็นเสียงที่แหบพร่าและซ้อนกันหลายโทนสำเนียง ราวกับมีดวงวิญญาณนับสิบสิงสู่อยู่ในร่างเดียว ร่างของมันขยับเคลื่อนกายเลื้อยไปมาราวงูเปรต บางคราก็โกงแอ่นตัวร้องขู่คำรามราวสัตว์ป่า

    "มึง...ไอ้ขุนอินทร์ถวาย...กูจักเอาเลือดของมึงมาอาบมากิน เนื้อหนังแลกระดูก กูก็จักขบกินบดเคี้ยวให้แหลกคาคมเขี้ยว...จิตวิญญาณของมึงจงมาเป็นของกู บัลลังก์ฉัตรทองแลพระแสงดาบง้าวคำ ดวงแก้วมณีแห่งเผ่านาค ทั้งหมดนั่นจักต้องเป็นของกู!" ใบหน้าที่เคยงามราวแถน บัดนี้กลับบิดเบี้ยว รอยยิ้มซ้อนทับความสยอง ดวงตาแดงกล่ำดั่งผีร้ายยักษาหาใช่คน

    ร่างนั้นพยายามกระโจนเข้าหาเจ้ามหาชีวิตขุนอินทร์ถวาย แต่กลับถูกอาคมจากเชือกรั้งไว้ทั้งมือตีน จนผิวหนังส่วนนั้นเกิดรอยไหม้เกรียมดั่งเหล็กแดงนาบผิวกาย เจ้าขุนอินทร์ถวายมิได้สั่นคลอนต่ออำนาจผี พระองค์ทรงหลับพระเนตรลง เข้าสู่กระแสจิตอันนิ่งลึก เพื่อดึงเอามโนวิญญาณของน้องชายต่างมารดาที่ถูกกักขังอยู่ในกรงแห่งความมืดดำ ให้กลับคืนมาสู่ร่างคน

    ในนิมิตซ้อนเร้นนั้น พระองค์ทรงเห็นร่างผอมโซของเจ้าอินทร์สรง ร่างนั้นถูกโซ่ตรวนมนต์ดำพันธนาการเอาไว้ภายใต้หุบเหวอันมืดดำ โดยมีเงาดำทมิฬรูปร่างสูงใหญ่ดั่งยักษ์ปักหลั่น ยืนคร่อมหัวมันไว้ มันคือผีแรงที่งำหัวครอบกายใจมัน อันเกิดจากแรงอาฆาต จากตัวมันเองแลผีร้ายที่มันนำมาใช้งาน แรงคุณไสยย้อนศรสนองคนกระทำ อันเกิดจากอำนาจมนต์คาถาของพระองค์เอง แลการทำลายพิธีลงกลางคันของเจ้าแสนเมืองสิงห์ เมื่อหลายเดือนเกือบขวบปี ทำให้ผู้กระทำคุณของต้องมีอันเป็นไปเหนือแรงที่ตนส่งไปกระทำผู้อื่น

    เจ้ามหาชีวิตขุนอินทร์ถวายทรงยกดวงแก้วพญานาคินทร์ขึ้นชี้ไปที่เงานั่น "มึงอาศัยจิตแลกายน้องกู เป็นที่สถิตสิงสู่คุมใจ วันนี้กูอินทร์ถวาย ผู้เป็นเจ้าเหนือหัวแห่งสุวรรณโคมคำ อันเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ร่มเย็นแห่งองค์พญานาคินทร์ ปฐมบทผู้กำเนิดดินแดนเมืองนี้ กูขอสั่งให้มึงจงจุติแตกดับสิ้นสลายจากแดนคน ลงนรกไปเสียบัดเดี๋ยวนี้!"

    สิ้นคำอธิษฐาน พลันบังเกิดแสงแห่งพลานุภาคจากดวงแก้วมณี สว่างวาบขึ้นราวแสงจากอสนีบาตฟาดใส่ ผีร้ายในร่างยักษ์แผดเสียงร้องโหยหวนเจ็บปวด ก่อนที่จะแตกสลายกลายเป็นเพียงควันในอากาศ มิติซ้อนเร้นเปิดออกพร้อมกับโซ่อาคมที่คลายเอาดวงจิตของเจ้าอินทร์สรง ให้เป็นอิสระคืนกลับเข้าสู่ร่างคน


    แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2  https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247