เมื่อเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวเขาก็ทั้งแปลกใจและยินดียิ่งนักที่ได้พบว่าอีเด็นหลานชายมารออยู่โดยปกติแล้วพวกหลานหนุ่มๆ ไม่ใคร่จะแวะมาเยี่ยมเยียนเขาถึงห้องเท่าไรนักดูเหมือนพวกหลานๆ จะชอบนิโคลาสมากกว่าเพราะลุงคนโตมีเื่ขบขันเล่าให้ฟังเสมอดังนั้นในทุกครั้งที่มีหลานแวะมาหาเออร์เนสท์จะดีใจมากและพร้อมที่จะพักการศึกษางานของเช็คสเปียร์ไว้ก่อนด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง
อีเด็นกำลังนั่งอยู่บนขอบโต๊ะทำงานแกว่งขาเล่นอย่างสบายอารมณ์เมื่อเห็นลุงเดินเข้ามาโดยไม่รู้ตัวสีหน้าของเขาก็บอกความขัดเขินอยู่
“ผมหวังว่าคงไม่ได้มารบกวนลุงหรอกนะครับ” เขาเอ่ยขึ้น
“ถ้าลุงคิดว่าเป็การรบกวนผมจะออกไปก่อนก็ได้”
เออร์เนสท์ทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้ที่ไกลจากโต๊ะทำงานเหมือนจะแสดงให้หลานชายเห็นว่าเวลานี้เขายังไม่้าทำงานหรืออ่านหนังสือแต่อย่างใด
“ลุงกลับดีใจเสียอีกที่แกมาหาลุงแกก็รู้นะอีเด็นว่าลุงดีใจกับความสำเร็จเื่การเขียนหนังสือเล่มนั้นของแกอย่างมากและที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็เพราะว่าแกเคยนั่งอ่านบทกวีดีๆอย่างนั้นให้ลุงฟังในห้องนี้มีแล้ว ลุงสนใจงานของแกมากทีเดียวนะ”
“ลุงเป็คนเดียวจริงๆ นะครับที่เข้าใจการทำงานและความรู้สึกของผม”อีเด็นตอบ
“เข้าใจถึงความสำคัญว่าการที่หนังสือเล่มนี้ของผมได้รับการจัดพิมพ์ขึ้นนั้นมันมีความหมายสำหรับชีวิตผมมากแค่ไหนมันก็จริงอยู่หรอกครับที่ลุงนิคเองก็เคยชมบทกวีที่ผมเขียนขึ้น...”
“อ๋อ...” เออร์เนสท์ขัดขึ้นก่อนที่หลานชายจะพูดจบอาจจะเป็เพราะความอิจฉาลึกๆ ในใจกระมัง
“นี่แกก็อ่านบทกวีให้นิโคลาสฟังในห้องของเขาเหมือนกันอย่างนั้นรึ?”
“ก็...สองสามบทเท่านั้นละครับ เฉพาะบทที่ผมคิดว่าลุงนิคจะสนใจส่วนใหญ่ก็เป็เื่ที่เกี่ยวกับความรัก ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะผมอยากจะรู้ว่ามันจะสร้างความรู้สึกยังไงให้เกิดขึ้นกับเขาบ้างอีกประการหนึ่งลุงนิคก็เป็คนที่เคยผ่านโลกมามากเป็คนที่มีประสบการณ์ในชีวิตอย่างมากมาแล้ว”
“แล้วเขารู้สึกยังไงบ้างล่ะ?” เออร์เนสท์ย้อนถาม
“ผมคิดว่าลุงนิคก็ชอบนะครับ เพียงแต่ว่าก็คงเหมือนลุงนั่นแหละครับคือปรับใจให้ยอมรับกับรูปแบบของโคลงสมัยใหม่ได้ยากสักหน่อยแต่ถึงอย่างนั้นลุงนิคก็คิดว่าผมมีความสามารถในการใช้ถ้อยคำอะไรทำนองนั่นแหละครับ”
“ลุงอยากเห็นแกได้เล่าเรียนที่อ๊อกซฟอร์ดจริงๆ”
“ผมก็อยากไปเรียนต่อที่นั่นครับ และก็คงจะได้ไปแน่ๆถ้าเรนนี่จะยอมรับฟังในเหตุผลของผมบ้างแต่ขณะนี้เขากำลังมีความรู้สึกว่าการศึกษาเล่าเรียนที่เขาให้กับผมนั้นมันเป็เื่ของการสูญเปล่าเพราะผมปฏิเสธไม่ยอมเรียนกฎหมายอย่างที่เขาตั้งความหวังไว้ แต่ผมไม่มีหัวทางนั้นเลยนี่ครับลุงที่จริงผมรักเรนนี่มากนะครับแต่ผมก็ไม่อยากเห็นเขามุ่งแต่ในสิ่งที่มันเป็สาระมากจนเกินไปโดยเฉพาะเื่เงินๆ ทองๆ นั่นสิ่งแรกที่เขาถามเกี่ยวกับงานหนังสือของผมก็คือผมจะใช้มันเป็เครื่องทำมาหาเลี้ยงชีพได้หรือเปล่าราวกับว่าใครก็ตามที่ทำหนังสือเล่มแรกออกมาจะต้องประสบความสำเร็จไปเสียหมดอย่างนั้นล่ะ”
“โดยเฉพาะหนังสือบทกลอนเสียด้วยนะ” เออร์เนสท์ตอบอย่างใช้ความคิด
“ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คิดเลยนะครับว่าผมเป็คนแรกในครอบครัวที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของเราเป็ที่รู้จักแก่ชาวโลก...”
เมื่อเห็นแววตาที่บอกถึงความน้อยใจของลุงอยู่อีเด็นก็รีบกล่าวต่อว่า
“อย่างลุงก็เหมือนกันนะครับลุงพยายามศึกษาค้นคว้างานของเช็คสเปียร์อย่างนี้ผมคิดว่าถึงงานวิจารณ์ของลุงได้รับการจัดพิมพ์ออกมาแล้วละก็มันจะต้องเป็หนังสือที่น่าสนใจมากทีเดียว”
อีเด็นถอนหายใจเบาๆก่อนที่จะกล่าวต่อว่า
“แต่เรนนี่เขาคงไม่ภาคภูมิใจในความสำเร็จของเราคนใดคนหนึ่งไปด้วยหรอกครับผมคิดว่าเขาอาจรู้สึกอับอายขายหน้าเสียด้วยซ้ำทั้งนี้เพราะเขาคิดว่าขึ้นชื่อว่าเป็ไว้ท์โอ๊คแล้วจะต้องเป็เ้าของไร่ปศุสัตว์หรือไม่ก็ต้องเป็ทหาร ผมว่าเขาขีดวงให้กับชีวิตของตัวเองไว้อย่างจำกัดมากเกินไป”
“เขาเคยเป็ทหาร เคยผ่านชีวิตามาแล้วนี่” เออร์เนสท์กล่าว
“ซึ่งนั่นมันก็เป็ประสบการณ์ในชีวิตที่เขาเคยผ่านพบมาอย่างนั้น”
“แล้วเขาได้ความภาคภูมิใจอะไรกลับมาบ้างล่ะครับ?” อีเด็นถามเสียงเครียด
“พอกลับมาถึงคำถามแรกที่เขาตั้งขึ้นก็คือเื่ราคาของลูกวัวกับราคาฟางและตอนบ่ายวันแรกที่มาถึงก็ออกไปดูแม่หมูตกลูกเสียแล้ว”
“นั่นสินะที่แกพูดมาทั้งหมดนี่ลุงเข้าใจแล้วก็เห็นใจแกอย่างมากทีเดียวหลานรักเม๊กกี้ก็เหมือนกันนะเขามีความเห็นว่าแกเป็คนที่มีความเป็อัจฉริยะอยู่ในตัวทีเดียวละ”
“โอ...เม๊กกี๊เป็พี่สาวที่ดีที่สุดในโลกเลยละครับลุงผมอยากให้พี่น้องของเราดีเหมือนเม๊กกี๊ทุกคนจริงๆ ปิแอร์น่ะแย่ที่สุดเลย”
“อย่าไปโกรธปิแอร์เลย เ้านั่นมันไม่สนใจเื่หนังสือหนังหาหรอกอีกประการหนึ่งมันก็ยังเป็เด็กอยู่มาก เอาละ อีเด็นแกลองเล่าให้ลุงฟังหน่อยสิว่าแกจะทำยังไงต่อไป?แกจะยึดการเขียนหนังสือเป็อาชีพตลอดไปอย่างนั้นรึ? อาจจะเป็เพราะความรู้สึกเห็นใจในความเพียรพยายามของหลานชายต่องานที่เขารักอย่างมากทำให้เออร์เนสท์อยากจะเข้าไปโอบกอดและปลอบใจหลานเพื่อให้อีเด็นมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น”
“ครับ ก็คงจะเป็อย่างนั้น ผมคิดว่าผมคงจะต้องเขียนหนังสือต่อไปเรื่อยๆฤดูร้อนปีนี้ผมอาจจะเดินทางขึ้นไปทางเหนือก็ได้ครับผมอยากเขียนบทกวีเกี่ยวกับทัศนียภาพของแผ่นดินทางตอนเหนือบ้างไม่ใช่ในเื่ที่เกี่ยวกับความสวยสดงดงามต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือผมคงจะไม่เอาเื่กฎหมายกับงานกวีของผมมาปะปนกันแน่เพราะมันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลยแล้วคอยดูไปก็แล้วกันครับลุงเออร์นี่ว่าผมจะทำอะไรได้บ้าง”
ภายหลังจากนั้นทั้งลุงและหลานก็สนทนาเกี่ยวกับเื่งานกวีที่ตนรักอย่างมีชีวิตจิตใจเออร์เนสนั้นให้ทรรศนะอย่างผู้ที่มีความรู้แม่ว่าเขาจะอายุถึงเจ็ดสิบปีแล้วและไม่เคยทำมาหาได้จากปลายปากกาแม้แต่เซ็นต์เดียวเลยก็ตาม
แต่ขณะเดียวกันอีเด็นก็อดครุ่นคิดอยู่ในใจไม่ได้ว่าเมื่ออายุมากขนาดนี้แล้วลุงเออร์นี่จะไปอยู่ที่ไหนได้ถ้ามิได้อยู่ใต้ร่มไม้ชายคาของเรนนี่ บางทีคุณย่าอาจจะช่วยเหลือทางด้านการเงินอยู่บ้างกระมังแต่การที่จะขอเงินจากคุณย่านั้นมันยากยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก
เมื่ออีเด็นออกจากห้องไปแล้วออร์เนสท์ก็ยังนั่งอยู่ในเก้าอี้ตัวเดิมข้างหน้าต่างนั่นเองทอดสายตามองออกไปยังท้องทุ่งเขียวขจี และใช้ความคิดเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของมารดาซึ่งมันออกจะเป็ความคิดที่รบกวนจิตใจเขาอยู่อย่างมาก
อันที่จริงมารดาของเขาก็ใช่ว่าจะมีทรัพย์มากมายจนล้นฟ้าอะไรเพียงแต่ว่าพอที่จะเลี้ยงกันไปอย่างสุขสบายพอตัวปัญหามันอยู่ตรงที่ว่ามารดาของเขาจะยกให้กับใครเท่านั้นเพราะแม้ว่าเขาจะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับมารดาอยู่มากแต่นางก็ไม่เคยเปิดเผยว่าจะยกทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ให้กับใครทั้งนี้เพราะมิสซิสไว้ท์โอ๊ครู้ดีว่าตราบใดที่ทรัพย์สมบัติยังอยู่ในมือตราบนั้นนางย่อมจะยังมีอำนาจในนี้อยู่และความรู้สึกนั้นทำให้นางมีกำลังใจอย่างแรงกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
เออร์เนสท์รักครอบครัวของเขาอย่างมากเพราะฉะนั้นเขาจึงไม่คิดว่าตนเองจะรู้สึกเสียใจอะไรถ้าใครสักคนหนึ่งในครอบครัวจะเป็ผู้ทรัพย์สินมรดกนั้นแม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาจะเคยฝันว่าตนเองจะได้เป็ทายาทของตระกูลนี้เป็ผู้มีอำนาจในเคหาสน์แห่งจาลน่า ได้ลิ้มรสความมีอิสระที่จะไม่ต้องพึ่งพาผู้ใดอีกต่อไปก็ตาม
ถ้าเมื่อใดเขาได้รับตำแหน่งทายาทเมื่อนั้นเขาจะอำนวยความสุขให้กับทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของเขานับั้แ่นิโคลาสพี่ชายไปจนถึงเวคฟิลด์หลานชายตัวน้อยคนนั้นและด้วยอำนาจนั้นอีกเช่นกันที่เขาจะช่วยสร้างหนทางในการครองชีวิตที่ดีที่สุดให้กับทุกคนแต่ขณะเดียวกันที่นิโคลาสได้เป็ทายาทมารดาของเขาก็ควรจะออกคำสั่งให้ใครสักคนเป็ผู้ถือเงินไว้แต่เพียงผู้เดียวถึงอย่างไรเออร์เนสท์ก็ไม่อยากคิดไปถึงเื่ที่นิโคลาสจะได้เป็ทายาทเคหาสน์จาลน่าและที่ดินจำนวนมากมายนั้นเลยเพราะพี่ชายของเขาคงจะคิดทำลายมากกว่าสร้างสรรค์
นิโคลาสเคยพูดเล่นอยู่เสมอว่าถ้าเขาได้ทรัพย์สมบัติของมารดาแล้วเขาจะทำอะไรกับมันบ้างดูเหมือนเขาจะถือสิทธิ์ในความเป็ลูกชายคนโตว่าเขาควรจะได้รับตำแหน่งทายาทดังกล่าวมันเป็คำพูดที่เออร์เนสท์ไม่กล้าจะเล่าให้มารดาฟังแต่มันก็ทำให้เขาบังเกิดความแน่ใจขึ้นมาว่าถ้าลงเป็เช่นนั้นจริงแล้วครอบครัวก็จะต้องประสบความวิบัติอย่างไม่ต้องสงสัย
สำหรับเรนนี่นั้นที่จริงแล้วหลานชายคนนี้จัดว่าเป็คนดีคนหนึ่งแต่ทุกวันนี้สภาพความเป็อยู่ดูจะตกต่ำลงมาก ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นั้แ่ตอนที่เรนนี่ไปเป็ทหารและเมื่อเขากลับมาเรนนี่ก็ไม่คิดที่จะทำให้สภาพความเป็อยู่ดีขึ้นและนี่ก็เป็อีกคนหนึ่งที่จะต้องเป็คู่แข่งของเขาแต่มันก็ขึ้นอยู่กับมารดาของเขาจะเลือกใครขึ้นมาเป็ทายาทเท่านั้น
เออร์เนสท์ถอนหายใจออกมาแรงๆเหลือบมองไปทางเตียงนอน มีความคิดว่าเขาควรจะได้หลับสักงีบภายหลังจากที่รับประทานอาหารจนหนักท้องมาแล้ว เขาหันไปมองความงามของท้องทุ่งอีกครั้งก่อนที่จะเดินออกไปทอดกายลงบนเตียงอันอ่อนนุ่มโดยมีซาช่าตามติดไปด้วยและขดตัวซุกหน้าลงข้างหมอน อุ้งมือนิ่มๆ ของมันวางอยู่บนซีกแก้มของผู้เป็นายและคล้ายกับมัน้าจะให้นายรู้ถึงความรักที่มันมีต่อเขา จึงใช้ปลายเล็บแหลมๆข่วนให้เบาๆ
“ซาซ่า...ข้าเจ็บแล้วนะ” เออร์เนสร้องบอกมัน
มันชักมือออกตบหน้าเขาเบาๆ พร้อมกับทำเสียงขู่อยู่ในลำคอ
“ไอ้น่ารัก” เออร์เนสท์หลับตาอย่างมีความสุข “ไอ้นุ่มนิ่ม”
เ้าซาช่าเองก็ง่วงอยู่ไม่น้อยดังนั้นทั้งคนและแมวจึงหลับไปด้วยกัน