ยามบ่ายกำแพงเมืองสีขาวเริ่มปรากฏสู่สายตาเมืองนี้สิ่งปลูกสร้างถูกออกแบบตามยุโรปในยุคกลางขณะที่รถลากสายลมเคลื่อนตัวผ่านเข้ามา เด็กชายเห็นบ้านเรือนสีสันสดสวยราวดอกไม้ในทุ่งหญ้าสายรุ้งเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
“ผู้โดยสารทุกท่านเราถึงที่หมายแล้ว” เสียงพลขับแทรกเข้ามาในขณะที่รถกำลังชะลอตัวทำให้เด็กชายตื่นจากภวังค์
“เอ่อคุณครับพอจะทราบไหมว่าสถานีรถจักรไปทางไหน”ลูคัสหันไปถามพลขับ
“น้องชายคงเป็คนต่างถิ่นสินะ”
“ถูกต้องแล้วครับผมพึ่งเคยมาเมืองนี้เป็ครั้งแรก”
“ด้านนั้นคือเส้นทางที่น้องชายถามถึง” พลขับผายมือออกพร้อมอธิบายอย่างนุ่มนวล
“ขอบคุณมากเลยครับ” ลูคัสตอบกลับ
พลขับยิ้มแล้วโค้งให้เขาอย่างสุภาพ ในเมืองนี้ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นักเดินทางเมื่อเด็กชายเดินตามถนนไปสักพักเขารู้สึกถึงกลิ่นหอมของอาหารลอยมาแตะจมูกลูคัสหันไปตามสัญชาตญาณจนกระทั่งเห็นป้ายถูกติดไว้ว่า
“ร้านก๋วยเตี๋ยว”ตนรีบสาวเท้าเข้าไปอย่างไม่รีรอ
ภายในร้านตกแต่งสไตล์เอเชียมีโคมสีแดงลอยเด่นเป็พิเศษ ผ่านไปไม่กี่อึดใจสิ่งที่เรียกว่าก๋วยเตี๋ยวก็วางอยู่ตรงหน้าอาหารชามนี้ช่างดูแปลกตานักเด็กชายก้มมองดูเส้นที่อยู่ในชามก่อนจะคิดวิธีกินมัน
เมื่อเหลือบมองโต๊ะด้านข้างก็สังเกตได้ว่าทุกคนนำไม้ยาวสองอันประกบเข้าหากันแล้วคีบเส้นใส่ปากเด็กชายจึงเริ่มทำตามสักพักเขาก็เริ่มชำนาญมากขึ้น เส้นเหนียวนุ่มพร้อมกับน้ำซุปเข้มข้นช่างเข้ากันอย่างไรที่ติ
“คุณครับผมขอแบบนี้อีกชาม” เขาหันไปสั่งพนักงานที่กำลังเสิร์ฟโต๊ะด้านข้าง
“นายท่าน้ากี่ชามขอรับ” พนักงานหนุ่มแต่งตัวแบบชาวตะวันออกยิ้มรับอย่างสุภาพ
ร้านอาหารนี้้ถูกจัดในสไตล์จีนทำให้สำเนียงการพูดจายังคงรูปแบบดั่งเดิมของชาวตะวันออกไว้ลูคัสเองรู้สึกชื่นชอบโลกภายนอกหมู่บ้านเพราะไม่มีการเหยียดรูปลักษณ์การแต่งกายสำเนียงภาษาและวัฒนธรรมตนเองจึงยังคงเอกลักษณ์ในแบบชาวตะวันตกในแบบที่อาเธอร์ได้สอนไว้เช่นกัน แม้หน้าตาเขาจะเอนไปทางชาวตะวันออกก็ตาม
หลังจากจ่ายเงินเสร็จเด็กชายก้าวออกจากร้านด้วยสีหน้าอิ่มเอม
“อยากให้อาเธอร์ได้ลองชิมก๋วยเตี๋ยวบ้างจัง”
“มะยมเชื่อมหนึ่งไม้ครับเดี๋ยวๆขอสองเลยดีกว่า”
“อันนี้เรียกว่าอะไรอ๋อขนมสายไหม”
“นี่คือ...ป๊อปคอร์น”
ลูคัสแวะชิมของกินแทบทุกร้านราวกับเป็นักท่องเที่ยว
“ไออี้อุดอ้อมาอึ๋ง” ลูคัสพูดด้วยเสียงอู้อี้พร้อมขนมที่ยังเคี้ยวไม่หมดอยู่เต็มปาก
เมื่อเห็นหอนาฬิกาใหญ่ตรงหน้าทำให้ทราบว่าตอนนี้ตนถึงที่หมายแล้ว มีผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาในสถานที่แห่งนี้
เมื่อเด็กชายได้สอบถามเ้าหน้าที่และทำการซื้อตั๋วเรียบร้อยลูคัสจึงหยิบตั๋วรถจักรขึ้นมาดู
“ชานชาลาที่51รถออก18.00น.ปลายทางสถานศึกษาอีเดน”
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งปรากฏว่าผู้คนที่เคยเดินขวักไขว่ล้วนหายไปจนหมดสิ้นภายในสถานที่แห่งนี้กลับมีเพียงเขายืนอยู่คนเดียวตนรู้สึกตึกใจเล็กน้อยก่อนที่ตั๋วในมือจะเรืองแสงสีขาวออกมาจางๆ
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ
ลูคัสลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตนอยู่ในห้องสีขาวที่ทางออกเพียงทางเดียว ประตูหินที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่่แขนมีม่านแสงสีเงินจางๆขวางหน้าอยู่แม้จะเป็เด็กบ้านนอกแต่เขาก็ไม่ได้โง่เง่าขนาดนั้นสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ต้อง
เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาอีเดน
“ช่างดูลึกลับเสียจริง” เด็กชายคิดในใจก่อนจะเข้าไปสำรวจม่านแสงนั้น
เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยลูคัสเลือกที่จะทดลองนำถุงกระดาษใส่ขนมม้วนเป็แท่งแล้วแหย่เข้าไปในม่านแสงดูก่อน
เมื่อพบว่าถุงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงตนจึงค่อยๆใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปช้าๆ
“ก็ไม่รู้สึกอะไร” เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วตนจึงสูดหายใจก่อนก้าวเท้าเข้าไปในม่านแสงนั่น
ลูคัสลืมตาขึ้นอีกครั้งตัวเขามาโผล่ขึ้นในสถานที่แห่งใหม่ป้ายใหญ่ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ
“ชานชาลาที่51” รถจักรไอน้ำสีดำคันใหญ่ถูกจอดอยู่ไม่ไกล
“ไงหนุ่มน้อยชาวไร่นายเองก็จะไปสอบเหรอ”
เมื่อหันไปตามเสียงก็พบเข้ากับชายร่างใหญ่ผิวคล้ำผมสั้นเกรียนกำลังส่งยิ้มให้กับตัวเขา
“ว่าไงพะพี่ชาย” ลูคัสรีบตอบกลับพร้อมทำสีหน้าให้ดูปกติที่สุด
“พี่เพ่ออะไรข้าพึ่งจะอายุสิบสี่ไปเมื่อไม่นานนี้เอง” ชายร่างใหญ่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มประโยคนี้ทำให้ลูคัสผงะไปเล็กน้อย
“เอ๊าก็ไม่บอกนายเองก็จะไปสอบเหรอว่าแต่รู้ได้ไงว่าเราเป็ชาวไร่”
“ชุดผ้าฝ้ายรองเท้าสานเครื่องแบบยอดฮิตของชาวไร่” ชายร่างใหญ่ตอบ
“นายเองก็ไม่เบา...”ขณะชมลูคัสก็มองอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้า
เมื่อลูคัสสังเกตฝ่ายตรงข้ามตนก็รู้สึกอึ้งเล็กน้อย ภายใต้เสื้อรัดรูปสีม่วงเข้มตัวนั้นอัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม
ที่ใหญ่โตเกินวัย นี่เป็เื่ธรรมดาเพราะบุคคลที่ััพลังปราณได้ร่างกายจะแสดงความแข็งแกร่งออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอีกฝ่ายเห็นลูคัสกล่าวชมออกมาแบบนั้นก็ยิ่งชอบใจ
“ข้าชื่อฟุสฟรานเชสเตอร์จะไปสอบเหมือนกัน”
ฟุสแนะนำตัวก่อนนำมือของตนไปจับมือทักทายกับลูคัสหากมองไกลๆจะดูน่ากลัวหน่อยๆคล้ายกับกอลิล่ากำลังจับมือกับชิมแปนซีตัวน้อย
“ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปพร้อมกันเลยไหมคู่หู”
ฟุสควงแขนเด็กชายก่อนพากันเดินตรงเข้าไป
เมื่อทั้งสองหันไปรอบด้านก็จะพบกับเหล่าเด็กในวัยเดียวกันเริ่มหลั่งไหลเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ทำให้บรรยากาศโดยรอบเริ่มคึกคักมากขึ้นมีบางคนกำลังพบปะพูดคุยทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่บางคนก็ยังมีอาการมึนงงอยู่ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหนทั้งสองเดินเข้ามาบริเวณส่วนกลางก็พบว่าด้านนั้นมีคนเข้าแถวเพื่อรออะไรบางอย่างลูคัสจึงขยับเข้าไปใกล้เพื่อสำรวจเมื่อมาถึงจะเห็นว่ามีพนักงานประจำเคาน์เตอร์กำลังบันทึกข้อมูลผู้เดินทางเด็กชายทั้งสองจึงต่อแถวเพื่อรอคิว
ผ่านไปไม่นาน
“สวัสดีครับเราสองคนมารายงานตัว” ลูคัสบอกชายที่อยู่ในชุดคลุมสีดำ
“พวกเธอชื่ออะไรกันบ้าง” พนักงานสอบถาม
“ผมลูคัสเรน”
“ผมฟุสฟรานเชสเตอร์”
“เคยบ่มเพาะพลังไหม” พนักงานถามสั้นๆ
เมื่อสองคนตอบว่าไม่เคยพนักงานจึงถอยหลังเข้าไปก่อนหยิบหินสีดำหนึ่งก้อนให้พวกเขาัั
ผ่านไปสามลมหายใจหินสีดำนั้นไม่ตอบสนองอะไรเลย
“ขอบคุณสำหรับข้อมูลเอ้านี่ที่นั่งของพวกเธอ”
พนักงานนำแผ่นกระดาษบางอย่างส่งให้เขากำชับทั้งสองคนว่านั่งให้ตรงเลข“ห้องเบอร์70”
หลังจากที่เดินไปคุยไปทั้งสองคนก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น ฟุสเล่าว่าครอบครัวเขานั้นเป็นักดับเพลิงมาทุกรุ่นมีเพียงตัวเขาและพี่สาวที่มีพร์ััได้ถึงพลังปราณจึงทำการสมัครเพื่อสอบเข้าสถานศึกษาอีเดน
“เห็นหรือเปล่านั่นหลานชายท่านเทศมนตรี”
“ดูนั่นหลานสาวเ้าของโรงนวดก็มา”
“คุณหนูตระกูลเวลล์ก็อยู่ด้วยเธอช่างดูน่ารัก...” ฟุสไม่พูดหยุดปาก
“นี่ฟุสทำไมไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครองมาส่งลูกหลานกันเลยล่ะ”
“ที่นี่ถูกวางข่ายเวทปิดล้อมสถานที่ไว้น่ะสิไม่ผ่านเกณฑ์ก็เข้ามาไม่ได้”
“เวทปิดล้อม” ลูคัสทำท่าฉงน
“ก็เวทมนตร์ไง” ฟุสกล่าวออกมา
"สวัสดีเหล่าผู้เข้าสอบทุกท่าน..." เสียงดังกังวานไปทั่วชานชาลา
“ในนามของสถานศึกษาอีเดนจะขอประกาศให้ทราบว่ารถจักรไอน้ำจะออกจากชานชาลาหกโมงตรง
ผู้ที่มาขึ้นรถไม่ทันจะถือว่าหมดสิทธิ์สอบ”
"หากทุกท่านเข้าใจกฎครบถ้วนโปรดก้าวขึ้นรถอย่างเป็ระเบียบถึงเวลาที่เราจะต้องออกเดินทางกันแล้วเด็กๆ"
.