ตอนที่53 : สายลับในวังฉิน
หกวันหลังศึก “ทุ่งหลงหนาน”
ทั่วแผ่นดินหานยังคลุ้งด้วยกลิ่นควันและเหล็กเผา
แต่เสียงฆ้องศึกกลับเงียบลง เหลือเพียงสายลมหนาวพัดผ่านค่ายรบ
รัชทายาท หานอวี้จิน ยืนอยู่บนหอคอยบัญชาการ
มองท้องฟ้าที่กลับมาเป็นสีทองในยามเย็น
เสียงขององค์ชายสามดังขึ้นด้านหลัง
“พี่ใหญ่...ศึกนี้เราชนะเด็ดขาด
ทัพฉินถอยไปกว่าแปดสิบลี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หานอวี้จินพยักหน้า
“ศัตรูที่ล่าถอยไม่ใช่ศัตรูที่พ่าย...
มันเพียงกำลังเปลี่ยนวิธีโจมตีเท่านั้น”
เขาหรี่ตามองไปยังขอบฟ้า
ในหัวคิดถึงคำพูดของมารดาฮองเฮา
“จงระวังศัตรูที่นิ่งเงียบ...เพราะเงามืดย่อมซ่อนคมมีด”
ราชสำนักแคว้นฉิน
ในห้องท้องพระโรงของแคว้นฉิน
เสียงฝีเท้าโลหะของทหารดังสม่ำเสมอ
ควันธูปอบอวลทั่วห้อง
ฉินอ๋องอู่หลาง นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง
สีพระพักตร์เยือกเย็นแต่แฝงโทสะ
“สองศึก สองความพ่ายแพ้...
มังกรเหล็กของข้ากลับพ่ายให้ไฟของเด็กหนุ่มแห่งหาน”
ข้างพระวรกายคือ เสนาธิการมู่หลิง ที่คุกเข่าอยู่
และเบื้องล่างคือ องค์หญิงฉินอวี้เหม่ย ที่ก้มหน้าลงอย่างสงบ
“ลูกขอพระราชทานอภัยหากแต่ลูกมิอาจขัดขวางการตัดสินพระทัยในคราวนั้น
แต่ลูกเชื่อว่า... หานมิได้เป็นเพียงแค่ศัตรู”
“พูด!” —ฉินอ๋องตวาดเสียงก้อง
“เจ้าไปอยู่ในหาน ได้เห็นอะไรมา?”
องค์หญิงเงยหน้า
“ข้าเห็นชายผู้ใช้ปัญญาแทนดาบ
เห็นแผ่นดินที่กำลังฟื้นจากความอ่อนแอ...
และเห็นสิ่งที่อาจกลายเป็นภัยยิ่งกว่าทัพม้าใด ๆ ของเรา”
เธอหยุดเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ
“หากจะชนะเขาต้องชนะจากภายใน มิใช่ในสนามรบ”
เสนาธิการมู่หลิงเอ่ยขึ้น
“หม่อมฉันเห็นด้วย”
เขาเปิดม้วนผ้าแพรแผนการใหม่
บนผืนนั้นมีชื่อแผนว่า “อุบายเฉินหลิง”
หรือที่ขุนนางฉินเรียกกันว่า — เงาแห่งแผ่นดิน
“เราจะส่งคนของเราซ่อนในหาน
ปลอมเป็นพ่อค้า นักปราชญ์ และขุนนางหนุ่ม
แทรกเข้าไปในเมืองหลวง ผ่านการค้าขายและไมตรีที่องค์หญิงจะเป็นผู้นำคณะไปอีกครั้ง”
ฉินอ๋องพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“เจ้าใช้ความพ่ายแพ้สองศึกเป็นใบเบิกทางของไมตรี... ดีมาก”
เขาหันไปทางองค์หญิง
“อวี้เหม่ยเจ้าเป็นคนเดียวที่หานยอมให้เข้าได้โดยไม่ระแวง
เจ้าจะไปในฐานะ ‘ทูตแห่งสันติ’...
แต่ภายในคณะทูตนั้น จะมี ‘เงา’ ของเรา”
องค์หญิงค้อมศีรษะ
“หม่อมฉัน...ขอพระราชทานโอกาสนี้เพื่อชดใช้ความพ่ายแพ้ของฉิน”
ในใจของนาง แววตากลับแฝงความลังเล
“แต่หากเขาไม่ใช่ศัตรู...ข้าจะกล้าทำเช่นนี้หรือ?”
— นางพึมพำเบา ๆ หลังเงียบเสียงกลอง
เมืองหลวงหานหลง
สามสัปดาห์หลังศึกท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงหานหลงกลับแจ่มใสอีกครั้ง
ตลาดคึกคัก พ่อค้าจากหลายแคว้นเริ่มหลั่งไหลเข้ามา
ข่าวชัยชนะสองศึกทำให้ประชาชนยกย่องรัชทายาทหานอวี้จินราวเทพแห่งสงคราม
วันนั้นในห้องโถงของจวนรัชทายาท
หานอวี้จินรับรายงานจาก ไป๋หงเหวิน
“มีข่าวว่าฉินจะส่งคณะทูตมาเจรจาสันติอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ
นำโดยองค์หญิงฉินอวี้เหม่ย”
รัชทายาทนิ่งไปครู่หนึ่ง
“นางอีกแล้วหรือ...”
หลี่อวิ๋นจิว ที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เอ่ยเสียงเรียบ
“บางที...นางอาจไม่ได้มาเพียงเพื่อไมตรี”
หานอวี้จินยิ้มบาง
“ใช่ ข้าก็คิดเช่นนั้น
ไฟที่เพิ่งดับ ย่อมมีควันหลง
และควัน... ย่อมซ่อนเงาไว้เสมอ”
คณะทูตฉินเดินทางสู่หาน
ในคืนเดือนดับ
คณะทูตแคว้นฉินเคลื่อนออกจากเมืองลั่วซี
ธงฉินสีดำโบกสะบัดเหนือคณะขบวน
ภายในขบวน มีทั้ง
องค์หญิงฉินอวี้เหม่ยราชครูหลี่เจวียน ปราชญ์หลวงนักรบเงา 4 คน จาก “หน่วยหลิงซือ” — หน่วยสายลับลับสุดของฉินพ่อค้าหนุ่มชื่อ หย่งจิ่น — ชื่อปลอมของสายลับเอกที่แฝงมาในฐานะนักค้าสมุนไพรองค์หญิงมองทิวเขาที่ทอดยาวข้างทาง
เสียงล้อเกวียนดังคลอเบา ๆ กับเสียงใจของนางเอง
“นี่คือเส้นทางแห่งไมตรี...หรือเส้นทางแห่งการหักหลังกันแน่”
เมื่อขบวนทูตถึงเมืองหลวงหานหลง
ราชสำนักจัดพิธีต้อนรับยิ่งใหญ่
องค์หญิงฉินอวี้เหม่ยก้าวเข้าห้องท้องพระโรง
พบกับรัชทายาทหานอวี้จินอีกครั้ง
ดวงตาทั้งสองสบกัน —คราวนี้ไม่ใช่ในฐานะศัตรูในสนามรบ
แต่เป็น ศัตรูในเงาแห่งสันติ
“องค์หญิงแห่งฉิน” —รัชทายาทเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบาง
“ข้าไม่คิดว่าจะได้พบกันอีกเร็วเพียงนี้”
“หม่อมฉันก็ไม่คิด...ว่าจะถูกต้อนรับด้วยความอบอุ่นเช่นนี้”
เธอเอ่ยเสียงเรียบแต่แววตากลับซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่สับสน
หลี่อวิ๋นจิวมองภาพตรงหน้า
หัวใจเธอเต้นแรงโดยไม่รู้สาเหตุ
“สายลับหรือศัตรู...หรือหญิงที่มองเขาไม่ต่างจากข้า?”
ค่ำคืนนั้น
รัชทายาทหานอวี้จินยืนมองพระจันทร์จากหน้าต่างห้อง
แสงจันทร์ส่องกระทบขลุ่ยหยกที่เขาวางไว้ข้างโต๊ะ
“แสงแห่งสันติ...หรือเงาแห่งสงคราม”
“บางที มันอาจเป็นสิ่งเดียวกัน”
ขณะเดียวกัน ภายในห้องพักของคณะทูต
นักรบเงาทั้งสี่เริ่มกระจายตัว
หนึ่งในนั้นปีนกำแพงขึ้นสู่หลังคาจวนรัชทายาท —
พร้อมคำสั่งเพียงข้อเดียวในใจ
“ค้นหาความลับของอาวุธหาน...แล้วกลับไปพร้อมเลือดของเจ้าชายหานอวี้จิน”
แสงจันทร์สะท้อนบนคมมีด —เงาแรกของแผ่นดินเริ่มขยับ