สามวันต่อมา ซ่งจงอี้จึงลงมือวางแผนใช้การเนรเทศอนุโจวเป็เหยื่อล่อ
เขาไม่คิดป่าวประกาศเื่อื้อฉาวนี้ให้แพร่งพราย ด้วยเกรงว่า ‘มือที่ถือคันเบ็ดอยู่เื้ั’ จะไหวตัวทัน เขาเพียงเรียกหัวหน้าตระกูลเดิมของนางมาพบ วางหลักฐานสร้อยคอพิษและคำสารภาพของสาวใช้ลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำทว่าทรงพลัง
"สตรีที่ริอ่านวางยาพิษหมายชีวิตหลานสาวสายเืแท้ๆ ของตระกูล ข้าซ่งจงอี้จะเก็บนางไว้ในจวนต่อไปได้อย่างไร"
อนุโจวถูกถอดถอนออกจากทำเนียบตระกูล และถูกเนรเทศให้ไปบำเพ็ญกุศลที่อารามร้างนอกเมืองตลอดชีวิต ห้ามเหยียบย่างกลับเข้าสู่เซิ่งจิงอีกเป็อันขาด แม้ฟังดูคล้ายเป็การผ่อนปรนทว่าสำหรับสตรีที่เคยเสพสุขบนความหรูหรา การถูกจองจำในเรือนเย็นป่าเช่นนั้น ย่อมไม่ต่างจากการถูกฝังทั้งเป็
ก่อนที่ร่างของนางจะถูกลากออกไป อนุโจวดิ้นรนสุดชีวิตพลางกรีดร้องลั่น "ซ่งจงอี้! เ้าคิดว่ากำจัดข้าคนเดียวแล้วจะรอดพ้นอย่างนั้นหรือ! เื้ัของข้ายังมี—"
"มีใคร?" ซ่งจงอี้หรี่ตาลง ั์ตาคู่คมฉายแววเย็นะเืดุจน้ำแข็ง "เ้ากำลังจะบอกข้าว่า เื้ัของเ้ามีผู้ใดหนุนหลังอยู่กระนั้นหรือ"
คำถามนั้นทำให้อาการคลุ้มคลั่งของอนุโจวชะงักงัน นางสะดุ้งสุดตัว รีบปิดปากแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
ซ่งจงอี้จ้องมองนางด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับอย่างไม่ไยดี "พาตัวออกไป"
เขารู้อยู่เต็มอกว่าเื้ัของนางคือผู้ใด ทว่าในยามนี้เขายังไม่อาจถอนรากถอนโคนมันได้ เพราะรากที่ชอนไชลึกถึงเพียงนั้น หากไม่ค่อยๆ ขุดแซะอย่างระมัดระวัง ต้นไม้ใหญ่ก็อาจโค่นล้มลงมาทับจนพังพินาศย่อยยับไปด้วย ซ้ำการเนรเทศในครานี้เป็เพียงแผนลวงให้ผู้อยู่เื้ัเผยตัวออกมา
ครั้งหนึ่ง เขาเคยเชื่อว่าศัตรูที่น่ากลัวที่สุดคือข้าศึกที่ถือดาบประจันหน้าในสมรภูมิ เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังมองเห็นวิถีดาบของพวกมัน ทว่าบัดนี้เขาตระหนักแล้วว่า ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดกลับเป็ผู้ที่สวมหน้ากากเปี่ยมเมตตา ยิ้มแย้มพลางเรียกขานบุตรสาวของเขาว่า "หลานรัก" แต่ลับหลังกลับซ่อนยาพิษร้ายไว้ในของขวัญ
ดาบในสมรภูมิ เขาฝึกปรือจนฟันแทงได้คล่องแคล่ว ทว่ามีดสั้นที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม เขาจำเป็ต้องเรียนรู้วิธีการรับมือมันเสียใหม่... และเขาจะต้องเรียนรู้ให้จงได้ เพื่อปกป้องแก้วตาดวงใจตัวน้อยที่กำลังนอนดูดนิ้วอยู่ในเรือนด้านใน
——————
ครั้นตกเย็น รถม้าหรูหราประดับตราประจำตระกูลอันสูงศักดิ์ก็เคลื่อนมาจอดเทียบที่หน้าประตูจวนซ่ง
เจิ้นกั๋วกงเสิ่น—ท่านตาของเหยาเหยา บิดาบังเกิดเกล้าของเสิ่นว่านอวี๋เดินทางมาเยี่ยมเยียนหลานสาวตัวน้อยด้วยตนเอง
ท่านเจิ้นกั๋วกงเป็บุรุษชราผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ผ่าเผย ไว้หนวดเครางามสง่า ใบหน้ากร้าวแกร่งและแววตาดุดันทรงอำนาจจนผู้คนรอบข้างต่างพากันก้มหน้าไม่กล้าสบตา ทว่าทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่เรือนนอนและได้เห็นทารกน้อยเหยาเหยาที่นอนอยู่ในเปล ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมดุจหินผากลับพลันละลายกลายเป็รอยยิ้มอ่อนโยนในพริบตา
"โอ้... นี่หรือหลานสาวของข้า! ดวงตากลมโตคู่นี้ถอดแบบมาจากแม่ของเ้าไม่มีผิดเพี้ยน!" ชายชราเอื้อมมือไปอุ้มเหยาเหยาขึ้นมาอย่างทะนุถนอม มือใหญ่หนาที่กรำศึกจับดาบสังหารศัตรูมาค่อนชีวิต บัดนี้กลับโอบประคองทารกน้อยเอาไว้อย่างแ่เบา ราวกับเกรงว่าร่างเล็กๆ นี้จะบอบช้ำหากลงแรงมากเกินไป
ตากลมโตจ้องมองชายชราตรงหน้าไม่กะพริบ
โอ้โห... คุณตาดูหน้าดุจัง แต่อุ้มหนูได้นุ่มนวลมากเลย นี่น่ะหรือท่านเจิ้นกั๋วกงผู้เกรียงไกร! ในนิยายเขียนถึงท่านไว้เพียงไม่กี่บรรทัดเอง บอกว่าหลังจากตระกูลซ่งถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ท่านเจิ้นกั๋วกงก็ตรอมใจจนล้มป่วยและเสียชีวิตตามไป เพราะสูญเสียทั้งลูกสาวและหลานสาวอันเป็ที่รัก เหยาเหยาคิดในใจด้วยความสลดใจ โถ... น่าสงสารคุณตาเหลือเกิน ชาตินี้หนูจะไม่ยอมให้เกิดเื่แบบนั้นขึ้นเด็ดขาด! หนูจะดูแลคุณตาให้แข็งแรงและมีอายุยืนยาวร้อยปีเลยคอยดู!
แต่เดี๋ยวนะ... คุณตาเป็ผู้กุมอำนาจเหนือกองกำลังทหารองครักษ์เมืองหลวงส่วนหนึ่งนี่นา! ที่อ๋องรองก่อฏ เขาสามารถควบคุมกองกำลังส่วนนี้ได้ เพราะตอนนั้นคุณตาสิ้นชีพไปแล้ว แต่หากชาตินี้คุณตายังมีชีวิตอยู่ กองทหารกำแพงเมืองหลวงนี้แหละที่จะกลายเป็ไพ่ตายใบสำคัญที่สุดของพวกเรา!
เจิ้นกั๋วกงที่กำลังอุ้มหลานสาวตัวน้อยพลันชะงักงัน มือหนาที่พยุงร่างทารกน้อยสั่นสะท้านขึ้นมาจนเกือบจะทำหลานหลุดมือ
เขาเบิกตากว้างด้วยความตะลึงลาน หันขวับไปมองบุตรสาวของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและคาดไม่ถึง
เสิ่นว่านอวี๋แย้มยิ้มน้อยๆ พลางพยักหน้าให้บิดาอย่างสงบนิ่ง แววตาของนางราวกับจะสื่อสารว่า ‘ใช่แล้วะเสด็จพ่อ ท่านไม่ได้หูฝาดไปหรอก’
ก่อนหน้านี้นางได้แอบส่งจดหมายลับไปแจ้งข่าวแก่บิดาแล้วว่า เหยาเหยาเป็เด็กพิเศษที่มีวาสนาเชื่อมต่อกับผู้มี ‘สายเืเสิ่นและซ่ง’ เท่านั้นที่จะสามารถได้ยินเสียงในใจของนางได้ และขอให้บิดาเดินทางมาพิสูจน์ความจริงนี้ด้วยตนเอง
และบัดนี้ เจิ้นกั๋วกงก็ได้ยินมันเต็มสองหู... หลานสาวตัวน้อยที่ยังพูดไม่ได้ผู้นี้ กำลังวางแผนและเป็ห่วงเป็ใยเื่กองกำลังทหารองครักษ์รักษาเพื่อช่วยตระกูล!
แม่ทัพเฒ่าผู้ผ่านศึกาเฉียดตายมาทั้งชีวิตพลันรู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งร่าง ทว่าความรู้สึกนี้หาใช่ความหวาดกลัวไม่ หากแต่เป็ความตื้นตันจนขอบตาร้อนผ่าวแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
์เบื้องบนยังคงมีเมตตาต่อตระกูลเสิ่นและซ่งยิ่งนัก ถึงได้ประทานดวงแก้วล้ำค่าเช่นนี้มาโปรดพวกตน
เอ๊ะ? คุณตาตาแดงก่ำเลย ท่านจะร้องไห้หรือคะ? คงเพราะดีใจมากที่ได้เจอหน้าหนูแน่ๆ เลย เหยาเหยาคิดอย่างใสซื่อ คุณตาจ๋า ไม่ต้องเป็ห่วงนะ หนูจะตั้งอกตั้งใจสะสมแต้มบุญ รีบๆ โตขึ้นมาช่วยทุกคนเอง! ครอบครัวของเราจะต้องรอดพ้นจากภัยพิบัติ มีอายุยืนยาว และร่ำรวยรุ่งเรืองกันถ้วนหน้าเลย!
เจิ้นกั๋วกงก้มหน้าลงซบกับพวงแก้มนุ่มนิ่มของหลานสาวตัวน้อย ไหล่กว้างที่เคยแบกรับภาระแผ่นดินสั่นเทาเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าปนสะอื้นเอ่ยขึ้น "ดี... ดีเหลือเกิน... หลานรักของตา"
เหยาเหยาถูกเคราหยาบๆ ของคุณตาจี้แก้ม ก็คิกคักหัวเราะออกมา มือน้อยๆ เอื้อมไปคว้าสีดอกเลาดึงเล่นอย่างเพลิดเพลิน
นุ่มจังเลย! คุณตาดึงเล่นได้ด้วย!
เจิ้นกั๋วกงที่เคยทำให้ขุนศึกทั้งกองทัพยำเกรง ยอมให้หลานสาวตัวจ้อยดึงเล่นอย่างง่าย ใบหน้าเหี่ยวย่นแย้มยิ้มจนตาหยีเป็เส้น "เอ้า ดึงเลยหลาน ดึงให้สนุก ตาเส้นนี้ ไว้ให้หลานดึงเล่นโดยเฉพาะ"
เสิ่นว่านอวี๋ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ก็อดยิ้มไม่ได้ นางจำได้ว่าตอนเด็กๆ เสด็จพ่อเข้มงวดกับนางเพียงใด ห้ามหัวเราะเสียงดัง ห้ามวิ่งเล่นซุกซน ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งชายชราผู้เคร่งขรึมคนนี้ จะยอมเป็ของเล่นให้หลานสาวอย่างเต็มใจ
——————
ค่ำคืนนั้น ในห้องหนังสือ ชายสามรุ่นแห่งตระกูลเสิ่น-ซ่งนั่งล้อมวงกัน — เจิ้นกั๋วกง ซ่งจงอี้ และซ่งจิ้งอัน
"เื่เหยาเหยา ข้าได้ยินกับหูแล้ว" เจิ้นกั๋วกงเอ่ยเสียงหนักแน่น "เด็กคนนี้คือพรจากฟ้า แต่ก็เป็ภัยจากฟ้าเช่นกัน หากความลับนี้รั่วไหล ผู้มีอำนาจจะแย่งชิงนางไปเป็เครื่องมือ ไม่ก็กำจัดนางเสียเพราะกลัว"
"เสด็จพ่อพูดถูก" ซ่งจงอี้พยักหน้า "ฉะนั้นพวกเราต้องปกป้องนางในเงามืด ใช้สิ่งที่นางบอกอย่างร อย่าให้ผู้ใดจับพิรุธได้"
ซ่งจิ้งอันที่นั่งเงียบมาตลอด เอ่ยขึ้นช้าๆ "ท่านพ่อ ท่านตา หลานคิดว่าสิ่งที่น้องเล็กบอกวันนี้สำคัญที่สุด — กำลังทหารองครักษ์เมืองหลวงในมือท่านตา คือไพ่ที่อ๋องรอง้ากำจัดในอนาคต"
"นับจากนี้ ท่านตาต้องระวังพระองค์ให้มากเป็พิเศษ ทั้งเื่สุขภาพ ทั้งเื่คนรอบข้าง การลอบสังหารอาจมาเมื่อใดก็ได้ ตราบใดที่ท่านตายังอยู่ กุมกำลังส่วนนี้ไว้ วันที่อ๋องรองก่อการ เราก็จะมีกำลังต้านทาน"
เจิ้นกั๋วกงฟังแล้วดวงตาเป็ประกาย ตบโต๊ะเบาๆ "เด็กคนนี้คิดได้ลึกซึ้งกว่าขุนนางในราชสำนักเสียอีก!"
"หลานชาย" ท่านหันมามองซ่งจิ้งอันด้วยแววตาชื่นชม "เ้าวางหมากเก่ง ส่วนตาจะคุมกำลัง เราสองกัน ปกป้องดวงแก้วดวงนี้ไว้ให้ได้"
ในห้องนั้น ชายสามคนสามรุ่นสบตากัน
ไม่มีใครพูดคำว่า ฏ ออกมาตรงๆ แต่ในใจของทุกคน เมล็ดพันธุ์แห่งการพลิกแผ่นดินได้หยั่งรากลงลึกขึ้นอีกขั้น
"เสด็จพ่อ" เสิ่นว่านอวี๋ที่เดินเข้ามาชาพอดี เอ่ยขึ้นเบาๆ "ก่อนหน้านี้ลูกลังเลมาตลอด ว่าการรู้ชะตาล่วงหน้าเป็พรหรือเป็คำสาป เพราะรู้ทั้งรู้ว่าทุกคนที่ลูกรักจะตาย มันทรมานยิ่งกว่าไม่รู้"
นางวางถ้วยชาลงตรงหน้าบิดา ดวงตางามเปี่ยมประกายมุ่งมั่น "แต่วันนี้ลูกเข้าใจแล้ว มันไม่ใช่คำสาป คือโอกาส โอกาสที่คนทั้งบ้านจะได้สู้ ทั้งที่ในเื่เล่า พวกเราตายโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าใครเป็คนลงมือ"
เจิ้นกั๋วกงยกถ้วยชาขึ้น มองไอร้อนที่ลอยกรุ่น นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าช้าๆ "เ้าพูดถูก ลูกข้า คนที่รู้ว่าหน้าผาอยู่ตรงไหน ย่อมมีสิทธิ์เลือกที่จะไม่เดินตกลงไป"
ท่านยกถ้วยชาขึ้นจิบ รสขมฝาดแล่นซ่านในลำคอ ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็ความหวานติดปลายลิ้น เหมือนชะตาของตระกูลนี้ ที่เริ่มต้นด้วยความขมขื่น แต่ปลายทาง... ท่านตั้งใจแล้วว่าจะต้องหวาน
——————
ในเปล เหยาเหยาที่กินอิ่มแล้วกำลังจะหลับ จู่ๆ ก็มีเสียงติ๊งดังขึ้นตรงหน้า
[มีจิตกตัญญู ห่วงใยผู้าุโด้วยใจจริง มอบบุญแต้มเพิ่ม 5 แต้ม บุญสะสมปัจจุบัน 107 แต้ม]
โอ้! ได้บุญเพิ่มอีกห้าแต้ม! เหยาเหยาดีใจ เข้าใจแล้ว ขอแค่ข้ารักครอบครัวด้วยใจจริง คิดดีทำดี ก็ได้บุญเรื่อยๆ! เยี่ยม! งั้นต่อไปข้าจะรักทุกคนให้สุดหัวใจ สะสมบุญไปด้วยในตัว ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!
ว่าแต่... เมื่อไหร่ข้าจะมีบุญพอแลกของดีๆ นะ ตอนนี้แลกได้แค่ยันต์ตัวเบากับยาบำรุงผิว ของพวกนี้เอาไว้สู้ศัตรูไม่ได้เลย ต้องสะสมอีกเยอะ!
เหยาเหยาหาวยาว ตาปรือ
ค่อยๆ เก็บไปละกัน... ครอบครัวข้าเก่งขนาดนี้ มีคุณตาหนุนหลังอีก เราต้องรอดแน่ๆ... อืม ง่วงแล้ว ฝันดีนะทุกคน
เสียงในใจเงียบลง
ไม่รู้เลยว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้า ในงานนอกเมือง นางกำลังจะได้พบกับใครคนหนึ่ง — คนที่ใน ถูกลิขิตให้เป็ของฟ่านชิงเสวี่ย