มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 36 คับขัน

    บทที่36คับขัน


            ฮุ่ยจวินและเส้าเทียนลอบออกไปนอกค่ายโจรภูเขาและเฝ้าสังเกตุการณ์ตลอดทั้งคืนรอจนรุ่งเช้าของวันใหม่ เหล่าโจรจึงปรากฎที่ห้องเก็บน้ำและสุรา พวกมันต่างนำน้ำและสุราออกไปเพื่อเตรียมทำอาหารบ้างก็สำหรับดื่มกิน

             

            ในหนึ่งวันไม่มีผู้ใดไม่ดื่มกินอาหารและน้ำเช่นนั้นทั้งกองโจรจึงไม่มีผู้ใดที่รอดจากยาสลบของฮุ่ยจวินที่วางไว้ เพียงไม่นานทั้งกองโจรก็เริ่มล้มลงทีละคนสองคนจนในที่สุดพวกมันก็สลบเหมือดลงทั้งหมด

             

            เส้าเทียนบังเกิดความยินดีที่เห็นแผนของพวกตนสัมฤทธิ์ผลมันจึงก้าวเดินออกไปแก้เชือกให้แก่น้องสาว ส่วนเด็กหญิงเมื่อเห็นผู้เป็นพี่ชายมาช่วยก็ดีใจจนน้ำตาไหลพรากรีบโอบกอดพี่ชายในทันใดด้านฮุ่ยจวินที่ติดตามลงไปด้วย สองตาของมันยังคงมองโดยรอบอย่างระแวดระวัง จนมันไปสะดุดตาเข้ากับใบไม้สีคล้ำที่ถูกใส่ลงในหม้อต้มน้ำฮุ่ยจวินจึงเบิกตา

             

            “ระวัง"

             

            มิทันการณ์ อาวุธลับชุดหนึ่งได้ซัดเข้าใส่ทิศทางตำแหน่งของเส้าเทียนและน้องสาวมันแล้วด้วยความกระชั้นชิดเช่นนี้ยากนักที่จะมีผู้ใดตั้งตัวได้ทัน เส้าเทียนที่มัวแต่แก้เชือกให้น้องสาวเองยิ่งไม่มีทางรับมือเป็นฮุ่ยจวินที่ถือหินในมือตั้งแต่ต้น พอมันพบเห็นความผิดปกติ มันก็ซัดหินในมือแทนอาวุธลับในทันที

             

            ฝีมือด้านมีดบินของมันไม่เป็นสองรองใครหินที่ซัดนี้จึงรวดเร็วและแม่นยำ เพียงหนึ่งการสะบัดมือก็สามารถปัดเป่าอาวุธลับของฝั่งตรงข้ามได้สร้างความแปลกใจแก่เจ้าของอาวุธลับไม่น้อย

             

            เส้าเทียนดึงร่างน้องสาวมาอยู่ที่เบื้องหลังของตน

            “แผนการพวกเรามิได้ผลได้อย่างไร"

             

            ฮุ่ยจวินกล่าวอย่างตรึงเครียด

            “พวกมันใช้สมุนไพรแก้พิษลงในน้ำ"

             

            เหล่าโจรที่นอนแผ่หลาราวกับสลบไสลก็ต่างดีดตัวลุกขึ้นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะร่าบุคคลซึ่งปู้ชิงเถาเคยบอกว่ามันคือหัวหน้าของเหล่าโจรก็แสยะยิ้ม พร้อมถลึงตามองฮุ่ยจวินและเส้าเทียนอย่างผู้ชนะ

             

            มันก้าวเดินออกมาพร้อมกับเลียมีดสั้นอันคมวาวในมือด้วยดวงตาที่เหลือกไปมา

            “ข้ายอมรับว่าแผนการของพวกเจ้าแยบยลหากไม่บังเอิญเสียก่อน พวกข้าก็คงถูกลูบคมไปแล้ว"

             

            หลังคำกล่าวของมันบุรุษชราผู้หนึ่งก็ลากตัวปู้ชิงเถาที่มีสภาพปางตายออกมา แล้วโยนลงตรงหน้าของฮุ่ยจวินและเส้าเทียนเป็นหัวหน้าโจรผู้นั้นที่กล่าวต่อ

            “ข้ายอมรับว่ามันปากแข็งและรักในพวกพ้องจนน่าใจหายไม่ว่าจะเล่นงานอย่างไรมันก็ไม่ปริปาก แต่ทว่านี่ก็คือข้อเสียของพวกที่มีจิตใจสูงส่งเพียงขู่ว่าจะตัดขา ตัดแขนนังเด็กนั่นทีละชิ้นสองชิ้นมันก็ยอมเปิดปากแล้ว"

             

            เส้าเทียนได้ยินเช่นนั้นก็บังเกิดโทสะ

            “สารเลวโจรชั่วอย่างพวกเจ้าจะไม่ตายดี!”

             

            หัวหน้าโจรผู้นั้นหรี่ตา

            “ตายรึก่อนที่ข้าตาย พวกเจ้าจะต้องกลับกลายเป็นคนพิการบ้าใบ้และถูกใช้ให้เป็นขอทานสร้างรายได้แก่พวกข้าเสียก่อนฮ่าๆๆ"

            แล้วมันก็ถลึงตาขึ้นโยนมีดสั้นในมือไปมา

            “พวกเจ้าคิดผิดแล้วที่กล้าลูบคมค่ายโจรอัคคีทมิฬข้าจะทำให้พวกเจ้าเสียใจไปตลอดชีวิต ฮ่าๆๆ"

             

            ฮุ่ยจวินเข้าไปดูอาการของปู้ชิงเถาปู้ชิงเถาก็กุมข้อมือมันแล้วกัดฟันกล่าว

            “หาจังหวะหลบหนีอย่าได้ห่วงข้าข้าจะช่วยเปิดทางให้"

             

            ฮุ่ยจวินกล่าวด้วยสีหน้ายุ่งยาก

            “เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ไหนท่านบอกว่ามันมีคุณธรรม"

             

            ปู้ชิงเถากล่าว

            “เป็นข้าที่พลาดเองข้าพึ่งรู้ว่ามันมีฝาแฝด และฝาแฝดของมันก็โหดเหี้ยมมิแพ้หัวหน้าโจรแม้เพียงนิด”

            เงียบไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วยความอาลัย

            “ส่วนมันผู้นั้นได้ถูกสังหารจนตกตายตั้งแต่ลอบให้การช่วยเหลือข้า"

             

            “แสดงว่าเคล็ดกระบวนวิชาสุดท้ายมิอาจสัมฤทธิ์ผล"

             

            ปู้ชิงเถาผงกศีรษะ

            “แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับรักษาชีวิต”

             

            ฮุ่ยจวินจึงมองร่างชราใบหน้าเหี้ยมเกรียมซึ่งเป็นผู้ลากร่างอันสาหัสของปู้ชิงเถามาเหตุใดผู้ที่มีสายเลือดเดียวกันถึงได้มีจิตใจที่ต่างราวฟ้ากับเหวได้ แต่พอได้มองเห็นหน้าของโจรชราผู้นั้นอย่างชัดตามันก็ต้องเลิกคิ้วขึ้น โจรตรงหน้ามีหน้าตาแลรูปร่างเหมือนกับโจรภูเขาที่เคยช่วยตนไม่ผิดเพี้ยนหรือว่าโจรภูเขาผู้นั้นที่พี่ใหญ่ตนกล่าวถึงจะเป็นคนเดียวกันกับที่ช่วยมันเอาไว้

             

            ปู้ชิงเถากัดฟัน

            “ไม่มีเวลามามากความแล้วก่อนที่ข้าจะฝืนประคองตนไม่ไหว เจ้าจงรีบหาทางพาพวกมันสองพี่น้องออกไป"

             

            ฮุ่ยจวินกล่าวอย่างหนักแน่น

            “ข้าจะไม่ทิ้งใครที่เบื้องหลัง"

             

            ปู้ชิงเถากำชับแขนมันแน่นขึ้น

            “พวกเราในตอนนี้ไม่มีพลังเพียงพอที่จะเลือกหนทางอย่างอื่นได้นี่คือหนทางสุดท้าย”

             

            ฮุ่ยจวินรู้ดีว่าคำกล่าวของปู้ชิงเถานั้นถูกต้องพวกมันในตอนนี้พลาดท่าให้แก่เหล่าโจรภูเขาทั้งค่ายแล้ว การจะเอาชนะพวกมันทั้งหมด และช่วยเหลือทุกคนให้ปลอดภัยคงเป็นไปได้ยากนี่ก็คือความสิ้นหวังของผู้ที่ไร้พลัง หากมันยังอ่อนแอเช่นนี้ มันก็ไม่สามารถปกป้องเพื่อนสนิทและมิตรสหายได้เพราะความอ่อนแอมันถึงต้องสูญเสียคนที่รักไปตลอดชีวิต

             

            ฮุ่ยจวินกัดฟันแลกำหมัดแน่นความเป็นจริงตรงหน้ามิอาจเอาความเพ้อฝันมาตัดสิน มีเพียงความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะอยู่บนโลกแห่งนี้อย่างปลอดภัยผู้อ่อนแอเพียงรอเป็นเหยื่อให้ผู้แข็งแกร่งในซักวันเท่านั้น ซึ่งวันนั้นก็ได้มาเยือนมันอีกครั้งแล้ว

             

            “ไม่ ข้าสูญเสียคนที่รักแลมิตรสหายมามากพอแล้ววันนี้ข้าจะไม่ยอมสูญเสียใครอีก!"

             

            ปู้ชิงเถาแม้เพียงพึ่งคบค้าเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันได้ไม่นานแต่มันนับถือน้ำมิตรเป็นที่หนึ่ง มันเองก็เจ็บใจแลเสียใจเป็นอย่างมากที่มีส่วนทำให้ทุกคนต้องมาตกที่นั่งลำบากเช่นนี้เคล็ดกระบวนวิชาสุดท้ายก็มิอาจสำฤทธิ์ผลเพราะผู้ที่ถ่ายทอดได้ตกตายไปแล้ว เคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์ของมันในตอนนี้จึงยากที่จะล้มฝาแฝดผู้โหดเหี้ยมกับหัวหน้าโจรที่อำมหิตได้

            “สู้ไปก็เสียเปล่าเจ้าไม่ใช่คู่มือของพวกมัน”

             

            ฮุ่ยจวินมองหน้าของปู้ชิงเถา

            “ท่านเคยบอกข้ามิใช่หรือมีสุขร่วมเสพ มีทุกร่วมต้าน ข้าไม่มีอะไรจะเสียในชีวิตแล้ว พวกเรามาช่วยพวกมันให้หนีรอดกันเถอะ”

             

            ปู้ชิงเถาละมือจากการกุมจับข้อแขนมาตบลงบ่าของชายหนุ่มแทน

            “ข้าไม่เสียใจจริงๆที่ได้เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเจ้า”

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะปู้ชิงเถาก็ผงกศีรษะตอบ ก่อนที่พวกมันทั้งสองจะพลิกกายหมุนตัวขึ้น เป็นฮุ่ยจวินที่ซัดหินในมือเข้าใส่หัวหน้าโจรภูเขาอย่างเหนือความคาดหมาย

             

            มีดสั้นในมือของโจรภูเขาสะบัดขึ้นลงสามคราหินทั้งหมดที่ถูกซัดออกก็ร่วงกราวสู่ผืนปฐพี

            “เปล่าประโยชน์มุสิกอย่างพวกเจ้าทำอะไรหมาป่าอย่างข้ามิได้หรอก ฮ่าๆๆ"

             

            ปู้ชิงเถาที่พลิกกายขึ้นมาได้มันร่ายรำเพลงกระบี่โดยใช้ท่อนแขนแทนกระบี่ฟาดฟันออกไปยังเบื้องหลัง ส่งเหล่าโจรที่ปิดล้อมอยู่ต้องล้มระเนระนาดก่อนมันจะหันไปตวาดก้องกับเส้าเทียน

            “พาน้องเจ้าหนีไป!”

             

            เส้าเทียนไหนเลยจะทอดทิ้งพวกพ้องมันคิดยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับคนทั้งสองอยู่ตรงนี้ แต่เบื้องหลังน้องสาวที่หวาดผวากำลังสั่นพร่าหน้าซีดเผือดเมื่อเป็นเช่นนี้มันก็ยากมีสมาธิร่วมต่อสู้ได้ ขณะที่ลังเลอยู่นั้น ฮุ่ยจวินก็ไถลตัวเรียบไปบนพื้นซัดก้อนหินในมือเปิดทางอีกระลอกหนึ่ง

            “ไม่ต้องห่วงพวกเราหากนางยังอยู่เป็นพวกเราจะเสียสมาธิโดยเปล่า”

             

            เส้าเทียนเข้าใจแล้วแม้มันจะตัดสินใจอย่างยากลำบาก แต่เมื่อทั้งสองยอมทำถึงเพียงนี้มันก็มิอาจทำลายน้ำใจพวกมันได้ไว้มันส่งน้องสาวไปในที่ปลอดภัยสำเร็จ มันค่อยแจ้งทางการแลย้อนกลับมาช่วยก็นับว่าเป็นหนทางที่ประเสริฐคิดดังนี้มันก็โอบร่างของเด็กหญิงขึ้น แล้วตะบึงฝ่าเหล่าโจรภูเขาที่ล้มระเนระนาดมุ่งออกจากค่ายโจรภูเขาไปทันที

             

            “ติดตามมันไปอย่าให้มันหลุดรอดจนแพร่งพรายที่ตั้งค่ายอัคคีทมิฬของพวกเราได้!”

             

            กลุ่มโจรนับหลายสิบคิดติดตามเส้าเทียนและน้องสาวไปฮุ่ยจวินก็ใช้ออกด้วยท่าร่างที่ราวกับเหยียบม่านเมฆาไปขวางหน้าพวกมันไว้

            “อย่าคิดว่าจะไปได้โดยง่าย”

             

            โจรชราผู้โหดเหี้ยมซึ่งเป็นฝาแฝดของโจรที่มากด้วยคุณธรรมได้เห็นท่าร่างที่คุ้นตามันก็เลิกคิ้ว

            “เจ้าพี่ชายไม่รักดีนั่นกลับถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับประจำตระกูลให้กับคนแปลกหน้าอีกหรือนี่มันสมควรตายอีกสิบครั้งก็ไม่สาสม!”

             

            โจรชราผู้นี้มีนามว่าตงฟาน มันคือหนึ่งในสองรองหัวหน้าโจรภูเขา เป็นน้องชายฝาแฝดของ ตงฝู พวกมันซึ่งเป็นแฝดแต่ต่างจิตใจตงฝูมากด้วยคุณธรรม เป็นโจรภูเขาเพราะความจำเป็น เงินจากการปล้นของมันมักจะนำไปช่วยเหลือชาวบ้านเขตชายแดนที่ขัดสนทั้งสิ้นส่วนตงฟานผู้น้องเป็นคนโหดเหี้ยม เพื่อความอยู่รอด เพื่อความสุขแลยิ่งใหญ่ มันสามารถสังหารได้แม้กระทั่งพี่ชายในสายเลือดและมองชีวิตของผู้คนราวผักปลา

             

            ส่วนหัวหน้าโจรภูเขาที่อำมหิตผู้นั้นมีนามว่าเจียฝาน ตงฟานว่าโหดเหี้ยมแล้ว แต่หัวหน้าโจรผู้นี้กลับอำมหิตชั่วร้ายยิ่งกว่า

             

            เห็นปู้ชิงเถาและฮุ่ยจวินลงมือขัดขวางให้คนหนีจากค่ายอัคคีทมิฬของพวกมันได้โทสะและความเดือดดาลก็บังเกิด

             

            “ข้าว่าจะให้พวกเจ้าทรมานน้อยที่สุดแต่ตอนนี้เห็นทีจักต้องแร่เนื้อพวกเจ้ามาแช่น้ำเกลือทีละชิ้นจึงเหมาะสม"

            เสียงของเจียฝานตวาดลั่นพร้อมกระดิกนิ้วให้ตงฟานลงมือตงฟานก็ทะยานร่างชักกระบี่ใบหนาข้างกายหวังตัดเฉือนแขนขาของปู้ชิงเถา

            “โดนทารุณมามากขนาดนี้ยังดิ้นรนสู้ต่อได้ข้ายอมรับในตัวเจ้าจริงๆ”

             

            กระบี่ใบหนาถูกวาดออกในเคล็ดวิชาท่องไพศาลอันเป็นเคล็ดวิชาที่ปู้ชิงเถาเองก็ได้รับการถ่ายทอดจากตงฝู เพียงแต่เกิดเหตุการณ์ฉุกละหุกหัวหน้าโจรภูเขามันไหวตัวได้ก่อนว่าตงฝูแอบช่วยเหลือมัน ปู้ชิงเถาจึงมิอาจได้ร่ำเรียนไปถึงเคล็ดวิชาสุดท้าย

             

            เคล็ดวิชาท่องไพศาลประกอบด้วยเจ็ดกระบวนเคล็ดวิชา หนึ่งกระบี่ร่องธาราที่ตงฟานใช้ออกคือกระบวนท่าที่หนึ่งซึ่งกอปรไปด้วยความพริ้วแผ่วราวสายน้ำแต่หนักแน่นหนักหน่วงราวคลื่นที่สาดซัด ท่วงท่าที่ใช้ออกก็วูบไหวและแข็งแกร่งในตัวฮุ่ยจวินจ้องมองก็จดจำได้ว่าท่วงท่านี้คือตอนที่ปู้ชิงเถาร่ายรำออกด้วยกิ่งไม้จนเกือบที่จะลงมือทำร้ายเข้าใส่เส้าเทียนในครานั้นทว่าความแยบคายของโจรชราที่ใช้ออกดูจะไร้ที่ติกว่า

             

            ปู้ชิงเถาฝืนเร่งเร้าลมปราณสะกดอาการบาดเจ็บบนกายชั่วคราวมันกวาดเท้าเตะเข้าใส่โจรภูเขาผู้หนึ่งเพื่อชิงเอาดาบหัวตัดมา มันใช้ดาบแทนกระบี่ร่ายรำออกด้วยหนึ่งกระบี่ร่องธาราเข้าต้านรับ

             

            ตงฟานตวาดว่า

            “เพียงรู้วิชาอย่างผิวเผินหรือจะต่อต้านข้าได้"

             

            กระบี่ใบหนาของตงฟานหมุนพริ้วเป็นเกลียวคลื่นล่องลอยทะลวงเข้าใส่แผ่นอกของปู้ชิงเถาทะลวงปะทะเข้ากับดาบหัวตัดที่ชายหนุ่มวาดออกดั่งกระบี่ เสียงเคร้งเดียวดังสนั่น พลังลมปราณสามัญจากกระบี่ถ่ายทอดหักล้างซึ่งกันจนแขนของปู้ชิงเถาชาด้านคนเสียหลักชวนเซ ครั้งหนึ่งมันเคยพลาดพลั้งแลพ่ายแพ้มาแล้ว ครานี้มันก็มิได้มีสภาพที่ดีไปกว่าเดิมนัก

             

            ปู้ชิงเถาถูกรุกไล่ด้วยเจ็ดกระบวนท่าแห่งเคล็ดวิชาท่องไพศาลอย่างหนักหน่วงชายหนุ่มที่เป็นเพียงหกกระบวนท่าย่อมยากจะต่อต้านได้หมด ซ้ำมันยังบาดเจ็บสะสมมาแต่ต้นความปราดเปรียวจึงลดลง ถูกเคล็ดวิชาที่พลิกแพลง พริ้วแผ่ว ซ้ำยังแฝงความแกร่งกร้าวทั้งเจ็ดเล่นงานแทบจะฝ่ายเดียว

             

            ร่างของปู้ชิงเถาล้มกลิ้งอัดกระแทกเข้ากับเสาไม้จนหักโค่นชายหนุ่มกระอักโลหิตคำใหญ่ แล้วฝืนลุกยืนขึ้นมา

             

            “โดนขนาดนี้ยังยืนหยัดอยู่ได้ดูสิว่าเมื่อถูกหักกระดูกจนทั่วร่างแล้วจะดื้อด้านยืนหยัดได้อีกหรือไม่"

             

            ปู้ชิงเถารู้ตัวว่าเคล็ดวิชาของตนที่มีอยู่มิอาจจะเอาชัยโจรเฒ่าผู้โหดเหี้ยมได้ทั้งมันยังมิทันได้ลุกยืนขึ้นดี กระบวนท่าที่สามแห่งเคล็ดวิชาท่องไพศาลของตงฟานก็ถูกฟาดตามมาติดๆฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นถูกปลดปล่อย ฝ่ามือที่ราวกับนำพามหานทีกวาดม้วนซัดเข้าใส่ช่วงท้องของปู้ชิงเถายังดีที่ฮุ่ยจวินหมุนกายตวัดเตะสามโจรที่เข้ามาพัวพัน แล้วใช้ท่าร่างที่รวดเร็ววูบไหวผลักร่างของปู้ชิงเถาจึงหลบรอดได้อย่างหวุดหวิด

             

            ผืนปฐพีที่ว่างเปล่าถูกฝ่ามือพิชิตท้องคลื่นของตงฟานจนยุบลงเป็นแอ่งนี่เพียงเกิดจากลมปราณสามัญในกาย หากมันมีลมปราณปาฏิหาริย์ในวิถีวจนะยุทธ์ ความน่ากลัวของเคล็ดวิชานี้จะมีอานุภาพถึงเพียงไหน

             

            “มุสิกอย่างพวกเจ้าก็มิต่างจากมุสิกในกรงเหล็กคิดว่าภายใต้กรงที่คับแคบเช่นนี้จะหลบหนีได้ซักกี่น้ำ!”

             

            ตงฟานยังคงลงมืออย่างโหดเหี้ยมและต่อเนื่องปู้ชิงเถาก็กล่าวราวกระซิบกับฮุ่ยจวินว่า

            “ข้ามิอาจทานทนรับมือมันได้นานกว่านี้แล้วเคล็ดวิชาของข้าก็ไม่สมบูรณ์พอที่จะเทียบกับมันได้เลย มีโอกาสเจ้าจงรีบตีฝ่าออกไป”

            มันกล่าวอย่างหนักแน่นต่อเนื่อง

            “ครั้งนี้เจ้าต้องเชื่อข้าหนีไปซะ”

             

            ฮุ่ยจวินตลอดเวลาที่ต่อสู้พัวพันถ่วงเวลาให้เส้าเทียนพาน้องสาวหลบหนีไปนั้นมันก็มิได้ตั้งหน้าตั้งตาสู้แต่อย่างเดียว มันยังจับตามองการเคลื่อนไหว มองกระบวนเคล็ดวิชาทั้งเจ็ดถึงขนาดยอมพลาดพลั้งเจ็บตัวเพื่อหาจังหวะจับตาดูช่องท้องที่ยุบพองของตงฟาน การยุบพองของช่องท้องมีผลมาจากการกำหนดลมหายใจเข้าออกแต่ละกระบวนท่าจะมีการกำหนดลมหายใจและโคจรพลังลมปราณที่แตกต่างกัน มันสังเกตุทุกกระบวนเคล็ดวิชาของตงฟานที่ใช้ออกจนเริ่มจับจุดได้ และยิ่งได้เห็นกระบวนท่าทั้งเจ็ดของตงฟาน ทำให้มันทราบได้ทันทีว่าผู้ที่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาตัวเบาที่ราวกับเหยียบม่านเมฆาแก่มันก็คือโจรมากด้วยคุณธรรมที่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาแก่ปู้ชิงเถานั่นเอง

             

            และก็บังเอิญว่ากระบวนเคล็ดวิชาที่ปู้ชิงเถาขาดไป กลับเป็นกระบวนเคล็ดวิชาเหยียบม่านเมฆาที่มันมีในตัว!

             

            ฮุ่ยจวินรีบถ่ายทอดน้ำเสียงออกไป

            “ฟังข้านี่อาจเป็นทางรอดของพวกเราทั้งสอง"

             

            ปู้ชิงเถามองนัยน์ตาที่ทอแววเจิดจ้าแสดงถึงความแน่วแน่ของฮุ่ยจวินมันก็ตอบรับ

            “ว่ามา"

             

            ฮุ่ยจวินก็แสดงท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาออกอย่างแช่มช้อยเป็นจังหวะหลบการโจมตีของตงฟานพร้อมกับอธิบายหลักสำคัญในการเดินลมปราณและกำหนดลมหายใจต่อปู้ชิงเถาทันที

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน