ชัยชนะของโอวหยางซวงเร่งเร้าเสียงกึกก้องของเหล่าบุรุษผู้คลั่งไคล้ หลายคนถึงกับเป็ลมล้มพับสถานการณ์ชุลมุนราวกับพายุคลั่ง
ในทำนองเดียวกันเมื่อการประลองรอบที่สามสิ้นสุดลง สามสุดยอดฝีมือก็ปรากฏกาย
สองบุรุษหนึ่งสตรีที่ยืนเด่นอยู่ ณใจกลางสนามประลอง ได้กลายเป็จุดสนใจของคนทั้งสนามไปโดยปริยาย
เมื่อเวลาพักสิ้นสุดลงต้วนเฉวียนเซินลุกขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน "ต่อไปจะเป็การประลองรอบที่สี่ เป็รูปแบบอิสระผู้แข็งแกร่งทั้งสามสามารถเลือกคู่ต่อสู้เพื่อทำการแข่งขันตามใจผู้ที่ไม่ถูกเลือกจะต้องไปรอในจุดพัก เมื่อคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายตัดสินแพ้ชนะแล้วจึงจะมาประลองกับผู้ชนะ เพื่อค้นหาผู้ชนะเลิศ"
"ผู้ที่พ่ายแพ้ทั้งสองจะทำการแข่งขันกันอีกครั้งเพื่อค้นหารองชนะเลิศและอันดับสาม เพื่อความเป็ธรรม ในการแข่งขันครั้งที่สองตระกูลต้วนจะมอบโอสถฟื้นพลังระดับสูงให้แก่ทั้งสองฝ่ายเพื่อช่วยปรับสภาพร่างกายให้กลับสู่จุดสูงสุด"
กล่าวจบ เขาก็เว้นจังหวะเล็กน้อยกวาดสายตามองไปยังทั้งสามคนที่อยู่ใจกลางสนามประลอง แววตาของเขาแฝงไว้ด้วยความหมาย
"ตอนนี้พวกเ้าสามารถทำการเลือกว่าจะประลองกับใครได้แล้ว"
เมื่อสิ้นเสียงต้วนเอ้อร์และโอวหยางซวงก็ชี้ปลายนิ้วไปยังต้วนจื่อพร้อมกัน
"ข้าเลือกเขา!"
"ข้าขอประลองกับเขาก่อน!"
บรรยากาศพลันเงียบสงัด
เหล่าผู้ชมต่างมีสีหน้าประหลาดใจราวกับไม่คาดคิดว่าต้วนจื่อจะถูกหมายหัวจากทั้งสองคนพร้อมกัน
ในทางกลับกันต้วนเอ้อร์และโอวหยางเหมยสบตากัน แววตาของทั้งคู่ปรากฏความงุนงง
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะแย่งชิงการประลองกับต้วนจื่อทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจขึ้นมา
ในเวลานั้นต้วนเฉวียนเซินจึงกล่าวแทรกขึ้นเพื่อบรรเทาสถานการณ์"ต้วนจื่อในเมื่อผู้เข้าแข่งขันทั้งสองต่างก็เลือกที่จะประลองกับเ้าเช่นนั้นก็ขอให้เ้าเลือกคนใดคนหนึ่ง เพื่อเป็คู่ต่อสู้คนแรกในการประลองรอบที่สี่"
ทุกคนต่างจับจ้องไปยังต้วนจื่อด้วยความสงสัยว่าเขาจะเลือกใคร
ทั้งสองคนต่างก็อยู่ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดแต่เมื่อพิจารณาจากความสามารถโดยรวมแล้ว ต้วนเอ้อร์แข็งแกร่งกว่าโอวหยางซวง
หากต้วนจื่อเลือกต้วนเอ้อร์ก่อนมีความเป็ไปได้สูงว่าเขาจะพ่ายแพ้ซึ่งหมายความว่าเขาจะสูญเสียตำแหน่งผู้ชนะอันดับหนึ่งและทำได้เพียงพยายามแย่งชิงตำแหน่งรองชนะเลิศ
อย่างไรก็ตามนั่นไม่ได้หมายความว่าการเลือกโอวหยางซวงจะทำให้เขาชนะจากการต่อสู้ระหว่างโอวหยางซวงและโอวหยางเหมยโอวหยางซวงที่มีกระบี่อยู่ในมือไม่ได้อ่อนแอกว่าต้วนเอ้อร์บางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ
ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกใครต้วนจื่อก็จะไม่ชนะอย่างง่ายดาย กระทั่งแม้แต่โอกาสที่จะแพ้ก็มีอยู่มาก
ภายใต้สายตาที่จับจ้อง ต้วนจื่อก็ยิ้มออกมามองไปยังโอวหยางซวงแล้วกล่าวว่า "สุภาพสตรีควรมาก่อนข้าจะให้โอกาสเ้าได้ท้าทายข้าก็แล้วกัน"
ทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบงัน
ทุกคนต่างกระตุกมุมปากพูดไม่ออกกับคำพูดโอหังของต้วนจื่อ
ให้โอกาสในการท้าทายอย่างนั้นหรือ?
สมองเ้าหมอนี่คงถูกประตูหนีบแล้วกระมัง?
คนอื่นเป็มีดบนเขียง เ้าเป็ปลาบนเขียงอย่าสับสนบทบาทไปหน่อยเลย!
"เ้าหนุ่มนี่กล้าพูดจริงๆ!"ผู้ติดตามที่นั่งอยู่ด้านในแสดงสีหน้าเหงื่อตก
พูดตามตรงนางไม่คิดว่าต้วนจื่อจะสามารถเอาชนะโอวหยางซวงได้
อย่าว่าแต่ช่องว่างด้านพลังฝีมือเลยแค่ไพ่ตายที่โอวหยางซวงมีอยู่ในมือ ก็ได้เปรียบเป็อย่างยิ่งโอกาสชนะสูงกว่าต้วนจื่อนัก
เยี่ยนชุยเสวี่ยยิ้มอย่างมีเลศนัย"ที่เขากล้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าเขามีความมั่นใจอย่างมากเราก็แค่รอดู"
ผู้ติดตามไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้
ความมั่นใจ?
สิ่งนี้ก็ต้องดูสถานการณ์ด้วยความมั่นใจที่ไร้เหตุผลนั้นไม่นับว่าความมั่นใจ หากแต่มันคือความบ้าคลั่ง!
แน่นอน นางจะไม่เถียงกับคุณหนูของเขาจึงเลือกที่จะเงียบ และรอคอยการเริ่มต้นของการประลอง
"มีพัฒนาการเพียงเล็กน้อยก็ทะนงตนจนไร้ขอบเขตเ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้ซวงเอ๋อร์แข็งแกร่งแค่ไหน?" โอวหยางลาเฟิงหรี่ตาลง พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเ็า
โอวหยางซวงที่เลื่อนระดับไปสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดนอกจากการพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ แล้ว ยังได้เรียนรู้ [เคล็ดกระบี่สายลม]เคล็ดวิชากระบี่ขั้นเริ่มต้นยุทธ์ระดับสุดยอด กระบวนท่าแรกทำให้พลังต่อสู้ของนางเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า
ต่อให้เป็ต้วนเอ้อร์ก็อย่าหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้แตะต้องอันดับหนึ่งต่อหน้าโอวหยางซวงอย่างง่ายดายไม่ต้องพูดถึงต้วนจื่อที่ฝีมือด้อยกว่ามาก
ณ ใจกลางสนามประลองเมื่อเผชิญหน้ากับคำพูดที่น่าขันของต้วนจื่อมุมปากของโอวหยางซวงก็ปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ท่านมันพวกดื้อรั้นไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เอาเถอะวันนี้ข้าจะสอนบทเรียนให้ท่านรู้จักคำว่าสิ้นหวังเป็อย่างไร"
ต้วนจื่อประสานมือไว้ที่หน้าอกกล่าวอย่างเฉยเมย "บางทีอาจจะเป็ข้าที่สอนเ้าก็ได้"
"โอ้ ทำได้เช่นนั้นก็ลองดู"โอวหยางซวงไม่ต่อปากต่อคำกับต้วนจื่ออีก มากกว่าการปะทะคารมนางปรารถนาจะใช้พละกำลังแสดงให้เห็น
เมื่อเห็นว่าการประลองยังไม่เริ่มขึ้นทั้งสองก็เริ่มโต้ตอบกันอย่างเผ็ดร้อนผู้ชมที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ต่างก็รู้สึกคึกคัก เร่งเร้าให้กรรมการเริ่มการแข่งขัน
ต้วนเอ้อร์ลงจากสนามไปั้แ่แรกและยืนมองอยู่จากจุดพักอย่างใจเย็น
หากโอวหยางซวงสามารถโค่นต้วนจื่อลงได้ก็จะช่วยประหยัดแรงของเขาไปได้มาก หากนางพ่ายแพ้ก็จะเป็หน้าที่ของเขาที่จะต้องขึ้นไปบดขยี้เปลวไฟแห่งความหยิ่งผยองของต้วนจื่อให้ดับสนิท
หลังจาก่เวลาเตรียมพร้อมการต่อสู้ระหว่างโอวหยางซวงและต้วนจื่อก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ
บนเวทีประลอง โอวหยางซวงฉายแววตาคมกริบออกมากระบี่ในมือนางตวัดไปในอากาศ
ในพริบตาพลังกระบี่ก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ด้วยเสียงดัง"ชิ้ง" มันพุ่งตรงไปยังต้วนจื่อ
เมื่อพลังกระบี่พาดผ่านไปมันก็ได้นำพาเสียงแหวกอากาศจำนวนมาก ความเร็วราวกับสายฟ้าเพียงพริบตาเดียวมันก็มาถึงตำแหน่งที่อยู่ห่างจากต้วนจื่อเพียงหนึ่งเมตร
ประกายเย็นเยียบพลันส่องประกายพลังกระบี่ทะลวงเข้ามาด้วยความเร็วราวกับผ่าไม้ไผ่
ต้วนจื่อมิได้สะทกสะท้าน พลิ้วกายหลบหลีก
"วูบ!"
เสียงคำรามของพลังกระบี่เฉียดผ่านเส้นผมของต้วนจื่อเส้นผมปอยหนึ่งร่วงโรยลงมาเบื้องหน้า เผยให้เห็นความคมกริบของมัน
"ปฏิกิริยาตอบสนองนั้นรวดเร็วจริงแต่จะหลบได้สักกี่ครั้งเชียว" โอวหยางซวงหัวเราะเบาๆกระบี่ในมือนางฟาดฟันอย่างต่อเนื่องปลดปล่อยพลังกระบี่สามสายออกมาจากความว่างเปล่า พุ่งไปยังต้วนจื่ออีกครั้ง
พลังกระบี่ในครั้งนี้มีความเร็วมากขึ้นอีกทั้งพลังก็ดุดันกว่าเดิม
"เก่งจริงๆแม้แต่พลังกระบี่ยังสามารถสร้างออกมาได้ กระบี่เล่มนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ"
"กระบี่เป็เพียงอาวุธเสริมสิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ใช้กระบี่ โอวหยางซวงฝึกกระบี่มาหลายปีความทุ่มเทให้กับการศึกษาในด้านกระบี่นั้นเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันพลังกระบี่นี้สามารถสร้างออกมาได้อย่างง่ายดายอีกทั้งยังสามารถเข้าถึงความเร็วและพลังในระดับนี้ได้ แสดงให้เห็นว่านางได้ทุ่มเทความพยายามให้กับวิถีกระบี่มากเพียงใด"
"ต้วนจื่อซวยแล้วหากโอวหยางซวงโจมตีจากระยะไกลอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าเขาจะหลบเก่งแค่ไหนก็คงไม่สามารถต้านทานพลังโจมตีที่มากขึ้นได้"
.........
เหล่าผู้ชมมองไปยังภาพตรงหน้าต่างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
"แผ่พลังกระบี่เป็ปราณได้ถึงเพียงนี้โอวหยางซวงชำนาญกระบี่จนแทบไม่ต่างจากผู้ฝึกตนขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์และเชี่ยวชาญกระบี่โดยเฉพาะ สมแล้วที่เป็ยอดหญิงแห่งศิลปะการต่อสู้พร์นั้นเหนือคำบรรยาย"
แม้โอวหยางซวงจะอาศัยกระบี่ล้ำค่าช่วยเสริมพลังแต่การที่นางสามารถควบคุมอาวุธที่โจมตีจากภายนอกได้อย่างเชี่ยวชาญทั้งที่อยู่ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังนั้นถือเป็เื่ที่พบเห็นได้ยากยิ่งในเมืองจื่อหราน
ไม่ว่าจะอย่างไรพร์ของโอวหยางซวงก็ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงนั้น
บนเวทีประลองมองไปยังพลังกระบี่สามสายที่พุ่งเข้ามา ต้วนจื่อไม่มีสีหน้าวิตกกังวลใด ๆ
เขาเร่งยกมือขึ้นชกออกไปอย่างรวดเร็วต่อยสามครั้งเสร็จสิ้นภายในหนึ่งลมหายใจ
หลายคนสามารถมองเห็นเพียงเงาหมัดสามเงาที่ส่องแสงอยู่ในอากาศจากนั้นก็เห็นพลังกระบี่สามสายแตกหักกลางอากาศ เสียหายยับเยิน
"เร็ว... เร็วจนน่ากลัว..."โอวหยางซวงหน้าซีดลงเล็กน้อย
หากไม่เพ่งสมาธิอย่างเต็มที่ดวงตานางคงไม่อาจจับความเคลื่อนไหวของหมัดต้วนจื่อได้
คนผู้นี้... บ่มเพาะพลังมาด้วยวิธีใดกัน?
ในขณะที่โอวหยางซวงกำลังคาดเดาอยู่นั้นต้วนจื่อก็เหยียบลงบนพื้นเวทีประลองอย่างแรง ร่างกายของเขาก็พุ่งออกไปราวกับสายฟ้าส่งเสียงแหวกอากาศดังสนั่น
ภายในหนึ่งลมหายใจเขาก็ปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าโอวหยางซวง
"อะไรกัน?" โอวหยางซวงใ ดวงตาหดเล็กลง ขนทั่วร่างลุกชัน ตันเถียนสั่นะเืพลังสายหนึ่งก็ไหลออกมาอย่างเงียบๆ ก่อตัวเป็เกราะป้องกัน
"ตูม!"
หมัดของต้วนจื่อนำพาพลังมหาศาลกระแทกเข้ากับเกราะป้องกันอย่างรุนแรง
จากการปะทะ เกราะป้องกันสั่นไหวแต่ไม่แตกออก สามารถสกัดกั้นพลังหมัดไว้ได้
"หืม?" ต้วนจื่อชะงักก่อนต่อยออกไปอีกหลายหมัดแต่ก็ยังไม่สามารถทำลายเกราะป้องกันนี้ได้
"นี่มัน... เกราะปราณแท้?!"ในจุดพัก สีหน้าของต้วนเอ้อร์ก็ปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงเป็ครั้งแรก
นักรบในทวีปเทพยุทธ์ใน่ต้นจะเน้นการฝึกฝนตันเถียนเป็หลักพลังภายในจะแปรเปลี่ยนเป็ปราณแท้จริงอย่างต่อเนื่องมีเพียงการสะสมปราณแท้จริงให้เพียงพอเท่านั้นจึงจะสามารถทะลวงไปยังระดับต่อไปได้
ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังพลังปราณที่สะสมได้นั้นเทียบไม่ได้กับผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์เนื่องจากปราศจากแก่นพลังภายในพลังลมปราณหรือพลังธาตุแท้จึงทำได้เพียงแปรเปลี่ยนเป็พลังกายหยาบบรรลุเพียงระดับพลังภายนอก
แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ร่างกายของพวกเขามีความพิเศษเปลือกตันเถียนมีพื้นที่สำรอง สามารถสะสมปราณแท้จริงส่วนหนึ่งไว้เปลี่ยนเป็พลังปราณแท้จริงสร้างเป็เกราะปราณแท้ที่แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบมิได้
เมื่อเกราะนี้ถูกปลดปล่อยพลังป้องกันอันแข็งแกร่งจะแผ่ซ่านปกคลุม คงอยู่ได้ถึงห้านาทีเต็ม ยากจะทำลายลงได้เว้นเสียแต่ผู้ฝึกตนที่บรรลุขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์จะลงมือทำลาย
ในสถานการณ์เช่นนี้หากต้วนจื่อไม่สามารถทำลายการป้องกันของโอวหยางซวงได้สถานการณ์ก็จะพลิกผันไปทางโอวหยางซวง
"เหตุใดซวงเอ๋อร์จึงผลีผลามใช้เกราะปราณแท้เช่นนั้น?ข้าเคยเตือนนางแล้วมิใช่หรือว่าให้เก็บไว้รับมือต้วนเอ้อร์!"โอวหยางลาเฟิงซึ่งนั่งอยู่ภายในมองเห็นภาพนั้นก็บังเกิดความไม่สบอารมณ์
เมื่อใช้เกราะปราณแท้ไปแล้วหาก้าสะสมอีกครั้ง อย่างน้อยก็ต้องรอเป็เดือน
ดังนั้นหากไม่ใช่่หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญเกราะปราณแท้ที่เป็ทักษะเอาชีวิตรอดจึงไม่สามารถใช้ได้โดยพลการ
เดิมทีแผนการเดิมที่เขาได้วางไว้กับโอวหยางซวงในเช้าวันนี้คือการใช้เกราะปราณแท้ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศกับต้วนเอ้อร์แต่โอวหยางซวงกลับใช้มันในการประลองกับต้วนจื่อ เป็การกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล!
"แม้แต่เกราะปราณแท้ก็ถูกใช้งานดูเหมือนว่าโอวหยางซวงตั้งใจที่จะเอาชนะต้วนจื่อจริงๆ" ต้วนเฉวียนเซินหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด
ในสายตาของหลายๆ คนการใช้ท่าไม้ตายเช่นนี้เพื่อจัดการกับต้วนจื่อดูเหมือนจะเป็เื่ที่เกินความจำเป็
แต่ในสายตาของเขานี่ไม่ใช่เื่ที่เกินความจำเป็แต่เป็การสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถที่สูงเกินความคาดหมายของต้วนจื่อ
มิฉะนั้นโอวหยางซวงคงสามารถเก็บเกราะปราณแท้ไว้ใช้ในการต่อสู้กับต้วนเอ้อร์ได้
บนเวทีประลองต้วนจื่อเห็นว่าไม่สามารถทำลายเกราะปราณแท้ได้ จึงต้องใช้เคล็ดวิชาขั้นสุดยอด
เขาหายใจเข้าลึกๆเปิดใช้เคล็ดลับหมัดขั้นสุดยอด [ต่อยให้เจ็บ] แล้วกำหมัดชกออกไปอีกครั้ง
หมัดนี้หนักอึ้งราวสายฟ้าฟาด ย่อกายสะสมพลังดูเผินๆ ไร้เรี่ยวแรง ทว่าเมื่อััสิ่งใด พลังกลับปะทุขึ้นในฉับพลัน
เพียงชั่วพริบตา ดุจเขื่อนพังทลายน้ำทะลักป่า พลังะเิของหมัดแผ่ซ่านดั่งสายน้ำเชี่ยว ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นสิ่งที่ขวางทางหมัดล้วนเปราะบางดุจกิ่งไม้ผุพัง ถูกกระแสน้ำซัดจนแตกสลาย
"ตูม!"
หมัดนี้ปะทะเข้ากับเกราะปราณแท้อย่างจังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเกราะปราณแท้ส่งเสียงปริแตก
พริบตานั้นรอยร้าวคล้ายใยแมงมุมก็ลุกลามไปทั่วพื้นผิวเกราะปราณมองดูคล้ายชามกระเบื้องที่แตกกระจาย
เพียงครู่เดียวเกราะปราณแท้ก็ทานทนแรงกดดันไม่ไหว ะเิออก
อานุภาพหมัดที่ยังคงเหลือพุ่งเข้าใส่ร่างโอวหยางซวงอย่างจัง
"อ๊าก!"
ร่างที่บอบบางของโอวหยางซวงสั่นสะท้านร่างกายของนางถูกพลังมหาศาลนี้ทำให้ถอยหลังไปมากกว่าสิบก้าวกระอักเืออกมาคำใหญ่ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
"นี่มัน... เป็ไปได้อย่างไรกัน?!"