คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 172 คนชุดดำเคลื่อนไหว คนชุดขาวข้ามฟาก

     

            เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจที่เพิ่งสงบลงของเขากลับแปรปรวนขึ้นอีกครั้ง

            บางที เขาอาจต้องตายในวันพรุ่งนี้ก็ได้

            เมื่อไม่ได้เป็นนักดาบที่เก่งเช่นมั่วทิงอวี่เขาก็ไปที่ทะเลแห่งหมู่ดาวเพื่อเจอกับคนที่อยากเจออีกครั้งไม่ได้แล้ว

            นั่นทำให้เขาเศร้าขึ้นมาทันที

            เขาเริ่มคิดถึงดินแดนทางเหนือ คิดถึงเมืองฉางเหมิน

            หิมะที่นั่นยังตกอยู่ไหมนะ?ท่านพ่อยังเอาแต่ดื่มทั้งวันหรือไม่?

            เขาคิดไปพลาง พลางรู้สึกเสียใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

            เสียใจที่อาจไม่ได้เจอพวกเขาอีก และเสียใจที่ตนไม่อาจตายอย่างผ่าเผยเหมือนมั่วทิงอวี่

            ตาย

            คำคำนี้ช่างหนักเหลือเกินสำหรับเด็กหนุ่มเช่นเขา

            ในที่สุดเขาก็พบว่าตนไม่อาจทำใจให้สงบ แล้วเริ่มฝึกพลังได้เลย ในยามนี้ แม้เพียงนอนหลับยังเป็นเรื่องยากเสียด้วยซ้ำ

            ในคืนนี้ มีคนอีกมากที่รู้สึกเช่นเดียวกับเขา

            ทางเหนือของเมืองฉางอัน ภายในเมืองเล็กๆที่ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบลี้

            เมืองนี้มีชื่อว่าเมืองหล่างถัว

            เป็นเมืองเล็กๆ ที่แสนธรรมดา

            ไร้ซึ่งตำนานที่น่าภาคภูมิใจ และไร้ยอดฝีมือที่ปลีกวิเวกมาอยู่ลำพัง

            หากจะหาความแตกต่างของเมืองนี้จริงๆ เช่นนั้นคงเป็นแม่ลูกที่ย้ายมาอยู่ในมุมเล็กๆของเมืองเมื่อหลายวันก่อน

            ผู้เป็นมารดามีอายุราวสี่สิบกว่าๆ ถือเป็นหญิงที่มีหน้าตาสะสวยนางหนึ่งส่วนลูกชายเพิ่งมีอายุสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น ถือเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายเป็นเด็กดีมาก

            เมืองนี้ไม่มีประชากรใหม่เข้ามาอาศัยตั้งหลายปีแล้ว คนหนุ่มสาวที่พอจะมีความรู้ความสามารถอยู่บ้างต่างเดินทางไปที่เมืองฉางอันซึ่งอยู่ไม่ไกล ด้วยหวังได้เป็นเจ้าคนนายคน เช่นนั้น ประชากรของเมืองนี้จึงลดลงทุกทีจนถึงบัดนี้ เมืองนี้ก็เหลือประชากรเพียงไม่ถึงแปดเก้าร้อยคนเท่านั้น

            ผู้นำของเมืองนี้ เป็นตาเฒ่าที่มีน้ำใจมากผู้หนึ่ง

            วันแรกที่แม่ลูกคู่นี้ย้ายเข้ามา ผู้นำท่านนี้ก็พาชาวบ้านเข้ามาถามไถ่ว่ามีเรื่องใดให้ช่วยเหลือหรือไม่

            เพราะในความคิดของเขาการที่แม่ลูกคู่หนึ่งต้องย้ายมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเยี่ยงนี้ เกรงว่าคงมีเรื่องลำบากใจหรือความจำเป็นบางอย่างเป็นแน่

            แต่น่าแปลก เพราะแม่ลูกคู่นี้ราวว่ากำลังหลบหนีบางอย่าง ทั้งยังตอบรับการถามไถ่ด้วยความหวังดีของพวกเขาแบบส่งๆตามมารยาทเท่านั้น ดูเหมือนทั้งสองจะไม่อยากข้องแวะกับพวกเขาสักเท่าไรนัก

            ผู้นำเฒ่าคิดว่า แม่ลูกคู่นี้อาจเพิ่งเผชิญเรื่องร้ายมา จึงไม่สู้วางใจคนแปลกหน้านักนั่นก็มิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ดังนั้น เขาจึงวานให้คนมาทักทายแม่ลูกคู่นี้ทุกๆสองวัน เพื่อแสดงให้พวกเขาได้เห็นว่าตนไม่ได้คิดร้ายอะไร แต่ยิ่งทำเช่นนี้แม่ลูกคู่นี้กลับยิ่งหวาดระแวง และหลบเลี่ยงผู้คนในเมืองมากขึ้นทุกที

            จนท้ายที่สุด พวกเขาจึงค่อยๆ ลืมเรื่องนี้ ปล่อยแม่ลูกคู่นี้ไปตามยถากรรม

            แต่คืนนี้ คนกลุ่มหนึ่งกลับลักลอบเข้ามาในเมือง แล้วเข้าล้อมบ้านของแม่ลูกคู่นี้เอาไว้

            “คุณชาย ทุกคนเตรียมพร้อมแล้ว” ชายชุดดำผู้หนึ่งเดินไปหยุดอยู่ข้างชายผู้แบกหอกยาวเอาไว้บนแผ่นหลังแล้วกล่าวขึ้น

            “อืม” ชายคนนั้นพยักหน้า มองเข้าไปในบ้านที่ค่อนข้างเก่าตรงหน้าด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัย“ไปจัดการเถอะ แต่จำเอาไว้ให้ดี ทำร้ายพวกเขาได้ แต่ห้ามให้ถึงชีวิตเด็ดขาด”

            “ขอรับ!” ชายชุดดำขานรับพร้อมพยักหน้า จากนั้นดึงผ้าคลุมสีดำที่ลำคอขึ้นบดบังใบหน้าเมื่อทำทั้งหมดเสร็จ จึงโบกมือเป็นสัญลักษณ์ไปยังพวกพ้องที่ซ่อนตัวอยู่ ทันใดนั้นกลุ่มคนก็มุ่งไปที่บ้านหลังเล็กทันที

            เสียงเอะอะดังขึ้น ก่อนบ้านทั้งหลังจะจมเข้าสู่ความวุ่นวาย

            ชายผู้มีหอกเป็นอาวุธยังคงยืนอยู่กับที่ด้วยความเงียบงันเขายืนมองอยู่ไกลๆ ราวกำลังรออะไรบางอย่าง

            กระทั่งหลายอึดใจต่อมา บทสนทนาจึงดังขึ้นให้ได้ยิน

            “พวกเจ้าเป็นใคร?”

            “คนของสำนักปาฮวงหรือ?สามีข้าทำเรื่องนั้นให้แล้วไม่ใช่รึ!!!เหตุใดถึงไม่ยอมปล่อยพวกเราไป?”

            “ได้โปรด! ปล่อยพวกเราไปเถิด! พวกเราไม่แพร่งพรายเรื่องนี้กับใครแน่!!!”

            เสียงกล่าวระคนร้องไห้ของสตรีดังขึ้น โดยมีเสียงร้องไห้ของเด็กชายอีกคนดังร่วมด้วยกัน

            “ขออภัยด้วย มีเพียงคนตายเท่านั้น ที่เก็บความลับได้ดีที่สุด”

            เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้นตามมา

            ในที่สุด ชายเจ้าของหอกยาวก็เผยรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก

            ร่างของเขากะพริบวาบ หอกยาวฝ่าผ่านสายลมจนเกิดเสียงหวีดหวิว พลางปรากฏประกายแสงสะท้อนสีเลือดขึ้นท่ามกลางแสงดาวแสนริบหรี่ในยามวิกาล

             

            เมืองหลินซาเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางของแผ่นดินต้าเว่ย

            อยู่ทางเหนือของเมืองฉางอัน ทางใต้ของเมืองเจียงตงสามารถมองเห็นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวได้อย่างเลือนราง เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังนามว่าแม่น้ำหลีเจียง

            ด้วยภูมิศาสตร์เช่นนี้ ทำให้เมืองหลินซากลายเป็นป้อมปราการด่านแรกระหว่างเมืองฉางอันและแม่น้ำหลีเจียง

            ช่วงปลายราชวงศ์ก่อน ในช่วงที่องค์จักรพรรดิกับวีรบุรุษอีกสองท่านแบ่งแยกดินแดนกันในตอนนั้น นักรบแห่งดาราจักรมารคลั่ง เป็นผู้ปกปักเมืองแห่งนี้ด้วยตนเอง

            ยามนี้ แม้แผ่นดินจะสงบสุข ทว่านักดาบแห่งเจียงตง ยังลับดาบให้คมกริบอยู่ทุกวัน

            เหตุนี้ซือหม่าสวี่จึงเรียกตัวเทพนักรบสองคนกลับมาจากมณฑลซีเหลียงเมื่อหลายวันก่อน

            แน่นอน ช่างเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเอาเสียจริง

            สงครามที่ซีเหลียง ต้าเว่ยพ่ายศึกมาหลายคราหากไม่ใช่เพราะความเก่งกาจของเทพนักรบคนใหม่ เป่ยทงเสวียน เกรงว่าป่านนี้เผ่าหมานคงจะยึดเมืองทั้งยี่สิบแปดแห่งในมณฑลซีเหลียงไปสิ้นและเกรงว่าทหารระดับล่างของแผ่นดินต้าเว่ยก็คงเอาแต่มุดหัวอยู่ในด่านเป่ยหลิงไม่กล้าออกไปปะทะกับทหารม้าของเผ่าหมานเหมือนเดิม

            ไม่ว่าจะมองอย่างไร การดึงกำลังพลกลับจากซีเหลียงในเวลาเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งแต่เพราะซือหม่าสวี่มีอำนาจล้นฟ้า เพียงเขาอ้างว่าต้องระงับความวุ่นวายภายในก่อนจึงจะยุติความวุ่นวายภายนอกได้ ขุนนางที่เคยคัดค้านก็พูดไม่ออกกันไปหมด

            เทพนักรบทั้งสอง ได้แก่จงอันและอู่อี้หยางโจวไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้อย่างมากแต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องทำตามคำสั่ง ยอมเดินทางมาที่เมืองหลินซาจนได้ นับแต่นั้นมาพวกเขาก็เอาแต่ทอดมองไปยังแม่น้ำแสนเชี่ยวกรากเบื้องหน้า และดื่มสุราย้อมใจไปวันๆเท่านั้น

            อากาศวันนี้ไม่เลวเลย

            เทพนักรบที่เบื่อหน่ายนัดหมายกันขึ้นไปดื่มสุราบนกำแพงเมือง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์น่าสนใจที่พบระหว่างสงครามในซีเหลียงไปพลางๆ

            นี่เป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวของการมาที่แห่งนี้

            ไท่โส่วของเมืองหลินซาเป็นขุนนางระดับหกเท่านั้นแต่พวกเขามีตำแหน่งเป็นถึงขุนนางระดับสอง เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขา ไท่โส่วที่รังแกประชาราษฎร์และวางอำนาจไปทั่วกลับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสียด้วยซ้ำพวกเขาเป็นดั่งราชันของที่นี่ก็ไม่ผิดนัก

            แม้ชีวิตที่นี่จะสุขสบาย แต่แม่ทัพที่ผ่านสงครามมาอย่างโชกโชนทั้งสองก็ไม่เคยละเลยหรือชะล่าใจแม้เพียงนิด พวกเขาวางกำลังป้องกันทั้งกลางวันและกลางคืนจับตามองอีกฟากของแม่น้ำหลีเจียงอย่างไม่คลาดสายตา

            แน่นอน พวกเขาหาได้คิดจะลงไม้ลงมือกับนักดาบกลุ่มนั้นจริงๆ ไม่

            ต่อให้ไม่มีนักรบแห่งดาราจักรหนุ่มผู้นั้น ลำพังนักดาบที่ขึ้นชื่อเรื่องความไม่กลัวตายก็เพียงพอให้เทพนักรบที่พบความเป็นความตายจนชินชาทั้งสองหวาดกลัวจนตัวสั่นได้แล้ว

            สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็แค่จับตาดูความเคลื่อนไหวของนักดาบกลุ่มนั้น และรายงานเรื่องนี้ต่อราชสำนักให้ทันการเท่านั้น

            ส่วนเรื่องการต่อสู้ แค้นกับใครก็ไปเอากับคนนั้นปล่อยให้อิงอ๋องที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เป็นผู้จัดการด้วยตนเองเถิด

            คิดไปพลาง ทั้งสองก็รินเหล้าเข้าปากจนหมดแก้ว ในขณะที่กำลังจะสั่งให้ทหารไปนำเหล้าชั้นดีมาจากจวนไท่โส่วเสียงอุทานก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

            “ท่านแม่ทัพ!ที่แม่น้ำหลีเจียงมีความเคลื่อนไหวแล้ว!”

            ทั้งสองสะดุ้งตกใจไปตามๆ กัน ความมึนเมาที่เพิ่งปรากฏขึ้น สลายไปในพริบตา

            พวกเขาพุ่งไปที่ริมกำแพงเมือง แล้วเพ่งมองออกไป

            ด้วยสายตาที่แหลมคมของพวกเขา แม้จะเป็นยามวิกาล แต่ทั้งสองก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือน่านน้ำได้ชัดเจน

            เรือหลายลำกำลังเคลื่อนมาจากอีกฟากของแม่น้ำอย่างเชื่องช้า

            บนเรือลำเล็ก ร่างของคนจำนวนมากในชุดขาว สวมหมวกกุยเล้ย[1]ยืนตระหง่านพร้อมแบกดาบเอาไว้บนหลัง

            และที่เรือลำแรก ร่างของใครบางคนยืนอยู่บนนั้น แม้คนผู้นี้จะแต่งกายเหมือนกับคนอื่นๆทุกประการ แต่จงอันกับอู่อี้หยางโจก็ดูออกตั้งแต่คราแรกว่าคนผู้นั้นคือใคร...นักรบแห่งดาจักร เจ้าของดารานภาหมอง จอมดาบ ฉู่ซีฟง!

            แม้จะอยู่ห่างกันมาก แต่ดูเหมือนนักดาบผู้นั้นจะรับรู้ได้ถึงสายตาของคนทั้งสองจู่ๆ เขาก็เงยหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกกุยเล้ยขึ้นแสงหนึ่งประกายวาบขึ้นในดวงตาคู่นั้น แสงนั้นฝ่าผ่านไอหมอกบนแม่น้ำ แล้วพุ่งกระทบจิตใจของเทพนักรบทั้งสองอย่างจัง

            เทพนักรบทั้งสองหัวใจไหววูบ พวกเขาไม่มีเวลาคิดแล้ว ว่าเหตุใดนักดาบกลุ่มนี้ถึงข้ามฟากมาเร็วกว่าที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ถึงหนึ่งเดือนเพราะในตอนนี้พวกเขามีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า...

             ทั้งสองรีบถอนสายตากลับมา หมุนตัวกลับไปออกคำสั่งทหารระดับล่างเสียงสนั่น

            “รีบไปเตรียมม้า! ส่งข่าวกลับไปที่เมืองฉางอันด่วน!”

            “บอกกับพวกเขาว่านักดาบตระกูลฉู่กลับมาแล้ว! ”

            ......................................

            

            [1] หมวกกุยเล้ย หมายถึง หมวกจักสานทรงกรวยชนิดหนึ่ง

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    449K 1017
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    481K 312
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271