ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    บทที่ 4 : เริ่มฝึกตนใหม่

    เริ่มฝึกตนใหม่
    เวลาผ่านไปจนถึงช่วงค่ำ หลินเฉินได้ร่วมกินข้าวกับพ่อและแม่ของเขาที่ไม่ได้พบเจอกันมานาน แม้ว่าสำหรับพ่อแม่ของเขา จะเป็นเวลาเพียงหกปีที่ไม่ได้เจอกัน
    แต่ไม่ใช่กับเขา เขาที่มีอยู่ในโลกอมตะหนึ่งหมื่นปี นี่นับเป็นอาหารมื้อแรกในรอบหมื่นปีที่เขาได้ร่วมกินกับพ่อและแม่ของเขา
    แต่อาหารมื้อนี้ก็ขาดรสชาติบางส่วนไป เนื่องจากลูกสาวของเขาหลินหลิงหลิง ไม่ได้มาร่วมกินด้วย
    “เสี่ยวเฉินอย่าโกรธหลิงหลิงเลยนะ ลูกต้องให้เวลาหลิงหลิงบ้าง” หลังกินข้าวเสร็จ หรันหยูแม่ของเขาพูดกับเขาอยู่หลายคำ ก่อนจะเก็บจานชามไปล้าง
    หลินเฉินไหนเลยจะโกรธลูกสาวของเขาได้ลงคอ เขาที่ได้ฟังเรื่องของเธอจากพ่อแม่ รู้ว่าตั้งแต่เธอเกิดมา เธอก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความลำบากที่ไม่มีพ่อ มีเพียงแม่และปู่ย่าผู้เป็นที่รัก และไหนจะแม่มาถูกพรากไปเมื่อหนึ่งปีก่อนอีก
    ไม่แปลกที่เธอจะโกรธเขาผู้เป็นพ่อและไม่ยอมรับว่าเขาเป็นพ่อของเธอ ที่ไม่เคยอยู่ด้วยกับเธอยามที่เธอเกิด หรือแม้แต่ยามที่เธอลำบาก
    ในเรื่องของลูกสาวเขา หลินเฉินไม่รีบร้อน เขาเชื่อว่าเวลาและการกระทำของเขา จะทำให้หลิงหลิงยอมรับเขาเป็นพ่ออย่างแน่นอน
    “พ่อ ผมออกไปเดินเล่นหน่อยนะ” หลินเฉินบอกกับพ่อของเขาที่นั่งอยู่ใกล้
    หลินไคพยักหน้าให้ “ไปเถอะ”
    เขาคิดว่าหลินเฉินที่เพิ่งจะกลับมา สมควรออกไปเดินเล่นดูความเปลี่ยนแปลงในเขตตงฝูเสียหน่อยก็ดี
    หลินเฉินเดินออกจากบ้าน เขาไม่ได้ออกทางหน้าบ้าน แต่เป็นหลังบ้าน ความจริงเขาไม่ได้ต้องการที่จะไปเดินเล่นอะไร เขาเพียงต้องการหาสถานที่เงียบๆ เพียงเท่านั้น
    หลังบ้านของหลินเฉินเงียบสนิท ไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา เนื่องจากบ้านของเขาตั้งอยู่สุดเขตตงฝูที่ใกล้กับป่า
    ท้องฟ้าในตอนนี้ถูกย้อมด้วยสีดำของยามราตรีไปแล้ว ดวงอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้า มีดวงจันทร์ปรากฏขึ้นมาแทน แสงจันทร์สีเหลืองนวลได้สาดส่องลงมา ทำให้ค่ำคืนนี้ไม่ได้มืดมิดเท่าไหร่นัก
    หลินเฉินยืนอยู่เงียบๆ คนเดียว ก้มหน้าลง มองแหวนสีฟ้าเข้มในมือที่มองดูแล้วสวนงามเป็นอย่างมาก
    แหวนวงนี้ไม่ใช่แหวนธรรมดา แต่เป็นแหวนมิติในโลกอมตะ มีเพียงชนชั้นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่หามาได้
    หลินเฉินแม้ตอนนี้จะไร้พื้นฐานการฝึกตน ทว่าการจะใช้แหวนมิติไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับเขา เขาหลับตาลง ใช้จิตเป็นตัวเชื่อม เปิดทางเข้าสู่แหวนมิติ
    แสงสีฟ้าจางๆ พลันถูกเปล่งออกมาจากตัวแหวน ทำให้หลินเฉินใช้งานแหวนมิติได้สำเร็จ
    เปลือกตาค่อยๆ ลืมขึ้นมา เขานำเอามุกสีขาวที่มีขนาดเท่าฝ่ามือออกมา ตัวมุกสีขาวนวลเนียนดูสบายตา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสร้างขึ้นมาด้วยวัสดุที่วิเศษอย่างแน่นอน
    “เปิด!”
    หลินเฉินโยนมุกสีขาวในมือออกไป มันก็เปล่งแสงเจิดจ้าสีขาวครั้งหนึ่ง จากนั้นก็จมหายไปในอากาศอันว่างเปล่าตรงหน้า
    รอยยิ้มอันบางเบาผุดขึ้นมาบนใบหน้าของหลินเฉิน เขาก้าวเท้าออกไป ร่างกายจมหายไปในอากาศเช่นเดียวกันมุกสีขาว
    เมื่อก้าวเข้ามา หลินเฉินก็ได้มายังสถานที่ที่สวยงาม รอบด้านคล้ายเป็นโลกที่กว้างใหญ่ ท้องฟ้าสีครามสดใส มีก้อนเมฆสีขาวที่ดูละมุนตาลอยเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าเอื่อยเฉื่อย พื้นด้านล่างเป็นสีเขียวขจี เต็มไปด้วยหญ้าต้นเล็ก
    ไม่ไกลออกไปยังมีเรือนไม้หลังใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตงดงาม ข้างๆ เรือนใหญ่ยังมีสวนสมุนไพรขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เป็นสวนสมุนไพรที่มีสมุนไพรนานาชนิดอยู่จำนวนมาก
    ถัดไปจากสวนสมุนไพรก็เป็นสวนผลไม้ นอกจากนี้ในทุ่งหญ้าอันห่างไกลยังมีสัตว์วิญญาณสองสามชนิดอยู่
    อากาศในโลกแห่งนี้บริสุทธิ์ยิ่ง แค่เพียงสูดลมหายใจเข้าไปก็จะรู้สึกสดชื่นราวกับได้ดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จากยอดเขา
    “ยังดีที่มุกมิติใช้งานได้ปกติ” หลินเฉินแสดงใบหน้าที่มีรอยยิ้มออกมา มุกสีขาวที่เขาโยนออกมา มีชื่อว่ามุกมิติ คุณสมบัติก็ตรงตามชื่อของมัน เป็นมุกที่มีมิติอยู่ภายใน ซึ่งก็คือโลกแห่งนี้ ที่เขาได้สร้างด้วยตนเองสมัยที่ยังเป็นนิรันดร์กาลในโลกอมตะ
    “สดชื่อจริงๆ” หลินเฉินเดินเข้าไปยังเรือนไม้หลังใหญ่ เขาเดินเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน
    บนเรือนไม้มีหลายห้อง เขาตรงไปยังห้องห้องหนึ่ง ป้ายเหนือประตูห้องสลักเอาไว้ว่า ‘ห้องโอสถ’ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสงสัยเลย ห้องที่หลินเฉินตั้งใจจะเข้าไปก็คือห้องโอสถ เขาเข้าไปในห้องโอสถ
    ทันทีที่ก้าวเท้าย่างเข้าไป กลิ่นโอสถอันหอมกรุ่นหลายชนิดก็ลอยมาแตะจมูก ภายในห้องโอสถมีโอสถอยู่จำนวนมากหลายชนิด ถูกจัดเก็บไว้ในขวดหยกอย่างดีและจัดวางอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ
    “โอสถกำเนิดๆ” หลินเฉินไล่หาโอสถกำเนิดตามชั้นวาง เขาที่สูญเสียพื้นฐานฝึกตนไปทั้งหมด ย่อมต้องทำการเริ่มฝึกตนใหม่ตั้งแต่ต้น
    ระดับพื้นฐานฝึกตนแรกคือระดับกำเนิดปราณ โอสถกำเนิดปราณย่อมไม่อาจที่จะขาดได้
    พูดถึงระดับพื้นฐานฝึกตนในโลกอมตะแล้ว มันมีอยู่ด้วยกันเก้าระดับ ประกอบด้วย ระดับกำเนิดปราณ ระดับก่อรากฐาน ระดับย่ำปฐพี ระดับทะยานนภา ระดับจุติสวรรค์ ระดับหลุดพ้นดารา ระดับเข้าสู่เทวะ ระดับสัมผัสอมตะและสุดท้ายระดับนิรันดร์กาล
    และทุกระดับของพื้นฐานฝึกตนที่กล่าวมาข้างต้น จะมีสามขั้นย่อย ซึ่งก็คือ ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย
    “อยู่นี่เอง” หลินเฉินไล่หาโอสถกำเนิดปราณอยู่พักหนึ่ง เขาก็หาเจอ เขาหยิบมาหนึ่งขวดหยก จากนั้นออกจากห้องโอสถ ไปห้องฝึกตนในทันที
    ห้องฝึกตนเป็นห้องที่เรียบง่าย มีเพียงพรมที่ถูกปูอยู่ที่พื้น นอกนั้นก็มีเพียงเสาหินปราณสี่ต้น
    หลินเฉินเดินเข้าไปนั่งลงยังใจกลางห้อง จากนั้นเปิดขวดหยก เทโอสถกำเนิดลงมา
    โอสถส่วนมากมีสองชนิด คือชนิดแบบเม็ดและแบบของเหลว ในส่วนของโอสถกำเนิด มันเป็นแบบเม็ด
    ภายในขวดหยกมีโอสถกำเนิดอยู่สามเม็ด เม็ดยาโอสถกำเนิดปราณเป็นสีขาว ไม่มีกลิ่นใดๆ ทั้งสิ้น อาจจะเป็นเพราะมันเป็นโอสถระดับต่ำสุด จึงไม่มีกลิ่น
    “น่าคิดถึงจริงๆ” หลินเฉินแย้มยิ้มออกมา เมื่อเขาหวนนึกไปถึงช่วงที่ได้กินโอสถกำเนิดครั้งแรก เขานึกถึงพอหอมปากหอมคอ ก็โยนโอสถกำเนิดทั้งสามเม็ดเข้าปาก
    เสียงเคี้ยวดังขึ้น เขาเคี้ยวมันจนแหลกละเอียดก่อนกลืนลงไป รอยยิ้มอันแห้งแล้งพลันผุดขึ้นมาบนใบหน้าของหลินเฉิน
    ‘รสชาติบัดซบจริงๆ’ ไม่พูดไม่ได้ว่าโอสถกำเนิดมีรสชาติที่ห่วยแตกมาก อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นประโยชน์ต่อคนธรรมดาที่อยากจะก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางการฝึกตน
    ภายในท้องของหลินเฉินเริ่มร้อนวูบวาบ จุดกำเนิดพลังปราณเริ่มถูกสร้างขึ้นภายในตันเถียนของเขา
    หลินเฉินหลับตาลงดูดซับโอสถกำเนิด ร่างกายของเขาค่อยๆ แดงขึ้น ไอร้อนได้พุ่งออกมาจากร่างกาย
    เวลาผ่านไปราวๆ หนึ่งชั่วโมง ก็มีของเสียถูกขับออกมาจากร่างกายของหลินเฉิน ของเสียมีกลิ่นเหม็น มีลักษณะเป็นของเหลวหนืดสีดำ
    ดวงตาของเขาเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ มีประกายแสงวาบผ่านในแววตา เขายิ้ม “ระดับกำเนิดปราณขั้นต้น”
    ในตอนนี้เขาได้กลับคืนสู่การเป็นผู้ฝึกตนแล้ว โดยเริ่มจากระดับที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุดอย่างระดับกำเนิดปราณขั้นต้น!
    จบบทที่ 4