เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจที่เพิ่งสงบลงของเขากลับแปรปรวนขึ้นอีกครั้ง
บางที เขาอาจต้องตายในวันพรุ่งนี้ก็ได้
เมื่อไม่ได้เป็นนักดาบที่เก่งเช่นมั่วทิงอวี่เขาก็ไปที่ทะเลแห่งหมู่ดาวเพื่อเจอกับคนที่อยากเจออีกครั้งไม่ได้แล้ว
นั่นทำให้เขาเศร้าขึ้นมาทันที
เขาเริ่มคิดถึงดินแดนทางเหนือ คิดถึงเมืองฉางเหมิน
หิมะที่นั่นยังตกอยู่ไหมนะ?ท่านพ่อยังเอาแต่ดื่มทั้งวันหรือไม่?
เขาคิดไปพลาง พลางรู้สึกเสียใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เสียใจที่อาจไม่ได้เจอพวกเขาอีก และเสียใจที่ตนไม่อาจตายอย่างผ่าเผยเหมือนมั่วทิงอวี่
ตาย
คำคำนี้ช่างหนักเหลือเกินสำหรับเด็กหนุ่มเช่นเขา
ในที่สุดเขาก็พบว่าตนไม่อาจทำใจให้สงบ แล้วเริ่มฝึกพลังได้เลย ในยามนี้ แม้เพียงนอนหลับยังเป็นเรื่องยากเสียด้วยซ้ำ
ในคืนนี้ มีคนอีกมากที่รู้สึกเช่นเดียวกับเขา
ทางเหนือของเมืองฉางอัน ภายในเมืองเล็กๆที่ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบลี้
เมืองนี้มีชื่อว่าเมืองหล่างถัว
เป็นเมืองเล็กๆ ที่แสนธรรมดา
ไร้ซึ่งตำนานที่น่าภาคภูมิใจ และไร้ยอดฝีมือที่ปลีกวิเวกมาอยู่ลำพัง
หากจะหาความแตกต่างของเมืองนี้จริงๆ เช่นนั้นคงเป็นแม่ลูกที่ย้ายมาอยู่ในมุมเล็กๆของเมืองเมื่อหลายวันก่อน
ผู้เป็นมารดามีอายุราวสี่สิบกว่าๆ ถือเป็นหญิงที่มีหน้าตาสะสวยนางหนึ่งส่วนลูกชายเพิ่งมีอายุสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น ถือเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายเป็นเด็กดีมาก
เมืองนี้ไม่มีประชากรใหม่เข้ามาอาศัยตั้งหลายปีแล้ว คนหนุ่มสาวที่พอจะมีความรู้ความสามารถอยู่บ้างต่างเดินทางไปที่เมืองฉางอันซึ่งอยู่ไม่ไกล ด้วยหวังได้เป็นเจ้าคนนายคน เช่นนั้น ประชากรของเมืองนี้จึงลดลงทุกทีจนถึงบัดนี้ เมืองนี้ก็เหลือประชากรเพียงไม่ถึงแปดเก้าร้อยคนเท่านั้น
ผู้นำของเมืองนี้ เป็นตาเฒ่าที่มีน้ำใจมากผู้หนึ่ง
วันแรกที่แม่ลูกคู่นี้ย้ายเข้ามา ผู้นำท่านนี้ก็พาชาวบ้านเข้ามาถามไถ่ว่ามีเรื่องใดให้ช่วยเหลือหรือไม่
เพราะในความคิดของเขาการที่แม่ลูกคู่หนึ่งต้องย้ายมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเยี่ยงนี้ เกรงว่าคงมีเรื่องลำบากใจหรือความจำเป็นบางอย่างเป็นแน่
แต่น่าแปลก เพราะแม่ลูกคู่นี้ราวว่ากำลังหลบหนีบางอย่าง ทั้งยังตอบรับการถามไถ่ด้วยความหวังดีของพวกเขาแบบส่งๆตามมารยาทเท่านั้น ดูเหมือนทั้งสองจะไม่อยากข้องแวะกับพวกเขาสักเท่าไรนัก
ผู้นำเฒ่าคิดว่า แม่ลูกคู่นี้อาจเพิ่งเผชิญเรื่องร้ายมา จึงไม่สู้วางใจคนแปลกหน้านักนั่นก็มิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ดังนั้น เขาจึงวานให้คนมาทักทายแม่ลูกคู่นี้ทุกๆสองวัน เพื่อแสดงให้พวกเขาได้เห็นว่าตนไม่ได้คิดร้ายอะไร แต่ยิ่งทำเช่นนี้แม่ลูกคู่นี้กลับยิ่งหวาดระแวง และหลบเลี่ยงผู้คนในเมืองมากขึ้นทุกที
จนท้ายที่สุด พวกเขาจึงค่อยๆ ลืมเรื่องนี้ ปล่อยแม่ลูกคู่นี้ไปตามยถากรรม
แต่คืนนี้ คนกลุ่มหนึ่งกลับลักลอบเข้ามาในเมือง แล้วเข้าล้อมบ้านของแม่ลูกคู่นี้เอาไว้
“คุณชาย ทุกคนเตรียมพร้อมแล้ว” ชายชุดดำผู้หนึ่งเดินไปหยุดอยู่ข้างชายผู้แบกหอกยาวเอาไว้บนแผ่นหลังแล้วกล่าวขึ้น
“อืม” ชายคนนั้นพยักหน้า มองเข้าไปในบ้านที่ค่อนข้างเก่าตรงหน้าด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัย“ไปจัดการเถอะ แต่จำเอาไว้ให้ดี ทำร้ายพวกเขาได้ แต่ห้ามให้ถึงชีวิตเด็ดขาด”
“ขอรับ!” ชายชุดดำขานรับพร้อมพยักหน้า จากนั้นดึงผ้าคลุมสีดำที่ลำคอขึ้นบดบังใบหน้าเมื่อทำทั้งหมดเสร็จ จึงโบกมือเป็นสัญลักษณ์ไปยังพวกพ้องที่ซ่อนตัวอยู่ ทันใดนั้นกลุ่มคนก็มุ่งไปที่บ้านหลังเล็กทันที
เสียงเอะอะดังขึ้น ก่อนบ้านทั้งหลังจะจมเข้าสู่ความวุ่นวาย
ชายผู้มีหอกเป็นอาวุธยังคงยืนอยู่กับที่ด้วยความเงียบงันเขายืนมองอยู่ไกลๆ ราวกำลังรออะไรบางอย่าง
กระทั่งหลายอึดใจต่อมา บทสนทนาจึงดังขึ้นให้ได้ยิน
“พวกเจ้าเป็นใคร?”
“คนของสำนักปาฮวงหรือ?สามีข้าทำเรื่องนั้นให้แล้วไม่ใช่รึ!!!เหตุใดถึงไม่ยอมปล่อยพวกเราไป?”
“ได้โปรด! ปล่อยพวกเราไปเถิด! พวกเราไม่แพร่งพรายเรื่องนี้กับใครแน่!!!”
เสียงกล่าวระคนร้องไห้ของสตรีดังขึ้น โดยมีเสียงร้องไห้ของเด็กชายอีกคนดังร่วมด้วยกัน
“ขออภัยด้วย มีเพียงคนตายเท่านั้น ที่เก็บความลับได้ดีที่สุด”
เสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้นตามมา
ในที่สุด ชายเจ้าของหอกยาวก็เผยรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก
ร่างของเขากะพริบวาบ หอกยาวฝ่าผ่านสายลมจนเกิดเสียงหวีดหวิว พลางปรากฏประกายแสงสะท้อนสีเลือดขึ้นท่ามกลางแสงดาวแสนริบหรี่ในยามวิกาล
เมืองหลินซาเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางของแผ่นดินต้าเว่ย
อยู่ทางเหนือของเมืองฉางอัน ทางใต้ของเมืองเจียงตงสามารถมองเห็นแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวได้อย่างเลือนราง เป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังนามว่าแม่น้ำหลีเจียง
ด้วยภูมิศาสตร์เช่นนี้ ทำให้เมืองหลินซากลายเป็นป้อมปราการด่านแรกระหว่างเมืองฉางอันและแม่น้ำหลีเจียง
ช่วงปลายราชวงศ์ก่อน ในช่วงที่องค์จักรพรรดิกับวีรบุรุษอีกสองท่านแบ่งแยกดินแดนกันในตอนนั้น นักรบแห่งดาราจักรมารคลั่ง เป็นผู้ปกปักเมืองแห่งนี้ด้วยตนเอง
ยามนี้ แม้แผ่นดินจะสงบสุข ทว่านักดาบแห่งเจียงตง ยังลับดาบให้คมกริบอยู่ทุกวัน
เหตุนี้ซือหม่าสวี่จึงเรียกตัวเทพนักรบสองคนกลับมาจากมณฑลซีเหลียงเมื่อหลายวันก่อน
แน่นอน ช่างเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเอาเสียจริง
สงครามที่ซีเหลียง ต้าเว่ยพ่ายศึกมาหลายคราหากไม่ใช่เพราะความเก่งกาจของเทพนักรบคนใหม่ เป่ยทงเสวียน เกรงว่าป่านนี้เผ่าหมานคงจะยึดเมืองทั้งยี่สิบแปดแห่งในมณฑลซีเหลียงไปสิ้นและเกรงว่าทหารระดับล่างของแผ่นดินต้าเว่ยก็คงเอาแต่มุดหัวอยู่ในด่านเป่ยหลิงไม่กล้าออกไปปะทะกับทหารม้าของเผ่าหมานเหมือนเดิม
ไม่ว่าจะมองอย่างไร การดึงกำลังพลกลับจากซีเหลียงในเวลาเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งแต่เพราะซือหม่าสวี่มีอำนาจล้นฟ้า เพียงเขาอ้างว่าต้องระงับความวุ่นวายภายในก่อนจึงจะยุติความวุ่นวายภายนอกได้ ขุนนางที่เคยคัดค้านก็พูดไม่ออกกันไปหมด
เทพนักรบทั้งสอง ได้แก่จงอันและอู่อี้หยางโจวไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้อย่างมากแต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องทำตามคำสั่ง ยอมเดินทางมาที่เมืองหลินซาจนได้ นับแต่นั้นมาพวกเขาก็เอาแต่ทอดมองไปยังแม่น้ำแสนเชี่ยวกรากเบื้องหน้า และดื่มสุราย้อมใจไปวันๆเท่านั้น
อากาศวันนี้ไม่เลวเลย
เทพนักรบที่เบื่อหน่ายนัดหมายกันขึ้นไปดื่มสุราบนกำแพงเมือง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์น่าสนใจที่พบระหว่างสงครามในซีเหลียงไปพลางๆ
นี่เป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวของการมาที่แห่งนี้
ไท่โส่วของเมืองหลินซาเป็นขุนนางระดับหกเท่านั้นแต่พวกเขามีตำแหน่งเป็นถึงขุนนางระดับสอง เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกเขา ไท่โส่วที่รังแกประชาราษฎร์และวางอำนาจไปทั่วกลับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสียด้วยซ้ำพวกเขาเป็นดั่งราชันของที่นี่ก็ไม่ผิดนัก
แม้ชีวิตที่นี่จะสุขสบาย แต่แม่ทัพที่ผ่านสงครามมาอย่างโชกโชนทั้งสองก็ไม่เคยละเลยหรือชะล่าใจแม้เพียงนิด พวกเขาวางกำลังป้องกันทั้งกลางวันและกลางคืนจับตามองอีกฟากของแม่น้ำหลีเจียงอย่างไม่คลาดสายตา
แน่นอน พวกเขาหาได้คิดจะลงไม้ลงมือกับนักดาบกลุ่มนั้นจริงๆ ไม่
ต่อให้ไม่มีนักรบแห่งดาราจักรหนุ่มผู้นั้น ลำพังนักดาบที่ขึ้นชื่อเรื่องความไม่กลัวตายก็เพียงพอให้เทพนักรบที่พบความเป็นความตายจนชินชาทั้งสองหวาดกลัวจนตัวสั่นได้แล้ว
สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็แค่จับตาดูความเคลื่อนไหวของนักดาบกลุ่มนั้น และรายงานเรื่องนี้ต่อราชสำนักให้ทันการเท่านั้น
ส่วนเรื่องการต่อสู้ แค้นกับใครก็ไปเอากับคนนั้นปล่อยให้อิงอ๋องที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เป็นผู้จัดการด้วยตนเองเถิด
คิดไปพลาง ทั้งสองก็รินเหล้าเข้าปากจนหมดแก้ว ในขณะที่กำลังจะสั่งให้ทหารไปนำเหล้าชั้นดีมาจากจวนไท่โส่วเสียงอุทานก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“ท่านแม่ทัพ!ที่แม่น้ำหลีเจียงมีความเคลื่อนไหวแล้ว!”
ทั้งสองสะดุ้งตกใจไปตามๆ กัน ความมึนเมาที่เพิ่งปรากฏขึ้น สลายไปในพริบตา
พวกเขาพุ่งไปที่ริมกำแพงเมือง แล้วเพ่งมองออกไป
ด้วยสายตาที่แหลมคมของพวกเขา แม้จะเป็นยามวิกาล แต่ทั้งสองก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือน่านน้ำได้ชัดเจน
เรือหลายลำกำลังเคลื่อนมาจากอีกฟากของแม่น้ำอย่างเชื่องช้า
บนเรือลำเล็ก ร่างของคนจำนวนมากในชุดขาว สวมหมวกกุยเล้ย[1]ยืนตระหง่านพร้อมแบกดาบเอาไว้บนหลัง
และที่เรือลำแรก ร่างของใครบางคนยืนอยู่บนนั้น แม้คนผู้นี้จะแต่งกายเหมือนกับคนอื่นๆทุกประการ แต่จงอันกับอู่อี้หยางโจก็ดูออกตั้งแต่คราแรกว่าคนผู้นั้นคือใคร...นักรบแห่งดาจักร เจ้าของดารานภาหมอง จอมดาบ ฉู่ซีฟง!
แม้จะอยู่ห่างกันมาก แต่ดูเหมือนนักดาบผู้นั้นจะรับรู้ได้ถึงสายตาของคนทั้งสองจู่ๆ เขาก็เงยหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกกุยเล้ยขึ้นแสงหนึ่งประกายวาบขึ้นในดวงตาคู่นั้น แสงนั้นฝ่าผ่านไอหมอกบนแม่น้ำ แล้วพุ่งกระทบจิตใจของเทพนักรบทั้งสองอย่างจัง
เทพนักรบทั้งสองหัวใจไหววูบ พวกเขาไม่มีเวลาคิดแล้ว ว่าเหตุใดนักดาบกลุ่มนี้ถึงข้ามฟากมาเร็วกว่าที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ถึงหนึ่งเดือนเพราะในตอนนี้พวกเขามีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า...
ทั้งสองรีบถอนสายตากลับมา หมุนตัวกลับไปออกคำสั่งทหารระดับล่างเสียงสนั่น
“รีบไปเตรียมม้า! ส่งข่าวกลับไปที่เมืองฉางอันด่วน!”
“บอกกับพวกเขาว่านักดาบตระกูลฉู่กลับมาแล้ว! ”
......................................
[1] หมวกกุยเล้ย หมายถึง หมวกจักสานทรงกรวยชนิดหนึ่ง