“โอ้ โทษที!”
ซวย...
ฉันอุตส่าห์เก็บตัวเงียบอยู่ที่บ้านตั้ง 2 วันเต็มเพื่อมาโรงเรียนในวันนี้แล้วพบว่าต้องเจอความซวยกับการโดนสีทาผนังเทลงมาบนไหล่จนเลอะเปอะฮู้ดที่สวมใส่ไปหมด เงยหน้ามองคนที่ยืนอยู่บนนั่งร้านกำลังลนลานรีบลงมา ในมือของเขาถือลูกลิ้งทาสีและกำลังทำหน้ารู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ฉันไม่ได้ตั้งใจฉันประมาทเอง” เขาน่าจะเป็ช่างทาสีและคงแต่ใส่หูฟังไม่ระวังเตะถังสีคว่ำจาก้าจนเป็เหตุให้มันเลอะลงมาโดนฉันที่พึ่งเดินผ่านเข้ามา หากไม่เรียกว่าซวยแล้วจะเรียกอะไรได้อีก
“เสื้อเธอเลอะหมดเลย ขอโทษจริง ๆ” เขายังมีท่าทีร้อนรนหันไปควานหาอะไรบางอย่างจากกระเป๋า “นี่คงพอช่วยได้ คือมันยังไม่ได้ใส่หรอกนะฉันแค่พกสำรองไว้เฉย ๆ” เขายื่นเสื้อเชิ๊ตลายสก็อตให้และฉันก็รับมาแบบงง ๆ
“คือไม่เป็—”
“รับไปเถอะ ดูเหมือนเสื้อเธอจะใช้ต่อไม่ได้แล้ว” ฉันมองสีแดงเืหมูที่กำลังไหลย้อยเป็ทางแล้ววันนี้ดันใส่ฮู้ดขาวมาอีก ไม่ต้องซักให้เหนื่อยรอทิ้งอย่างเดียวเลย
“ขอบคุณค่ะ” ฉันชูเสื้อที่พับไว้ให้เขาดู “แต่หนูมีเสื้อยืดที่ใส่อยู่ด้านใน คุณเอาไปเถอะค่ะ”
“อ๋องั้นโอเค” เขารับเสื้อตัวเองคืนไป “ไงก็ขอโทษอีกที ฉันคงต้องไปตั้งกรวยไว้ว่าห้ามผ่านแถวนี้เสียหน่อยแล้ว”
อย่างน้อยเขาก็มีความรับผิดชอบ แต่จะโทษเขาคนเดียวก็คงไม่ถูกเพราะฉันดันทะเล่อทะล่าเข้ามาแบบไม่ดูตามม้าตาเรือเองทั้งที่มันไม่ใช่เส้นทางสำหรับใครต้องเดินผ่านไปผ่านมาเลย แต่ที่ฉันต้องเลือกทางนี้เพราะมันเป็หนทางไปแอบอยู่ในห้องสมุดแบบไม่มีใครสังเกตและถูกจับได้ต่างหาก ดูเหมือนว่าห้องสมุดคงต้องพักไว้สักเดี๋ยวเพราะว่าตอนนี้ฉันควรตรงไปยังห้องน้ำน่าจะดีกว่า
เลอะเยอะกว่าที่คิดอีก...
แต่ยังโชคดีที่ไม่หกโดนหัวเต็ม ๆ โยนเสื้อฮู้ดที่ถอดออกทิ้งลงถังขยะแล้วมองดูตัวเองผ่านทางกระจกบานใหญ่ เหลือบตาเห็นสีที่ซึมมาโดนเสื้อยืดสีขาวอยู่นิดหน่อยแต่ก็ดูไม่ออกเท่าไหร่นัก ถอดแว่นแล้วคาดไว้ที่หัวก่อนจะกวักน้ำจากก๊อกที่เปิดก้มลงล้างหน้าให้สดชื่นเพราะว่าฉันในตอนนี้สภาพโทรมจนดูไม่ได้เอาเสียเลย
2 วันที่หยุดไปฉันจมอยู่กับเื่ราวที่ประเดประดังเข้ามาจนสมองรับไว้ไม่ไหว เอาแต่คิดว่าต่อไปต้องทำอย่างไรในภารกิจที่จะต้องทำในเมื่อมีตัวแปรที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ว่าจะเป็อเดลที่แปลกไปจากเดิมหรือแม้แต่แฮดลี่ย์ที่แสดงความเป็เ้าของเอลลีเกินเหตุ
“เฮ่อ...” ถอนหายใจจนติดเป็นิสัยให้คุณนายบิชอปเร่งเข้ามาถามอย่างเป็ห่วง ฉันรู้สึกผิดที่เห็นหล่อนหนักใจเอาแต่คิดว่าฉันอาจจะเป็ซึมเศร้าทั้ง ๆ ที่แคลร์ไม่เคยแสดงอาการแบบนี้มาก่อน “ปวดหัวฉิบ” ยกมือนวดขมับแล้วจับแว่นใส่ตามเดิม
“แคลร์!” ใตัวโหยงเมื่อจู่ ๆ ก็มีคนเปิดประตูห้องน้ำพรวดพราดเข้ามาเรียกเสียงดัง ฉันหันกลับไปทันทีแล้วเจอกับมากาเรต หล่อนทำตาโตแล้วอ้าปากค้าง “ใช่จริงด้วย”
“ใช่อะไร” ฉันเกาหัวเบา ๆ เมื่อหล่อนเอาแต่จ้องเสื้อยืดที่ฉันสวมใส่
“ไอเลิฟมัมมีแอนด์แด๊ด...เฮือก จะเป็ลม” หล่อนทำท่าจะล้มลงไปจนฉันต้องรีบเข้าไปช่วยพยุง แต่ถูกยกมือห้ามไว้
“ทำไมเสื้อฉันมันแปลกตรงไหน ตัวนี้คุณนายบิชอปเป็คนทำให้เชียวรู้ไหมเควินก็มีอยู่ตัวนึง” ฉันบอกกับมากาเรต หล่อนคงเห็นว่าเสื้อฉันน่ารักและคงอยากได้ แต่นี่อาจจะเป็เสื้อตัวโปรดของแคลร์ฉันไม่มีวันยกให้อย่างแน่นอน
“แคลร์” มากาเรตยืดตัวแล้วมองหน้าฉัน หล่อนก้มไปกดหน้าจอมือถือตัวองอยู่สักพักแล้วยื่นมาให้ “เธอดูนี่”
“อะไรอะ” ฉันหรี่ตาจ้องมองรูปที่หล่อนกำลังโชว์ “มันมืดมองไม่ชัดเลย” หรือบางทีดวงตาของแคลร์อาจจะแย่จนเกินไป ฉันถอดแว่นแล้วจ้องมองดูรูปในหน้าจอมากาเรตอีกครั้ง
“เธอจำตัวเองไม่ได้เหร๊อ” มากาเรตเริ่มทำเสียงสูง สีหน้าของหล่อนเหมือนกับวันที่เจอฉันจูบกับแฮดลี่ย์ไม่มีผิด “ดูดี ๆ สิแคลร์ เสื้อที่เธอใส่วันนี้กับที่อยู่ในรูปตัวเดียวกัน!”
“นี่มัน...เชี่ย!”
“เออเชี่ย!”
ในตอนนี้ฉันอ้าปากกว้างไม่แพ้กับมากาเรต หล่อนเอี้ยวตัวออกไปนอกประตูห้องน้ำก่อนจะกลับเข้ามาดันฉันเข้าไปห้องน้ำด้านในสุดแล้วปิดประตูลงกรอนอย่างรวดเร็ว
“บอกมาทีว่านี่ไม่ใช่เธอแคลร์” มากาเรตพยายามภาวนาโดยการมองไปยังฝ้าเพดาน้า ฉันเอารูปในมือถือของมากาเรตมาดูอีกครั้ง
“อเดลกับฉันจริงด้วย...” เพราะมันเป็รูปที่เรานั่งจูบกันในวันนั้นตรงป้ายบอกชื่อเมืองขนาดใหญ่ จุดที่เห็นวิวเมืองทั่วทั้งเมือง “มันมาอยู่ตรงนี้ได้ไง” ไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนถ่ายมันเก็บไว้
“รู้ไหมมันกำลังถูกพูดถึงในเว็บบอร์ดของโรงเรียนและเป็หัวข้อประเด็นร้อนที่ทุกคนสนใจมากเลยล่ะ” ฉันพยายามกลืนน้ำลายลงคอ มากาเรตคงเห็นว่าฉันกำลังทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ “แต่ว่าไม่มีใครรู้หรอกนะว่าผู้หญิงที่นั่งจูบกับอเดลเป็ใคร”
ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อยังมีความโชคดีอยู่นิดหน่อยตรงรูปที่ถ่ายค่อนข้างมืดเลยไม่เห็นหน้าของฉันกลับกันดันเห็นใบหน้าอเดลอย่างชัดเจน
“แต่ว่าเธอรู้ได้ไงมากาเรต” ในเมื่อคนอื่นยังไม่มีใครรู้ มากาเรตเลื่อนสายตามองเสื้อของฉันเพียงแค่นั้นก็ได้คำตอบในทันที
“ใครจะไปเชื่อว่าเธอจะใส่เสื้อยืดตัวนี้มากอีกล่ะ”
“ซวยฉิบ...” แล้ววันนี้ฉันดันใส่เสื้อตัวนี้มาอีกด้วย ที่สำคัญคือไม่มีฮู้ดสวมทับแล้ว “ไม่มีอะไรซวยไปมากกว่านี้อีกแล้ว” ฉันก้มหน้าแล้วบ่นอย่างหัวเสีย
“เธอจะออกไปทั้งแบบนี้ไม่ได้แคลร์” มากาเรตสั่นหัว “ถ้ามีคนเห็นเธอในตอนที่เธอยังใส่เสื้อตัวนี้มีหวัง...”
“คนได้รู้กันหมด”
“ใช่คนได้รู้ทั้งโรงเรียนแน่” มากาเรตถอนหายใจแล้วหลับตาลง “แต่ว่านะแคลร์” หล่อนพยายามทำเสียงให้นิ่ง
“มีอะไร”
“เธอ” ลืมตามองแล้วเอานิ้วมาจิ้มที่อกฉันเบา ๆ “ไปจูบกับอเดลได้ยังไง!”
“คือว่า...” ฉันยกมือนวดขมับ
“แล้วมันเป็วันเดียวกับที่เธอจูบกับแฮดลี่ย์อีก แคลร์บอกทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!” หล่อนพยายามทำเสียงให้เบา “กับแฮดลี่ย์ฉันกำลังพยายามทำความเข้าใจแต่กับอเดลเนี่ยนะแคลร์ ...ฉันจะเป็ลม” ฉันมองมากาเรตที่พิงร่างกายของตัวเองบนผนังห้องน้ำ หล่อนกำลังยกมือสวดอะไรบางอย่าง
“ฉันกำลังขอให้เอลลีจำไม่ได้ว่าเป็เธอ” มากาเรตบอก “พนันเลยว่าหากหล่อนรู้ว่าเธอกับอเดลจูบกัน เธอหมดสิทธิ์ที่จะตามจีบหล่อนแน่และฉันกับเบนคงช่วยเธอไม่ได้อีกแล้วแคลร์”
ฉันได้แต่ก้มหน้าความเครียดเริ่มเข้ามาอีกครั้ง ตอนนี้ฉันกำลังยกมือเหมือนกับมากาเรตแล้วสวดภาวนาต่อพระเ้าว่าอย่าให้เื่มันแย่ลงไปกว่านี้อีก เพราะไม่อย่างนั้นฉันคงแก้ไขอะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“เธอไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอแคลร์...โอ้แม่เ้า เธอถึงกับร้องไห้เลยเหรอ!” แล้วหล่อนก็กุรีกุจอหากระดาษทิชชู่มาเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลอาบแก้มให้กับฉัน
“จบแล้ว...” เอ่ยอย่างหมดหวัง
“เธอจะยอมแพ้แล้วเหรอแคลร์” ฉันรับทิชชู่อีกแผ่นมาจากมากาเรต หล่อนค่อย ๆ สูดหายใจเข้าแล้วผ่อนออกอย่างช้า ๆ “ไหนบอกว่าชอบเอลลีมากไง แต่ไม่มีใครรู้เป็เธอฉันคิดว่านะน่าจะไม่มี”
“จริงเหรอ”
“ก็อาจจะเพราะว่าทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นคือใคร แต่ฉันอยากรู้ว่านอกจากฉันวันนั้นมีใครเห็นเธอใส่เสื้อตัวนี้ไปแล้วบ้าง”
ซวย... ซวยอีกแล้ว
“ทำไมทำหน้าใแบบนั้นกันแคลร์”
“แฮด...” ฉันตอบแล้วทำตาโต “แฮดลี่ย์ชมว่าเสื้อฉันสวยและฉันมั่นใจว่าหล่อนต้องจำได้แน่ ๆ”
“ซวย...”
“เออซวย โคตรซวยเลย!” เพราะว่าคนอย่างแฮดลี่ย์ไม่ปล่อยผ่านแน่ยิ่งตัวเองมีแต้มต่อและหากหล่อนเอาเื่นี้ไปบอกกับเอลลี ซึ่งเอลลีก็เตือนไม่ให้ฉันยุ่งกับอเดลอยู่ด้วยมีหวัง “ตาย...”
“เฮ้แคลร์ อย่าพึ่งเป็ลมไปสิโว้ย!”
.
.
“เหตุผลเพราะเมา?”
มากาเรตพิงหลังกับล็อคหนังสือหลังจากที่หล่อนพยายามพาฉันมาแอบอยู่ในห้องสมุดประจำที่เคยหลบหนีจากผู้คนและฉันก็อธิบายกลับไปสั้น ๆ ว่าจูบกับอเดลเพราะอะไร จะให้บอกว่าจูบเพราะคิดว่าเขาเป็แฮดลี่ย์ก็คงแปลกน่าดู
“อือฮึ” ฉันทำคิ้วตก “ทำไมไม่เชื่อหรือไง”
“เหตุผลของเธอมันเชื่อง่ายมากมั้ง” หล่อนเงยหน้าพิงหัวกับสันปกหนังสือที่อยู่ในล็อคแล้วถอนหายใจ “ไม่เข้าใจเธอเลยแคลร์ว่าเธอคิดจะทำอะไรกันแน่ เธอบอกว่าชอบเอลลีแต่เธอก็เที่ยวไปจูบกับคนอื่นไปทั่ว”
“ก็แบบ...” ไม่มีอะไรโต้แย่งเพราะมันเป็ความรู้สึกนำพาไปเอง ฉันไม่รู้จะเถียงอะไรเลย
“ช่างเถอะ” หล่อนว่า “แต่เธอยังมั่นใจเื่เอลลีอยู่ใช่ไหม”
“แน่นอนมากาเรต ยังไงฉันก็จะพาหล่อนออกมาจากแฮดลี่ย์ให้ได้” มากาเรตถอนหายใจ หล่อนล้วงอะไรบางอย่างจากเป้ตัวเอง “อะไร” ฉันถาม
“เสื้อ” มากาเรตหันทั้งตัวมาหาแล้วจับไหล่ของฉันไว้ด้วยมือของหล่อนทั้งสองข้าง “เธอต้องเปลี่ยนเป็เสื้อตัวนี้แล้วก็ถอดตัวที่ใส่ออกซะ”
“หา...”
“หรือเธอจะยอมใส่เสื้อตัวนี้แล้วเดินไปทั่วโรงเรียนก็เลือกเอา” ฉันกลืนน้ำลายลงคอแล้วมองเสื้อที่มากาเรตยื่นมาให้
“เชิ๊ต?” ค่อนข้างแปลกใจเพราะว่ามากาเรตไม่น่าจะใส่เสื้อแนวนี้ “นี่มันเชิ๊ตผู้ชาย” เลิกคิ้วถามหล่อน
“ใส่ ๆ ไปเหอะน่า ฉันซักมาแล้ว” มากาเรตเม้มปากไปมา “คิดออกแล้วแคลร์ ไหน ๆ ก็ ไหน ๆ แล้ว” จู่ ๆ หล่อนก็หรี่ตาแล้วอมยิ้มเ้าเล่ห์มอง ซึ่งฉันรู้สึกถึงความไม่น่าไว้ใจจากหล่อนเลยสักนิด
..
“แม่เ้าหุ่นเธอดีชะมัด” มากาเรตทำตาโตเมื่อฉันถอดเสื้อยืดแล้วเหลือแต่บรา ฉันก้มมองหน้าท้องแบนเรียบของตัวเองแล้วอวดอย่างมั่นอกมั่นใจ
“ใช่ไหมล่ะ เธอรู้ไหมตอนฉันเห็นหุ่นแคลร์ตอนแรกยังอึ้งเลยแบบว่าหล่อนทั้งสูงและก็หุ่นดีสุด ๆ ไปเลย ดูกร้ามหน้าท้องนี่สิ” ฉันจิ้มนิ้วที่หน้าท้องตัวเอง มากาเรตขำแห้งกลับมา
“นี่เธอไม่ได้จะอวยตัวเองให้ฉันฟังอยู่ใช่ไหม” ฉันชมแคลร์ต่างหาก ยอมรับเถอะว่าหากจับแคลร์มาแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วหล่อนคงจะสวยไม่แพ้กับแฮดลี่ย์เลยแน่ ๆ ฉันมั่นใจเพราะว่าตัวเองไม่เคยมองใครพลาดอยู่แล้ว
“หน้าอกเธอก็ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าฉันนะ” มากาเรตทำท่าดันทรงตัวเอง “แต่ทำไมของเธอมันดูเซ็กซี่ขนาดนั้นกัน”
“ไม่รู้สิอาจจะเป็เพราะไฝเม็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงเนินอกมั้งเลยดูเซ็กซี่น่ะ” ฉันยักคิ้วแล้วยิ้มกลับไป “เชื่อไหมตอนเห็นครั้งแรกฉันใจสั่นเลยแหละ”
“เธอกำลังอวยตัวเองรอบที่สองละแคลร์” ฉันขำให้หล่อนที่เบ้หน้าแล้วกอดอกหันหนีไปก่อนจะเอาเสื้อที่มากาเรตให้มาใส่
“ตัวใหญ่จัง” ฉันว่า
“เฮ้ เธอก็อย่าติดกระดุมหมดสิแบบนั้นมันจะไปสวยได้ไง” หล่อนแอบขำตอนเห็นว่าฉันติดกระดุมจนเม็ดสุดท้าย “ติดแค่นี้พอ”
“แต่นี่มันเกือบเห็นบราฉันเลยนะมากาเรต” เพราะหล่อนติดกระดุมแค่เม็ดตรงกลาง
“ไม่เอาหน่าแคลร์ เธอดูเซ็กซี่ออกแต่งแบบนี้” นอกจากบราก็หน้าท้อง “โชคดีที่เธอใส่ขาสั้นมาดูสิมันเข้ากันสุด ๆ เลย” ฉันใส่ขาสั้นมาเพราะว่าวันนี้มันร้อนต่างหาก พอคิดแล้ววันนี้มันเป็วันอะไรกันแน่ทำไมทุกอย่างมันดูมีจังหวะจะโคนรับกันไปหมดั้แ่ฮู้ดโดนสีเทใส่จนมาถึงเชิ๊ตตัวใหญ่ที่มากาเรตมี
“ฉันจะไม่ดูแปลกไปหรือไง”
บ่นอุบอิบขณะที่เดินตามมากาเรตไปยังโรงอาหารเพราะเป็่เที่ยงแล้ว หล่อนเอาแต่ขำคิกคักและยกยิ้มอย่างพออกพอใจอยู่ตลอดเวลากับการแต่งตัวในครั้งนี้ของฉัน แถมยังเอาแว่นที่ฉันใส่ไปคาดไว้บนหัวอีก นั่นยิ่งทำให้การเดินตามทางช่างยากลำบากเพราะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่เพราะมากาเรตบอกว่าจะช่วยฉันอย่างสุดความสามารถหล่อนถึงได้คอยจับมือและบอกให้ฉันเดินข้ามสิ่งกีดขวางโดยไม่มีทางสะดุดล้มแต่มันก็ยากอยู่ดี
“เบนอยู่ตรงนั้น มีเอลลีด้วยล่ะ” บอกไปก็มองไม่เห็นอยู่ดี หากหล่อนหันมาคงเห็นว่าฉันทำหน้าบูดเพราะรู้สึกหงุดหงิดกับความเบลอของสายตา
“เฮ้มาร์กี้—โอ้แม่เ้า แคลร์เหรอ!!” เสียงเบนทักขึ้นอย่างใฉันทนไม่ได้หยิบแว่นมาสวมใส่ในทันทีถึงได้รู้ว่าใครต่อใครต่างกำลังจ้องมองมาทางฉันอยู่หลายคนเลยทีเดียว “เธอ ชุดเธอ โอ้...” เบนยกมือปิดปากของตัวเอง
“ว้าว” เอลลีที่เงยหน้าและกำลังส่งยิ้มให้ “ไม่คิดว่าเธอจะเปลี่ยนไปขนาดนี้” ฉันเริ่มทำตัวไม่ถูกเพราะมีหลายสายตาจับจ้องฉันมากจนเกินไป
“สวยใช่ไหมล่ะ” มากาเรตเอ่ยอย่างภูมิใจ หล่อนกดฉันนั่งลงข้าง ๆ เอลลีแล้วพาตัวเองไปนั่งฝั่งตรงข้าม ขณะที่เบนกำลังซับน้ำตาแห่งความปลื้มปิติอยู่ “นอกจากแต่งตัวแล้วก่อนออกมาฉันปัดหน้าและทาลิปให้ด้วยล่ะ” นี่เป็เหตุผลที่มากาเรตเอาแต่ขำคิกคักตลอดเวลาที่บอกว่าจะจัดการเื่การแต่งตัวให้ฉัน
“ไม่น่าเลย” ไม่น่าไว้ใจหล่อนปล่อยให้ทำอะไรตามใจเลย
“สวย” เอลลีขยับเขามากระซิบใกล้ ๆ “สวยจริง ๆ นะ”
“รู้ไหมว่าฉันก็เคยบอกกับแคลร์แบบนี้แล้วครั้งหนึ่ง” เอลลีเลิกคิ้วมองตอนฉันพูดอะไรที่เธอกำลังไม่เข้าใจ
“เหรอ แล้วแคลร์ทำไง” เธอกำลังคิดว่าฉันเล่นมุกอวยตัวเองเหมือนมากาเรตบอกไว้ก่อนหน้านี้
“หล่อนทำแบบนี้” ฉันดันหน้าผากของเอลลีออกไป เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ
“เธอน่าจะแต่งมาแบบนี้ทุกวัน” เบนโน้มเข้ามากระซิบ “รู้ไหมเธอสามารถไปอยู่ในระดับเทียบเท่ากับพวกระดับสูงได้เลย”
“เว่อร์ไป” ฉันผลักเบนกลับไปนั่งที่เดิม มากาเรตยังเอาแต่ขำคิกคักและหันไปอมยิ้มรับกับทุกสายตาที่ยังมองมายังฉันราวกับบอกพวกเขาว่าเป็เพราะหล่อนที่ทำให้ฉันเปลี่ยนไปขนาดนี้
“เฮ้พวกนาย” จู่ ๆ เควินก็วิ่งเข้ามาที่โต๊ะของพวกเรา เขาทำหน้าเหรอหรามองไปยังเบนสลับกับคนอื่น ๆ “เห็นแคลร์บ้างไหม” เขาหอบหายใจเอ่ยอย่างรวดเร็ว ฉันชี้นิ้วมายังตัวเองขณะที่เบนและเอลลีมองหน้ากันไปมา
“ถามจริง” มากาเรตหลุดขำ
“วันนี้แคลร์มาโรงรียนเมื่อเช้าฉันเห็นหล่อนออกมาก่อนฉันอีก ว่าแต่แคลร์ไปไหน”
เบนกับเอลลีเริ่มพากันขำไม่เว้นแม้กระทั่งฉัน เควินมองพวกเขาสลับกันไปมาจนมาสะดุดกับฉันที่นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ตั้งนาน
“โอ้” เขาเล่นใหญ่ถอยหลังชะลูดแล้วยกมือขึ้นปิดปาก “แคลร์!” เควินขยี้ตาตัวเองอย่างแรง “เธอเองเหรอ”
“มันใขนาดนั้นเลยหรือไง” ฉันเริ่มคิดว่าการเปลี่ยนแปลงของแคลร์ทำให้หลายคนใขนาดนี้ได้อย่างไรกัน
“ไม่อยากจะเชื่อ” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วสำรวจใกล้ ๆ “เธอแต่งหน้าด้วย?”
“ฉันเองแหละเก่งไหมล่ะ” มากาเรตยกมือ เควินกลับไปยืนตรงเขาหลับตาแล้วสั่นหัวเรียกสติตัวเอง
“แคลร์”
“อะไรเล่า”
“ตามฉันออกไปข้างนอกเดี๋ยวนี้” เขาทำเสียงเข้มแล้วออกคำสั่ง ซึ่งฉันไม่เข้าใจเท่าไหร่ “เดี๋ยวนี้!” เขาชี้นิ้วไปทางข้างนอกแล้วเดินนำออกไปก่อน
“อะไรกันน่ะ” เบนเอ่ย ฉันหันไปยักไหล่ใส่พวกเขา
“ไม่รู้สิ เื่สำคัญมั้ง...เดี๋ยวกลับมานะ”
.
.
“แคลร์!” ทันทีที่ฉันมาถึงเขาก็พุ่งเข้ามา “เธอทำบ้าอะไรลงไป” เควินส่งเสียงรอดไรฟันตอนที่โชว์หน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาให้ดู ตอนนี้เราออกมาข้างนอกตรงพื้นที่ที่ไม่มีใครผ่าน
“โอ้” ฉันห่อไหล่ เกรงว่าเขาก็น่าจะรู้ว่าผู้หญิงในรูปนั้นคือฉัน เพราะว่าเสื้อที่ฉันใส่เขาก็มีอยู่เหมือนกัน
“บอกมาว่าไม่ใช่เธอแคลร์” เควินยกมือเสยผมตัวเองด้วยท่าทางหัวเสีย
“นายก็รู้ว่าเสื้อนั่น...”
“มีแค่ 2 ตัวบนโลกนี้...โอ้พระเ้า” แล้วเขาก็ทรุดลงไปนั่งกุมหัวกับพื้นแล้วค่อย ๆ ปรับลมหายใจพาตัวเองยืนขึ้นต่อหน้าฉันอีกครั้ง “รู้ไหมว่าอเดลคือคนที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งอย่างมากที่สุด”
“หา?”
“เขาไม่ใช่คนดีอย่างที่ใคร ๆ คิด”
“เดี๋ยวนะ”
“เธอจะคบกับใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ไอ้หมอนี่แคลร์”
“เควินเดี๋ยวก่อน”
“รู้ไหมว่าเขาไม่ได้ดีแบบไม่ได้ดีจริง ๆ”
“ฉันไม่เข้าใจเควิน”
“เอาเป็ว่าเธอรับรู้แล้วก็อยู่ห่างจากคนอย่างอเดลซะ ฉันขอในฐานะพี่ชายของเธอแคลร์”
“...”
ฉันเริ่มไม่เข้าใจเพราะเควินเอาแต่กล่าวถึงอเดลเหมือนกับที่เอลลีเคยบอกไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้เขายังไม่เป็เลยแถมยังเคยขอบคุณอเดลด้วยซ้ำที่เขาเข้ามาช่วยเื่แบรนโด้เมื่อวันก่อน
“ฉันรู้ว่าว่าความรักในวัยนี้มันร้อนรุ่ม...”
“เดี๋ยว ฉันไม่ได้ชอบเขาสักนิดนะเควิน” เขากระพริบตาถี่ ๆ มองฉัน “คือในรูปมันอาจจะดูเหมือนเรากำลังจูบกันแต่ความจริงก็...” จูบกันนั่นแหละ “เป็มุมกล้อง ตอนนั้นฉันกำลังดูแผลที่โหนกแก้มเขา” โกหกคำโตเลยให้ตาย...
“หา” เควินเอียงหน้าอย่างไม่เชื่อเท่าไหร่ “ให้ฉันเชื่อแบบนั้นเหรอ”
“ก็ใช่สิ ฉันไม่ได้ชอบเขาสักหน่อยสาบานเลยเควินฉันไม่เคยคิดจะคบกับเขาเลย” เควินเกาหน้าผากตัวเอง “เชื่อสิ นายต้องเชื่อน้องสาวนายอยู่แล้วถูกไหมนายก็รู้ก็ใช่ไหมว่ายังไงแคลร์ก็ไม่วันสนใจอเดลหรอก”
จริง ๆ ฉันก็ไม่มั่นใจแต่ความรู้สึกข้างในมันบอกว่าคนที่แคลร์ค่อนข้างรู้สึกดีด้วยไม่ใช่อเดลอย่างแน่นอน ซึ่งฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าใครกันและไอ้ความรู้สึกที่ััได้ก็ไม่ได้มาบ่อย ๆ มันทำให้รู้ว่านี่อาจเป็เพราะฉันอยู่ในร่างแคลร์เลยรู้สึกได้ ...มั้ง
“งั้นเหรอ”
“สาบานให้ฟ้าผ่าตายตรงนี้เลยฉันไม่ได้ชอบอเดลและฉันกับเขาไม่ได้มีอะไรกันมากกว่านั้นอย่างแน่นอน” ฉันบอกเสียงหนักแน่นเควินถึงพยักหน้า แต่เขายังไม่ยอมเชื่อเท่าไหร่
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่เควิน ฉันรู้หน่าฉันไม่มีทางคบกับคนอย่างเขาหรอกเควิน นายก็รู้”
“โอเค” เขาก้มหน้าไป “แต่”
“เควิน” ฉันหลับตาเงยหน้าเรียกชื่อเขาอย่างเหนื่อยใจ
“ก็ได้ ๆ” เขายกมือยอมแพ้ “แค่เธอไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับคนอย่างอเดลแค่นั้น ฉันขอแค่นั้นเลย”
“ฉันอยากรู้เควิน” ฉันชักเริ่มสงสัยว่าทำไมเอลลีกับเควินถึงได้พูดเหมือนกันว่าเขาเป็คนไม่ดีทั้ง ๆ ที่เขาดูไม่ใช่แบบนั้นสักนิด “เพราะอะไร” เควินเฉมองไปทางอื่น เขาผายมือแล้วยักไหล่
“เธอไม่เชื่อแน่แต่เขามาป้นเปี้ยนอยู่แถวบ้านเรา”
“นั่นเพราะเขาทำพาร์ทไทม์ที่มินิมาร์ทไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่แต่เขา...” เควินเบ้หน้า “เชื่อไหมเขาอาสาล้างรถให้ลูกค้าที่ร้านลุงไมค์แบบไม่คิดเงินด้วย”
“ลุงไมค์?” เพราะฉันไม่ใช่แคลร์ฉันถึงไม่รู้ว่าลุงไมค์ที่พูดถึงเป็ใคร แต่ว่าหากเขาอาสาทำงานก็ไม่แปลกอะไรเพราะอเดลดูก็รู้ว่าชอบทำงานขนาดไหนไม่อย่างนั้นเขาจะทำพาร์ทไทม์อยู่หลายที่หรือไง “ก็ปกติหรือเปล่า”
“ไม่สิแคลร์!” เควินแย้งทำเอาฉันสะดุ้งไปเลย “ไม่ปกติ! ร้านลุงไมค์เป็อู่ซ่อมรถแล้วเขาจะมาอาสาล้างรถทำเพื่ออะไร”
“เอ่อ...” ถึงตรงนี้ฉันก็เริ่มไม่แน่ใจ “ก็ไม่รู้สิ”
“แล้วรู้ไหม” เควินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบกับฉันเบา ๆ “เขาล้างรถด้วยท่าที่สวาทมาก” เขาลูบมือของตัวเองั้แ่ลำคอผ่านหน้าอกไปถึงหน้าท้องแล้วเขาก็ทำท่าขนลุก “คือถ้าเป็ผู้หญิงก็เซ็กซี่อยู่หรอกแต่นี่อเดลเป็ผู้ชาย!”
“...”
“ฉันมักเห็นเขาอยู่ทุกที่ราวกับบังเอิญเจออยู่ตลอดเลย” เควินขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า “เขาเหมือนพวกโรคจิต อีกอย่างนะแคลร์ตอนนี้เขาแปลกไปมากเพราะไม่สนใจอะไรอย่างอื่นเลยแม้แต่ชมรมฟุตบอลที่เขารักมากที่สุด”
“...”
“เห็นไหมล่ะ เขามันประหลาดแถมยัง บรึ๋ย”
“ไม่เข้าใจเลย” ฉันกดนิ้วโป้งที่ขมับตัวเอง “เขาทำอะไรอยู่กันแน่”
“เธออย่าเข้าไปยุ่งก็พอ” เควินจับไหล่แล้วบอก เขาล้วงอะไรบางอย่างจากระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้ “เห็นแว่นเลอะนานแล้วมันขัดใจเช็ดให้สะอาดล่ะ ไปละบาย” ฉันมองทิชชู่เปียกแบบถุงพกพาที่รับมาจากเควินแล้วมองตามเขาไปอย่างงุนงง สรุปคือเขาคุยกับฉันจบแล้วหรือไง
ฉันถอดแว่นออกมาเช็ดคราบสีของเมื่อเช้าขณะที่ค่อย ๆ เดินกลับเข้าไปในโรงอาหาร เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงมองอะไรไม่ชัดแม้จะใส่แว่นแล้วก็ตาม
“เฮ้จะชนแล้ว—”
“อ๊ะ...”
แกร่บ......
ซวยฉิบอีกครั้ง
“โทษทีเธอเกือบชนฉันก่อนนะ” เสียงใครไม่รู้แว่วออกไปราวกับกำลังเร่งรีบ แต่ว่าแว่นที่ฉันถือมาเมื่อกี้ร่วงหล่นแถมได้ยินเสียงหักของอะไรบางอย่างเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าทุกอย่างรอบข้างเบลอไปหมดเลยไม่เห็นว่าใครที่เป็คนช่วยไม่ให้เดินชนเข้ากับคนอื่นแถมยังเอาแว่นที่หักมาใส่ไว้ในมือ
“อะนี่” แต่พอได้ยินเสียงฉันก็รีบสะบัดแขนตัวเองที่ถูกจับประคองอยู่ออกทันที
“แฮดลี่ย์” พยายามเพ่งสายตามองแต่ว่ามันเบลอเกินไป
“มันหักเป็ 2 ท่อนเลย” แฮดลี่ย์ขำเบา ๆ ฉันรู้ว่าแว่นของแคลร์พังไปอีกรอบซ้ำกับรอยเดิมที่เคยมี “มานี่เดี๋ยวพาไป” หล่อนจับแขนและออกแรงให้ฉันเดินตาม
“ปล่อย”
“ด้วยสภาพแบบนี้เหรอ” หล่อนทำเสียงยียวน “มาเถอะหน่าฉันไม่พาเธอไปฆ่าหรอก”
ฉันยอมเป็เหมือนคนตาบอดให้แฮดลี่ย์จับแขนแล้วเดินนำกลับไปยังโต๊ะของตัวเอง มีเสียงฮือฮาตอบการเดินรอบข้างไม่เว้นแม้แต่เบนเมื่อหล่อนพาฉันเดินมาถึงที่โต๊ะ
“แม่เ้าโว้ย!” บางทีเขาก็ดูตื่นเต้นเกินไป
“ขอบใจ” ฉันบอกแล้วนั่งลงข้าง ๆ เอลลี
“ดูเหมือนแว่นหล่อนจะพังแล้วล่ะ” แฮดลี่ย์บอกกับทุกคนก่อนจะขอตัวกลับไปก่อน
“เป็ไงบ้าง” เอลลีถาม ฉันเอาแว่นที่หักสองท่อนขึ้นมาแล้วส่องดู
“สบาย” เธอขำให้เบา ๆ แล้วหน้าแข้งของฉันก็ถูกเตะจากคนที่นั่งตรงข้ามอย่างมากาเรต หล่อนโน้มเข้ามากระซิบกระซาบตอนที่เบนชวนเอลลีคุยต่อ
“หล่อนไม่ได้พูดถึงเื่นั้นใช่ไหม” ฉันส่ายหน้าตอบทั้งที่ตายังเบลอ “มันพังแล้วแคลร์” หล่อนคงเห็นว่าฉันเอาแต่พยายามประกอบแว่นกลับให้เป็เหมือนเดิม
“ฉันช่วยไหม” เอลลีเสนอตัว
“เธอไม่ใส่แว่นแล้วดูดีจริง ๆ นะแคลร์ แบบดูเป็คนละคนไปเลย เมื่อกี้เธอเดินมาพร้อมแฮดลี่ย์แล้วแบบสวยสูสีกันเลย” เขาเริ่มเล่าเสียงตื่นเต้น เอลลีที่นั่งข้าง ๆ ขำเบา ๆ
“ใช่” เอลลีครางในลำคอเห็นด้วยขณะที่เอาแต่พยายามประกอบแว่นให้ฉัน
“นี่” ฉันนึกอะไรบางอย่างออก “ฉันสวยขนาดนั้นเลยเหรอ” หลับตาแล้วโน้มหน้าเข้าใกล้ เอลลีคงจะเบี่ยงตัวหลบได้ทัน
“อือ สวยมาก ๆ” ขำนิดหน่อยแล้วแกล้งพูดเสียงหวาน
“แล้วมันพอจะทำให้เธอหวั่นไหวมากกว่าแฮดลี่ย์หรือเปล่า”
“...”
“...”
“...”
จู่ ๆ คนทั้ง 3 ก็เงียบไป ฉันเลยคลำหาแว่นในมือเอลลีมาส่องถึงได้เห็นว่าแฮดลี่ย์กลับมายืนอยู่ตรงที่เดิมอีกครั้ง หล่อนกำลังกอดอกแล้วใช้ลิ้นดุนกระพุงแก้มตอนมองที่มือของฉันจับมือของเอลลีไว้อยู่
“อุ๊...”
“แฮด..” ฉันได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของคนที่นั่งข้าง ๆ อย่างเอลลีดังเอื๊อกเลย
“คือว่า” แฮดลี่ย์ยกยิ้มขึ้นจนตาปิด “ต้องขอยืมตัวเอลลีไปคุยรายละเอียดเื่แคมป์หน่อยน่ะ” หล่อนพยายามทำเสียงให้ปกติแต่ฉันรวมถึงเบนและมากาเรตฟังก็รู้แล้วว่ามันค่อยข้างเยือกเย็นแปลก ๆ
“แคลร์ฉันต้องไป” เอลลีค่อย ๆ แกะมือฉันออก
“ไม่สิเดี๋ยว” ฉันดึงให้เธอนั่งลงตามเดิม เอลลีช้อนตามองแฮดลี่ย์ทันที “คือฉันไปด้วย” ฉันหันไปหาแฮดลี่ย์
“ฉันต้องคุยเื่ของคุณเมสันด้วย” เอลลีกระซิบบอก
“อ๋า...” ซึ่งฉันก็รู้ตัวทันทีว่าควรต้องยอมปล่อยให้เธอไป “ก็ได้” ก้มหน้าแล้วเอ่ยเสียงเบาเพราะรู้สึกเสียดาย
“เชื่อไหมว่ารอยยิ้มแฮดลี่ย์เมื่อกี้ทำเอาฉันขนลุกแปลก ๆ” เบนรีบบอกเมื่อแฮดลี่ย์กับเอลลีเดินออกไปแล้ว “ไหนจะน้ำเสียงของหล่อนอีกคือรับรู้ได้ทันทีเลยว่ามันน่ากลัวไงไม่รู้” เพราะหล่อนหวงฉันกับเอลลี เื่นั้นไม่ใช่แค่ฉันที่รู้ มากาเรตก็รู้ด้วยเช่นกัน
“ก็คงมีเื่ที่เครียด ๆ แหละอาจจะเกิดปัญหาอะไรสักอย่าง” มากาเรตพยายามที่จะไม่ให้เบนสงสัย
ฉันถอนหายใจออกมาเบา ๆ ดูเหมือนว่าวันนี้มีแต่เื่ที่น่าขัดใจไปเสียหมด ฉันคงพาตัวเองกลับไปเรียนต่อไม่ได้แน่ ๆ ถ้าจะหนีไปอยู่เงียบ ๆ คนเดียวห้องสมุดก็ไม่ใช่ที่ลับอีกแล้ว
“ฉันปวดหัวนิดหน่อยไปก่อนนะ” เอาแว่นที่หักขึ้นมาส่องมองไปรอบ ๆ “คงพอไหวอยู่หรอกมั้ง”
“เฮ้เธอจะไปไหนแคลร์”
จ้างให้ฉันก็ไม่บอกพวกเขาว่าฉันจะไปไหน ไม่อย่างนั้นความสงบสุขคงหายไปหมดแน่ วันนี้ฉันคิดผิดมากที่พาตัวเองมายังโรงเรียน หากไม่ห่วงเอลลีจะมาเจอกับแฮดลี่ย์ฉันคงจะนอนพักสบายอยู่ที่บ้านแล้ว
.
.
.
แต่ใครจะไปคิดว่าที่ฉันหนีออกมาเพราะอยากพักแบบสงบ ๆ กลับจะมาเจอกับฉากแสดงความรักอันเร่าร้อนเสียได้ ไหนบอกจะไปคุยกันทำไมถึงมาจูบกันนัวแบบนี้อยู่ได้เล่าบ้าเอ้ย!!