(ภูผา ...)
เช้าวันนั้นผมรีบลงมาเพื่อกลับรีบกลับไปหายาย และเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อกลับมาทำงานใหม่อีกรอบ ที่จริงผมไม่จำเป็ต้องลงมาเร็วขนาดนั้นก็ได้ แต่เพราะผมไม่้าให้เป็เป้าสายตาใคร ๆ ต่างหาก ผมเลยเลือกที่จะลงมาแบบนั้น
ตอนเที่ยงผมได้ยินพนักงานคุยกันว่าวันนี้ไม่เห็นเขาลงมาหาอะไรกินก่อนไปทำงานเหมือนทุกวัน ก็เลยอดนึกเป็ห่วงขึ้นมาไม่ได้เข้าอีก จึงตั้งใจว่าเมื่องานเลิกผมจะแวะไปหาเขาเสียหน่อย อย่างน้อยก็ขอให้ได้ทำอะไรเพื่อไถ่โทษที่ทำให้เขาเข้าใจผิดใหญ่โตขนาดนั้นบ้าง
“คุณผาครับ ทางนี้ดีกว่าครับ”
เสียงคุณวิทยาดังขึ้น หลังจากที่ผมกำลังลังเลใจว่าควรจะกดลิฟต์ไปชั้น 20 หรือไม่ ผมหันตามเสียงเรียกด้วยความงุนงงแล้วก็รีบหาข้อแก้ตัว
“คือผม.....”
“จะไปชั้น 20 ใช่ไหมครับ นี่ครับคีย์การ์ด ผ่านตลอดครับ”
คุณวิทยายิ้มอ่อน พร้อมยื่นคีย์การ์ดหน้าตาแปลกตาให้ผม
“แต่พนักงานไม่ได้รับสิทธิ์ให้ใช้ลิฟต์ตัวนั้นน่ะครับ ผมไม่...”
“แต่ตอนนี้คุณได้สิทธิ์นั้น”
คุณวิทยารีบบอกพร้อมขยิบตาให้ข้างหนึ่ง ก่อนจะเดินนำไปยังลิฟต์วีไอพีที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่อาจขัดคนที่เดินมาส่งได้ จึงเดินเข้าลิฟต์อย่างงง ๆ ยิ่งพนักงานประจำลิฟต์ทำความเคารพผมราวกับเป็ผู้บริหารใหญ่โตผมก็แทบทำตัวไม่ถูก
กว่าจะหลุดออกมาได้ นับว่าลิฟต์วีไอพีตัวนั้นสร้างความอึดอัดใจให้ผมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และก็คงเดาได้ไม่ยากว่าใครเป็คนต้นคิดสำหรับเื่นี้ ออกจากลิฟต์แห่งความอึดอัดนั้นได้ผมก็พุ่งตรงไปยังห้องเป้าหมายทันที ไม่นานก็มาหยุดที่หน้าห้องแต่ก็ยังลังเลไม่หาย
ใจหนึ่งก็อยากจะกลับลงไปเสีย แต่อีกใจหนึ่งก็อดเป็ห่วงไม่ได้ แอบมองถุงข้าวต้มในมือที่เพิ่งขอจากห้องครัวถือติดมือมาด้วย ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเคาะประตู แต่เงียบไม่มีเสียงตอบ ผมเลยใช้คีย์การ์ดที่ได้มาลองเสียบเข้าไป ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย
“นึกว่าจะไม่ขึ้นมาเสียอีก”
เสียงของเ้าของห้องดังขึ้นทันทีที่ประตูถูกปิดลง ผมหันไปมองจึงพบว่าเขากำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงใหญ่ แต่ดูหน้าตาสดชื่นขึ้นและเสื้อผ้าถูกเปลี่ยนเป็ชุดใหม่ที่สบายตาขึ้น แววตาไม่ได้บ่งบอกว่าโกรธหรือเกลียดผมเสียสักนิด ตรงกันข้ามกลับฉายแววดีใจ ราวกับว่าเมื่อเช้าไม่ได้ปะทะคารมกับผมมาก่อน สงสัยแผนการผมจะไม่สำเร็จเสียแล้วครับ
“ก็....ไม่ได้อยากขึ้นมาหรอกนะ รำคาญความเ้ากี้เ้าการของคนบางคน”
ผมพูดพลางทิ้งคีย์การ์ดลงบนโต๊ะเล็ก ๆ ใกล้หัวเตียง ซึ่งเขาก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าผมหมายถึงอะไร
“นึกว่าจะชอบความเป็ส่วนตัวเสียอีก ไม่ดีเหรอไม่ต้องมีใครจับตามอง”
“อึดอัดสิไม่ว่า”
ผมยังเผลอหงุดหงิดกับความอึดอัดในลิฟต์วีไอพีนั่นไม่หาย แต่เมื่อสบตายิ้ม ๆ ของคนบนเตียงผมก็ยิ่งหงุดหงิดไปอีกเพราะนอกจากแผนผมจะไม่สำเร็จแล้ว แววตาแบบนั้นมันทำให้ผมแทบยืนไม่ติดและเริ่มรู้สึกถึงความไม่เป็ตัวของตัวเองขึ้นมาอีกแล้ว เพราะมันดันเป็แววตาที่เ้าของไม่คิดปกปิดความรู้สึกใด ๆ เลยสักนิด เด็กห้าขวบยังมองออกเลยด้วยซ้ำว่าเขารู้สึกยังไงกับผม และที่แย่ไปกว่านั้นคือผมทำได้ดีที่สุดแค่เหลือบมองพื้น ทำราวกับว่ามีอะไรน่าสนใจกว่าอยู่ตรงนั้น
“มองอะไร”
“ก็.... มองคนขี้หงุดหงิดแต่ปากแข็งไงครับ”
“เอาอีกแล้วไม่เบื่อบ้างหรือไง ชอบพูดอะไรที่ฟังแล้วเลี่ยนได้ตลอด”
“ไม่เบื่อ ชอบ.... ชอบมาก”
ท้ายประโยคดูเหมือนเ้าของจะจงใจเน้นย้ำเสียด้วยซ้ำ ซึ่งมันทำให้ผมเริ่มทำตัวไม่ถูกหนักเข้าไปอีก
"แล้วหายโกรธผมแล้วเหรอ หน้าระรื่นซะขนาดนี้"
"บอกแล้วไง ผมไม่เคยโกรธคุณ ต่อให้คุณทำอะไรผมแค่ไหนก็เถอะ แต่คราวหน้าถ้าจะทำอะไรผมอีก ช่วยถามความสมัครใจผมหน่อยก็ดีนะครับ ผมจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดเพราะลักของใครกิน"
ดูเขาพูดออกมาสิครับ ไม่มีอะไรให้อายได้เลยจริง ๆ จะมีก็ผมเองเสียอีกที่นึกอายแทน จนแทบจะเปิดประตูกลับออกไป
“แล้วนี่กินอะไรหรือยัง แต่.... ไม่น่าถามนะของกินหรู ๆ เต็มห้องแบบนี้”
ผมรีบเปลี่ยนเื่ ก่อนจะสำรวจโต๊ะกลางตรงหน้าที่มีอาหารสองสามอย่างวางอยู่ ผมรีบเอาถุงข้าวต้มในมือหลบไว้ข้างหลังเสียอย่างนั้น โชคดีที่เขาไม่ทันได้สังเกตเพราะเอาแต่จ้องหน้าผมอยู่ จ้องอย่างกับหน้าผมเป็อาหารชั้นดีที่อยากจะกินเสียเต็มประดา ไอ้หน้าขาวนี่มันก็ทำเ้าชู้กับผมไม่เลิกอยู่นั่นแหละครับ จนผมชักจะหงุดหงิดเข้าให้อีกแล้ว
“ยังไม่ได้กินอะไรั้แ่เย็น”
“ห๊ะ?”
ผมอุทานไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เลยใช้มืออีกข้างเปิดฝาที่ครอบจานอาหารอยู่ออก จึงรู้ว่าเขาไม่ได้โกหกเพราะทั้งสามจานไม่มีจานไหนพร่องเลยสักนิด ผมเลยหันหน้าไปเขาที่มองมาอยู่ก่อนแล้วอย่างไม่เข้าใจ
“แล้วนั่น เอามาฝากผมใช่ไหม”
วาตาว่าพลางส่งสายตาไปยังของที่อยู่ในมือของผม มาถึงตอนนี้ให้ตายเถอะครับ ผมกลับนึกอายขึ้นมาซะงั้น ที่เอาของไม่มีราคาขึ้นมาบนนี้
“เปล่า เอ่อ... ผมจะเอา .. เอาไปฝากยาย”
ผมโกหกหน้าตาย แต่ดูเหมือนจะไม่เนียนเพราะสายตาของเขาบ่งบอกชัดว่าไม่เชื่อ วาตารีบลุกจากเตียงจะเดินมาหาผม แต่เพราะการลุกเร็วเกินไป ทำให้เขาลืมไปว่าตัวเองยังไม่หายดีก็เลยนั่งกลับลงไปใหม่ และนั่นทำให้ผมรู้ว่าเขายังเจ็บอยู่ไม่น้อย รีบวางถุงในมือลงข้าง ๆ อาหารหรู ๆ นั่น แล้วเดินไปพยุงเขาที่ยกแขนรอผมอยู่ก่อนแล้ว ท่าทางอ้อน ๆ ทั้งสีหน้าและแววตาทำผมนึกหมั่นไส้ จนแกล้งทำเขาหลุดมือ
"คุณ! "
"โทษ ผมไม่ทันระวัง"
"ไม่ทันระวังหรือตั้งใจแกล้งผมกันแน่"
เขาก็แค่บ่นงอแงไปตามเื่แหละครับ ไม่มีทางได้ยินเสียงร้องเพราะความเจ็บจากเขาหรอก
“ยังเจ็บมากไหม”
ผมกระซิบถามข้างหูเบา ๆ อย่างลืมตัวตอนที่พยุงเขาลุกจากเตียง แต่ก็ทำเอาวาตาถึงกับหน้าแดงเถือกไปไม่น้อย ผมว่าตอนนี้ดูเขาจะเขินผมบ่อยขึ้นนะครับ
“ยังจะถาม” เขาพูดแค่นั้นแล้วก็ก้มหน้าก้มตาเดินไปยังโซฟาโดยมีผมช่วยประคองอีกแรง
“ผมรอทานพร้อมคุณ” วาตาพูดขึ้นเมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว
“แล้วใครบอกให้รอ"
"ไม่มีใครบอก ก็ผมอยากรอ ผมรอเก่งคุณก็รู้"
"แล้วถ้าผมไม่ขึ้นมา อย่าบอกน่ะว่าจะหิ้วท้องรออยู่อย่างนี้ เป็ความคิดที่ไม่ฉลาดเอามาก ๆ เลยรู้ตัวหรือเปล่า แล้วเมื่อไหร่จะเลิกพูดอะไรเลี่ยนๆ บอกกี่ครั้งแล้วว่าผมไม่ชอบ”
"ไม่ชอบ หรือชอบแต่ไม่ยอมรับ"
"วาตา! "
ไม่วายที่จะดุเขาอีกจนได้ ซึ่งทำเอาคนฟังหน้าเจื่อนไปอย่างเห็นได้ชัด
“งั้นก็รีบกินซะ ก่อนที่ท้องคุณจะร้องดังกว่านี้”
ผมรีบบอก ก่อนที่จะดราม่ากันไปใหญ่ หลังจากนั้นผมก็ถอยไปนั่งฝั่งตรงข้ามเพื่อปล่อยให้เขาทานตามลำพัง
“ถ้าคุณไม่กินผมก็ไม่กิน นี่ผมอุตส่าห์นั่งรอตั้งนาน จะไม่กินเป็เพื่อนผมหน่อยเหรอ”
“ก็ใครบอกให้รอเล่า หิวก็กิน ท้องไม่ได้ติดกันเสียหน่อย จะได้หิ้วท้องรอ”
“แล้วในถุงนั่นไม่ได้ตั้งใจเอามาให้ผมเหรอ” เขาพูดพลางเอื้อมมือไปหมายจะเปิดออกดู
“ก็บอกแล้วไงว่าจะเอาไปฝากยาย อีกอย่างนี่ก็แค่ข้าวต้มธรรมดาเทียบไม่ได้กับอาหารหรูตรงหน้าคุณหรอก”
สิ้นคำที่ผมไม่ได้ตั้งใจประชด แต่ดูเหมือนมันจะสร้างความเจ็บจี๊ดให้คนฟัง วาตาเงยหน้ามองผมอย่างไม่สบายใจกับการเปรียบเทียบนั้น เพราะรู้ว่าผมระมัดระวังเื่การวางตัวมาตลอดไม่เคยตีตนเสมอเขาเลยสักครั้ง แม้บ่อยครั้งที่เขาพยายามทำให้ผมรู้สึกพิเศษกว่าคนอื่น ๆ แต่มันต้องไม่ใช่การพูดจาประชดประชันแบบนี้สิ
เขาวางช้อนลงก่อนจะเบือนหน้าหนีผม และลุกหนี
"จะไปไหนอีก"
"ผมไม่หิวแล้ว ผมจะนอนพัก"
"ไม่หิวได้ไง เมื่อกี้ยังบอกว่าหิวอยู่เลย"
"แต่ตอนนี้ผมไม่หิวแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้แหละเดี๋ยวผมบอกแม่บ้านให้ขึ้นมาเก็บ"
น้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงไปด้วยความน้อยใจชัดเจน จนผมต้องเดินไปขวางหน้าไว้ เขาเงยหน้ามองผมนิดหน่อยพยายามจะเดินหนี แต่ผมกั้นไว้ทุกทาง ขืนปล่อยไปเขาก็หนีหน้าผมอีกสิครับ
"ผมไม่ได้ตั้งใจประชด ผมแค่พูดตามที่รู้สึก"
"คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบฟังอะไรแบบนี้ ถ้าจะคิดอะไรขนาดนั้นก็กลับลงไปเถอะ ผมก็คงไม่มีอะไรจะพูดกับคุณอีก"
ยิ่งพูดดูเหมือนเขาจะยิ่งน้อยใจหนักขึ้นทุกทีครับ ถ้าเป็เมื่อก่อนผมก็คงดีใจและก็รีบกลับลงไป แต่ตอนนี้ผมกลับห่วงความรู้สึกเขาจนไม่อาจปล่อยให้เขารู้สึกน้อยใจแบบนั้นได้อีก
“เฮ้อ!!! โอเค ผมขอโทษ เดี๋ยวผมจัดการข้าวต้มนี่ให้ แต่ถ้าไม่อร่อยอย่ามาบ่นทีหลังก็แล้วกัน ไปนั่งสิ”
ผมรีบบอกก่อนจะรั้งแขนเขาให้เดินตามและพากลับมานั่งที่เดิม รีบกุลีกุจอเทข้าวต้มใส่ชามให้
“แล้วคุณไม่ ...”
“เอ้า กินก็กิน”
ผมรีบบอกอีก นี่ผมไม่ได้คิดจะเอาอกเอาใจเขาเป็พิเศษหรอกนะครับ ก็แค่ไม่อยากต่อปากต่อคำก็เท่านั้น
แต่ความจริงมันใช่ ผมกำลังเอาใจเขาอยู่เพราะผมไม่ชอบสายตาน้อยใจของเขา ผมชอบให้เขายิ้มมากกว่าครับ มันทำให้ใจผมเต้นแรงดูสดชื่นมากกว่าที่จะห่อเหี่ยวเป็ไหน ๆ แต่เอาจริงบางทีผมก็ตามอารมณ์เขาไม่ทันเหมือนกัน
“คราวหน้าถ้าประชดผมด้วยเื่แบบนี้อีก ผมจะไม่พูดกับคุณอีก ผมไม่ชอบให้คุณหยิบเื่ความแตกต่างระหว่างเรามาพูด ผมไม่ชอบความเจียมตัวจนเกินพอดีของคุณ แล้วผมก็ไม่ชอบเป็อะไรที่เหนือกว่าคุณทั้งนั้นแหละ เข้าใจหรือเปล่า”
"รู้แล้วน่า รีบทาน ๆ เข้าเถอะ ปากจะได้ไม่ว่างแล้วก็เลิกบ่นผมเสียที"
"ก็คุณง่ะ"
"..."
ผมไม่ตอบโต้ด้วยคำพูดหรอกครับ ปล่อยให้สายตาผมทำงานไป แล้วมันก็ได้ผล เขาถึงกับนิ่งไปเหมือนจะยอมฟัง แต่ยังไม่วายเงยหน้าย่นจมูกใส่ผมด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะงึมงำถ้อยคำที่ผมพอจับใจความได้ว่า
“คนอะไรปากไม่ตรงกับใจ”
.
.
.
คืนนั้นหลังจากจัดการให้วาตากินยาแก้ปวดเสร็จ ภูผาก็รีบกลับทันทีแม้อีกฝ่ายจะพยายามขอให้ค้างแค่ไหนก็ตาม แต่ภูผาก็ยังยืนกรานปฏิเสธ ด้วยไม่มั่นใจกับการควบคุมตัวเองเวลาที่ต้องอยู่กับวาตาตามลำพัง ดาราหนุ่มงอแงนิดหน่อยก่อนจะยื่นข้อเสนอให้เขาต้องรับคีย์การ์ดไปเก็บไว้ และห้ามเอามาคืนจนกว่าจะถึงเวลา
แม้วาตาไม่ได้พูดต่อว่าถึงเวลาอะไร แต่ภูผาก็เข้าใจได้ไม่ยาก และก็แอบรู้สึกใจหายขึ้นมาอย่างประหลาด อะไรบางอย่างกำลังบอกเขาว่าถ้าถึงเวลานั้นจริง ๆ เขาคงทนไม่ได้แน่ ๆ แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะเก็บความรู้สึกเ่าั้เอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบขรึมแทน
เพราะความแตกต่างระหว่างเขากับเขาอีกคน ทำให้ภูผาไม่อาจคิดอะไรเกินเลยกับวาตาได้เลย เพราะเขารู้ดีว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่วาตา้า “ไป” เขาจะไม่สามารถหยุดหรือรั้งอะไรได้เลย และที่สำคัญไปกว่านั้นเขาไม่อาจทำลายภาพลักษณ์ความเป็ดาราที่ได้รับการยอมรับจากแฟนคลับของเขาได้เช่นกัน
เพราะเื่ความสัมพันธ์ระหว่างชายด้วยกัน สังคมยังไม่ให้การยอมรับที่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็แบบอย่างของเยาวชนด้วยแล้ว ยิ่งเป็เื่สำคัญที่ต้องระมัดระวังตัว ถ้าพลาดนั่นหมายความว่าอนาคตที่สดใสของวาตาจะดับวูบลงทันทีและแม้วาตาจะแสดงท่าทีว่าไม่แคร์เื่เ่าั้ แต่ภูผาไม่อาจทนเห็นความล้มเหลวของอีกฝ่ายที่เกิดจากตัวเขาได้เช่นกัน
เพียงแต่ใน่สองสามวันนี้เท่านั้นที่เขายังคงวนเวียนมาชั้น 20 บ่อย ๆ เพราะ้าให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายหายเป็ปกติแล้วจริง ๆ ซึ่งหลังจากนั้นสามวันวาตาก็หายเป็ปกติ ภูผาก็ไม่ได้ขึ้นไปชั้น 20 นั่นอีกเลย ในขณะที่วาตาเองก็งานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักด้วยซ้ำ ทำให้หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาทั้งคู่แทบไม่ได้เจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ
เช้าวันนี้วาตาลงมาวิ่งออกกำลังกายตามปกติ ในขณะที่ภูผาเพิ่งได้รับมอบหมายให้มาทำงานหน้าเคาร์เตอร์แทนงานจัดเลี้ยง ซึ่งเขาทำหน้าที่ได้ดีจนคุณวิทยาพอใจเป็อย่างมาก และแม้ทั้งคู่จะแทบไม่ได้เจอกันตลอดหนึ่งสัปดาห์ แต่วาตาก็ยังคงได้รับรายงานความเคลื่อนไหวของภูผาผ่านคุณวิทยาเหมือนเช่นทุกครั้ง และนั่นก็ทำให้เขามีกำลังใจในการรับมือกับงานที่ไหลเข้ามาจนแทบไม่มีเวลาหายใจหายคอได้อย่างสบายใจกว่าทุกครั้ง
“พนักงานใหม่เหรอมึงอ่ะ ทำไมซุ่มซ่ามขนาดนี้ รู้หรือเปล่ากระเป๋านั่นกี่หมื่น มากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของมึงเลยน่ะเว่ย “
เสียงโวยวายดังออกมาจากหน้าโรงแรม หลังจากที่รถคันหรูแล่นมาจอดและพนักงานโรงแรมกำลังช่วยกันยกกระเป๋าสองสามใบลงจากรถและหนึ่งในนั้นก็มีคนที่วาตาอยากเจอที่สุดอยู่ด้วย
“ขอโทษครับ ผมไม่ทันระวังเอง”
ภูผาเอ่ยอย่างรู้สึกผิด เมื่อพบว่าตัวเองพลาดที่ให้น้องฝึกงานจัดการเื่กระเป๋าเ้าปัญหานั่น
“ซุ่มซ่าม”
ชายคนนั้นยังหัวเสียไม่เลิกก่อนจะเดินตรงไปยังหน้าเคาร์เตอร์เพื่อทำอะไรบางอย่าง
“เขาซุ่มซ่ามเองน่ะพี่ผา ถอยมาชนจนผมเสียหลักอ่ะ“
น้องฝึกงานรีบฟ้อ งแต่เสียงคงดังเกินไปจนชายคนนั้นเดินกลับมาอีกรอบ ด้วยหน้าตาที่บ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์เต็มที่
“มึงว่าใครซุ่มซ่าม ไอ้เด็กไม่เจียมตัว”
“ผม....”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ เชิญคุณหน้าเคาร์เตอร์ดีกว่า”
ภูผารีบเอ่ย เพราะเริ่มไม่พอใจกับคำพูดและท่าทีเย่อหยิ่งของอีกฝ่ายจนน่าหมั่นไส้เข้าให้บ้าง
“พวกมึงมันกระจอก คอยดูนะกูจะไล่ออกให้หมดทุกคน”
“เอ้าคุณ!”
“ทำมะ ... หรืออยากมีเื่”
“เสียเวลา”
ภูผาพูดจบก็หันหลังหนีเอาดื้อ ๆ แต่ท่าทีนั้นกลับสร้างความไม่พอใจแก่อีกฝ่ายยิ่งขึ้นอีก
“เฮ้ยย กูพูดกับมึงอยู่นะเว่ย อย่ามาเดินหนีกู กูไม่ชอบ”
“ผมก็ไม่ชอบท่าทีและคำพูดจิกหัวคนอื่นแบบคุณเหมือนกัน หน้าตาก็ดี ท่าทางก็ดี แต่ นิสัย... กากมาก”
ภูผาที่เพิ่งหมดความอดทน หันมาพูดบ้างทำเอาอีกฝ่ายโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ด้วยไม่คิดว่าจะมีใครกล้าด่าเขาขนาดนี้
“ปากดีนักใช่ไหมมึง”
ไม่พูดเปล่า ชายหน้าตาดีคนนั้นพุ่งหมัดเข้าใส่ภูผาเต็ม ๆ แต่วืดเพราะภูผาหลบทัน สร้างความโมโหให้อีกคนหนักเข้าไปอีก เงื้อหมัดจะต่อยอีกรอบแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเข้ม ๆ ของใครอีกคน
“อย่ามาทำป่าเถื่อนแถวนี้ อยากบ้าก็เชิญไปบ้าที่อื่น!!”
เสียงหนัก ๆ ของวาตาที่รีบวิ่งมาขวางหมัดอีกคนเอาไว้ ทำเอาภูผาเองอึ้งไปชั่วขณะเพราะไม่บ่อยครั้งที่จะได้ยินน้ำเสียงวาตาแบบนี้ ซึ่งเรียกได้ว่า ดุ มากกกกกกกกกกกกก
“ไอ้เด็กเก็บมาเลี้ยง มาเกี่ยวอะไรด้วย อ่อ เป็ซุปตาดี ๆ ไม่ชอบอยากเป็ฮีโร่ ได้ เดี๋ยวกูสงเคราะห์ให้ “
พูดจบหมัดหนัก ๆ ถูกปล่อยไปที่หน้าขาว ๆ ของวาตาที่ไม่ทันระวังตัว เพราะมัวหันไปมองภูผาด้วยความเป็ห่วง จนเซไปปะทะกับอกกว้างของภูผา แต่ก็ตามระเบียบที่ไม่ได้ยินเสียงร้องจากวาตาสักคำ
ถ้าเป็เวลาอื่นวาตาคงฉวยโอกาสกอดร่างใหญ่นั้นไว้ด้วยความคิดถึงเหมือนทุกครั้ง แต่สถานการณ์แบบนี้เขาเลือกที่จะไม่แสดงตัวว่ารู้จักกันเสียงั้น แว๊บหนึ่งก็ทำเอาภูผาอดน้อยใจลึก ๆ ไม่ได้ และแอบคิดไปในแง่ลบว่าดาราหนุ่มคงไม่อยากให้ใครมองว่าลดตัวมาสนิทกับพนักงานโรงแรมกระจอก ๆ แบบเขา
“คุณ”
ภูผาเรียกคนในอ้อมกอดที่กำลังเอามือลูบคางตัวเอ งหน้าเขาแดงเพราะแรงของหมัดอย่างเห็นได้ชัด
“ไอ้พีระ!”
และโดยที่ไม่มีใครคาดคิด วาตาก็สวนหมัดใส่คนตรงหน้าทันที หมัดล้วน ๆ ซัดเข้าที่ปลายคางอย่างไม่พลาดเป้าและตามมาด้วยหมัดหนัก ๆ อีกสองสามครั้ง จนภูผาต้องรีบห้าม ไม่งั้นคนที่ชื่อพีระนั่นได้นอนจมกองเืหน้าโรงแรมแน่ ๆ และโชคดีที่ไม่มีแขกอยู่แถวนั้นมากนัก
“พอแล้วคุณ เดี๋ยวเขาก็ตายหรอก”
“คนอย่างมัน ไม่ควรอยู่ให้รกโลกหรอกนะ ไอ้กากสังคมเอ้ย!!! “
วาตายังโมโหไม่เลิก กระโจนเข้าทำร้ายอีกฝ่ายที่ล้มลงเืกลบปากอีกรอบ แต่ภูผาเอามือรั้งเอวไว้
“พอแล้วน่า คนมุงกันใหญ่แล้ว ไม่อายเขาหรือไง เดี๋ยวก็ได้ขึ้นหน้าหนึ่งจริง ๆ หรอก”
“ก็.....” วาตายั้งคำพูดไว้แค่นั้น เมื่อสบตากึ่งขอร้องกึ่งเป็ห่วงของอีกฝ่าย
“คุณป้าสั่งห้ามเข้าโรงแรมไม่ใช่เหรอ มึงมาทำอะไรที่นี่ ขนของมึงออกไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่กูจะโยนออกไป” วาตาคาดโทษอย่างลืมตัวในขณะที่ภูผาชะงักไปกับสิ่งที่ได้ยิน
“คุณป้างั้นเหรอ” เขารำพึงกับตัวเอง
“มีอะไรกันครับคุณวา อ้าวคุณพีระกลับมาั้แ่เมื่อไหร่ครับ แต่คุณรัชวิภาสั่งห้ามไม่ให้เข้าโรงแรมนี่ครับ แล้วนี่”
คุณวิทยาเอ่ยเสียงเข้มจนผิดสังเกต
“ก็ไม่ได้อยากมานักหรอก ไอ้โรงแรมกระจอก ๆ พนักงานห่วย ๆ เนี่ย”
“งั้นก็เชิญสิครับ ... เด็ก ๆ ยกกระเป๋าออกมาไว้ตรงนี้ เดี๋ยวคุณพีระจะกลับแล้ว”
“เออออ.. จำไว้เลยน่ะ ไอ้พวกหมาหมู่”
“ไม่เอาสิครับ อย่าลืมน่ะนักข่าวแถวนี้หูตาเป็สับปะรด ถ้ารู้ว่าดาราดังอย่างพีระ พูดอะไรออกมา แสดงความป่าเถื่อนอะไรออกมา เหล่าแฟนคลับจะคิดยังไงนะครับ ถ้ารู้ว่าคนที่ตัวเองชื่นชอบไร้อารยะแบบนี้”
ภายใต้น้ำเสียงราบเรียบแต่ทำเอาอีกฝ่ายแทบกระอัก เพราะไม่ต่างกับการลากโคตรเหง้ามาด่าดี ๆ นี่เอง พีระทำได้แค่ชี้หน้าคาดโทษแล้วขึ้นรถที่รอรับออกไป
“เป็ไงบ้างครับคุณวา ขอโทษทีน่ะครับผมมาช้าไปหน่อย”
“ไม่เป็ไรครับ ไม่มีอะไรแล้วคุณวิทยาไปทำงานต่อเถอะครับ อ้อ ไม่ต้องเรียนคุณป้าก็ได้นะครับ เดี๋ยวท่านจะไม่สบายใจ”
“ครับ ๆ “
คุณวิทยาเดินออกไปแล้ว เหลือแค่สองหนุ่มตามลำพัง ในขณะที่วาตาไม่คิดอะไรหันมามองภูผาอย่างนึกห่วง แต่ความสงสัยไปกระจุกอยู่ที่ภูผาที่พร้อมยิงคำถามแทบจะทันที และทันทีที่ภูผาอ้าปากจะถาม วาตาเลยรีบดักคอเสียก่อน
“ผมไปอาบน้ำก่อนดีกว่า วันนี้มีงานแต่เช้า”
พูดไม่ทันจบ ดาราหนุ่มก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินหนีไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้ภูผาอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น จนนึกหงุดหงิดตัวเองที่มัวแต่อ้ำอึ้งปล่อยให้วาตาหนีไปได้ง่าย ๆ โดยที่ยังไม่ทันได้อธิบายอะไรให้ชัดเจนเลยสักนิด เขามองตามร่างบางในชุดวอร์มสีขาวสะอาดตาสุดลับตา ก่อนจะหันมาสนใจน้องฝึกงานที่ยืนมองอย่างสำนึกผิด
"ไม่มีอะไรแล้ว ทำงานกันต่อเถอะ"
เขาบอกน้ำเสียงปกติ ไม่ได้ตำหนิใครทั้งสิ้น ทำเอาน้องฝึกงานยิ้มออกก่อนจะกุลีกุจอช่วยภูผายกกระเป๋าของลูกค้าอีกคนที่ เพิ่งก้าวลงจากรถพอดี
แต่ยังไงเขาต้องรู้ในสิ่งที่สงสัยให้ได้
“วาตาเกี่ยวข้องอะไรกับเ้าของโรงแรมแห่งนี้กันแน่” ..
ไม่ถึงชั่วโมง ...
ภูผายังคงเตร็ดเตร่อยู่แถวหน้าลิฟต์ และทันที่ที่ลิฟต์วีไอพีเปิดออกพร้อม ๆ กับเป้าหมาย เขาเลยได้โอกาสลากตัวอีกฝ่ายหลบไปข้างหลังซึ่งเป็ที่ลับตาคนพอสมควรสำเร็จ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวดาราหนุ่ม ทำเอาภูผาอดสูดดมจนเต็มปอดไม่ได้ ซึ่งนั่นทำให้วาตาฉลาดพอที่จะเอาตัวรอดจากการตอบคำถามที่เขายังไม่อยากตอบ
เขาเลยยื่นหน้าไปหาอีกฝ่ายใกล้มากขึ้น ส่งยิ้มที่ใครได้รับก็แทบละลายไปต่อหน้าให้อย่างจงใจ ยิ้มทั้งั์ตาและสีหน้า จนภูผาเริ่มรู้สึกตัวรีบผละออกอย่างนึกเสียหน้า แต่อีกฝ่ายรั้งแขนเอาไว้
“จะไปไหน ดักรอผมไม่ใช่เหรอครับ”
“ถอยออกไปห่าง ๆ เลยไป”
ชายหนุ่มว่าพลางถอยออกห่างจนเป็อิสระ จนวาตากลั้นหัวเราะไม่อยู่ นึกขำกับท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ของอีกฝ่าย
“ไม่ต้องมาขำเปลี่ยนเื่ คุณก็น่าจะรู้ว่าผมจะถามเื่อะไร”
“.....”
วาตาแกล้งหลับตาคิด ในขณะที่คนถามนึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิดๆ เพราะรู้ดีว่าวาตากำลังคิดหาทางเอาตัวรอด
“ไม่ต้องทำเป็แกล้งคิด บอกความจริงผมมาดีกว่า มีอะไรที่ผมควรรู้เกี่ยวกับคุณอีกบ้าง ผมจะได้ทำตัวถูก ไม่ใช่ให้ใครมาหัวเราะตามหลังแบบนี้”
ไม่รู้ว่าทำไมระยะหลังมานี้ ภูผาจึงอยากรู้เื่ราวเกี่ยวกับวาตามากขึ้น และยิ่งหงุดหงิดเมื่อต้องรู้จากปากคนอื่นรวมถึงท่าทีปิดบังของเขาด้วย
“เื่ที่ผมชอบคุณนะหรือครับ ก็ไม่มีอะไร ชอบ ผมก็บอกว่าชอบ และตอนนี้ก็ชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย”
วาตาบอกแต่อีกฝ่ายเริ่มหน้าตึงเพราะไม่ใช่คำตอบที่เขา้า
"ผมอยากรู้ว่าคุณเกี่ยวข้อง ..."
“คุณดูให้ผมหน่อยสิ ปากผมยังช้ำอยู่หรือเปล่า หมัดไอ้หมอนั่นหมัดหนักดีชะมัด เนี่ยยังเจ็บไม่หายเลยครับ“
ยังไม่ทันทีภูผาจะพูดจบ ดาราหนุ่มรีบตัดบท ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็อ้อนขึ้นมาหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจท่าทีบึ้งตึงของคนถามแม้แต่น้อย พร้อมกับขยับใบหน้าให้ดู
“ใครใช้ให้เอาหน้าไปรับหมัดละ” ภูผาเอ่ยอย่างนึกหมั่นไส้อีก
“ก็ใครชอบทำให้ผมเป็ห่วงกันล่ะครับ”
“ก็ใครใช้ให้มาเป็ห่วง”
“ไม่มีใครใช้หรอก แต่ตรงนี้มันบังคับ” วาตาว่าพลางชี้ไปที่อกข้างซ้ายตัวเอง
"แต่ผมก็เต็มใจอย่างที่สุด" เขาว่าหวานทั้งน้ำเสียงและแววตา นั่นทำเอาทำเอาภูผาถึงกับส่ายหน้า
“พูดอะไรไม่รู้เื่ อย่ามาเฉไฉดีกว่า พีระอะไรนั่นเป็ใคร ทำไมท่าทางคุ้นเคยกับคุณนัก แล้วทำไมคุณต้องโกรธที่เห็นเขาด้วย แล้วทำไมต้องเรียกเ้าของโรงแรมนี้ว่าคุณป้า ทำไมคุณวิทยาถึง....”
“มาเป็ชุด...แต่ผมแปะไว้ก่อนนะครับ ถ้าอยากได้คำตอบเย็นนี้เจอกันชั้น 20 ผมจะตอบทุกคำถามที่คุณอยากรู้เลย แต่มีข้อแม้ข้อนึง”
“ไม่ต้องมาสร้างเงื่อนไขบ้า ๆ อะไรกับผมอีก"
"ไม่ได้สร้างเงื่อนไข ผมแค่บอกว่าถ้าอยากได้คำตอบผมก็พร้อมจะตอบให้คุณสบายใจ แต่ผมมีข้อแม้ไงครับ"
"ข้อแม้บ้าอะไรของคุณ”
“ต้องค้างคืนเท่านั้น ผมถึงจะยอมมมมม...ทู๊กกกกอย่าง”
น้ำเสียงที่ดูจะจริงจัง แต่เพราะการลากเสียงยาวกับบางคำจนฟังดูผิดปกติ ทำเอาภูผาถึงกับอดไม่ได้ที่จะยกมือเคาะหน้าผากคนพูดไปหนึ่งที ด้วยความหมั่นไส้ล้วน ๆ
“ฝันไปเถอะ”
"โอ้ยคุณ ทำไมชอบเคาะหน้าผากผมนัก"
"ไม่ต้องมาโอดโอย ผมไม่หลงกลคุณหรอก ไอ้คนเ้าเล่ห์"
“ก็ตามใจ แต่ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจหรอกนะ ผมให้เวลาถึงสามทุ่ม วันนี้ผมกลับดึกหน่อยนะครับ ขึ้นไปนอนรอได้เลย”
วาตาพูดเหมือนจะธรรมดาแต่ท้ายประโยคชวนให้คิดไปอีกทาง ภูผาถึงกับถลึงตาดุ ๆ ใส่จนคนพูดหัวเราะ ก่อนจะเขย่งจขโมยหอมแก้มเขาฟอดใหญ่อย่างรวดเร็ว แล้วรีบวิ่งออกไปก่อนที่ภูผาจะทันตั้งตัว
ฟอดดดดด!!!
“ค-คุณ! อีกแล้วนะ โธ่เว้ย!”
ภูผาสบถเสียงดัง นึกเข่นเขี้ยวกับท่าทีถือวิสาสะอย่างถึงเนื้อถึงตัวโดยไม่คิดเกรงใจเขาเลยสึกนิด แถมยังไม่คิดแยแสกับสายตาคนอื่นที่อาจโผล่เข้ามาเห็นแม้แต่น้อย เขาได้แต่ยืนฮึดฮัดอยู่ตรงนั้น ก่อนจะเผลอปล่อยยิ้มออกมาในที่สุด เริ่มรู้สึกถึงความพองฟูจนคับอกของก้อนเนื้อทางอกซ้ายของตัวเองขึ้นมาดื้อ ๆ จนรู้สึกได้ถึงความอัดแน่นจนจะล้นออกมาเสียให้ได้ และอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง
นี่คงเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกอะไรแบบนี้สินะ เอ๊ะหรือว่าที่ผ่านมาเขาก็รู้สึกแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่ได้สังเกตหรือใส่ใจเท่านั้นเอง
ดิ๊งงงง +++
เสียงไลน์ดังขึ้นพร้อม ๆ กับภาพคุ้นตา ชายหนุ่มรีบยกมือถือเปิดดูถึงกับอ้าปากค้าง เพราะภาพที่ถูกส่งมาเป็ภาพอมยิ้มของเขานั่นเอง และคนที่ส่งมาก็คือคนที่ทำให้เขาอมยิ้มได้นั่นแหละ มาถึงตอนนี้ภูผาก็อายจนทำหน้าไม่ถูก นึกโมโหคนส่งเอาดื้อ ๆ ที่บังอาจส่งภาพแสนจะน่าอายนี้มาล้อเลียนเขา
“ชอบใช่ไหม จะได้หอมบ่อย ๆ “
“ปล. หอมดีนะครับ”
สุดท้ายภูผาก็ส่งสติ๊กเกอร์หมีต่อยหน้าหมีอีกตัวไปให้สองสามรอบตามอารมณ์โกรธปนอายของตัวเอง
นี่แปลว่าแผนการณ์ทั้งหมดที่้าให้วาตาโกรธและเกลียดเขา เพราะคิดว่าเขาดันไปล่วงเกินวาตาพังไม่เป็ท่าเลยใช่ไหม ทั้ง ๆ ที่ตอนที่เกิดเื่ใหม่ ๆ กำลังจะสำเร็จอยู่แล้วเชียว แต่ในเวลาไม่ถึงอาทิตย์วาตากลับยังคงหาเื่เต๊าะภูผาขึ้นมาอีก แถมยังจะเริ่มแสดงความรู้สึกออกมามากกว่าเดิมด้วยซ้ำ และนับวันดูเหมือนผู้ชายคนนั้นจะยิ่งมีอิทธิกับภูผามากขึ้นเช่นกันโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันรู้ตัว
ต่อไปเขาควรต้องระวังตัวให้มากกว่านี้เสียแล้ว ต้องเตรียมพร้อมรับการจู่โจมของอีกฝ่ายที่นับวันจะบ่อยขึ้นทุกวัน และดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดระวังอะไรเลยด้วยซ้ำ แม้แต่สายตาของตัวเขาเองที่มองมา ซึ่งเป็สิ่งที่ภูผาคิดว่าไม่สมควร เพราะเขาก็ต้องระวังใจตัวเองด้วย ที่จะไม่เผลอหลงใหลไปกับการแสดงออกอย่างคนรักของอีกฝ่าย
แต่ชายหนุ่มจะใจแข็งได้นานแค่ไหนในเมื่อแค่ได้กลิ่นกายหอมอ่อน ๆ จากอีกฝ่าย เขาก็แทบควบคุมตัวเองไม่ได้มากขึ้นไปทุกที ....